พัน.ร.มทบ 11

พัน.ร.มทบ 11 กองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ ๑๑ กองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ ๑๑
(กองพันกองทหารเกียรติยศ)

เปิดเหมือนปกติ

พระกรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์ สู่โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้มี...
08/01/2022

พระกรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์ สู่โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้มีโอกาสตามเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทรงเยี่ยมราษฎรอยู่เสมอ ทรงซึมซับแนวคิดของสมเด็จพระอัยยิกาเจ้า ในการมอบชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ราษฎร จึงตั้งพระทัยมั่นในการสืบสานและต่อยอดพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในแนวทางที่พระองค์มีความถนัด คือ การสร้างสรรค์งานศิลปะและการออกแบบแฟชั่น ยามว่างเว้นจากพระกรณียกิจ
พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชุมชนทอผ้าในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อพระราชทานกำลังใจในการมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานที่ได้มาตรฐาน พระราชทานคำแนะนำในการพัฒนาผืนผ้าให้มีความร่วมสมัย มีความเป็นสากล
แนวคิดของโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่ชุมชน เป็นวงจรเศรษฐกิจเชิงมหภาค และส่งเสริมกระตุ้นผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัยและทุกวาระโอกาส ตลอดทั้งเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไทย เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน อันเป็นที่มาของโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”
#ผ้าไทยใส่ให้สนุก

....จะภักดีต่อชาติ ตราบชีวิตจะหาไม่..."...ข้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอิสริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระก...
06/01/2022

....จะภักดีต่อชาติ ตราบชีวิตจะหาไม่...
"...ข้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอิสริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานไว้ เสมอด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะชื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่างโดยเต็มกำลัง สติปัญญา ความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญ ความสงบสุขและความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศชาติไทย จนตราบเท่าชีวิตและร่างกายจะหาไม่..."
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ซึ่งมีขึ้นหลังพระราชพิธีเฉลิมพระนามาภิไธย เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515

....จะภักดีต่อชาติ ตราบชีวิตจะหาไม่...
"...ข้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอิสริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานไว้ เสมอด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะชื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่างโดยเต็มกำลัง สติปัญญา ความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญ ความสงบสุขและความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศชาติไทย จนตราบเท่าชีวิตและร่างกายจะหาไม่..."
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ซึ่งมีขึ้นหลังพระราชพิธีเฉลิมพระนามาภิไธย เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ “เป็นเลิศ เพื่อทุกชีวิตด้วยพระปณิธานและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภ...
05/01/2022

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ “เป็นเลิศ เพื่อทุกชีวิต
ด้วยพระปณิธานและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนางานด้านการแพทย์ การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ และการคิดค้นองค์ความรู้ใหม่ ผ่านกระบวนการวิจัยที่เป็นมาตรฐานสากล มีผลงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์กับสังคมไทย ทั้งในเมืองและชนบทที่ห่างไกล ทรงมีพระดำริให้ดำเนินการพัฒนาต่อยอด #โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ที่เป็นโรงพยาบาลเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งขนาด 100 เตียง ให้เป็น #วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ #สถาบันการศึกษาและบริการทางการแพทย์แบบครบวงจร ขนาด 400 เตียง ที่สามารถให้บริการผู้ป่วยครอบคลุมทุกโรคนอกเหนือไปจากโรคมะเร็ง

พร้อมทั้งจัดตั้ง #สำนักวิชาแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข ภายใต้สังกัดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อมุ่งหวังให้เป็นสำนักวิชาที่จัดการเรียนการสอนผลิตบุคลากรทางการแพทย์ สร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพในสาขาที่ขาดแคลน ให้มีศักยภาพโดดเด่นในการแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 #วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จึงก่อตั้งขึ้น ในโครงการเฉลิมพระเกียรติ 90 ปี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมกับการดำเนินการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาแห่งใหม่ในกำกับของรัฐที่ทรงพระราชทานนามว่า #ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

วันนี้ในอดีต เมื่อ 3 มกราคม 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาพระฤกษ์ตึกบัญชากา...
04/01/2022

