กลุ่มควบคุมเหตุรำคาญและผลกระทบต่อสุขภาพ สสว.

กลุ่มควบคุมเหตุรำคาญและผลกระทบต่อสุขภาพ สสว. จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร

การวิเคราะห์สิทธิขั้นพื้นฐานกับเรื่องร้องเรียนเสียงจากกิจกรรมของวัด
26/07/2022

การวิเคราะห์สิทธิขั้นพื้นฐานกับเรื่องร้องเรียนเสียงจากกิจกรรมของวัด

เสียงระฆังโบสถ์กับชุมชน - เสียงพระสวดกับคอนโดมิเนียม
สังคมแห่งการชั่งน้ำสิทธิสิทธิขั้นพื้นฐาน - สังคมแห่งเหตุและผล


ความนำ

ปัญหาข้อพิพาทในสังคมไทยเรื่องเสียงที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางศาสนาของวัดกับประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณวัดนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในสังคมอย่างมาก และดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาหนักหนามากยิ่งขึ้นในอนาคต หากไม่มีฉันทามติของสังคมและทางออกของกฎหมาย เพื่อการกำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวให้เกิดความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะของประชาชน และกำหนดกรอบการทำกิจกรรมทางศาสนาของวัดเพื่อให้อยู่ร่วมกับประชาชนและสังคมได้โดยปกติสุข

เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้เคยเกิดปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีระฆังในตอนเช้าของวัดซึ่งอยู่ในบริเวณที่ชุมชน โดยมีข้อเท็จจริงอยู่ว่า มีผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านถนนพระราม ๓ ได้เข้าร้องเรียนต่อสำนักงานเขตบางคอแหลมว่า วัดซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ คอนโดมิเนียม ได้ทำการตีระฆังส่งเสียงดังรบกวน ตั้งแต่เวลา 03.30 - 04.00 น. เป็นประจำทุกวัน สร้างความเดือนร้อนรำคาญให้กับผู้พักอาศัยในบริเวณคอนโดมิเนียมดังกล่าวที่อยู่ติดวัด และเกิดกรณีร้องเรียนการกระทำของวัดขึ้น ทำให้เกิดเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ผ่านทางสาธารณะและสื่อสารมวลชนเป็นวงกว้าง โดยเนื้อหาของการวิพากษ์วิจารณ์มุ่งเป้าไปที่ตัวผู้ร้องเรียนว่ามีความไม่เหมาะสม "เพราะวัดตั้งอยู่มานานแล้ว และคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นทีหลัง" อีกทั้ง "การตีระฆังก็เป็นกิจกรรมทางศาสนาตามปกติของวัด ซึ่งผู้พักอาศัยใกล้เคียงจำต้องมีความเข้าใจและอดทนให้ได้ต่อเสียงการตีระฆังตอนเช้าในช่วงเวลาดังกล่าว" นอกเหนือจากเหตุการดังกล่าวแล้ว เมื่อไม่กี่วันมานี้ก็ได้เกิดข้อพิพาทขึ้นใหม่ที่มีข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกัน โดยมีผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมย่านตลาดพลูว่าเข้าร้องเรียนกับทางวัดว่า เสียงสวดศพของพระในวัดช่วงหัวค่ำของทุกวันนั้น รบกวนการใช้ชีวิตตามปกติของบุคคลดังกล่าว โดยเฉพาะเป็นการรบกวนสมาธิในการเรียนและการอ่านหนังสือ และเกิดเป็นข่าวและเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในสังคมอีกครั้งถึงความเหมาะสมของข้อร้องเรียน รวมถึงขอบเขตการทำกิจกรรมทางศาสนาของวัด

ปัญหาในเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นปัญหาที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับเป็นปัญหาที่หาทางออกได้ยากยิ่ง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาซึ่งกระทบกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจปล่อยให้การแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่จะต้องโต้แย้งกันด้วยเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโต้แย้งหรืออภิปรายผ่าน "แว่น" หรือ "วิธีการให้เหตุผล" ในทางกฎหมาย และหลักการเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน เพื่อให้คำตอบหรือวิธีการแก้ปัญหาที่ได้มานั้นมีความเป็นเหตุเป็นผล และเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ปัญหาตามตัวอย่างนั้น ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยเท่านั้น แต่เป็นปัญหาสากลที่เคยเกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของโลกเช่นเดียวกัน เราจึงอาจศึกษาวิธีการแก้ปัญหาทางกฎหมายที่เคยเกิดขึ้นในสังคมอื่น ๆเพื่อเป็นตัวอย่างวิธีคิดในการแก้ปัญหาในสังคมไทยได้ โดยผู้เขียนขอยกตัวอย่างข้อพิพาทที่เคยเกิดขึ้นในประเทศเยอรมนีซึ่งมีข้อเท็จจริงทำนองเดียวกัน และศาลในประเทศเยอรมนีเคยให้เหตุผลทางกฎหมายเพื่อหาทางออกเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ

ความเป็น "เพื่อนบ้าน" ของโบสถ์ในคริสต์ศาสนากับผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง

เกิดคดีขึ้นในศาลปกครองสูงสุดระดับสหพันธ์ของเยอรนี (Bundesverwaltungsgericht) เมื่อปี ค.ศ. 1983 โดยเป็นคดีพิพาทระหว่างเจ้าของบ้านเรือนกับโบสถ์คาทอลิกแห่งหนึ่งว่า โบสถ์สามารถตีระฆังตามที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมาได้ในขอบเขตเพียงใด โดยโบสถ์ดังกล่าวมีกำหนดเวลาในการตีระฆังตอนเช้าอยู่ว่า ในช่วงฤดูร้อนจะตีระฆังในเวลา 6.00 น. และในช่วงฤดูหนาวจะตีระฆังในเวลา 7.00 น. และจะไม่มีการตีระฆังในวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยในการตีระฆังแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 1 นาที โจทก์ซึ่งเป็นหมออาศัยอยู่ในบ้านเรือนตั้งอยู่ห่างจากโบสถ์ดังกล่าวประมาณ 200 เมตร มีความรู้สึกว่าการตีระฆังของโบสถ์ในช่วงฤดูร้อนตอนหกโมงเช้านั้นเป็นการรบกวนการใช้ชีวิตตามปกติของตน และต้องการให้โบสถ์ปรับวัตรปฏิบัติใหม่โดยให้ตีระฆังในช่วงฤดูร้อนในเวลาเจ็ดโมงเช้าเช่นเดียวกับในช่วงฤดูหนาว หลังจากที่โจทก์แพ้คดีในศาลปกครองชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มาแล้ว คดีก็มีการต่อสู้กันมาจนถึงศาลปกครองสูงสุดระดับสหพันธ์ (Bundesverwaltungsgericht) โดยการที่โจทก์แพ้คดีในศาลปกครองสองชั้นแรกนั้น มีข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุผลของศาลที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่ง คือ ศาลปกครองชั้นอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลในระดับมลรัฐมองว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโบสถ์และประชาชนเป็นนิติสัมพันธ์ในกฎหมายเอกชน เพราะการดำเนินการของโบสถ์เกี่ยวกับการตีระฆังนั้นไม่ใช่การใช้อำนาจที่เรียกว่า อำนาจเหนือหรืออำนาจมหาชน โบสถ์ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวจึงไม่ได้ใช้อำนาจในฐานะที่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน ดังนั้นข้อพิพาทในเรื่องเสียงจากการตีระฆังนั้นจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน โดยศาลปกครองเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ในเรื่องดังกล่าวระหว่างโบสถ์กับเจ้าของบ้านเรือนเปรียบได้กับความสัมพันธ์ระหว่าง "เพื่อนบ้าน" ซึ่งมีความรู้สึกว่า การกระทำของเพื่อนบ้านรบกวนสิทธิของตนเอง ข้อพิพาทดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทในแดนกฎหมายเอกชน และย่อมไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลปกครองจึงมีคำสั่งให้ยกคำฟ้อง

สถานะทางกฎหมายที่แท้จริงของข้อพิพาท - ข้อพิพาทในแดนกฎหมายมหาชน

เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลปกครองสหพันธ์ ศาลมีความเห็นแตกต่างไปจากศาลปกครองชั้นล่าง โดยอธิบายว่า การตีระฆังของโบสถ์นั้นถือเป็นกิจกรรมของรัฐประการหนึ่งที่อาจเข้าไปกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ ดังนั้นข้อพิพาทระหว่างโบสถ์กับเจ้าของบ้านเรือนโดยรอบนั้นจึงมีลักษณะเป็นข้อพิพาทในแดนกฎหมายมหาชน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลในทางกฎหมายมหาชน และหากจะกล่าวว่าเจ้าของบ้านรอบ ๆ โบสถ์นั้นเป็นเพื่อนบ้านกับโบสถ์ รัฐก็มีหน้าที่ในปกป้องคุ้มครองสิทธิของเพื่อนบ้านของโบสถ์ด้วยเช่นเดียวกัน และโดยสรุปก็คือ คดีนี้ศาลปกครองย่อมมีอำนาจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้

เนื้อหาของคำพิพากษา - การชั่งน้ำหนักประโยชน์ที่สมควรได้รับการคุ้มครอง และหลักความพอสมควรแก่เหตุ

