Clicky

พัน.ร.มทบ 11

พัน.ร.มทบ 11 กองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ ๑๑ กองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ ๑๑
(กองพันกองทหารเกียรติยศ)

เปิดเหมือนปกติ

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ 9.               พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ( รัช...
27/02/2022

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ 9
.
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ( รัชกาลที่ 9 ) ทรงสนพระทัยการถ่ายภาพอย่างยิ่ง โดยกล้องตัวแรกคือ Coronet Midget ที่ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์เมื่อมีพระชนมพรรษาเพียง 8 พรรษา พระองค์ทรงสะสมตำราเกี่ยวกับการถ่ายภาพไว้เป็นจำนวนมาก และศึกษาการถ่ายภาพด้วยพระองค์เองจนทรงถ่ายภาพได้อย่างเชี่ยวชาญ รวมทั้งการล้างฟิล์ม อัด ขยาย ทั้งภาพขาวดำและภาพสี
.
นอกจากนี้ยังทรงทำหน้าที่เสมือนช่างภาพส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ( รัชกาลที่ 8 ) เมื่อราว พ.ศ. 2483 ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ( รัชกาลที่ 9 ) ได้ลงพิมพ์ในนิตยสาร สแตนดาร์ด ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร มีพระราชดำรัสด้วยพระราชอารมณ์ขันในเรื่องนี้ว่า “ฉันเป็นกษัตริย์ก็จริง แต่ฉันก็ยังมีอาชีพเป็นช่างภาพของ สแตนดาร์ด ได้เงินเดือนเดือนละ 100 บาท ตั้งหลายปีแล้ว จนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นเขาขึ้นเงินเดือนให้ฉันสักที เขาก็คงถวายเดือนละ 100 บาทอยู่เรื่อยมา”
.
เมื่อครั้งที่เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติใหม่ ๆ โปรดที่จะถ่ายภาพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมพระราชโอรส และพระราชธิดา จวบจนกระทั่งมีพระราชภารกิจมากมายในการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร พระองค์จะทรงมีกล้องถ่ายรูปติดไปด้วยเสมอ โปรดถ่ายภาพสถานที่ทุกแห่งเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบงานที่ได้ทรงปฏิบัติ จึงนับได้ว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ผู้ทรงใช้ศิลปะการถ่ายภาพเพื่อการพัฒนาประเทศในอีกมุมหนึ่งโดยแท้

พระกรณียกิจของสมเด็จพระเทพรัตนฯ มีประโยชน์ใหญ่หลวงต่อชาติไทยอย่างหาที่สุดมิได้1. ประเทศที่ต่อต้านจีน อย่างอเมริกา อังกฤษ...
25/02/2022

พระกรณียกิจของสมเด็จพระเทพรัตนฯ มีประโยชน์ใหญ่หลวงต่อชาติไทยอย่างหาที่สุดมิได้

1. ประเทศที่ต่อต้านจีน อย่างอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย ไม่สามารถตำหนิติเตียนราชวงศ์ไทยโดยตรงในการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับจีนเช่นนี้

หากเป็นคนของรัฐบาลไปเอง คงถูกโจมตีว่าฝักใฝ่จีน และเป็นศัตรูกับโลกตะวันตกโดยปริยาย

2. พระองค์เป็นสัญญลักษณ์และจิตวิญญาน ของชาติไทย ในการซื้อใจจีน ในช่วงที่จีนถูกต่อต้านโดยโลกตะวันตก โดยเฉพาะการจัดงานโอลิมปิคฤดูหนาวในครั้งนี้

3. เป็นสถิติที่จะถูกลบยาก ที่จะมีใครสักคนเยี่ยมเยียนประเทศจีนครบทุกมณฑล ไม่ว่าจะเป็นสามัญชน ประชาชนจีนเอง แทบไม่ต้องพูดถึงสมาชิกราชวงศ์ใด หรือผู้นำใดในโลก สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงเยือนจีนมากว่า 50 ครั้งตามรายงาน ซึ่งตัวเลขนี้คงชี้ชัดว่ามิใช่เป็นการเสแสร้ง แต่เป็นความสนใจรักใคร่จีนอย่างจริงใจ ซึ่งจีนก็แสดงออกว่ารักพระองค์ท่านอย่างชัดเจน

4. เหตุการณ์เช่นนี้ ชี้ชัดว่าชาติไทยรอดเป็นเหยื่อชาติล่าอาณานิคมมาได้โดยตลอด เพราะพระราชวิเทโศบายที่ล้ำลึกของสมาชิกสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

ขอน้อมกราบแทบเท้าพระองค์ท่านครับ🙏

การเปลี่ยนชื่อ “สยาม” เป็น “ไทย” ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม               การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ต้อง...
25/02/2022

การเปลี่ยนชื่อ “สยาม” เป็น “ไทย” ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม

การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ต้องเท้าความว่า เดิมในสมัยกรุงศรีอยุทธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น คนทั่วไปเรียกดินแดนว่า เมืองไทย กรุงไทย (มีทั้งสะกด ไท และ ไทย สลับกัน) หรืออาจเรียกตามชื่อราชธานีคือ กรุงศรีอยุธยา ซึ่งใช้เป็นนามราชธานีมาจนถึงรัชกาลที่ 3 ในขณะที่คำว่า “สยาม” มักพบในวรรณกรรมทางศาสนาที่ใช้ภาษาบาลี-สันสกฤตหรือในวรรณคดีเป็นส่วนใหญ่ ไม่แพร่หลายเท่าคำว่า “ไทย” จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงมีการกำหนดให้เรียกชื่อราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการว่า “สยาม” และถูกใช้เป็นชื่อของประเทศต่อมาเมื่อสยามได้วิวัฒนาการเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ แต่คำว่า “ไทย” ก็ยังมีการใช้งานอย่างแพร่หลายโดยทั่วไป

เมื่อถึงสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” มาเป็น “ไทย” ซึ่งอ้างอิงจากแนวคิดชาตินิยมไทยที่มีหลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ) เป็นผู้ผลักดันคนสำคัญ โดยมีหนึ่งในจุดประสงค์คือการรวบรวมชนชาติไทยในดินแดนต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยเพื่อสร้าง “มหาอาณาจักรไทย” (Pan-Thaiism) ในรูปแบบเดียวกับการรวมชนชาติเยอรมันของฮิตเลอร์เพื่อสร้างมหาจักรวรรดิไรช์เยอรมัน (Großdeutsches Reich)

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481 นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม (ยศและบรรดาศักดิ์ในขณะนั้น) ได้รับแต่งตั้งจากคณะผู้สำเร็จราชการในพระปรมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นนายกรัฐมนตรี และมีหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นรัฐมนตรีลอย (ไม่ว่าการกระทรวง)

ต่อมาประมาณ 4-5 เดือนให้หลัง หลวงวิจิตรวาทการ ได้เดินทางไปฮานอย เพื่อชมกิจการโบราณคดีของสำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศส เมื่อหลวงวิจิตรฯ กลับจากฮานอย ได้นำแผนที่ฉบับหนึ่งซึ่งสำนักฝรั่งเศสนั้นได้จัดทำขึ้น แสดงให้เห็นถึงคนเชื้อชาติไทยอยู่มากมายหลายแห่งในแหลมอินโดจีน ในประเทศจีนใต้ พม่า และในมณฑลอัสสัมของอินเดีย

ในการประชุมวันหนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปัญหาด่วนนอกระเบียบวาระ โดยให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้แถลงให้เปลี่ยนชื่อ “ประเทศสยาม” เป็น “ประเทศไทย” โดยนำสำเนาแผนที่ฉบับที่สำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศสทำไว้ ว่าด้วยแหล่งของชนเชื้อชาติไทยต่าง ๆ มาแสดงในที่ประชุมด้วย โดยอ้างว่า “สยาม” มาจากภาษาสันสกฤต “ศยามะ” แปลว่า “ดำ” จึงไม่ใช่ชื่อประเทศของคนเชื้อชาติไทย ซึ่งเป็นคนผิวเหลือง ไม่ใช่ผิวดำ และอ้างว่าคำว่า “สยาม” แผลงมาจากจีน “เซี่ยมล้อ”

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ชี้แจงเหตุผลของการเปลี่ยนชื่อประเทศต่อสภาว่า คำว่า “ไทย” มีการใช้งานโดยทั่วไปอยู่แล้ว (จอมพล ป. ไม่ได้บัญญัติคำนี้ขึ้น) ในขณะที่สยามไม่ปรากฏที่มาชัดเจนและใช้ในทางราชการหรือใช้โดยชาวต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และเห็นควรตั้งชื่อประเทศให้ตรงกับเชื้อชาติของคนในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างด้าวที่อพยพเข้ามาในประเทศจำนวนมากในอนาคต มาอ้างสิทธิ์ในประเทศ เพื่อเป็นการสงวนประเทศไว้สำหรับคนเชื้อชาติ “ไทย” เท่านั้น

แต่จุดประสงค์เบื้องหลังของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “ประเทศไทย” คือเพื่อรวบรวมชนชาติไทยในดินแดนต่าง ๆ เข้ามาอยู่ใน “มหาอาณาจักรไทย” ที่จะรวมชนชาติไทยในประเทศต่าง ๆ เข้าเป็นมหาอาณาจักรเดียวกัน ทำนองที่ฮิตเลอร์กำลังทำอยู่ในยุโรป ในการรวมชนเชื้อชาติเยอรมันในประเทศต่าง ๆ ให้เข้าอยู่ในมหาอาณาจักรเยอรมัน

สภาผู้แทนราษฎรได้ใช้เวลาอธิปรายประมาณ 1 ชั่วโมง จึงทำการลงมติ นอกจากประธานสภาผู้แทนราษฎรที่งดออกเสียง สมาชิกสภาที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 164 เสียงลงมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบรับร่าง