วันนี้ในอดีต

เมื่อ 3 มกราคม 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาพระฤกษ์ตึกบัญชาการ โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ปัจจุบันคืออาคารมหาจุฬาลงกรณ์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย ถือกำเนิดจาก #โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น ณ ตึกยาวข้างประตูพิมานชัยศรีในพระบรมมหาราชวัง เมื่อปี พ.ศ. 2442 และเปลี่ยนชื่อเป็น #โรงเรียนมหาดเล็ก

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระบรมราโชบายในสมเด็จพระบรมชนกาธิราช (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5) ที่จะให้มีมหาวิทยาลัยขึ้นสำหรับเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาวสยาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็ก เป็นสถาบันอุดมศึกษา พระราชทานนามว่า #โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ 1 มกราคม 2453

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะขยายการศึกษาในโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น คือ ไม่เฉพาะสำหรับผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่จะรับผู้ซึ่งประสงค์จะศึกษาขั้นสูงให้เข้าเรียนได้ทั่วถึงกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็น #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 26 มีนาคม 2459 เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติแห่งสมเด็จพระบรมชนกาธิราชให้เจริญก้าวหน้ากว้างขวางแผ่ไพศาลต่อไป
#วันนี้ในอดีต
#โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน
#โรงเรียนมหาดเล็ก
#โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
#จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์ เกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหา...
04/01/2022

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ร.9) นับตั้งแต่ พ.ศ. 2506 เป็นต้นมา เพื่อให้การสงเคราะห์ #ด้านสาธารณภัยและด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.10) องค์พระบรมราชูปถัมภกแห่งมูลนิธิองค์ปัจจุบัน ทรงมีพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด การดำเนินงานของมูลนิธิ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ทำให้มีเด็กที่ขาดโอกาสในการศึกษา เนื่องด้วยบิดา มารดา หรือผู้ปกครองที่อุปการะเสียชีวิต มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ได้มอบโอกาสให้เด็ก #สามารถศึกษาเล่าเรียนได้สูงสุดตามความสามารถ #โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ให้เป็นดั่งแสงเทียนส่องทางให้เดินผ่านพ้นความมืดมิดในชีวิต เพื่อที่จะไปสู่อนาคตอันสดใส และส่งต่อโอกาสให้กับผู้อื่นต่อไป โดยรับเด็กเหล่านี้เป็นนักเรียนทุนพระราชทานเพื่อการศึกษาสงเคราะห์ จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาสูงสุดตามความสามารถ #เหมือนกับกรณีเด็กกำพร้าจากสาธารณภัยอื่นๆที่มูลนิธิดำเนินการอยู่แล้วตามหลักเกณฑ์

ส่วนกรณีเด็กไร้ผู้อุปการะ #สามารถเลือกที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 19-43 และ 45-57 ซึ่งเป็นโรงเรียนประเภทอยู่ประจำ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย #เพื่อให้เด็กได้เรียนหนังสือและมีที่พักอาศัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 281 1902 ในเวลาทำการ (ทุกวันไม่เว้นวันหยุด)
ตรวจสอบรายชื่อโรงเรียนได้ที่ https://www.rajk.org/ เลือก โรงเรียนราชประชานุเคราะห์

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ร.9) นับตั้งแต่ พ.ศ. 2506 เป็นต้นมา เพื่อให้การสงเคราะห์ #ด้านสาธารณภัยและด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.10) องค์พระบรมราชูปถัมภกแห่งมูลนิธิองค์ปัจจุบัน ทรงมีพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด การดำเนินงานของมูลนิธิ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ทำให้มีเด็กที่ขาดโอกาสในการศึกษา เนื่องด้วยบิดา มารดา หรือผู้ปกครองที่อุปการะเสียชีวิต มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ได้มอบโอกาสให้เด็ก #สามารถศึกษาเล่าเรียนได้สูงสุดตามความสามารถ #โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ให้เป็นดั่งแสงเทียนส่องทางให้เดินผ่านพ้นความมืดมิดในชีวิต เพื่อที่จะไปสู่อนาคตอันสดใส และส่งต่อโอกาสให้กับผู้อื่นต่อไป โดยรับเด็กเหล่านี้เป็นนักเรียนทุนพระราชทานเพื่อการศึกษาสงเคราะห์ จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาสูงสุดตามความสามารถ #เหมือนกับกรณีเด็กกำพร้าจากสาธารณภัยอื่นๆที่มูลนิธิดำเนินการอยู่แล้วตามหลักเกณฑ์