ศาลปกครองสหพันธ์ในคดีนี้เน้นย้ำในประเด็นหลักแห่งคดีว่า การตีระฆังของโบสถ์ถือเป็นกิจกรรมที่เป็นการใช้อำนาจในทางกฎหมายมหาชนที่ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนด้วย ซึ่งในที่นี้หมายถึง สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนบุคคล สิทธิในเนื้อตัวร่างกายและสุขภาพ รวมถึงสิทธิในความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการใช้อำนาจของโบสถ์ด้วยการตีระฆังเข้าไปกระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนนั้นจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเสมอไป เพราะจะต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์สาธารณะที่ได้รับจากการกระทำกิจกรรมทางศาสนาของโบสถ์กับสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ กล่าวอีกนัยหนึ่งจะต้องนำเอาหลักความพอสมควรแก่เหตุมาเป็นมาตรในการชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของการตีระฆังของวัดนั่นเอง ทั้งนี้ในเนื้อหาของคำพิพากษานั้น ศาลได้กล่าวว่า แม้ว่าโบสถ์หรือองค์กรในทางศาสนานั้นจะเป็นผู้ทรงเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามความเชื่อของตนเองก็ตาม แต่ก็ต้องผูกพันตนเองอยู่กับกฎหมายและกรอบในการใช้เสรีภาพของตนเองด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งการใช้เสรีภาพในรูปของพิธีกรรมในทางศาสนานั้นจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ของรัฐ รวมถึงต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่สามด้วย ดังนั้นโบสถ์จึงต้องคำนึงถึงการจำกัดขอบเขตของการตีระฆังด้วยเสมอ จะใช้เสรีภาพในนั้นโดยไม่มีขอบเขตไม่ได้ ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องตรากฎหมายเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์และกำหนดขอบเขตของการใช้เสียงจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยกฎเกณฑ์เช่นว่านี้จะต้องชั่งน้ำหนักทั้งในเรื่องการรักษาไว้ให้โบสถ์สามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ และจะต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างได้ดุลยภาพไปในขณะเดียวกัน ซึ่งกฎหมายเยอรมันที่กำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้เอาไว้ได้แก่ รัฐบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองประชาชนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากอากาศสกปรก เสียง ความสั่นสะเทือน หรือเหตุอื่น ๆ (Bundesimmissionsschutzgesetz) ซึ่งตามรัฐบัญญัติฉบับดังกล่าว เสียงจากการตีระฆังที่ "ดังเกินไป" นั้นถือเป็นมลพิษทางเสียงประการหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนได้ ดังนั้นในการดำเนินกิจกรรมของโบสถ์นั้นจะต้องหลีกเลี่ยงจากการใช้เสียงที่ถึงขนาดเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองที่จะต้องควบคุมการใช้เสียงของวัดให้อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย และในขณะเดียวกันประชาชนที่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบจากการใช้เสียงย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมจะเรียกร้องให้ตนเองได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายจากการดำเนินกิจกรรมของโบสถ์ด้วย ซึ่งการตีฆังของโบสถ์จะถือเป็นมลพิษทางเสียงหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป โดยพิจารณาประโยชน์ทุกด้านที่สมควรได้รับการคุ้มครองประกอบกัน

หลักการสำคัญที่ได้จากคำตัดสิน - การดำรงอยู่ของจารีตประเพณีและคุณค่าดั้งเดิมในโลกแห่งการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน

ศาลปกครองในคดีนี้เห็นว่า เสียงจากการตีระฆังของโบสถ์ยังไม่ละเมิดขอบเขตแห่งกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะยังไม่ใช่การใช้เสียงที่มีความดังหรือรุนแรงถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญอย่างรุนแรงต่อประชาชนในบริเวณดังกล่าว ซึ่งการตัดสินว่าเสียงของระฆังถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญอย่างรุนแรงหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากความรู้สึกของประชาชนเป็นการทั่วไป ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตนของ "เพื่อนบ้านของโบสถ์" ผู้ได้รับผลกระทบคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้ในแง่ของคุณค่าในทางจารีตประเพณีนั้น การตีระฆังของโบสถ์ที่เป็นประเพณีสืบต่อกันมานับร้อย ๆ ปีนั้น คือ "เครื่องแสดงถึงความมีชีวิตหรือการดำรงอยู่ของโบสถ์ในสังคม" ซึ่งเป็นคุณค่าที่ย่อมได้รับการคุ้มครองในทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายเช่นเดียวกัน แม้ว่าการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวอาจจะกระทบต่อผลประโยชน์หรือสิทธิของบุคคลอื่นอยู่บ้างก็ตาม ทั้งนี้ในทางจารีตประเพณีนั้น เสียงระฆังของโบสถ์คือเสียงเรียกไปยังชาวคริสต์ให้ตื่นขึ้นมาประกอบพิธีกรรมในทางศาสนา และถือเป็นหน้าที่ของโบสถ์ในการแสดงเครื่องหมายสื่อสารไปยังผู้คนว่า คริสต์ศาสนายังคงดำรงอยู่ในสังคมแห่งนี้ และย่อมถือเป็นการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ได้รับการคุ้มครองจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และเมื่อการใช้เสรีภาพในทางศาสนานี้ยังอยู่ในกรอบของหลักความพอสมควรแก่เหตุ ผู้ถูกกระทบสิทธิย่อมถูกเรียกร้องให้จำต้องมีความอดทนอดกลั้นต่อการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเช่นนี้ด้วย

