มูลนิธิกระจกเงา

มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิกระจกเงา เราอาสาเป็นเงาสะท้อนปัญหาของสังคม มูลนิธิกระจกเงา คือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม หลายๆด้าน
ได้แก่ งานด้านสิทธิมนุษยชน งานพัฒนาอาสาสมัครและการแบ่งปันทรัพยากร เพื่อเพิ่มศักยภาพใน การเรียนรู้และการใช้ชีวิต โดยมีพื้นที่ปฏิบัติงานในเมืองและชนบท โดยทำหน้าที่เป็นกระจกเงา ที่สะท้อนเรื่องราว ความเป็นจริงของสังคมและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผล กระทบจาก การเปลี่ยนแปลงของสังคม ด้วยวิธีคิด คือ การสร้างคนและสร้างนวัตกรรม สร้างความมเปลี่ยนแปลงแก่สังคม ดังวิสัยทัศน์ขององค์กร คือ

" สร้างคน " เราจึงสร้างนักกิจกรรมด้วยกระบวนการ อาสาสมัคร เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมต่อกิจกรรมทางสังคม เนื่องจาก ปัญหาสังคมในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมี ปริมาณมากมายเกินกว่าคนเล็ก ๆ เพียงไม่กี่คนจะแบกรับไว้ได้ และปัญหาสังคมไม่มีทางหมดไป หากผู้คนส่วนใหญ่ไม่ร่วมกันรับรู้และแก้ไข การสร้าง คนจึงเป็นต้นทางของการ แก้ปัญหาสังคม

" สร้างนวัตกรรม " นวัตกรรมเป็นสิ่งที่จะนำไปสู่การเส้นทางใหม่ของสังคม เราจึงสร้างนวัตกรรม เพื่อวิเคราะห์ปัญหา และออกแบบกระบวนการแก้ปัญหาสังคมด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมที่สอดคล้อง ไปกับปรากฏการณ์ทางสังคมในปัจจุบัน

" แล้วจะสร้างการเปลี่ยนแปลง " เมื่อได้สร้างนักกิจกรรม นวัตกรรมทางสังคมขึ้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงสังคมซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของการทำงาน ก็จะเริ่มขึ้น นักกิจกรรมที่ได้รับการปรับจูนความคิดที่มุ่งมั่นในการแกปัญหาสังคมร่วมกัน ก็จะเป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนสังคมด้วยนวัตกรรมที่หมุนวงล้อของสังคมสู่การ พัฒนาต่อไป เรา จึงให้ความสำคัญกับการรณรงค์และลงมือ จัดการปัญหาต่างๆ

มูลนิธิกระจกเงา สร้างคน สร้างนวัตกรรม สร้างการเปลี่ยนแปลง

เปิดเหมือนปกติ

“การมาเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิกระจกเงา ทำให้เราได้อยู่ด่านหน้าของการบริจาค เราได้อยู่ในระยะประชิดกับผู้บริจาคที่ส่งของเข้...
23/10/2021

“การมาเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิกระจกเงา ทำให้เราได้อยู่ด่านหน้าของการบริจาค เราได้อยู่ในระยะประชิดกับผู้บริจาคที่ส่งของเข้ามา แล้วหยิบเอาของเหล่านั้นมาจัดการ เพื่อให้สิ่งของส่งไปถึงผู้ที่ขาดแคลน มันเป็นความรู้สึกภูมิใจว่า ก่อนที่จะไปส่งถึงผู้รับที่ปลายทาง เราเป็นคนที่อยู่ต้นทาง ของความช่วยเหลือ เป็นคนสละแรงกายเพื่อให้ของเหล่านั้นถึงมือผู้ยากลำบาก”
.
“หนูได้เห็นเลยว่า มีคนมีน้ำใจเอาของเข้ามาบริจาค ของบางอย่างที่เข้ามา เป็นของคุณภาพดีเลยนะคะ หนูได้อยู่จัดการของบริจาคพวกนั้น ระหว่างที่จัดเก็บของ หนูก็คิดว่า ของเหล่านี้เมื่อไปถึงคนที่เขาไม่มีจะใช้ เขาจะรู้สึกอย่างไร เขาคงรู้สึกดีใจเนอะ
.
“การเข้ามาจัดของบริจาค มันทำให้เราเห็นความหวัง เห็นว่าของพวกนี้จะถูกส่งต่อ ไม่ได้ถูกเก็บไว้แต่บ้านคนที่มีกำลังซื้อเท่านั้น”
.
“ยกของ จัดของบริจาคทั้งวัน แต่ไม่รู้สึกเหนื่อย รู้สึกว่างานที่เราทำ จะกลายไปเป็นความช่วยเหลือถึงผู้ที่กำลังขาดแคลน ความเหนื่อยมันก็หายไป”
.
ข้อความข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งในความเห็นของเหล่าบรรดา “อาสาจัดเต็ม” ที่สมัครเข้ามาเป็นจิตอาสารายวัน ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา ที่ทุกวันทีมงานมูลนิธิ จะมีกระบวนการรับอาสาสมัคร เข้ามาปฐมนิเทศ พาอาสาสมัครลงแรง จากนั้นทุกๆ เย็นจะมีการล้อมวงพูดคุย เพื่อให้อาสาสมัครได้บอกเล่าความรู้สึกหลังจากเหนื่อยกันมาทั้งวัน
.
หากคุณมีความจำเป็นต้องเก็บชั่วโมงทำผลงาน ไม่ว่าจะส่งสถานศึกษา หรือทำ CSR ในบริษัท หากคุณไม่อยากทำแค่เพียงเก็บผลงาน แต่อยากให้เป็นงานที่มีคุณค่า มีความหมายต่อการสละเวลา และแรงกาย ขอให้คุณนึกถึงศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร มูลนิธิกระจกเงา
.
ที่นี่ เราเปิดต้อนรับ “อาสาจัดเต็ม” รายวัน วันละ 30 อัตรา
ไม่จำเป็นต้องมาทุกวัน เลือกเฉพาะวันที่สะดวก
ลงทะเบียนนัดหมายล่วงหน้า แล้วฟิตร่างกายให้พร้อม
.
สมัครได้ที่ศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร
โทร. 092-267-6292
Line ID : volmirror
[email protected]
หรือ http://www.mirror.or.th/volunteer.php
.
จะมีทีมงานรอต้อนรับท่านอย่างอบอุ่น ^^
.
#อาสาจัดเต็ม #ศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร #มูลนิธิกระจกเงา