ในวันที่ 3 ตุลาคม 2482 คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ลงนามตราเป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรกนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงปรากฏเป็นความตามมาตรา 3 ว่า “นามประเทศนี้ ให้เรียกว่า ประเทศไทย และบทแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใดซึ่งใช้คำว่า สยาม ให้ใช้คำว่า ไทย แทน” จึงเป็นการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” อย่างเป็นทางการ

คุณทองแดง สุนัขประจำรัชกาลที่ 9.               ทองแดงเป็นลูกของ “แดง” สุนัขจรจัดบริเวณซอยศูนย์แพทย์พัฒนา ถนนพระราม 9 ซึ่...
25/02/2022

คุณทองแดง สุนัขประจำรัชกาลที่ 9
.
ทองแดงเป็นลูกของ “แดง” สุนัขจรจัดบริเวณซอยศูนย์แพทย์พัฒนา ถนนพระราม 9
ซึ่งนายแพทย์คนหนึ่งนำมาถวายเมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) เสด็จฯ ไปเปิดศูนย์แพทย์พัฒนา และเมื่อทรงทอดพระเนตรทองแดงแล้ว ก็มีรับสั่งว่าให้นำเข้ามาเลี้ยง

จากที่เคยเป็นลูกหมาจรจัด คุณทองแดงก็เข้ามาอยู่ในวัง ส่วนแม่ของคุณทองแดงนั้นก็มีผู้รับไปเลี้ยงดูแล โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงยกคุณทองแดง ให้ “#คุณมะลิ” สุนัขแม่ลูกอ่อนทรงเลี้ยงในวังเป็นผู้เลี้ยงดู

“คุณทองแดง” มีลักษณะพิเศษต่างจากลูกสุนัขตัวอื่น คือมีสายสร้อยรอบคอครึ่งเส้น มีถุงเท้าขาวทั้ง 4 ขา มีหางม้วนขดเป็นวง ปลายหางมีดอกสีขาว และมีจมูกแด่น พระองค์ทรงค้นในหนังสือพบว่า “คุณทองแดง” มีลักษณะคล้ายคลึงกับสุนัขพันธุ์บาเซนจิ ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์โบราณ มีถิ่นกำเนิดทางแอฟริกาใต้ แต่คุณทองแดงมีขนาดตัวใหญ่กว่าสุนัขพันธุ์บาเซนจิทั่วไป พระองค์จึงทรงเรียกคุณทองแดงว่าเป็น “สุนัขพันธุ์ไทยซูเปอร์บาเซนจิ” จากก่อนหน้านี้ทรงเรียกว่าเป็นสุนัขพันธุ์เทศ (ย่อมาจาก เทศบาล)

เมื่อเข้ามาอยู่ในวัง คุณทองแดงก็เป็นที่โปรดปราน เนื่องจากเป็นสุนัขที่ฉลาด รู้จักกาลเทศะ เช่น เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน คุณทองแดงจะนำเสด็จอยู่หน้าพระองค์ท่าน เวลาพระองค์ท่านประทับ คุณทองแดงก็จะนั่งหมอบอยู่ด้านหน้า ใช้สองขาหน้าเกยกันเหมือนคนกำลังหมอบคลาน แล้วหันหน้าออกไปด้านนอก คอยระแวดระวังด้านนอกอย่างเดียว และอีกมากมาย

ด้วยเหตุนี้ คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงสุนัขที่ 17 จึงได้รับการตั้งฉายาว่าเป็น #สุนัขประจำรัชกาลที่9 และในขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเรื่อง “ทองแดง (The Story of Tongdaeng)” ออกเผยแพร่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

นอกจากเรื่องความซื่อสัตย์ ฉลาดแสนรู้แล้ว “คุณทองแดง” ถือเป็นสุนัขที่กตัญญูรู้คุณเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับแม่มะลิ ซึ่งเป็นเสมือนแม่นมของคุณทองแดง ที่แม้เมื่อแยกกันอยู่แล้ว ทุกครั้งที่คุณทองแดงพบกับแม่มะลิ จะแสดงความเคารพแม่มะลิอยู่เสมอ และก็ยังเป็นแม่ที่เอาใจใส่ลูก ๆ เป็นอย่างดี

โดยคุณทองแดง มีลูกกับ คุณทองแท้ สุนัขพันธุ์บาเซนจิ จำนวน 9 สุนัข พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานชื่อให้เป็นชื่อขนมที่มีคำว่า “ทอง” และพระราชทานนามสกุลว่า “สุวรรณชาด” เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ทองเอก ฯลฯ

9 มิถุนายน 2489 (วันเกิดเหตุลอบปลงพระชนม์ ในหลวงรัชกาลที่ 8) แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น? .           เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ชั...
20/02/2022