ส่วนกรณีเด็กไร้ผู้อุปการะ #สามารถเลือกที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 19-43 และ 45-57 ซึ่งเป็นโรงเรียนประเภทอยู่ประจำ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย #เพื่อให้เด็กได้เรียนหนังสือและมีที่พักอาศัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 281 1902 ในเวลาทำการ (ทุกวันไม่เว้นวันหยุด)
ตรวจสอบรายชื่อโรงเรียนได้ที่ https://www.rajk.org/ เลือก โรงเรียนราชประชานุเคราะห์

ส.ค.ส. พระราชทาน-พรปีใหม่ ในหลวงรัชกาลที่ 9.ในทุก ๆ วันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี ประชาชนชาวไทยต่างเฝ้ารอ เพื่อรับ "พระราชท...
30/12/2021

ส.ค.ส. พระราชทาน-พรปีใหม่ ในหลวงรัชกาลที่ 9
.
ในทุก ๆ วันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี ประชาชนชาวไทยต่างเฝ้ารอ เพื่อรับ "พระราชทานพรปีใหม่" พร้อม "ส.ค.ส. พระราชทาน" จาก พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นสิริมงคลและขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต รวมถึงทรงให้กำลังใจ และหลักคิด แก่พสกนิกรให้มีความรู้รักสามัคคี และร่วมกันรักษาบ้านเมืองให้มีความสงบร่มเย็น
.
โดย ส.ค.ส. พระราชทานฉบับแรกเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2529 โดยทรงปรุแถบโทรพิมพ์ พระราชทานพรปีใหม่แก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่ถวายงาน ทรงใช้รหัสแทนพระองค์ว่า "กส. 9 ปรุ"
.
ในปี พ.ศ. 2549 นับเป็นปีแรกที่ ส.ค.ส. พระราชทาน มีพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงฉายร่วมกับคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง โดยข้อความใน ส.ค.ส. พระราชทานแต่ละปีจะประมวลขึ้นจากเหตุการณ์บ้านเมือง เพื่อสะท้อนถึงปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ประเทศไทยต้องประสบในรอบปีที่ผ่านมา ทรงแนะแนวทางการแก้ปัญหา เตือนสติ ให้ขวัญกำลังใจ และพระราชทานหลักคำสอนในการดำเนินชีวิตให้มีความสามัคคี มีความเพียร มีความเมตตา และมีความกตัญญู
.
ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2559 เป็นฉบับสุดท้าย ที่ได้พระราชทานไว้ให้แก่ปวงชนชาวไทย เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมกับข้อความอำนวยพรว่า "ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็งหนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ ขอจงมีความสุขความเจริญ Happy New Year"
.
สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ส.ค.ส. พระราชทาน-พรปีใหม่ ในหลวงรัชกาลที่ 9
.
ในทุก ๆ วันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี ประชาชนชาวไทยต่างเฝ้ารอ เพื่อรับ "พระราชทานพรปีใหม่" พร้อม "ส.ค.ส. พระราชทาน" จาก พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นสิริมงคลและขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต รวมถึงทรงให้กำลังใจ และหลักคิด แก่พสกนิกรให้มีความรู้รักสามัคคี และร่วมกันรักษาบ้านเมืองให้มีความสงบร่มเย็น
.
โดย ส.ค.ส. พระราชทานฉบับแรกเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2529 โดยทรงปรุแถบโทรพิมพ์ พระราชทานพรปีใหม่แก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่ถวายงาน ทรงใช้รหัสแทนพระองค์ว่า "กส. 9 ปรุ"
.
ในปี พ.ศ. 2549 นับเป็นปีแรกที่ ส.ค.ส. พระราชทาน มีพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงฉายร่วมกับคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง โดยข้อความใน ส.ค.ส. พระราชทานแต่ละปีจะประมวลขึ้นจากเหตุการณ์บ้านเมือง เพื่อสะท้อนถึงปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ประเทศไทยต้องประสบในรอบปีที่ผ่านมา ทรงแนะแนวทางการแก้ปัญหา เตือนสติ ให้ขวัญกำลังใจ และพระราชทานหลักคำสอนในการดำเนินชีวิตให้มีความสามัคคี มีความเพียร มีความเมตตา และมีความกตัญญู
.
ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2559 เป็นฉบับสุดท้าย ที่ได้พระราชทานไว้ให้แก่ปวงชนชาวไทย เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมกับข้อความอำนวยพรว่า "ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็งหนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ ขอจงมีความสุขความเจริญ Happy New Year"
.
สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ภาพประทับใจ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กราบพระบาทในหลวง และทรงสวมกอดเจ้าฟ้าทีปังกรฯ.เมื่อวานนี้ (28 ธ.ค. 64) เวลา 18.40 น. พระ...
29/12/2021