“วันที่ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน คือ ถ้าอยู่ต่อไป ผมจะฆ่าคนอื่นหรือจะต้องฆ่าตัวเองล่ะ ยิ่งอยู่ สภาพจิตใจยิ่งแย่ ไม่รู้จะเกิด...
22/10/2021

“วันที่ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน คือ ถ้าอยู่ต่อไป ผมจะฆ่าคนอื่นหรือจะต้องฆ่าตัวเองล่ะ ยิ่งอยู่ สภาพจิตใจยิ่งแย่ ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น จะไม่กลับมาแล้ว เก็บเสื้อผ้าและเอกสารสำคัญไปให้หมด
.
“ครั้งสุดท้ายนี่คือรอบที่สามแล้ว ที่ผมหนีออกจากบ้าน รอบแรกผมกลับไปบ้านเก่า คนแถวนั้นเขาโทรมาบอกแม่ รอบที่สองผมหนีไปโดยไม่มีเงินก็เดินไปเรื่อยๆ ไปไหนไม่ได้ไกล ว่าจะหาที่เงียบๆ นอน แต่มันนอนไม่ได้เลย ยุงมันกัดทั้งคืน ครั้งสุดท้ายนี่รอบที่สามแล้ว ผมจะต้องคิดอะไรอีกล่ะ คนที่ออกจากบ้านถึงสามครั้ง ผมไม่คิดถึงบ้านแล้ว
.
“ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ถึงตอนโต ที่บ้านก็เหมือนเดิม แต่เพราะเป็นเด็ก แป๊บๆ มันก็ลืม ไม่เก็บมาคิด ถามว่าบ้านอบอุ่นมั้ย ผมไม่รู้จะตอบยังไง แต่มันไม่เหมือนบ้านคนอื่น ในบ้านมีสมาชิกหลายคน มันก็เกิดปัญหากับหลายคน วันไหนไม่ทะเลาะกันก็ไม่ใช่ว่าดีกัน แต่ถ้าวันไหนทะเลาะกันมันก็ยิ่งหนักเลย
.
“ผมเป็นน้องคนเล็กในบ้าน โดนรังแกมากที่สุด บางทีพี่ๆ ก็ตบหัว เข้าใจมั้ยครับคำว่า “รุม” โดนแรกๆ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่หลายๆ ครั้ง มันก็สะสม ผมเหมือนตัวปัญหาของบ้าน เขาพูดกันแบบนั้น คำพูดหลายคำที่พูดกันเล่นๆ ขำๆ แต่ผมไม่ได้สนุกด้วย
.
“พอโตมายิ่งหนักเลย ผมสอบติด ม.4 โรงเรียนมีชื่อเสียง ที่บ้านเขาก็พูดเล่นกันสนุกปากว่า สอบติดได้ยังไง ครูเขาใช้ตาอะไรคิด มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดเลย ถ้ามันจะฟลุ๊คสอบติด มันก็คือความสามารถ ความตั้งใจของผม ไม่ใช่เรื่องพูดดูถูกกัน แต่ผมจะทำยังไงได้ ผมเรียนก็ต้องใช้เงินของครอบครัว
.
“เวลาผมทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ เขาก็ด่า ชอบพูดว่าผมขี้เกียจ มันก็มีบ้างที่ผมขี้เกียจจริง แต่เวลาผมทำก็พูดเหน็บแนม ผมช่วยล้างจานก็บอกว่าผมล้างช้าจนคนอื่นเขาจะนอนหมดแล้ว คือทำก็ด่า ไม่ทำก็ด่า
.
“ผมไม่มีเพื่อนสนิท ตั้งแต่ประถมจนมัธยมต้น ผมไม่ค่อยได้คุยกับใครเลย ผมเจอเรื่องหนักๆ ที่บ้าน ที่โรงเรียนก็เหมือนกัน ผมเรียนไม่เก่ง เกรดไม่ดี พอเจอครูที่เข้มงวดมากๆ ผมก็ร้องเลย ร้องไห้คนเดียว ผมทำได้แค่นั้น ที่บ้านยังเคยพูดกันเลยว่า “มันจะมีเพื่อนด้วยเหรอ” แน่นอน ผมก็ได้แต่ร้องไห้คนเดียว
.
“ที่บ้านไม่เคยกอดกันเลย ไม่เคยแสดงความรักต่อกัน ผมไม่มีงานวันเกิด ไม่มีวันพ่อ ไม่มีวันแม่ คนที่จำวันเกิดผมได้คือ ป้าของผม ที่โรงเรียนเคยจัดกิจกรรมวันแม่ แม่ไม่ได้ไป ผมก็พาป้าไป ในงานเขามีของที่ระลึก ผมก็เอาให้ป้า ไม่ได้เอากลับมาให้แม่ ถามว่าโตแล้วผมอยากกอดแม่มั้ย ผมโดนด่าขนาดนั้น ผมต้องกอดเขาเหรอ
.
“ผมเคยเอาเชือกผูกที่คอตัวเองแล้ว ตอนนั้นทุกคนในบ้านหลับหมดแล้ว แต่ผมทำไม่ได้ ผมไม่กล้าพอ แต่คิดจะฆ่าตัวเองแล้ว มันไม่อยากอยู่แล้ว พอผมโกรธกับที่บ้านผมก็ไปลงกับหมาที่บ้าน มันเลวร้ายนะ พอทำแล้วก็รู้สึกผิด มันเหมือนผมเก็บกด หาทางออกไม่ได้ เพราะไม่สามารถไปลงกับอีกฝ่ายได้ ก็มาลงกับหมา พอตีหมาก็รู้สึกแย่กับตัวเอง ผมก็กลับไปกอดหมา หมาเป็นสิ่งที่ผมสนิทที่สุดแล้วในบ้าน ตอนที่ออกจากบ้านก็คิดถึงมัน
.
“ผมยอมรับ ผมเป็นเด็กติดเกมส์ ผมก็มีส่วนผิด แต่มันคือความสุขเดียวของผม ผมไม่ใช่คนเล่นเกมส์ทั้งวันทั้งคืน แต่ผลการเรียนผมมันก็ไม่ดีด้วย มันเลยทำให้ที่บ้านเขาจู้จี้กับผม ทุกอย่างมันก็เลยยิ่งแย่
.
“มึงดูลูกคนอื่นเขา” คำนี้ผมเจอบ่อย ผมไม่เคยไปดูครอบครัวอื่น ดูแล้วยังไง ต้องอิจฉาเขาเหรอ ต้องเปลี่ยนแปลงให้เหมือนคนอื่นเหรอ อย่างผมติดเกมส์ ชอบเล่นเกมส์ แต่จะให้ผมเปลี่ยนไปเล่นดนตรี ไปเกาะกลุ่มเพื่อนทำอย่างอื่น ที่บ้านจะเปลี่ยนไปเหรอ ถึงผมจะพยายามเรียนให้ดี มันก็กดดัน พอไม่ได้ดั่งหวัง ก็โดนด่าอีก
.
“ที่บ้านเขาด่าผมว่า “มึงจะไปไหนก็ไป” ผมไม่รู้ความหมายที่แท้จริง แต่มันก็คือการไล่ผมออกไป พอทะเลาะกันทุกคนที่บ้านก็รู้ พี่ชายก็พูดซ้ำอีกว่า “มึงจะไปไหนก็ไป” คิดว่าผมจะอยู่ต่อ หรือผมต้องไปล่ะ
.
“ผมกลัวการถูกตามหา กลัวต้องกลับบ้าน ผมจะกลับไปเอง ถ้าผมมี ผมหาเงินได้เอง ผมจะเอาเงินกลับไปให้เขา ผมถูกกดขี่ให้ผมดูต่ำ “ไปแล้วจะไปรอดเหรอ” “แค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรได้” “อย่างมันจะไปทำอะไร” ชีวิตผมถูกแซะแบบนี้ตลอด การพูดเล่น หยอกล้อ ถากถางกันในบ้าน มันทำให้หัวใจเราแตกสลายได้เลย
.
“เขาไม่รู้หรอก ว่าอีกฝ่ายที่ถูกกระทำรู้สึกยังไง โดนเองบ้างถึงจะรู้ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เราเข้าใจที่เขาพูด แต่เขาไม่เข้าใจเราบ้าง เวลาเราพูดอะไร เขาบอก “เรื่องของกู” ผมไม่สามารถพูดว่า “เรื่องของกู” กับเขาได้ไง
.
“เกือบหนึ่งปีที่ออกจากบ้านมา ผมไม่เคยร้องไห้อีกเลย อาจมีนอยด์ๆ บ้าง แต่ถ้าเราอดทนอยู่บ้านต่อ ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็วางแผนอนาคตตัวเองใหม่ เรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องสุขภาพ ผมไม่ใช่ตัวอย่างของเด็กคนอื่นนะ ผมเป็นตัวอย่างให้ใครไม่ได้เลย ชีวิตผมไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี”