9 มิถุนายน 2489 (วันเกิดเหตุลอบปลงพระชนม์ ในหลวงรัชกาลที่ 8) แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น?
.
เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ชั้นสอง ของพระที่นั่งฯ โดยชั้นที่หนึ่ง มีมหาดเล็กคุ้มกันแน่นหนา อีกทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ ไม่มีใครเดินผ่านประตูทางเข้าออกเลย
จากคำให้การของพยานเป็นที่ชัดเจนว่า ประเด็นข่าวลือที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยิงในหลวงรัชกาลที่ 8 นั้น ไม่มีทางเป็นความจริงได้ เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 มาจากอีกฟากของอาคารและไม่ใช่คนแรกที่พบพระบรมศพ
.
นายชิต สิงหเสนี และนายบุศย์ ปัทมศริน สองมหาดเล็กเป็นผู้พบพระบรมศพคนแรก เพราะเป็นคนที่เฝ้ามิให้ใครเข้าไปข้างในห้องพระบรรทมได้ หากมีใครเดินเข้าไป บุคคลทั้งสองย่อมต้องรู้ เพราะประตูทางเข้าอื่นถูกปิดตาย อีกทั้งสองมีพฤติกรรม ส่อไปถึงความ ความไม่จงรักภักดี และมีเจตนาที่ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ
.
ตามที่ปรากฎในบางส่วนของเอกสารข้อพิจารณาความอาญา ในชั้นฎีกา หมายเลข ที่ 1544/2497 ระบุเอาไว้ว่า
“วันที่ 9 มิถุนายน 2489 เวลากลางวัน ภายหลังที่ในหลวงรัชกาลที่ 8 ถูกปลงพระชนม์แล้ว นายชิตฯ บังอาจเพทุบายเอาปลอกกระสุนปืนหนึ่งปลอกส่งให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยกล่าวเท็จว่า เก็บได้ใกล้พระแท่นบรรทมในขณะถูกประทุษร้าย ประสงค์จะให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อไปในทางที่เป็นเท็จว่าเป็นปลอกกระสุนปืนที่ได้ยิงในวันนั้น จากปืนกระบอกหนึ่งซึ่งวางอยู่ใกล้พระกรเบื้องซ้าย และเพื่อจะให้หลงเชื่อต่อไปว่าทรงใช้ปืนกระบอกนั้นประทุษร้ายพระองค์ท่านเอง ความจริงปืนกระบอกนั้นหาได้ใช้ยิงในวันนั้นไม่ และไม่ใช่กระบอกที่ใช้ประทุษร้าย ทั้งนี้ นายชิตฯ รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ ด้วยเจตนาช่วยพรรคพวกให้พ้นอาญา และปกปิดมิให้ความปรากฎว่าได้มีผู้ประทุษร้ายพระองค์ท่าน เหตุเกิด ณ พระที่นั่งบรมพิมาน”
“ส่วนนายบุศย์ฯ จำเลย นั้น แม้โจทก์จะมิได้สืบถึงข้อพิรุธนานาประการอย่างเช่นนายชิตฯ แต่การที่นายบุศย์ฯ มีหน้าที่อยู่เวรคอยเฝ้าอารักขาพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด ขณะยังไม่เสด็จจากพระแท่นบรรทม นับว่าเป็นหน้าที่อันสำคัญอย่างยิ่ง และผู้ร้ายเข้าออกจะต้องผ่านทางระเบียงหลังโต๊ะที่นั่งอยู่ แต่นายบุศย์ฯ มิได้ทำการขัดขวางป้องกันหรือเอะอะโวยวายขึ้นหรือแม้จะสมมติว่าผู้ร้ายจะเข้าออกทางห้องทรงพระสำราญได้ ก็ปรากฎว่าทางห้องทรงพระสำราญติดกับเฉลียงด้านหลัง มีช่องโค้งโล่งสองช่อง ไม่มีบานประตู จากที่นายบุศย์ฯ นั่งอยู่ นายบุศย์ฯ ก็ย่อมแลเห็นได้เพราะอยู่ในระยะใกล้ชิดกัน อีกประการหนึ่ง เมื่อเสียงปืนดังขึ้นในห้องพระบรรทมในขณะที่ทรงบรรทมอยู่ นายบุศย์ฯ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงก็มิได้เข้าไปดูให้เห็นเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างไร กลับอ้างในชั้นสอบสวนว่า ไม่กล้าเข้าไป เพราะกลัวจะถูกหาว่ายิงในหลวง”

“การกระทำหรืองดเว้นกระทำของนายชิตฯ และนายบุศย์ฯ จำเลยทั้งสอง เช่นนี้ ไม่มีทางให้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่น นอกจากจะฟังว่า จำเลยทั้งสองคนนี้อย่างน้อยก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการลอบปลงพระชนม์ด้วย”
.
ต่อมา นายเฉลียว ปทุมรส อดีตราชเลขานุการในพระองค์ ก็เป็นอีกหนึ่งที่ถูกข้อกล่าว ที่สมรู้ร่วมคิดกับ นายชิต สิงหเสนี และนายบุศย์ ปัทมศริน