ภาพประทับใจ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กราบพระบาทในหลวง และทรงสวมกอดเจ้าฟ้าทีปังกรฯ
.
เมื่อวานนี้ (28 ธ.ค. 64) เวลา 18.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ไปทรงวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เนื่องในวันคล้ายวันปราบดาภิเษก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
.
ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ในฐานะเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ทรงปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับแถวทหารกองเกียรติยศ รับส่งเสด็จ
.
โอกาสนี้ ขณะทรงปฏิบัติหน้าที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงกราบพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วทรงสวมกอดสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ที่เสด็จด้วยอย่างอบอุ่น
.
สร้างความปลื้มปีติแก่ประชาชนผู้มาเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างหาที่สุดมิได้

“พระเจ้าตากสิน” ผู้กอบกู้เอกราชให้ชาติไทยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยกรุงธนบุรี พระ...
28/12/2021

“พระเจ้าตากสิน” ผู้กอบกู้เอกราชให้ชาติไทย

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยกรุงธนบุรี พระองค์ทรงเป็นสามัญชน กำเนิดในตระกูลแต้ มีพระนามเดิมว่า สิน พระราชบิดาเป็นจีนชื่อไหฮอง เดินทางจากประเทศจีนมาตั้งถิ่นฐานในไทย แล้วได้สมรสกับหญิงไทยชื่อ นางนกเอี้ยง มีหลักฐานบันทึกว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเคยเป็นพ่อค้าเกวียนผู้ทรงปัญญาเฉลียวฉลาด และได้ช่วยกรมการเมืองชำระถ้อยความของราษฎรทางภาคเหนืออยู่เนือง ๆ เนื่องจากมีความชอบต่อแผ่นดิน จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น “เจ้าเมืองตาก” ในเวลาต่อมา

ในปี พ.ศ. 2308 - 2309 พระยาตากได้นำไพร่พลลงมาสมทบเพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยา ระหว่างที่พม่าล้อมกรุงได้ทำการต่อสู้จนเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นแม่ทัพที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร (ก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยา ประมาณ 3 เดือน)

ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2310 พม่ายึดกรุงศรีอยุธยาได้ เจ้าเมืองใหญ่ ๆ พากันตั้งตัวเป็นเจ้าและควบคุมหัวเมืองใกล้เคียงไว้ในอำนาจ พระยาตากได้รวบรวมกำลังตีฝ่าวงล้อมของพม่าไปตั้งมั่น เพื่อที่จะกลับมากู้เอกราช ยึดเมืองจันทบุรีเป็นที่มั่น ประกาศตัวเป็นอิสระและจัดตั้งกองทัพขึ้นที่นี่ โดยมีผู้คนสมัครใจเข้ามาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2310 พระยาตากได้ยกกองทัพออกมาต่อสู้จนยึดกรุงธนบุรีคืนจากพม่าได้สำเร็จ โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือนนับตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า หลังจากนั้นได้ทรงเลือกกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เนื่องจากทรงเห็นว่ามีชัยภูมิดี ประกอบกับกรุงศรีอยุธยาเสียหายหนักจนยากแก่การบูรณะให้เหมือนเดิม ต่อมาในปี พ.ศ. 2311 ได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาที่ 4" แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า "พระเจ้าตากสิน"