——————————————————————
อดีตเด็กหายวัย 17 ปี
——————————————————————

เด็กหายรายนี้หนีออกจากบ้าน โดยทีมงานรับแจ้งเหตุและติดตามจนพบตัว แต่ด้วยปัจจุบันน้องอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว ทีมงานประเมินว่า น้องสามารถดำรงชีวิตได้ โดยน้องไม่ประสงค์ติดต่อกลับครอบครัว
.
ทีมงานได้ขออนุญาตสัมภาษณ์น้อง เพื่อสะท้อนมุมมองอีกด้านของเด็กวัยรุ่นที่ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน บทสัมภาษณ์นี้ ไม่มีเจตนาชี้ผิดถูกที่ฝ่ายใด แต่เพื่อเปิดพื้นที่ให้เห็นความรู้สึกนึกคิดของเด็กคนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นอุทาหรณ์แก่ครอบครัวอื่นได้ครับ

————————
สนับสนุนภารกิจติดตามเด็กหาย
บัญชีโครงการศูนย์ข้อมูลคนหาย โดยมูลนิธิกระจกเงา
เลขที่ 202-258-288-6 ธ.ไทยพาณิชย์
.
#เรื่องเล่าเด็กหาย #หนีออกจากบ้าน #บ้านที่กลับไม่ได้
#ศูนย์ข้อมูลคนหาย #มูลนิธิกระจกเงา