นอกจากนี้ ศาลปกครองได้ตัดสินคดีนี้ในประเด็นสำคัญที่สุดว่า การใช้อำนาจมหาชนในรูปของการตีระฆังของโบสถ์ตามข้อเท็จจริงนั้นยังไม่เป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ ทั้งนี้เพราะการตีระฆังในช่วงเวลา 6 โมงเช้านั้นไม่ถึงขนาดเป็นการทำลายเวลาพักผ่อนหลับนอนของเจ้าของบ้านเรือนในบริเวณนั้น และต้องถือว่าช่วงเวลากลางคืนซึ่งประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิในการพักผ่อนหลับนอนนั้น โดยทั่วไปถือว่าสิ้นสุดลงที่เวลา 06.00 น. ดังนั้นการตีระฆังในเวลาหกโมงเช้าในฤดูร้อน และเวลาเจ็ดโมงเช้าในฤดูหนาวนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด อีกทั้งระยะเวลาของการตีระฆังที่ยาวนานเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้นย่อมไม่มีลักษณะที่กระทบสิทธิของบุคคลที่สามจนเกินสมควรแก่เหตุแต่อย่างใด นอกจากนั้น ระดับของเสียงระฆังที่ตีนั้นเมื่อพิจารณาในทางวิทยาศาสตร์แล้วก็ไม่ใช่เสียงที่ดังจนเกินปกติแต่อย่างใด ดังนั้น การใช้เสรีภาพของโบสถ์ในกรณีนี้จึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายทุกประการ

บทเรียนต่อสังคมไทย

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า ปัญหาข้อพิพาทในสังคมไทยเรื่องเสียงที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางศาสนาของวัดกับประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณวัดนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในสังคมอย่างมาก และดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาหนักหนามากยิ่งขึ้นในอนาคต ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจึงต้องการกรอบแนวคิดที่ชัดเจนแน่นอนในทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่า วัดสามารถใช้เสียงในการประกอบพิธีกรรมในทางศาสนาได้ในขอบเขตเพียงใด ซึ่งในเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่สามารถแก้ปัญหาได้ง่ายดายนัก เพราะบุคคลแต่ละคนย่อมมีความรู้สึกและระดับของความอดทนอดกลั้นที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากต่างประเทศก็คือ ในการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น จะปล่อยให้เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องหาข้อสรุปโดยใช้เหตุและผล ซึ่งในที่นี้ได้แก่ การใช้เหตุและผลของปกติชนประกอบกับการให้เหตุผลทางกฎหมายด้วย จากตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ผ่านมานั้น สาธารณชนอาจใช้เพียงแค่อารมณ์ความรู้สึกในการชี้ขาดปัญหา ซึ่งยังไม่เพียงพอ แต่ต้องใช้หลักการในทางรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยเฉพาะในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานมาเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญ เราอาจให้ข้อสรุปในเรื่องนี้ได้ว่า หลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและหลักความพอสมควรแก่เหตุเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้องค์ประกอบทั้งหลายของสังคมที่มีผลประโยชน์แตกต่างกันนั้น สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขและอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย สังคมที่รู้จักหลักแห่งการชั่งน้ำหนัก รู้จักการถอยหนึ่งก้าวเพื่อรักษาคุณค่าทั้งหลายร่วมกัน คือสังคมแห่งเหตุและผล และสังคมแห่งเหตุและผลคือสังคมในอุดมคติที่สังคมไทยควรก้าวไปให้ถึงต่อไป

17/01/2022
เฝ้าระวังสังเกตอาการโควิด สายพันธุ์โอไมครอน
22/12/2021

เฝ้าระวังสังเกตอาการโควิด สายพันธุ์โอไมครอน

16/12/2021

มาช่วยกันคัดแยกถุงพลาสติกยืด เพื่อส่งไปรีไซเคิลกันค่ะ

สถิติเหตุรำคาญที่สำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมตรวจสอบ ปี 2564
27/10/2021

สถิติเหตุรำคาญที่สำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมตรวจสอบ ปี 2564

ABC or D
09/04/2021

A
B
C or D

วิธีการดูแลตนเองสำหรับประชาชน วิธีการทำแอลกอฮอล์เจลสำหรับล้างมือและข้อเสนอแนะในการสุขาภิบาลอาคารสถานที่สำหรับผู้ประกอบกา...
05/02/2020

วิธีการดูแลตนเองสำหรับประชาชน วิธีการทำแอลกอฮอล์เจลสำหรับล้างมือและข้อเสนอแนะในการสุขาภิบาลอาคารสถานที่สำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019

#ไวรัสโคโรนา #ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019

(วันที่ 20 มกราคม 2563) สำนักอนามัย โดยสำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข และสำนักงานเขตสัมพ...
24/01/2020

(วันที่ 20 มกราคม 2563) สำนักอนามัย โดยสำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข และสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ดำเนินการควบคุมและกวดขันสถานประกอบการฆ่าสัตว์ปีก เนื่องด้วยใกล้เทศกาลตรุษจีน บริเวณถนนมังกร ย่านเยาวราช⛩🏮🧧🐣🐥🐤🦆🐔🐓