หลังจากครองราชย์ได้ประมาณ 15 ปี สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะที่มีพระชนมายุได้ 48 ปี

เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะได้ทรงกอบกู้เอกราชให้ชาติไทย รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี (ซึ่งตรงกับวันที่ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์) เป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน" นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรียังมีมติให้ถวาย พระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช"

#สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
#ผู้กอบกู้เอกราชให้ชาติไทย
#28_ธันวาคม

“พระเจ้าตากสิน” ผู้กอบกู้เอกราชให้ชาติไทย

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยกรุงธนบุรี พระองค์ทรงเป็นสามัญชน กำเนิดในตระกูลแต้ มีพระนามเดิมว่า สิน พระราชบิดาเป็นจีนชื่อไหฮอง เดินทางจากประเทศจีนมาตั้งถิ่นฐานในไทย แล้วได้สมรสกับหญิงไทยชื่อ นางนกเอี้ยง มีหลักฐานบันทึกว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเคยเป็นพ่อค้าเกวียนผู้ทรงปัญญาเฉลียวฉลาด และได้ช่วยกรมการเมืองชำระถ้อยความของราษฎรทางภาคเหนืออยู่เนือง ๆ เนื่องจากมีความชอบต่อแผ่นดิน จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น “เจ้าเมืองตาก” ในเวลาต่อมา

ในปี พ.ศ. 2308 - 2309 พระยาตากได้นำไพร่พลลงมาสมทบเพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยา ระหว่างที่พม่าล้อมกรุงได้ทำการต่อสู้จนเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นแม่ทัพที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร (ก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยา ประมาณ 3 เดือน)

ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2310 พม่ายึดกรุงศรีอยุธยาได้ เจ้าเมืองใหญ่ ๆ พากันตั้งตัวเป็นเจ้าและควบคุมหัวเมืองใกล้เคียงไว้ในอำนาจ พระยาตากได้รวบรวมกำลังตีฝ่าวงล้อมของพม่าไปตั้งมั่น เพื่อที่จะกลับมากู้เอกราช ยึดเมืองจันทบุรีเป็นที่มั่น ประกาศตัวเป็นอิสระและจัดตั้งกองทัพขึ้นที่นี่ โดยมีผู้คนสมัครใจเข้ามาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2310 พระยาตากได้ยกกองทัพออกมาต่อสู้จนยึดกรุงธนบุรีคืนจากพม่าได้สำเร็จ โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือนนับตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า หลังจากนั้นได้ทรงเลือกกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เนื่องจากทรงเห็นว่ามีชัยภูมิดี ประกอบกับกรุงศรีอยุธยาเสียหายหนักจนยากแก่การบูรณะให้เหมือนเดิม ต่อมาในปี พ.ศ. 2311 ได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาที่ 4" แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า "พระเจ้าตากสิน"

หลังจากครองราชย์ได้ประมาณ 15 ปี สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะที่มีพระชนมายุได้ 48 ปี

เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะได้ทรงกอบกู้เอกราชให้ชาติไทย รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี (ซึ่งตรงกับวันที่ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์) เป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน" นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรียังมีมติให้ถวาย พระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช"

#สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
#ผู้กอบกู้เอกราชให้ชาติไทย
#28_ธันวาคม

28/12/2021
สารคดีจิตอาสา EP2 ตอน กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

[ สารคดีจิตอาสา EP2 ตอน กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ]
.
กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ จิตอาสาพัฒนา จิตอาสาภัยพิบัติ และจิตอาสาเฉพาะกิจ มีรายละเอียดในการกิจกรรมดังนี

1. จิตอาสาพัฒนา ได้แก่ กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาท้องถิ่น ของแต่ละชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมบําเพ็ญ สาธารณประโยชน์ การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอํานวยความสะดวก และ ความปลอดภัยในการดํารงชีวิตประจําวัน การประกอบอาชีพรวมทั้งการสาธารณสุข

2. จิตอาสาภัยพิบัติ ได้แก่ กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเฝ้าตรวจ เตือน และเตรียมการรองรับภัยพิบัติ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โดยรวม และการเข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน ของประชาชนจากภัยพิบัติดังก่ลาว เช่น อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย เป็นต้น