“วันที่ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน คือ ถ้าอยู่ต่อไป ผมจะฆ่าคนอื่นหรือจะต้องฆ่าตัวเองล่ะ ยิ่งอยู่ สภาพจิตใจยิ่งแย่ ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น จะไม่กลับมาแล้ว เก็บเสื้อผ้าและเอกสารสำคัญไปให้หมด
.
“ครั้งสุดท้ายนี่คือรอบที่สามแล้ว ที่ผมหนีออกจากบ้าน รอบแรกผมกลับไปบ้านเก่า คนแถวนั้นเขาโทรมาบอกแม่ รอบที่สองผมหนีไปโดยไม่มีเงินก็เดินไปเรื่อยๆ ไปไหนไม่ได้ไกล ว่าจะหาที่เงียบๆ นอน แต่มันนอนไม่ได้เลย ยุงมันกัดทั้งคืน ครั้งสุดท้ายนี่รอบที่สามแล้ว ผมจะต้องคิดอะไรอีกล่ะ คนที่ออกจากบ้านถึงสามครั้ง ผมไม่คิดถึงบ้านแล้ว
.
“ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ถึงตอนโต ที่บ้านก็เหมือนเดิม แต่เพราะเป็นเด็ก แป๊บๆ มันก็ลืม ไม่เก็บมาคิด ถามว่าบ้านอบอุ่นมั้ย ผมไม่รู้จะตอบยังไง แต่มันไม่เหมือนบ้านคนอื่น ในบ้านมีสมาชิกหลายคน มันก็เกิดปัญหากับหลายคน วันไหนไม่ทะเลาะกันก็ไม่ใช่ว่าดีกัน แต่ถ้าวันไหนทะเลาะกันมันก็ยิ่งหนักเลย
.
“ผมเป็นน้องคนเล็กในบ้าน โดนรังแกมากที่สุด บางทีพี่ๆ ก็ตบหัว เข้าใจมั้ยครับคำว่า “รุม” โดนแรกๆ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่หลายๆ ครั้ง มันก็สะสม ผมเหมือนตัวปัญหาของบ้าน เขาพูดกันแบบนั้น คำพูดหลายคำที่พูดกันเล่นๆ ขำๆ แต่ผมไม่ได้สนุกด้วย
.
“พอโตมายิ่งหนักเลย ผมสอบติด ม.4 โรงเรียนมีชื่อเสียง ที่บ้านเขาก็พูดเล่นกันสนุกปากว่า สอบติดได้ยังไง ครูเขาใช้ตาอะไรคิด มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดเลย ถ้ามันจะฟลุ๊คสอบติด มันก็คือความสามารถ ความตั้งใจของผม ไม่ใช่เรื่องพูดดูถูกกัน แต่ผมจะทำยังไงได้ ผมเรียนก็ต้องใช้เงินของครอบครัว
.
“เวลาผมทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ เขาก็ด่า ชอบพูดว่าผมขี้เกียจ มันก็มีบ้างที่ผมขี้เกียจจริง แต่เวลาผมทำก็พูดเหน็บแนม ผมช่วยล้างจานก็บอกว่าผมล้างช้าจนคนอื่นเขาจะนอนหมดแล้ว คือทำก็ด่า ไม่ทำก็ด่า
.
“ผมไม่มีเพื่อนสนิท ตั้งแต่ประถมจนมัธยมต้น ผมไม่ค่อยได้คุยกับใครเลย ผมเจอเรื่องหนักๆ ที่บ้าน ที่โรงเรียนก็เหมือนกัน ผมเรียนไม่เก่ง เกรดไม่ดี พอเจอครูที่เข้มงวดมากๆ ผมก็ร้องเลย ร้องไห้คนเดียว ผมทำได้แค่นั้น ที่บ้านยังเคยพูดกันเลยว่า “มันจะมีเพื่อนด้วยเหรอ” แน่นอน ผมก็ได้แต่ร้องไห้คนเดียว
.
“ที่บ้านไม่เคยกอดกันเลย ไม่เคยแสดงความรักต่อกัน ผมไม่มีงานวันเกิด ไม่มีวันพ่อ ไม่มีวันแม่ คนที่จำวันเกิดผมได้คือ ป้าของผม ที่โรงเรียนเคยจัดกิจกรรมวันแม่ แม่ไม่ได้ไป ผมก็พาป้าไป ในงานเขามีของที่ระลึก ผมก็เอาให้ป้า ไม่ได้เอากลับมาให้แม่ ถามว่าโตแล้วผมอยากกอดแม่มั้ย ผมโดนด่าขนาดนั้น ผมต้องกอดเขาเหรอ
.
“ผมเคยเอาเชือกผูกที่คอตัวเองแล้ว ตอนนั้นทุกคนในบ้านหลับหมดแล้ว แต่ผมทำไม่ได้ ผมไม่กล้าพอ แต่คิดจะฆ่าตัวเองแล้ว มันไม่อยากอยู่แล้ว พอผมโกรธกับที่บ้านผมก็ไปลงกับหมาที่บ้าน มันเลวร้ายนะ พอทำแล้วก็รู้สึกผิด มันเหมือนผมเก็บกด หาทางออกไม่ได้ เพราะไม่สามารถไปลงกับอีกฝ่ายได้ ก็มาลงกับหมา พอตีหมาก็รู้สึกแย่กับตัวเอง ผมก็กลับไปกอดหมา หมาเป็นสิ่งที่ผมสนิทที่สุดแล้วในบ้าน ตอนที่ออกจากบ้านก็คิดถึงมัน
.
“ผมยอมรับ ผมเป็นเด็กติดเกมส์ ผมก็มีส่วนผิด แต่มันคือความสุขเดียวของผม ผมไม่ใช่คนเล่นเกมส์ทั้งวันทั้งคืน แต่ผลการเรียนผมมันก็ไม่ดีด้วย มันเลยทำให้ที่บ้านเขาจู้จี้กับผม ทุกอย่างมันก็เลยยิ่งแย่
.
“มึงดูลูกคนอื่นเขา” คำนี้ผมเจอบ่อย ผมไม่เคยไปดูครอบครัวอื่น ดูแล้วยังไง ต้องอิจฉาเขาเหรอ ต้องเปลี่ยนแปลงให้เหมือนคนอื่นเหรอ อย่างผมติดเกมส์ ชอบเล่นเกมส์ แต่จะให้ผมเปลี่ยนไปเล่นดนตรี ไปเกาะกลุ่มเพื่อนทำอย่างอื่น ที่บ้านจะเปลี่ยนไปเหรอ ถึงผมจะพยายามเรียนให้ดี มันก็กดดัน พอไม่ได้ดั่งหวัง ก็โดนด่าอีก
.
“ที่บ้านเขาด่าผมว่า “มึงจะไปไหนก็ไป” ผมไม่รู้ความหมายที่แท้จริง แต่มันก็คือการไล่ผมออกไป พอทะเลาะกันทุกคนที่บ้านก็รู้ พี่ชายก็พูดซ้ำอีกว่า “มึงจะไปไหนก็ไป” คิดว่าผมจะอยู่ต่อ หรือผมต้องไปล่ะ
.
“ผมกลัวการถูกตามหา กลัวต้องกลับบ้าน ผมจะกลับไปเอง ถ้าผมมี ผมหาเงินได้เอง ผมจะเอาเงินกลับไปให้เขา ผมถูกกดขี่ให้ผมดูต่ำ “ไปแล้วจะไปรอดเหรอ” “แค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรได้” “อย่างมันจะไปทำอะไร” ชีวิตผมถูกแซะแบบนี้ตลอด การพูดเล่น หยอกล้อ ถากถางกันในบ้าน มันทำให้หัวใจเราแตกสลายได้เลย
.
“เขาไม่รู้หรอก ว่าอีกฝ่ายที่ถูกกระทำรู้สึกยังไง โดนเองบ้างถึงจะรู้ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เราเข้าใจที่เขาพูด แต่เขาไม่เข้าใจเราบ้าง เวลาเราพูดอะไร เขาบอก “เรื่องของกู” ผมไม่สามารถพูดว่า “เรื่องของกู” กับเขาได้ไง
.
“เกือบหนึ่งปีที่ออกจากบ้านมา ผมไม่เคยร้องไห้อีกเลย อาจมีนอยด์ๆ บ้าง แต่ถ้าเราอดทนอยู่บ้านต่อ ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็วางแผนอนาคตตัวเองใหม่ เรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องสุขภาพ ผมไม่ใช่ตัวอย่างของเด็กคนอื่นนะ ผมเป็นตัวอย่างให้ใครไม่ได้เลย ชีวิตผมไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี”

——————————————————————
อดีตเด็กหายวัย 17 ปี
——————————————————————

เด็กหายรายนี้หนีออกจากบ้าน โดยทีมงานรับแจ้งเหตุและติดตามจนพบตัว แต่ด้วยปัจจุบันน้องอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว ทีมงานประเมินว่า น้องสามารถดำรงชีวิตได้ โดยน้องไม่ประสงค์ติดต่อกลับครอบครัว
.
ทีมงานได้ขออนุญาตสัมภาษณ์น้อง เพื่อสะท้อนมุมมองอีกด้านของเด็กวัยรุ่นที่ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน บทสัมภาษณ์นี้ ไม่มีเจตนาชี้ผิดถูกที่ฝ่ายใด แต่เพื่อเปิดพื้นที่ให้เห็นความรู้สึกนึกคิดของเด็กคนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นอุทาหรณ์แก่ครอบครัวอื่นได้ครับ

————————
สนับสนุนภารกิจติดตามเด็กหาย
บัญชีโครงการศูนย์ข้อมูลคนหาย โดยมูลนิธิกระจกเงา
เลขที่ 202-258-288-6 ธ.ไทยพาณิชย์
.
#เรื่องเล่าเด็กหาย #หนีออกจากบ้าน #บ้านที่กลับไม่ได้
#ศูนย์ข้อมูลคนหาย #มูลนิธิกระจกเงา

“ทำตามสัญญา”.โครงการผู้ป่วยข้างถนน ได้ร่วมกับทางตำรวจสน.ทุ่งมหาเมฆ ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนจากพื้นที่ข้างถนน...
21/10/2021

“ทำตามสัญญา”
.
โครงการผู้ป่วยข้างถนน ได้ร่วมกับทางตำรวจสน.ทุ่งมหาเมฆ ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนจากพื้นที่ข้างถนนมาทำการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งก่อนที่จะมีการให้ความช่วยเหลือ ทางทีมผู้ป่วยข้างถนนได้ทำการประชุมร่วมกับ สน. และมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
.
1. ตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ บอกว่าในพื้นที่รับผิดชอบมีจำนวนผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนไม่ต่ำกว่า 10 ราย ซึ่งเป็นเหตุเกิดจากเมื่อพื้นที่บริเวณหน้าสวนลุมพินีถูกปิด เคสก็กระจายข้ามมาอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ สน. ยิ่งเคสเยอะ ผสมกับการดำเนินการที่มีความยากลำบาก จึงทำให้การให้ความช่วยเหลือเคสในแต่ละราย ต้องใช้เวลามากพอสมควร
.
2. ตำรวจมักพบปัญหาเรื่องของการนำส่งผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนมารับการรักษาที่โรงพยาบาล เช่น ถูกปฏิเสธที่จะรับเคส จากเหตุผลเคสไม่มีญาติ หรืออาการจิตเวชไม่มาก ทางโรงพยาบาลให้ไปส่งศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแทน
.
3. ในการนำส่งผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนของทางตำรวจ มักต้องใช้เวลาในการนำส่งประสานงานนานมาก เช่น ทางโรงพยาบาลจิตเวชให้ตำรวจพาเคสไปตรวจร่างกายในโรงพยาบาลทางกาย แล้วค่อยกลับมาประเมินทางจิตเวชอีกครั้ง หรือพอกลับมาตรวจประเมินจิตเวชที่โรงพยาบาลจิตเวช ต้องรอให้จิตแพทย์ทำการซักถามข้อมูลผู้ป่วยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นำส่ง และรอจนกว่าเสร็จสิ้นกระบวนการของแพทย์ตำรวจถึงกลับได้ ซึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมงอย่างมาก
.
4. ตำรวจมักพบว่า ผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนที่เคยนำส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชแล้วนั้น มักกลับมาที่พื้นที่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว เช่น ถูกนำส่งไปรักษาเมื่อต้นเดือน ยังไม่ถึงกลางเดือนกลับมาอยู่ที่ข้างถนนที่เดิม ที่เขาเคยอยู่อีกครั้งแล้ว ซึ่งตำรวจมองว่าเป็นปัญหาที่ไม่รู้จบ
.
5. ตำรวจเองยอมรับว่าพวกเขาเองไม่มีความรู้ในการประเมินเคสเร่ร่อนที่พบนั้นว่า อยู่ในเงื่อนไขของผู้ป่วยจิตเวชหรือไม่ ดังนั้นจึงทำให้การนำส่งเคสในลักษณะดังกล่าว หรือการเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาจากการถูกประชาชนแจ้งมาในเรื่องดังกล่าวจึงล่าช้า และมีความติดขัดอย่างมาก
.
ทีมงานผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา เราเข้าใจดีถึงประเด็นปัญหาที่ทางตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆได้คุยให้ฟัง ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีอยู่จริง และเป็นปัญหาร่วมกันของตำรวจทั้งนครบาลและภูมิภาคในการทำงานช่วยเหลือแก้ปัญหาผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อน
.
ทีมงานผู้ป่วยรับปากกับทางตำรวจว่า เราจะเข้าไปช่วยในเรื่องดังกล่าว เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน เกิดความคล่องตัว เกิดหลักในการทำงาน เกิดความรู้ความเข้าใจในความเป็นผู้ป่วยจิตเวช เหนืออื่นใดคือ ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษา และจะได้รับการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตหลังจากการรักษาจิตเวชเสร็จสิ้นแล้ว
.
เราสัญญาอีกครั้ง เชื่อเถอะเราจะทำตามสัญญานั้น

____________________

สามารถแจ้งพบผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนมาได้ที่
เพจFB โครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา
.
สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนได้ที่
โครงการผู้ป่วยข้างถนน โดยมูลนิธิกระจกเงา
เลขที่บัญชี 202-2-58289-4 SCB
.
#ผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อน
#เพราะมนุษย์ไม่ควรอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้
#โครงการผู้ป่วยข้างถนน #มูลนิธิกระจกเงา

“ทำตามสัญญา”
.
โครงการผู้ป่วยข้างถนน ได้ร่วมกับทางตำรวจสน.ทุ่งมหาเมฆ ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนจากพื้นที่ข้างถนนมาทำการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งก่อนที่จะมีการให้ความช่วยเหลือ ทางทีมผู้ป่วยข้างถนนได้ทำการประชุมร่วมกับ สน. และมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
.
1. ตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ บอกว่าในพื้นที่รับผิดชอบมีจำนวนผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนไม่ต่ำกว่า 10 ราย ซึ่งเป็นเหตุเกิดจากเมื่อพื้นที่บริเวณหน้าสวนลุมพินีถูกปิด เคสก็กระจายข้ามมาอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ สน. ยิ่งเคสเยอะ ผสมกับการดำเนินการที่มีความยากลำบาก จึงทำให้การให้ความช่วยเหลือเคสในแต่ละราย ต้องใช้เวลามากพอสมควร
.
2. ตำรวจมักพบปัญหาเรื่องของการนำส่งผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนมารับการรักษาที่โรงพยาบาล เช่น ถูกปฏิเสธที่จะรับเคส จากเหตุผลเคสไม่มีญาติ หรืออาการจิตเวชไม่มาก ทางโรงพยาบาลให้ไปส่งศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแทน
.
3. ในการนำส่งผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนของทางตำรวจ มักต้องใช้เวลาในการนำส่งประสานงานนานมาก เช่น ทางโรงพยาบาลจิตเวชให้ตำรวจพาเคสไปตรวจร่างกายในโรงพยาบาลทางกาย แล้วค่อยกลับมาประเมินทางจิตเวชอีกครั้ง หรือพอกลับมาตรวจประเมินจิตเวชที่โรงพยาบาลจิตเวช ต้องรอให้จิตแพทย์ทำการซักถามข้อมูลผู้ป่วยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นำส่ง และรอจนกว่าเสร็จสิ้นกระบวนการของแพทย์ตำรวจถึงกลับได้ ซึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมงอย่างมาก
.
4. ตำรวจมักพบว่า ผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนที่เคยนำส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชแล้วนั้น มักกลับมาที่พื้นที่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว เช่น ถูกนำส่งไปรักษาเมื่อต้นเดือน ยังไม่ถึงกลางเดือนกลับมาอยู่ที่ข้างถนนที่เดิม ที่เขาเคยอยู่อีกครั้งแล้ว ซึ่งตำรวจมองว่าเป็นปัญหาที่ไม่รู้จบ
.
5. ตำรวจเองยอมรับว่าพวกเขาเองไม่มีความรู้ในการประเมินเคสเร่ร่อนที่พบนั้นว่า อยู่ในเงื่อนไขของผู้ป่วยจิตเวชหรือไม่ ดังนั้นจึงทำให้การนำส่งเคสในลักษณะดังกล่าว หรือการเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาจากการถูกประชาชนแจ้งมาในเรื่องดังกล่าวจึงล่าช้า และมีความติดขัดอย่างมาก
.
ทีมงานผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา เราเข้าใจดีถึงประเด็นปัญหาที่ทางตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆได้คุยให้ฟัง ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีอยู่จริง และเป็นปัญหาร่วมกันของตำรวจทั้งนครบาลและภูมิภาคในการทำงานช่วยเหลือแก้ปัญหาผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อน
.
ทีมงานผู้ป่วยรับปากกับทางตำรวจว่า เราจะเข้าไปช่วยในเรื่องดังกล่าว เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน เกิดความคล่องตัว เกิดหลักในการทำงาน เกิดความรู้ความเข้าใจในความเป็นผู้ป่วยจิตเวช เหนืออื่นใดคือ ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษา และจะได้รับการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตหลังจากการรักษาจิตเวชเสร็จสิ้นแล้ว
.
เราสัญญาอีกครั้ง เชื่อเถอะเราจะทำตามสัญญานั้น

____________________

สามารถแจ้งพบผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนมาได้ที่
เพจFB โครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา
.
สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนได้ที่
โครงการผู้ป่วยข้างถนน โดยมูลนิธิกระจกเงา
เลขที่บัญชี 202-2-58289-4 SCB
.
#ผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อน
#เพราะมนุษย์ไม่ควรอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้
#โครงการผู้ป่วยข้างถนน #มูลนิธิกระจกเงา

“หายด้วยตัวเอง”หรือ “มีคนทำให้หายไป”ให้ภาพแผนที่ช่วยอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม.นี่คือภาพถ่ายทางอากาศ หมู่บ้านน้ำลัด ตำบลม...
21/10/2021

“หายด้วยตัวเอง”
หรือ “มีคนทำให้หายไป”
ให้ภาพแผนที่ช่วยอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม
.
นี่คือภาพถ่ายทางอากาศ หมู่บ้านน้ำลัด ตำบลม่วงเจ็ดต้น อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ จุดที่เด็กชายเดชาวัต ยาต่อ หรือน้องเจต อายุ 12 ปี หายตัวไปเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2556

จุด A คือ บ้านแม่ของน้องเจต น้องออกจากบ้านประมาณ 07.00 น. โดยมีฝนตกพรำๆ ตลอด มีเงินที่ยายให้มา 5 บาท เพื่อซื้อขนม
.
จุด B คือร้านค้าในหมู่บ้าน แม่ค้าให้ข้อมูลว่า น้องเจต นำเงิน 30 บาทมาซื้อขนมทั้งหมด 6 ห่อ ซึ่งไม่รู้ที่มาของเงิน เพราะยายให้เงินมาแค่ 5 บาท
.
จุด C คือ บ้านพ่อน้องเจต อยู่ห่างจากบ้านแม่ 250 เมตร ปกติน้องเจตจะเดินไปมาระหว่างบ้านสองหลังนี้
.
จุด D คือ ลำน้ำหลังหมู่บ้าน ที่สันนิษฐานว่าน้องอาจจะพลัดตกน้ำ เพราะกระแสน้ำแรงเนื่องจากฝนตกหลายวัน ลำน้ำทอดยาวไปอีกอำเภอหนึ่ง เมื่อระดับน้ำลดเหลือแค่ตาตุ่ม ก็ไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับน้องเจตในลำน้ำนี้ แต่ในห้วง 8 ปีที่ผ่านมา ลำน้ำมีเกาะ มีสันดอนเปลี่ยนแปลงตลอด จากดินที่พลัดจากภูเขา
.
นี่คือสภาพของที่เกิดเหตุ หากต้องตีวงในจุดที่เด็กหายไป ทั้ง “อุบัติเหตุ” ที่ยังค้นหาไม่พบ หรือ “มีคนทำให้หายไป” คนเกี่ยวข้อง ต้องเป็นคนที่ผ่านจุดนี้หรืออยู่ในบริเวณนี้

————————————————————

เด็กหาย!!!
เด็กชายเดชาวัต ยาต่อ หรือน้องเจต อายุขณะหาย 12 ปี
ได้หายตัวไปจากบ้าน ที่ ม.5 ต.ม่วงเจ็ดต้น
อ.บ้านโคก จ.อุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2556
.
โดยวันที่หายไปน้องสวมเสื้อยืดและกางเกงสีฟ้า รองเท้าแตะสีฟ้า
น้องเจตสูง 155 ซม. หนัก 40 กก.
.
ผู้ใดพบเห็นเด็กลักษณะดังกล่าว
โปรดแจ้ง มูลนิธิกระจกเงา โทร 0807752673
.
#น้องเจต #ที่นี่มีเด็กหาย #บ้านโคก #อุตรดิตถ์
#ศูนย์ข้อมูลคนหาย #มูลนิธิกระจกเงา

“หายด้วยตัวเอง”
หรือ “มีคนทำให้หายไป”
ให้ภาพแผนที่ช่วยอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม
.
นี่คือภาพถ่ายทางอากาศ หมู่บ้านน้ำลัด ตำบลม่วงเจ็ดต้น อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ จุดที่เด็กชายเดชาวัต ยาต่อ หรือน้องเจต อายุ 12 ปี หายตัวไปเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2556

จุด A คือ บ้านแม่ของน้องเจต น้องออกจากบ้านประมาณ 07.00 น. โดยมีฝนตกพรำๆ ตลอด มีเงินที่ยายให้มา 5 บาท เพื่อซื้อขนม
.
จุด B คือร้านค้าในหมู่บ้าน แม่ค้าให้ข้อมูลว่า น้องเจต นำเงิน 30 บาทมาซื้อขนมทั้งหมด 6 ห่อ ซึ่งไม่รู้ที่มาของเงิน เพราะยายให้เงินมาแค่ 5 บาท
.
จุด C คือ บ้านพ่อน้องเจต อยู่ห่างจากบ้านแม่ 250 เมตร ปกติน้องเจตจะเดินไปมาระหว่างบ้านสองหลังนี้
.
จุด D คือ ลำน้ำหลังหมู่บ้าน ที่สันนิษฐานว่าน้องอาจจะพลัดตกน้ำ เพราะกระแสน้ำแรงเนื่องจากฝนตกหลายวัน ลำน้ำทอดยาวไปอีกอำเภอหนึ่ง เมื่อระดับน้ำลดเหลือแค่ตาตุ่ม ก็ไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับน้องเจตในลำน้ำนี้ แต่ในห้วง 8 ปีที่ผ่านมา ลำน้ำมีเกาะ มีสันดอนเปลี่ยนแปลงตลอด จากดินที่พลัดจากภูเขา
.
นี่คือสภาพของที่เกิดเหตุ หากต้องตีวงในจุดที่เด็กหายไป ทั้ง “อุบัติเหตุ” ที่ยังค้นหาไม่พบ หรือ “มีคนทำให้หายไป” คนเกี่ยวข้อง ต้องเป็นคนที่ผ่านจุดนี้หรืออยู่ในบริเวณนี้

————————————————————

เด็กหาย!!!
เด็กชายเดชาวัต ยาต่อ หรือน้องเจต อายุขณะหาย 12 ปี
ได้หายตัวไปจากบ้าน ที่ ม.5 ต.ม่วงเจ็ดต้น
อ.บ้านโคก จ.อุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2556
.
โดยวันที่หายไปน้องสวมเสื้อยืดและกางเกงสีฟ้า รองเท้าแตะสีฟ้า
น้องเจตสูง 155 ซม. หนัก 40 กก.
.
ผู้ใดพบเห็นเด็กลักษณะดังกล่าว
โปรดแจ้ง มูลนิธิกระจกเงา โทร 0807752673
.
#น้องเจต #ที่นี่มีเด็กหาย #บ้านโคก #อุตรดิตถ์
#ศูนย์ข้อมูลคนหาย #มูลนิธิกระจกเงา

ที่อยู่

191 ซอยวิภาวดีรังสิต 62 ถนนวิภาวดีรังสิต
Bangkok
10210

ข้อมูลทั่วไป

ติดต่อเรื่องการบริจาคได้ที่ Line id : donate_org

เวลาทำการ

จันทร์ 09:30 - 17:00
อังคาร 09:30 - 17:00
พุธ 09:30 - 17:00
พฤหัสบดี 09:30 - 17:00
ศุกร์ 09:30 - 17:00
เสาร์ 10:00 - 16:00
อาทิตย์ 10:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66619091840

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิกระจกเงาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิกระจกเงา:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

ช่วยตามหาคนหายให้หน่อยครับเขาหายไปตั่งแต่วัไม่ทราบวา่นที่10.ต.ค64หายจากลวัก.อหนองปรือ.จกาญจนบุรีไม่ทราบวา่ไปกับใครโทรติดไม่รับบางทีวางสายทิ้งกลัวเธอตกอยู่ในอันตรายเบอคนหาย0925429578/0989056121/เบอยาติ0806194906/0936427127
คนดีของสังคม ขอบคุณในความเสียสละ ขอบคุณที่ทำเพื่อส่วนรวมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน....จะอะไรก็ขอให้มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรืองสุขภาพแข็งแรง....
ได้รับกล่องกำลังใจแล้วนะคะขอบคุณมากๆคะ
"อาจารย์.. อยากบอกว่าเป็นแฟนคลับอาจารย์ อ่านหนังสืออาจารย์ 2 เล่ม ตอนที่อาจารย์ไปทำงานวิทยานิพนธ์ที่ฟิลิปปินส์น่ะ ไปอยู่กับคนไร้บ้านนู่นนี่นั่น หนังสืออาจารย์อ่านทุกเล่มเลยฮะ" . พระมหาไพรวัลย์​ และ​ พระมหาสมปองในฐานะ​ พส.ที่ชอบอ่านหนังสือ​ พูดถึง​ อ.บุญเลิศ​ ผู้เขียนหนังสือรวมเรื่องสั้น​"บ้านที่กลับไม่ได้" ​ ที่พิมพ์​โดย สนพ.มูลนิธิ​กระจกเงา​ . ใครสนใจใคร่รู้ความไร้บ้าน​นี้​ หรืออยากรู้ว่าทำไม​ พส.ถึงFC.นักเขียนคนนี้​นัก สามารถสั่งซื้อ" บ้านที่กลับไม่ได้" ตามข้อมูล​ด้านล่างนี้เลย​ . การสั่ง​ซื้อของคุณยังช่วยสนับสนุนการจ้างงานคนไร้บ้านในโครงการจ้างวานข้าอีกด้วยนะครับ . "บ้านที่กลับไม่ได้" บุญเลิศ วิเศษปรีชา สำนักพิมพ์ มูลนิธิกระจกเงา ปกแข็ง (พร้อมลายเซ็น) ราคา 400 บาท ปกอ่อน ราคา 200 บาท ** โปรโมชั่น ส่งฟรีทุกการสั่งซื้อ . สั่งซื้อผ่านฟอร์มด้านล่างได้เลยครับ shorturl.asia/ftYXy . รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด มอบให้”โครงการจ้างวานข้า” เพื่อสนับสนุนการจ้างงานคนไร้บ้าน และคนไร้บ้านที่เดือดร้อนเนื่องด้วยสถานการณ์โควิด 19 . #คนไร้บ้าน #บ้านที่กลับไม่ได้ #บุญเลิศวิเศษปรีชา #สำนักพิมพ์มูลนิธิกระจกเงา #โครงการอ่านสร้างชาติ
“สภาพพพ!!!จิต” โดย พระมหาไพรวัลย์ และ พระมหาสมปอง 10 ตุลาคม “วันสุขภาพจิตโลก” โครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ
ขอบริจาคให้มูลนิธิกระจกเงา จำนวน300.-บาท
ประกาศ นายเฟี้ยม จงเกษกรณ์ คนหายออกจากหมู่บ้านชวนชื่นปิ่นเกล้า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2564 เวลา ประมาณ 23.00 น. ใครพบเห็น แจ้งที่บ้าน 50/11 โทร. 081 905 4001
ขอขอบคุณ🙏มูลนิธิกระจกเงาหนูได้รับกล่องแบ่งปันแล้วขอบคุณน่ะค่ะ
พี่ค่ะมีชุดถัง​ออกซิเยนบริจาคไมค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ๆ"#มูลนิธิกระจกเงา"ทุกๆคนนะคะพอดีมีเด็กหายอ่ะค่ะ น้องชื่อว่า"#น้องจีโน่"อายุ11-12ขวบนะค้ะน้องเป็นคนตัวเล็กๆค่ะหายตัวออกจากไปเวลา 21.30น.ค่ะ แล้วน้องก็ทิ้งจดหมายเอาไว้ให้คุณแม่ด้วยหนึ่งฉบับค่ะ มีข้อความระบุเอาไว้ว่า "#ทุกคนหนูหนีออกจากบ้านนะแล้วก็เอาเงินทิ้งไว้ในกระป๋องที่วางอยู่หน้าบ้านไว้ให้หนูด้วยนะ200บาทเดี๋ยวหนูจะกลับมาเอา"..น้องเขียนเอาไว้ประมาณนี้ค่ะจนป่านนี้น้องก็ยังไม่กลับมาเลยค่ะทุกคนที่บ้านน้องเป็นห่วงน้องมากๆเลยค่ะกลัวว่าจะโดนคนจับตัวไปทำมิดีมิร้ายแล้วก็กลัวว่าน้องจะเกิดอันตรายด้วยค่ะน้องพึ่งจะอายุแค่นี้เองวอนพี่ๆช่วยตามหาน้องให้หน่อยนะค้ะน้องหายตัวไปจาก ซอยพัฒนาการ65 แขวงสวนหลวง เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ค่ะ เบอร์ติดต่อนะค้ะ 0958688700, 0959676325 แก้ม ค่ะยังไงก็ฝากพี่ๆช่วยประสานงานหน่อยนะค้ะตอนนี้ทางบ้านของ"น้องจีโน่"เป็นห่วง"น้องจีโน่"มากๆเลยค่ะขอบคุณมากๆเลยนะค้ะ
ตามหาเด็ก17หายออกจากบ้าน17.00หายไปตั้งแต่วันอาทิตย์ที่3ชื่อจันจิรา ศรีสุพรรณ์ ชื่อเล่น ปลา พบเห็นกรุณาติดต่อ 0637419840 0877052564 ช่วยแชร์ด้วยน่ะค่ะ พ่อแม่เขาเป็นห่วงค่ะ
ตามหาคนหาย นาย อัครเดช พุ่มแก้วบอกว่าจะไปทำงานแล้วก็ไม่ได้ติดต่อทางครอบครัวอีกเลย 7ปีแล้วค่ะ ถ้าท่านใดพบเห็นช่วยแจ้งทางครอบครัวด้วยค่ะ 0966416181 ณัฐวดี พุ่มแก้ว