(วันที่ 17 มกราคม 2563)  #สำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม  #สำนักอนามัย ประชุมชี้แจงโครงการควบคุมระดับเสียงจากการจัดให้มีมห...
24/01/2020

(วันที่ 17 มกราคม 2563) #สำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม #สำนักอนามัย ประชุมชี้แจงโครงการควบคุมระดับเสียงจากการจัดให้มีมหรสพ การแสดงดนตรี เต้นรำ รำวงฯ

มาตรการลดฝุ่นละอองจากกระบวนการผลิตของสถานประกอบการ
30/10/2019

มาตรการลดฝุ่นละอองจากกระบวนการผลิตของสถานประกอบการ

แนวทางการควบคุมป้องกันผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก และคำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็...
18/10/2019

แนวทางการควบคุมป้องกันผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก และคำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก ตามคำแนะนำของคณะกรรมการสาธารณสุขค่ะ

ที่มา : 👉👉👉https://drive.google.com/file/d/1EMPTyvoaSrArTDJVfYPOM_1aW3zlQIa3/view?usp=sharing

วันนี้ เวลา 9.00-12.00 น. กลุ่มควบคุมเหตุรำคาญและผลกระทบต่อสุขภาพ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรม KM เรื่อง การจัดการเหตุรำคาญ โด...
11/10/2019

วันนี้ เวลา 9.00-12.00 น. กลุ่มควบคุมเหตุรำคาญและผลกระทบต่อสุขภาพ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรม KM เรื่อง การจัดการเหตุรำคาญ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม (นางวันพร ศรีเลิศ) เป็นประธานและกล่าวเปิดกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

บทสรุปส่วนที่มีการแก้ไขของพระราชบัญญัติโรงงาน ฉบับใหม่ มีผลใช้บังคับ 27 ตุลาคม 62
10/10/2019

บทสรุปส่วนที่มีการแก้ไขของพระราชบัญญัติโรงงาน ฉบับใหม่
มีผลใช้บังคับ 27 ตุลาคม 62

แนวทางการป้องกันและดูแลตนเองจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กค่ะ
07/10/2019

แนวทางการป้องกันและดูแลตนเองจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กค่ะ

กลุ่มควบคุมเหตุรำคาญและผลกระทบต่อสุขภาพ สำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัยขอประชาสัมพันธ์แนวทางการป้องกันดูแลตนเอง...
07/10/2019

กลุ่มควบคุมเหตุรำคาญและผลกระทบต่อสุขภาพ
สำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย
ขอประชาสัมพันธ์แนวทางการป้องกันดูแลตนเองสำหรับประชาชนและกลุ่มเสี่ยงเพื่อรับมือกับปัญหาสภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ดังนี้

1. ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอยู่เสมอเพื่อดูแลสุขภาพตนเอง โดยสามารถติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเป็นปัจจุบัน (Real Time) ได้ที่
- page : กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร
- www.bangkokairquality.com
- www.air4thai.pcd.go.th

2. งดกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นละออง เช่น การงดสูบบุหรี่ งดการเผาในที่โล่ง ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นต้น

3. กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่น รวมทั้งสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย จัดเตรียมยาหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อม

4. ปิดประตู – หน้าต่างเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าสู่ภายในบ้าน และหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ

5. หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านหรืออาคาร หรือจำกัดเวลาในการทำกิจกรรมนอกบ้านหรืออาคารให้น้อยลง

6. กรณีที่จำเป็นต้องอยู่นอกอาคารหรืออยู่ในบริเวณที่มีปริมาณฝุ่นละอองสูง ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยชนิดป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก (N95) อย่างถูกวิธี

7. ควรงดออกกำลังกายในที่โล่งแจ้ง หรือจำกัดเวลาในการออกกำลังกายและกิจกรรมที่ออกแรงหนัก

การจัดการเหตุรำคาญจากเสียงตีระฆังค่ะ
05/10/2019

การจัดการเหตุรำคาญจากเสียงตีระฆังค่ะ

04/10/2019
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบเหตุรำคาญ"กรณีสำนักงานเขตมีหนังสือขอความร่วมมือตรวจสอบเหตุรำคาญ"สำนักงานสุขาภิบาลสิ่ง...
04/10/2019

แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบเหตุรำคาญ

"กรณีสำนักงานเขตมีหนังสือขอความร่วมมือตรวจสอบเหตุรำคาญ"

สำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย ขอความร่วมมือสำนักงานเขตกรอกรายละเอียดตามแบบข้อมูลเบื้องต้นปัญหาเหตุรำคาญ (แบบ รค.1) ให้ครบถ้วน

download แบบ รค.1 👉👉:
http://www.bangkok.go.th/ehd/page/sub/9816/แบบรายงาน

หรือสแกน QR CODE นี้👉👉

👨‍🏫บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง แนวทางการใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 (กรณีการใช้อำนาจของเจ้...
04/10/2019

👨‍🏫บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง แนวทางการใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 (กรณีการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม มาตรา 45ฯ เรื่องเสร็จที่ 486/2556)