3. จิตอาสาเฉพาะกิจ ได้แก่ กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานที่มีวัตถุประสงค์ในงานพระราชพิธี หรือการรับเสด็จในโอกาสต่าง ๆ เป็นการใช้กําลังพลจิตอาสา ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยเหลือหรืออํานวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาร่วมงาน รวมทั้งการเตรียมการ การเตรียมสถานที่ภายหลังการในราชพิธี และการเสด็จฯ นั้น ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

#โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน
#จิตอาสา904
#จิตอาสา

ที่อยู่

200 ถนน แจ้งวัฒนะ แขวง ทุ่งสองห้อง เขต หลักสี่
Bangkok
10300

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:30
อังคาร 08:00 - 16:30
พุธ 08:00 - 16:30
พฤหัสบดี 08:00 - 16:30
ศุกร์ 08:00 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

02-243-7821

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พัน.ร.มทบ 11ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง พัน.ร.มทบ 11:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

พระกรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์ สู่โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้มีโอกาสตามเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทรงเยี่ยมราษฎรอยู่เสมอ ทรงซึมซับแนวคิดของสมเด็จพระอัยยิกาเจ้า ในการมอบชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ราษฎร จึงตั้งพระทัยมั่นในการสืบสานและต่อยอดพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในแนวทางที่พระองค์มีความถนัด คือ การสร้างสรรค์งานศิลปะและการออกแบบแฟชั่น ยามว่างเว้นจากพระกรณียกิจ พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชุมชนทอผ้าในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อพระราชทานกำลังใจในการมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานที่ได้มาตรฐาน พระราชทานคำแนะนำในการพัฒนาผืนผ้าให้มีความร่วมสมัย มีความเป็นสากล แนวคิดของโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่ชุมชน เป็นวงจรเศรษฐกิจเชิงมหภาค และส่งเสริมกระตุ้นผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัยและทุกวาระโอกาส ตลอดทั้งเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไทย เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน อันเป็นที่มาของโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” #ผ้าไทยใส่ให้สนุก
....จะภักดีต่อชาติ ตราบชีวิตจะหาไม่... "...ข้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอิสริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานไว้ เสมอด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะชื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่างโดยเต็มกำลัง สติปัญญา ความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญ ความสงบสุขและความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศชาติไทย จนตราบเท่าชีวิตและร่างกายจะหาไม่..." พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ซึ่งมีขึ้นหลังพระราชพิธีเฉลิมพระนามาภิไธย เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ “เป็นเลิศ เพื่อทุกชีวิต ด้วยพระปณิธานและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนางานด้านการแพทย์ การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ และการคิดค้นองค์ความรู้ใหม่ ผ่านกระบวนการวิจัยที่เป็นมาตรฐานสากล มีผลงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์กับสังคมไทย ทั้งในเมืองและชนบทที่ห่างไกล ทรงมีพระดำริให้ดำเนินการพัฒนาต่อยอด #โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ที่เป็นโรงพยาบาลเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งขนาด 100 เตียง ให้เป็น #วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ #สถาบันการศึกษาและบริการทางการแพทย์แบบครบวงจร ขนาด 400 เตียง ที่สามารถให้บริการผู้ป่วยครอบคลุมทุกโรคนอกเหนือไปจากโรคมะเร็ง พร้อมทั้งจัดตั้ง #สำนักวิชาแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข ภายใต้สังกัดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อมุ่งหวังให้เป็นสำนักวิชาที่จัดการเรียนการสอนผลิตบุคลากรทางการแพทย์ สร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพในสาขาที่ขาดแคลน ให้มีศักยภาพโดดเด่นในการแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 #วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จึงก่อตั้งขึ้น ในโครงการเฉลิมพระเกียรติ 90 ปี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมกับการดำเนินการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาแห่งใหม่ในกำกับของรัฐที่ทรงพระราชทานนามว่า #ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