ตามที่ปรากฎในบางส่วนของเอกสารข้อพิจารณาความอาญา ในชั้นฎีกา หมายเลข ที่ 1544/2497 ระบุเอาไว้ว่า
นายเฉลียว ปทุมรส จำเลย มีข้อที่ควรวิเคราะห์ดั่งต่อไปนี้
(1) เป็นคนสนิทชิดชอบของนายปรีดี พนมยงค์ เมื่อ พ.ศ. 2480 ได้เข้ารับราชการในสำนักพระราชวัง ตำแหน่งหัวหน้าแผนกคลัง แล้วเลื่อนขึ้นเป็นเลขานุการสำนักพระราชวัง ต่อมา เลื่อนเป็นรองเลขาธิการพระราชวัง พ.ศ. 2487 ย้ายไปดำรงตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์
นายเฉลียวฯ นั้น มีจิตใจฝักใฝ่อยู่กับนายปรีดีฯ มาก่อนนานแล้ว เมื่อนายปรีดีฯ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์สมบูรณ์ด้วยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแต่ผู้เดียว นายเฉลียวฯ ก็ยิ่งมีอำนาจยิ่งขึ้น
(2) ว่าถึงในหน้าที่ราชการในพระราชสำนักแล้ว นายชิตฯ และนายบุศย์ฯ จำเลย อยู่ในบังคับบัญชาของนายเฉลียวฯ ส่วนนายชิตฯ นั้นเป็นคนชอบพอคุ้นเคยกับนายเฉลียวฯ เป็นกันเองอย่างสนิทอีกด้วย
(3) เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติพระนคร ทางราชการได้จัดรถเชฟโรเลตและรถแนซถวายเป็นรถพระที่นั่งส่วนพระองค์ ถ้าจะเสด็จเป็นพระราชพิธีหรือรัฐพิธีแล้วก็ใช้รถโรลส์-รอยซ์และรถเดมเลอร์
วันหนึ่ง หลังจากเสด็จกลับจากหัวหิน สมเด็จพระราชชนนีจะเสด็จไปทรงซื้อของ นายฉันท์ หุ้มแพร จึงสั่งให้ นายระวิ ผลเนื่องมา จัดรถยนต์ถวาย นายระวิฯ ขัดข้องว่ารถไม่มี
รถเชฟโรเลตนั้น นายเฉลียวฯ จัดส่งไปให้นายปรีดีฯ ใช้เพราะรถของนายปรีดีฯ เสีย ส่วนรถแนซ สำนักพระราชวังส่งไปกรมพาหนะทหารบกเพื่อซ่อม ไว้ให้แขกเมืองใช้
นายเฉลียวฯ ได้ใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งตนปกครองอยู่ สั่งให้จัดรถไปให้นายปรีดีฯ ใช้ เพื่อประโยชน์ของนายปรีดีฯ
นอกจากนั้น นายเฉลียวฯ ยังแสดงออกซึ่งความกระด้างกระเดื่องต่อในหลวงรัชกาลที่ 8พึงเห็นได้จากอาการที่แสดงออกต่าง ๆ หลายประการดังต่อไปนี้
(ก) นายเฉลียวฯ นั่งรถยนต์ล่วงล้ำไปถึงพระที่นั่งบรมพิมาน ซึ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน ในเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงประทับอยู่ ฝืนระเบียบประเพณี บางครั้งนั่งไขว่ห้างเข้าไป ทรงทราบถึงพระเนตรพระกรรณแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในหลวงรัชกาลที่ 8) และสมเด็จพระราชชนนี (สมเด็จย่าฯ) อยู่เนือง ๆ
(ข) เวลานายเฉลียวฯ นำหนังสือไปทูลเกล้าฯ ถวาย สวมแว่นดำและสูบบุหรี่ พรวดพราดขึ้นไป ไม่ได้บอกมหาดเล็กไปกราบบังคมทูลเสียก่อนตามระเบียบฯ ชั้นบนไม่มีกระโถน นายเฉลียวฯ ก็โยนบุหรี่ทิ้งลงกับพื้น มหาดเล็กต้องคอยรีบเก็บ เพราะเกรงจะไหม้พรม
ขณะทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือ นายเฉลียวฯ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบประเพณี แทนที่จะคุกเข่ากลับยืน ตามระเบียบประเพณีการเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือราชการ ถ้าราชเลขาอ่านหนังสือราชการถวาย ตามธรรมดาจะต้องหมอบอ่าน ถ้าพระองค์ท่านประทับอยู่บนพระเก้าอี้ทรงพระอักษร ผู้อ่านก็จะต้องคุกเข่าเข้าไปใกล้ ๆ โต๊ะทรงพระอักษรแล้วจึงอ่านหนังสือราชการนั้น ส่วนนายเฉลียวฯ เข้าไปยืนอ่านใกล้ ๆ โต๊ะทรงพระอักษร
เมื่ออ่านถวายแล้วก็จะต้องกราบบังคมทูลว่า เรื่องต่าง ๆ ที่เคยปฏิบัติมานั้นจะควรสั่งอย่างไร ถ้าทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วยก็หมอบเขียนบันทึกในหนังสือราชการเป็นพระราชกระแสรับสั่งของพระองค์ถวายให้ทรงลงพระนามาภิไธย แต่นายเฉลียวฯ คงยืนเขียนบันทึกบนโต๊ะทรงพระอักษรนั้นเอง แล้วเลื่อนหนังสือให้ทรงลงพระบรมนามาภิไธย
(ค) นายเฉลียวฯ เปิดวิทยุที่ตึกที่ทำงานซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพระที่นั่งบรมพิมาน ถึงเวลาบรรทมก็ยังหาหยุดเปิดไม่ จนมีพระราชกระแสรับสั่งถามว่า ที่นั่นเขาทำอะไรกันอยู่จนดึกดื่น
(4) การที่นายเฉลียวฯ จำต้องพ้นจากตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์นั้น เพราะปฏิบัติตนไม่ต้องด้วยพระราชประสงค์ ย่อมเป็นเหตุกระทบกระเทือนจิตใจนายเฉลียวฯ อย่างแรง
(5) โหรถวายพระฤกษ์กำหนดนัดหมายว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จต่างประเทศ ในวันที่ 13 มิถุนายน 2489 แต่มีคนบางหมู่รู้ความจริงอย่างเที่ยงแท้ว่า ในหลวงจะไม่ได้เสด็จในวันที่ 13 ผู้ที่ได้พูดออกมาให้ปรากฎความข้อนี้ ก็คือ นายชิตฯ และนายเฉลียวฯ เป็นที่น่าประหลาดว่า บุคคลผู้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าอย่างแม่นยำพร้อม ๆ กันถึงสองคน และบุคคลทั้งสองนั้นก็สนิทชิดชอบกันเป็นอันมากด้วย
ก่อนหน้านี้ มีข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ช่วง เมษายน 2489 ก่อนคดีลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ 8 ราวสองเดือน นายฉันท์ หุ้มแพร (นายทัศย์ สุจริตกุล) เคยเตือนในหลวงรัชกาลที่ 8 เรื่องการลอบวางยาพิษ เมื่อชันสูตรพระบรมศพก็พบว่า ไม่พบยาพิษตามที่สงสัย พบเพียงรอยกระสุนยิงจากหน้าผากถึงท้ายทอย อีกทั้งเขม่ายังชี้ชัดว่าเป็นลักษณะจ่อยิงประชิด
ดังนั้น ศาลชั้นต้น ศาลอุธรณ์ ศาลฎีกา จึงได้ลงความเห็นตรงกัน มั่นใจว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์ โดยตัดเรื่องการฆ่าตัวตายและอุบัติเหตุออก จำเลยทั้งสาม ทั้งนายชิตฯ นายเฉลียวฯ และนายบุศย์ฯ จึงถูกพิพากษาประหารชีวิต ส่วนนายปรีดีฯ และเรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช ซึ่งถูกซัดทอด แต่ได้หลบหนีไปยังต่างประเทศ