กรุงเทพมหานครมีหนังสือหารือกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับแนวทางการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม มาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ออกคำสั่งแก่ผู้ดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตได้หรือไม่ อย่างไร
ความเป็นมา
1. คณะกรรมการสาธารณสุขมีคำแนะนำ เรื่อง แนวทางการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา ๔๕ ว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่สามารถออกคำสั่งให้ผู้ดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหยุดประกอบกิจการไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับใบอนุญาต แต่ให้มีหนังสือแจ้งให้หยุดดำเนินกิจการพร้อมทั้งดำเนินคดีกับผู้นั้นทันที
2. กรุงเทพมหานคร โต้แย้งว่า การออกคำสั่งให้หยุดดำเนินกิจการไว้จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว เนื่องจากในบทบัญญัติได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งทางปกครองกรณีที่ปรากฎว่ามีผู้ดำเนินกิจการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ซึ่งการประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้ผู้ดำเนินกิจการแก้ไขหรือปรับปรุงให้ถูกต้องได้ อีกทั้งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าการออกคำสั่งให้แก้ไขหรือปรับปรุงให้ถูกต้องนั้นจะต้องทำเฉพาะกรณีที่เกิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าจะเกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชนเท่านั้น
3. กรมอนามัยได้นำประเด็นดังกล่าวเข้าพิจารณาในการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาข้อหารือการดำเนินงานบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุขฯ ซึ่งคณะอนุกรรมการมีความเห็น ดังนี้
- การประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ในทางปฏิบัติถือว่าผู้นั้นยังไม่ได้รับสิทธิ์ที่จะประกอบกิจการใดๆ และการฝ่าฝืนนั้นเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดสำเร็จตามกฎหมายแล้ว จึงแนะนำให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีหนังสือแจ้ง (ไม่ใช่คำสั่ง) ให้ผู้นั้นหยุดดำเนินกิจการพร้อมทั้งให้ดำเนินคดีกับผู้นั้นทันที ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 33 ประกอบกับมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535
- กรณีที่พบผู้ดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดสำเร็จ เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจดำเนินคดีได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการออกคำสั่ง และเห็นว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 45 ออกคำสั่งให้แก้ไขหรือปรับปรุงด้านสุขลักษณะได้อีก เนื่องจากขัดแย้งกับกฎหมายที่กำหนดว่า ต้องให้ระยะเวลาในการปรับปรุงแก้ไขไว้ด้วย การออกคำสั่งกรณีเช่นนี้จึงเท่ากับว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นผู้รับรองสิทธิ์ให้ผู้นั้นสามารถประกอบกิจการในช่วงเวลานั้นได้โดยไม่มีใบอนุญาต
4. คณะกรรมการสาธารณสุขได้พิจารณาข้อหารือและความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวมีความซับซ้อนของข้อกฎหมาย จึงมอบหมายให้กรมอนามัยหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อให้ความเห็นในกรณีดังกล่าวและใช้เป็นบรรทัดฐานกำหนดแนวทางการใช้กฎหมายต่อไป
5. กรมอนามัยมีหนังสือหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ออกคำสั่งทางปกครองให้ผู้ดำเนินกิจการที่ต้องควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขโดยไม่ได้รับอนุญาตหยุดประกอบกิจการไว้จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตได้หรือไม่ อย่างไร
6. คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) ได้พิจารณาข้อหารือของกรมอนามัยโดยมีผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง มีความเห็นดังนี้
👉มาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 มีเจตนารมณ์ในการกำกับดูแลกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขซึ่งเกี่ยวพันกับความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมของมนุษย์ในด้านต่างๆ และกำหนดมาตรการกำกับดูแลและป้องกันเกี่ยวกับการอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน กรณีตรวจพบผู้ดำเนินกิจการที่กำหนดให้เป็นกิจการที่ที่ต้องมีการควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นความผิดตามมมาตรา 33 วรรคหนึ่ง และต้องระวางโทษตามมาตรา 71 ในขณะเดียวกันการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ข้อกำหนดท้องถิ่น หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติ หรือคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่กำหนดไว้เกี่ยวกับการดำเนินกิจการนั้น ตามมาตรา 45 ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นย่อมมีอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวสั่งให้ผู้ดำเนินกิจการนั้นแก้ไขหรือปรับปรุงให้ถูกต้อง และถ้าผู้ดำเนินกิจการไม่แก้ไข เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะสั่งให้ผู้นั้นหยุดดำเนินกิจการนั้นไว้ทันทีเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ซึ่งหากผู้ดำเนินการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่ว่าผู้ดำเนินกิจการนั้นจะได้รับอนุญาตหรือไม่ก็ตาม อันเป็นคนละกระทงความผิดกัน สำหรับกรณีที่หารือนี้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ได้