วันนี้ในอดีต เมื่อ 3 มกราคม 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาพระฤกษ์ตึกบัญชาการ โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ปัจจุบันคืออาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย ถือกำเนิดจาก #โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น ณ ตึกยาวข้างประตูพิมานชัยศรีในพระบรมมหาราชวัง เมื่อปี พ.ศ. 2442 และเปลี่ยนชื่อเป็น #โรงเรียนมหาดเล็ก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระบรมราโชบายในสมเด็จพระบรมชนกาธิราช (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5) ที่จะให้มีมหาวิทยาลัยขึ้นสำหรับเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาวสยาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็ก เป็นสถาบันอุดมศึกษา พระราชทานนามว่า #โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ 1 มกราคม 2453 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะขยายการศึกษาในโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น คือ ไม่เฉพาะสำหรับผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่จะรับผู้ซึ่งประสงค์จะศึกษาขั้นสูงให้เข้าเรียนได้ทั่วถึงกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็น #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 26 มีนาคม 2459 เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติแห่งสมเด็จพระบรมชนกาธิราชให้เจริญก้าวหน้ากว้างขวางแผ่ไพศาลต่อไป #วันนี้ในอดีต #โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน #โรงเรียนมหาดเล็ก #โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ร.9) นับตั้งแต่ พ.ศ. 2506 เป็นต้นมา เพื่อให้การสงเคราะห์ #ด้านสาธารณภัยและด้านการศึกษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.10) องค์พระบรมราชูปถัมภกแห่งมูลนิธิองค์ปัจจุบัน ทรงมีพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด การดำเนินงานของมูลนิธิ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ทำให้มีเด็กที่ขาดโอกาสในการศึกษา เนื่องด้วยบิดา มารดา หรือผู้ปกครองที่อุปการะเสียชีวิต มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ได้มอบโอกาสให้เด็ก #สามารถศึกษาเล่าเรียนได้สูงสุดตามความสามารถ #โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ให้เป็นดั่งแสงเทียนส่องทางให้เดินผ่านพ้นความมืดมิดในชีวิต เพื่อที่จะไปสู่อนาคตอันสดใส และส่งต่อโอกาสให้กับผู้อื่นต่อไป โดยรับเด็กเหล่านี้เป็นนักเรียนทุนพระราชทานเพื่อการศึกษาสงเคราะห์ จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาสูงสุดตามความสามารถ #เหมือนกับกรณีเด็กกำพร้าจากสาธารณภัยอื่นๆที่มูลนิธิดำเนินการอยู่แล้วตามหลักเกณฑ์ ส่วนกรณีเด็กไร้ผู้อุปการะ #สามารถเลือกที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 19-43 และ 45-57 ซึ่งเป็นโรงเรียนประเภทอยู่ประจำ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย #เพื่อให้เด็กได้เรียนหนังสือและมีที่พักอาศัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 281 1902 ในเวลาทำการ (ทุกวันไม่เว้นวันหยุด) ตรวจสอบรายชื่อโรงเรียนได้ที่ https://www.rajk.org/ เลือก โรงเรียนราชประชานุเคราะห์
ส.ค.ส. พระราชทาน-พรปีใหม่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 . ในทุก ๆ วันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี ประชาชนชาวไทยต่างเฝ้ารอ เพื่อรับ "พระราชทานพรปีใหม่" พร้อม "ส.ค.ส. พระราชทาน" จาก พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นสิริมงคลและขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต รวมถึงทรงให้กำลังใจ และหลักคิด แก่พสกนิกรให้มีความรู้รักสามัคคี และร่วมกันรักษาบ้านเมืองให้มีความสงบร่มเย็น . โดย ส.ค.ส. พระราชทานฉบับแรกเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2529 โดยทรงปรุแถบโทรพิมพ์ พระราชทานพรปีใหม่แก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่ถวายงาน ทรงใช้รหัสแทนพระองค์ว่า "กส. 9 ปรุ" . ในปี พ.ศ. 2549 นับเป็นปีแรกที่ ส.ค.ส. พระราชทาน มีพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงฉายร่วมกับคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง โดยข้อความใน ส.ค.ส. พระราชทานแต่ละปีจะประมวลขึ้นจากเหตุการณ์บ้านเมือง เพื่อสะท้อนถึงปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ประเทศไทยต้องประสบในรอบปีที่ผ่านมา ทรงแนะแนวทางการแก้ปัญหา เตือนสติ ให้ขวัญกำลังใจ และพระราชทานหลักคำสอนในการดำเนินชีวิตให้มีความสามัคคี มีความเพียร มีความเมตตา และมีความกตัญญู . ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2559 เป็นฉบับสุดท้าย ที่ได้พระราชทานไว้ให้แก่ปวงชนชาวไทย เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมกับข้อความอำนวยพรว่า "ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็งหนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ ขอจงมีความสุขความเจริญ Happy New Year" . สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ภาพประทับใจ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กราบพระบาทในหลวง และทรงสวมกอดเจ้าฟ้าทีปังกรฯ . เมื่อวานนี้ (28 ธ.ค. 64) เวลา 18.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ไปทรงวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เนื่องในวันคล้ายวันปราบดาภิเษก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช . ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ในฐานะเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ทรงปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับแถวทหารกองเกียรติยศ รับส่งเสด็จ . โอกาสนี้ ขณะทรงปฏิบัติหน้าที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงกราบพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วทรงสวมกอดสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ที่เสด็จด้วยอย่างอบอุ่น . สร้างความปลื้มปีติแก่ประชาชนผู้มาเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างหาที่สุดมิได้
“พระเจ้าตากสิน” ผู้กอบกู้เอกราชให้ชาติไทย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยกรุงธนบุรี พระองค์ทรงเป็นสามัญชน กำเนิดในตระกูลแต้ มีพระนามเดิมว่า สิน พระราชบิดาเป็นจีนชื่อไหฮอง เดินทางจากประเทศจีนมาตั้งถิ่นฐานในไทย แล้วได้สมรสกับหญิงไทยชื่อ นางนกเอี้ยง มีหลักฐานบันทึกว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเคยเป็นพ่อค้าเกวียนผู้ทรงปัญญาเฉลียวฉลาด และได้ช่วยกรมการเมืองชำระถ้อยความของราษฎรทางภาคเหนืออยู่เนือง ๆ เนื่องจากมีความชอบต่อแผ่นดิน จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น “เจ้าเมืองตาก” ในเวลาต่อมา ในปี พ.ศ. 2308 - 2309 พระยาตากได้นำไพร่พลลงมาสมทบเพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยา ระหว่างที่พม่าล้อมกรุงได้ทำการต่อสู้จนเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นแม่ทัพที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร (ก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยา ประมาณ 3 เดือน) ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2310 พม่ายึดกรุงศรีอยุธยาได้ เจ้าเมืองใหญ่ ๆ พากันตั้งตัวเป็นเจ้าและควบคุมหัวเมืองใกล้เคียงไว้ในอำนาจ พระยาตากได้รวบรวมกำลังตีฝ่าวงล้อมของพม่าไปตั้งมั่น เพื่อที่จะกลับมากู้เอกราช ยึดเมืองจันทบุรีเป็นที่มั่น ประกาศตัวเป็นอิสระและจัดตั้งกองทัพขึ้นที่นี่ โดยมีผู้คนสมัครใจเข้ามาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2310 พระยาตากได้ยกกองทัพออกมาต่อสู้จนยึดกรุงธนบุรีคืนจากพม่าได้สำเร็จ โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือนนับตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า หลังจากนั้นได้ทรงเลือกกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เนื่องจากทรงเห็นว่ามีชัยภูมิดี ประกอบกับกรุงศรีอยุธยาเสียหายหนักจนยากแก่การบูรณะให้เหมือนเดิม ต่อมาในปี พ.ศ. 2311 ได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาที่ 4" แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า "พระเจ้าตากสิน" หลังจากครองราชย์ได้ประมาณ 15 ปี สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะที่มีพระชนมายุได้ 48 ปี เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะได้ทรงกอบกู้เอกราชให้ชาติไทย รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี (ซึ่งตรงกับวันที่ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์) เป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน" นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรียังมีมติให้ถวาย พระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" #สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช #ผู้กอบกู้เอกราชให้ชาติไทย #28_ธันวาคม