ที่อยู่

200 ถนน แจ้งวัฒนะ แขวง ทุ่งสองห้อง เขต หลักสี่
Bangkok
10300

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:30
อังคาร 08:00 - 16:30
พุธ 08:00 - 16:30
พฤหัสบดี 08:00 - 16:30
ศุกร์ 08:00 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6622437821

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พัน.ร.มทบ 11ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง พัน.ร.มทบ 11:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

#มีแล้วแบ่งปัน เพื่อการศึกษา

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.65 มทบ.11 โดย พัน.ร.มทบ.11 ได้นำสิ่งของ และสิ่งอุปกรณ์ทางการศึกษา ที่มีผู้ร่วมบริจาคมาจัดทำเป็น “ถุงยังชีพเพื่อการศึกษา ให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนต้นแบบตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพระราชูปถัมภ์ฯ จำนวน 2 โรงเรียน ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก ในพื้นที่ จังหวัดปทุมธานี
#กองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่11
“สี” รถยนต์พระที่นั่ง และเลขทะเบียน “ร.ย.ล.” มาจากไหน?
.
เคยสังเกตหรือไม่ว่า ในขบวนเสด็จพระราชดำเนินทางรถยนต์ ทำไมรถยนต์บางคันถึงใช้สีแดง? ทำไมรถยนต์บางคันถึงใช้สีเหลืองอ่อนหรือสีงาช้าง? และทำไมรถยนต์ถึงใช้เลขทะเบียน “ร.ย.ล.”? ประเด็นเหล่านี้จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า “สี” รถยนต์ในขบวนเสด็จฯ และเลขทะเบียน “ร.ย.ล.” มาจากไหน? ใครเป็นผู้คิดค้น?

รถยนต์ เป็นสิ่งประดิษฐ์สำคัญอย่างหนึ่งในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีขึ้นราวศตวรรษที่ 19 ก่อนจะถูกนำเข้ามาในสยามช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ซึ่งเริ่มนิยมใช้ในหมู่เจ้านายและชนชั้นสูงก่อนจะแพร่หลายทั่วไป ปรากฏว่าการเข้ามาของรถยนต์ได้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุหรือปัญหาบนท้องถนน เนื่องจากความไร้ระเบียบวินัยและความคับคั่งของรถยนต์บนถนน ดังนั้น จึงได้มีการออกพระราชบัญญัติรถยนต์ ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2452)

พระราชบัญญัติรถยนต์ ร.ศ. 128 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์ฉบับแรกของประเทศ เพื่อควบคุมเจ้าของพาหนะ ยานพาหนะ การจดทะเบียน และการออกใบอนุญาต ฯลฯ พระราชบัญญัติฉบับนี้คือจุดเริ่มต้นของการมีเลขทะเบียนรถเป็นครั้งแรกในสยาม

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) พระงองค์ทรงแต่งตั้งให้พระยาประสิทธิศุภาการ หรือ หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ (ภายหลังคือเจ้าพระยารามราฆพ) เป็นผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก โดยหม่อมหลวงเฟื้อฯ ได้เข้ามาบริหารจัดการกิจการมหาดเล็กหลายประการ ที่สำคัญคือกิจการเกี่ยวกับรถยนต์พระที่นั่ง หม่อมหลวงเฟื้อฯ ได้ริเริ่มให้จัดสีรถยนต์ตามประเภท และให้ใช้เลขทะเบียน “ร.ย.ล.” เป็นครั้งแรก จัดให้มีสีต่าง ๆ กันตามประเภท รถยนต์พระที่นั่งใช้สีเหลืองอ่อนหรือสีงาช้าง รถขบวนตามเสด็จใช้สีแดง รถพระประเทียบใช้สีเหลืองแก่ รถยนต์หลวงในสมัยนั้นไม่ต้องใช้เลขหมาย จึงเกิดการปลอมแปลงให้เหมือนรถยนต์หลวง จึงให้รถยนต์หลวงใช้เครื่องหมาย ร.ย.ล. ๑ (และเลขต่อ ๆ ไป)

ดังนั้น รถยนต์ในขบวนเสด็จพระราชดำเนินในปัจจุบัน จึงมีแบบแผนปฏิบัติสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 โดยเฉพาะในส่วนของ “สี” และ “เลขทะเบียน” ที่หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ เป็นผู้คิดค้นขึ้น
คำถามที่หลายคนอาจสงสัย “ทำไมต้องโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์”

วัยรุ่น เยาวชน นักศึกษา คนวัยทำงาน นักการเมือง และนักวิชาการ ที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์อาจจะอาสาโจมตีด้วยใจที่รักอุดมการณ์นั้น แต่หากมองการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งบนท้องถนนและในโลกออนไลน์ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า #ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนทางการเงิน และ #สนับสนุนทางกลยุทธ์ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่องไม่ได้ แล้วคำถามที่ตามมา #ใครกันจะยอมเสียเงินเพื่อโจมตีสถาบันฯ ที่มีความเข้มแข็งที่สุดของประเทศไทย #หากไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทน มาถึงจุดนี้หลายคนอาจจะมองไม่ออกว่า #ผลประโยชน์ตอบแทน นั้นคืออะไร? อะไรที่เป็นเหตุให้ก่อสงครามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมากที่สุด? คำตอบก็คือ #ดินแดน คำตอบเดียวที่ตรงประเด็นที่สุด

แล้วมันเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังไง
มันเกี่ยวกับมาตรา 1 ในรัฐธรรมนูญ ที่มีเนื้อหาว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร ไม่สามารถแบ่งแยกได้" ความหมายคือ ประเทศไทย = ประเทศที่มีราชา + แบ่งแยกไม่ได้ หมายความว่าถ้าต้องการแบ่งแยกดินแดน ต้องเอาสถาบันฯ ออกจากมาตรา 1 เพื่อให้ประเทศไทยแบ่งแยกได้
.
การโจมตีสถาบันฯ จะเห็นว่าใช้วิธีโจมตีโดยสร้างเงื่อนไขว่า
>> สถาบันฯ อยู่ร่วมกับประชาธิปไตย ไม่ได้ >>หลักการปฏิวัติภาคประชาชน
ในหลวงรัชกาลที่ 10 พระราชทานที่ดิน 300 ไร่ ก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ร.10) ได้พระราชทานโฉนดที่ดิน คลอง 6 อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่จำนวน 300 ไร่ ให้องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อสส.) เพื่อใช้ประโยชน์เป็นสถานที่ก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ และสถานที่ทำงานขององค์การสวนสัตว์ฯ

โดยพื้นที่ดังกล่าวใหญ่กว่าปัจจุบันถึง 3 เท่า และตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางของแหล่งเรียนรู้หลากหลายสาขา โดยคำนึงถึงความสำคัญในด้านต่าง ๆ อาทิ เช่น การวางโครงสร้างพื้นที่สวนสัตว์แห่งใหม่ การจัด Landscape ที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ภายใต้หลักการส่งเสริมพฤติกรรมสัตว์และสวัสดิภาพสัตว์เป็นสำคัญ เพื่อให้สัตว์นานาชนิดมีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงธรรมชาติตามหลักมาตรฐานสากล

การได้รับพระราชทานที่ดินดังกล่าว ถือเป็นโอกาสอันดีที่องค์การสวนสัตว์ฯ จะได้มีโอกาสพัฒนาสวนสัตว์แห่งใหม่ให้มีความทันสมัย และมีความพร้อมที่จะให้การบริการนักท่องเที่ยว และเป็นแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบห้องเรียนตามธรรมชาติที่สามารถตอบสนองความต้องการให้กับเด็กและเยาวชนได้อย่างเหมาะสม
หน่วยฉีดวัคซีนพระราชทาน แก่ปวงชนชาวไทย
ในสมัย พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ร.9) ช่วงปี พ.ศ. 2501 - 2502 ประเทศไทยเกิดอหิวาตกโรคระบาดอย่างหนัก เชื้อโรคได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ครั้งนั้นโรคระบาดอยู่ประมาณ 1 ปี 6 เดือน กินพื้นที่ทั้งหมดทั่วประเทศ 38 จังหวัด มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 19,359 ราย เสียชีวิตไป 2,372 ราย (ในสมัยนั้นจำนวนประชากรมีจำนวนน้อยกว่าในปัจจุบัน) สาเหตุการเกิดโรคนั้นไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่ามาจากที่ใด
ขณะที่มีผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวนมาก แต่รัฐบาลไม่สามารถผลิตวัคซีนป้องกันได้ทัน และขาดแคลนอุปกรณ์รักษา ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระราชทรัพย์แก่สถานเสาวภา สถาบันพยาธิวิทยา กรมแพทย์ทหารบก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลศิริราช เพื่อช่วยกันผลิตอุปกรณ์และวัคซีนป้องกัน พระราชทานพระราชทรัพย์จัดตั้ง “ทุนปราบอหิวาตกโรค”
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดให้จัดตั้งหน่วยฉีดวัคซีนพระราชทานสำหรับบริการแก่ประชาชนขึ้น บริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต วังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดอื่น ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ อีกมากมาย และทุกครั้งที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยือนพสกนิกร ก็ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดหน่วยฉีดวัคซีนตามเสด็จไปให้บริการแก่ประชาชนไปด้วยทุกครั้ง
(ข้อมูลจากหนังสือ อนุสรณ์กระทรวงสาธารณสุขครบ 20 ปีพ.ศ. 2485 - 2505, กระทรวงสาธารณสุข ,พิมพ์ปี พ.ศ. 2505)

#หน่วยฉีดวัคซีนพระราชทาน
พระกรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์ สู่โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้มีโอกาสตามเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทรงเยี่ยมราษฎรอยู่เสมอ ทรงซึมซับแนวคิดของสมเด็จพระอัยยิกาเจ้า ในการมอบชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ราษฎร จึงตั้งพระทัยมั่นในการสืบสานและต่อยอดพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในแนวทางที่พระองค์มีความถนัด คือ การสร้างสรรค์งานศิลปะและการออกแบบแฟชั่น ยามว่างเว้นจากพระกรณียกิจ
พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชุมชนทอผ้าในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อพระราชทานกำลังใจในการมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานที่ได้มาตรฐาน พระราชทานคำแนะนำในการพัฒนาผืนผ้าให้มีความร่วมสมัย มีความเป็นสากล
แนวคิดของโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่ชุมชน เป็นวงจรเศรษฐกิจเชิงมหภาค และส่งเสริมกระตุ้นผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัยและทุกวาระโอกาส ตลอดทั้งเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไทย เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน อันเป็นที่มาของโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”
#ผ้าไทยใส่ให้สนุก
x

องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok (แสดงผลทั้งหมด)

หมวดดุริยางค์ มณฑลทหารบกที่ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน CK.Consult & Service - Thai Visa Expert 24 DSI News สำนักเครื่องกลและสื่อสาร กร สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงยุต สำนักผู้ตรวจราชการกระทรวงย กรมคุมประพฤติ Department of Probation กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและ สำนักงานคดีค้ามนุษย์ สำนักง กรมการกงสุล กระทรวงการต่างป Anti-Fake News Center Thailand กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Fo HR CGC ช่างกุญแจงามวงศ์วาน 087 488 4333