👨‍🏫สรุป : 👉การที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะใช้อำนาจตามมาตรา 45 ออกคำสั่งให้ผู้ดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต แก้ไขหรือปรับปรุงให้ถูกต้อง ต้องใช้ควบคู่กับมาตรการดำเนินคดีในฐานความผิดประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา19 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 38 และ มาตรา41 แล้วแต่กรณี รวมถึงต้องนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละรายมาประกอบการพิจารณาร่วมด้วย หากมีการใช้อำนาจตาม มาตรา 45 แต่เพียงมาตราเดียวอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ประกอบกิจการรายอื่นที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการอย่างถูกต้อง รวมถึงประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอีกด้วย🙂

download เอกสาร>>>>👉👉👉
https://drive.google.com/file/d/0B6x8_COgXrZyVGdUUFNmTEZvZEVUM2xLYk1aMFNZbWh6ZjVJ/view

กรมอนามัยตอบข้อหารือการเลี้ยงนกซันคอนัวร์📣ถาม-ตอบ แนวทางการตรวจวัดเสียงรบกวนจากสัตว์เพื่อจัดการเหตุรำคาญ ตามกฎหมายว่าด้ว...
12/09/2019

กรมอนามัยตอบข้อหารือการเลี้ยงนกซันคอนัวร์

📣ถาม-ตอบ แนวทางการตรวจวัดเสียงรบกวนจากสัตว์เพื่อจัดการเหตุรำคาญ ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารสุข

📣ถาม : เสียงดังจากการร้องของสัตว์สามารถนำกฎหมายเรื่องเสียงรบกวนตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 29 (พ.ศ.2550) เรื่อง ค่าระดับเสียงรบกวน และประกาศกรมอนามัย เรื่อง กำหนดมาตรฐานเหตุรำคาญ กรณีเสียงรบกวน (ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2558) มาปรับใช้ได้หรือไม่

👨‍🏫ตอบ : การตรวจวัดเสียงตามประกาศคณะกรรมการควบคุมมลพิษและประกาศกรมอนามัย เป็นมาตรฐานทางวิชาการ ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมาย ในทางปฏิบัติ การวินิจฉัยว่าเสียงใดเป็นเหตุรำคาญตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข จะให้ความสำคัญกับผลกระทบของเสียงรบกวนที่อาจเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่ว่าเสียงนั้นจะเกิดจากสัตว์ คน หรือการกระทำใดก็ตาม เจ้าหน้าที่อาจพิจารณาเลือกประกาศฉบับใดก็ได้ในการตรวจวัดระดับเสียงรบกวน แต่การตรวจวัดระดับเสียงเป็นเพียงเกณฑ์ส่วนหนึ่งที่ใช้ประกอบการพิจารณาเท่านั้น เจ้าหน้าที่ต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ประกอบการพิจารณาว่าเสียงนั้นเป็นเหตุให้เสื่อมหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ และอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อาศัยในบริเวณใกล้เคียงหรือไม่ หากไม่ครบองค์ประกอบของเหตุรำคาญตามมาตรา 25 จะไม่ถือว่าเป็นเหตุรำคาญ

📣ถาม : การพิจารณาว่าการเลี้ยงสัตว์ในที่หรือวิธีใด เจ้าพนักงานสาธารณสุขจะใช้ข้อเท็จจริงใด จึงจะสามารถสรุปได้ว่าเป็นเหตุให้เสื่อมหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

👨‍🏫ตอบ : ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข การเลี้ยงสัตว์ผู้เลี้ยงต้องดูแลให้ถูกสุขลักษณะไม่ให้ก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ต้องรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จากแหล่งกำเนิดเหตุรำคาญ สภาพพื้นที่ที่เกิดเหตุ และผลกระทบต่อประชาชน พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ ผลการตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ นำมาวิเคราะห์และสรุปผลโดยพิจารณาจากองค์ประกอบของเหตุรำคาญ ดังนี้
1. มีเหตุเกิดขึ้น
2. เหตุที่เกิดขึ้นนั้นอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อาศัยบริเวณใกล้เคียงหรือผู้ที่ต้องประสบเหตุนั้น
3. เป็นเหตุให้เสื่อมหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

📣ถาม : ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงและปล่อยสัตว์ พ.ศ.2545 สามารถนำมาบังคับใช้กับกรณีการเลี้ยงนกซันคอนัวร์ ได้หรือไม่

👨‍🏫ตอบ : นกซันคอนัวร์ไม่เข้าข่ายเป็นสัตว์ที่ต้องควบคุมตามข้อบัญญัติฯ จึงไม่สามารถนำข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงและปล่อยสัตว์ พ.ศ.2545 มาบังคับใช้ได้
ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงและปล่อยสัตว์ พ.ศ.2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดประเภทของสัตว์ที่ต้องควบคุมไว้ ดังนี้ 1) สุนัข 2) แมว 3) ช้าง 4) โค 5) กระบือ 6) สัตว์ป่าตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ 7) แมลงสาบยักษ์ 8) สัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคหรือมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยหรือเป็นอันตรายต่อประชาชนตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกำหนด

📣ถาม : .ในกรณีเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญนอกเวลาปฏิบัติราชการของเจ้าพนักงานสาธารณสุข มีกฎหมายกำหนดแนวทางการดำเนินการเพื่อระงับและป้องกันเหตุรำคาญในกรณีดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะหรือไม่

👨‍🏫ตอบ : .การตรวจสอบข้อเท็จจริง เจ้าหน้าทีโดยอาศัยตาม มาตรา 44 สามารถเข้าตรวจสอบสถานที่เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งจากแหล่งกำเนิดเหตุรำคาญ สภาพพื้นที่ที่เกิดเหตุ และผลกระทบต่อประชาชน พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ ผลการตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ จากนั้นจึงวิเคราะห์และสรุปผลโดยพิจารณาจากองค์ประกอบของเหตุรำคาญ การเข้าตรวจสอบสามารถกระทำได้เมื่อเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก หรือเวลาทำการ

กรมอนามัยตอบข้อหารือค่ายมวย📣สรุปประเด็นถาม-ตอบ📣ถาม : การเปิดค่ายมวยและรับสมัครบุคคลทั่วไปที่สนใจฝึกซ้อมเข้าข่ายเป็นกิจกา...
10/09/2019

กรมอนามัยตอบข้อหารือค่ายมวย

📣สรุปประเด็นถาม-ตอบ

📣ถาม : การเปิดค่ายมวยและรับสมัครบุคคลทั่วไปที่สนใจฝึกซ้อมเข้าข่ายเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ.2558 หรือไม่???

👨‍🏫ตอบ : การประกอบกิจการค่ายมวยเข้าข่ายกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประเภท 9(12) การประกอบกิจการสถานที่ออกกำลังกาย และกรุงเทพมหานครได้ออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2561 ดังนั้น การประกอบกิจการค่ายมวยมีลักษณะการประกอบกิจการที่มุ่งเน้นประโยชน์ทางการค้าโดยมีการเก็บเงินค่าบริการในการเรียนและการฝึกซ้อมมวยไทย ผู้ประกอบการต้องมายื่นขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น

📣ถาม : คำว่า “ผู้ดำเนินกิจการใดๆ ตามที่ระบุไว้ตามพระราชบัญญัตินี้” ตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 นอกจากหมายถึงผู้ดำเนินกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ยังหมายความรวมถึงผู้ดำเนินกิจการอื่นใดอีกหรือไม่ อย่างไร

👨‍🏫ตอบ : เมื่อพิจารณาบทบัญญัติตามความในมาตรา 45 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม “ผู้ดำเนินกิจการใดๆ ตามที่ระบุไว้ตามพระราชบัญญัตินี้” มายความว่า กิจการที่ต้องควบคุมกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ประกอบด้วย กิจการเก็บขน การกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพที่ท้องถิ่นได้ออกข้อบัญญัติควบคุม ตลาด สถานที่จำหน่ายอาหาร สถานที่สะสมอาหาร การจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ

📣ถาม : ในกรณีมีเหตุรำคาญเกิดขึ้นในสถานที่เอกชน เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่นั้นแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องหรือสั่งให้ผู้นั้นหยุดดำเนินกิจการไว้ทันทีเป็นการชั่วคราว ได้หรือไม่ อย่างไร

👨‍🏫ตอบ : หากราชการส่วนท้องถิ่นตรวจสอบพบว่า มีเหตุรำคาญเกิดขึ้นในสถานที่เอกชน เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่นั้นระงับเหตุรำคาญภายในเวลาอันสมควรตามมาตรา 28 วรรคหนึ่ง หากเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง สามารถดำเนินการได้ดังนี้
1. เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถแจ้งดำเนินคดีกับผู้ประกอบกิจการได้ และเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจระงับเหตุรำคาญนั้น และถ้าเหตุรำคาญนั้นอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองใช้หรือยินยอมให้บุคคลใดใช้สถานที่นั้นทั้งหมดหรือบางส่วน หากฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535
2. เหตุรำคาญที่เกิดขึ้นเกิดจากการดำเนินกิจการที่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 กรณีดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถแจ้งให้หยุดดำเนินกิจการและมายื่นขอรับใบอนุญาต และดำเนินการเปรียบเทียบหรือดำเนินคดีกับผู้ประกอบกิจการ กรณีมีใบอนุญาตประกอบกิจการ เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งตามมาตรา 45 ให้ผู้ดำเนินกิจการนั้นแก้ไขหรือปรับปรุงให้ถูกต้อง หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจะมีความผิดตามมาตรา 80 และเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ตามมาตรา 59 และหากถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถออกคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 60

ที่อยู่

ถนนพญาไท
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:00
อังคาร 08:00 - 16:00
พุธ 08:00 - 16:00
พฤหัสบดี 08:00 - 16:00
ศุกร์ 08:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+6623544227

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กลุ่มควบคุมเหตุรำคาญและผลกระทบต่อสุขภาพ สสว.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง กลุ่มควบคุมเหตุรำคาญและผลกระทบต่อสุขภาพ สสว.:

แชร์

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด