พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้

ศึกษาฯ จับมือ อินโดนีเซีย ลุย AI Educationขยายโอกาสทุนการศึกษาเด็กชายแดนใต้3 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนต...
04/08/2026

ศึกษาฯ จับมือ อินโดนีเซีย ลุย AI Education
ขยายโอกาสทุนการศึกษาเด็กชายแดนใต้
3 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงศึกษาระดับประถมและมัธยมแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ณ โถง Credential Hall อาคาร Istana Merdeka ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา ในโอกาสเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 ครอบคลุมความร่วมมือด้าน AI Education การแลกเปลี่ยนครู นักเรียน และทุนการศึกษาโดยเฉพาะนักเรียนชายแดนใต้
นายประเสริฐกล่าวตอนหนึ่งว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในฐานะที่ทั้งสองประเทศเป็น 'คู่ภาคี' ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศและสิ่งพิมพ์วิชาการด้านการศึกษาปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา รวมทั้งการแลกเปลี่ยนครู บุคลากรทางการศึกษา คณาจารย์และนักเรียน ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือ เราจะร่วมรับรองวุฒิการศึกษา โดยสถาบันการศึกษาของไทยและอินโดนีเซีย ภายใต้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับของคู่ภาคี
และกล่าวว่า “ในการเดินทางไปครั้งนี้ ไทย-อินโดนีเซียได้มีการหารือร่วมกันถึงประเด็น AI Education ซึ่งจะเป็นการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล (AI and Digital Literacy) เพื่อเตรียมความพร้อมผู้เรียนสำหรับโลกดิจิทัลและตลาดแรงงานแห่งอนาคต รวมถึงการพัฒนาศักยภาพครูด้วย นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการส่งเสริมการเรียนภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย การแลกเปลี่ยนครู อาจารย์สอนภาษา และแลกเปลี่ยนนักเรียน ในลักษณะทุนการศึกษาและโครงการแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะนักเรียนในจังหวัดชายแดนใต้"
#พรรคเพื่อไทย #ประเสริฐจันทรรวงทอง #ศึกษาธิการ #ไทยอินโดนีเซีย #ชายแดนใต้ #ทุนการศึกษา

04/08/2026
‘ศ.ดร.ยศชนัน’ นั่งประธาน คกก.นโยบายภัยพิบัติภูมิภาค (ภาคเหนือ) มอบหมายแก้ปัญหาอุทกภัย-ภัยแล้ง ภาคเหนือ เปิดมาตรการแผนขจั...
04/08/2026

‘ศ.ดร.ยศชนัน’ นั่งประธาน คกก.นโยบายภัยพิบัติภูมิภาค (ภาคเหนือ) มอบหมายแก้ปัญหาอุทกภัย-ภัยแล้ง ภาคเหนือ เปิดมาตรการแผนขจัดคอขวดงบฯ-ตั้งวอร์รูม 24 ชม.-ใช้โดรนสำรวจ-เร่งขุดลอกลำน้ำ ย้ำต้องฉับไว เร่งแก้จุดคอขวดงบประมาณ
วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นประธานการประชุมร่วมกับคณะกรรมการฯ ระดับภูมิภาค โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), กรมชลประทาน, กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์ และมอบหมายมาตรการเร่งด่วนในการรับมืออุทกภัยและภัยแล้งในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ
ในระหว่างการประชุม ที่ประชุมได้รับฟังการรายงานสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมจากหน่วยงานหลักต่างๆ โดย ปภ. ได้เสนอแผนเตรียมความพร้อมและระบบแจ้งเตือนภัยในพื้นที่, กรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมกับ สสน. นำเสนอการคาดการณ์สภาพอากาศ ลมฟ้าอากาศ และแนวโน้มพื้นที่เป้าหมาย, สทนช. และกรมชลประทาน รายงานการบริหารจัดการน้ำ การเฝ้าระวังมวลน้ำ และแผนผังน้ำ นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ และน่าน และจังหวัดอื่น ในพื้นที่ รวม 17 จังหวัด ได้นำเสนอการเตรียมความพร้อมในระดับจังหวัด ทั้งการจัดการจุดเสี่ยงภัยน้ำท่วมฉับพลัน และการเตรียมแผนสำรองน้ำบาดาลกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเพื่อรับมือภัยแล้ง
ภายหลังรับฟังรายงานจากหน่วยงานและจังหวัดต่างๆ ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบหมายภารกิจและมอบหมายเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยสรุปเป็นมาตรการหลัก ดังนี้
-ขจัดจุดคอขวดงบประมาณฉุกเฉินเร่งด่วน - มอบหมายให้ สทนช. ประสานงานร่วมกับแต่ละจังหวัด เพื่อตรวจสอบโครงการป้องกันภัยพิบัติที่มีความจำเป็นเร่งด่วนแต่ยังขาดแคลนงบประมาณ ให้รีบจัดทำรายละเอียดเสนอเข้าสู่ส่วนกลางอย่างรวดเร็ว เพื่อจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่แก้ปัญหาได้ทันท่วงที ไม่ให้เกิดความล่าช้าจนส่งผลกระทบต่อประชาชน
-สร้างระบบ Command & Control และตั้ง War Room มอนิเตอร์ 24 ชั่วโมง - สั่งการให้ฝ่ายเลขานุการและ ปภ. ร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ จัดตั้งระบบติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนภัยรุนแรงหรือความผิดปกติของระดับน้ำ ให้รายงานและประสานตรงไปยัง ปภ. และผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสั่งการได้ทันที
-บูรณาการนวัตกรรมและ "Shelter" ร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ - มอบหมายให้ทีมทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภาคเหนือ จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว (Shelter) พร้อมนำนวัตกรรมเทคโนโลยี เช่น โดรนสำรวจพื้นที่ ระบบโทรมาตร และแอปพลิเคชันเตือนภัย เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการอพยพและการช่วยเหลือประชาชน
-เร่งรัดโครงการสำคัญและเตรียมรับมือแบบครบวงจร (น้ำท่วม-น้ำแล้ง) - กำชับให้เร่งดำเนินโครงการขุดลอกแม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำน่าน (ซึ่งมีจุดเปราะบาง 18 จุด) และขุดลอกเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในลำน้ำยม รวมถึงการเตรียมแผนกักเก็บน้ำเพื่อป้องกันวิกฤตภัยแล้งล่วงหน้า
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำงานครั้งนี้เป็นการนำบทเรียนและประสบการณ์จากปีที่ผ่านๆ มาปรับใช้ โดยเน้นการดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การสื่อสารและการช่วยเหลือถึงมือประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริงและรวดเร็วที่สุด
#พรรคเพื่อไทย #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ

‘จุลพันธ์’ ถกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย เร่งแก้ปมขาดแคลนแรงงานต่างด้าว กาง 5 มาตรการคลี่คลายผลกระทบวิกฤตชายแดนกัมพูชา แล...
04/08/2026

‘จุลพันธ์’ ถกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย เร่งแก้ปมขาดแคลนแรงงานต่างด้าว กาง 5 มาตรการคลี่คลายผลกระทบวิกฤตชายแดนกัมพูชา และสถานการณ์ในเมียนมา

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อนำเสนอข้อมูลและร่วมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานอันเนื่องมาจากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา และปัญหาความไม่สงบภายในประเทศเมียนมา

สำหรับการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างเร่งด่วน โดยมีข้อ เสนอและแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ 5 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. การขยายระยะเวลาพำนักและทำงานสำหรับแรงงานต่างด้าว MOU ที่ครบวาระ 4 ปี (สัญชาติเมียนมา) โดยกรมการจัดหางานได้ร่วมประชุมระดับวิชาการกับทางการเมียนมา เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 โดยเห็นชอบในหลักการยกเว้นระยะเวลาพัก 30 วัน ให้แก่แรงงานเมียนมา MOU ที่ครบวาระ 4 ปี (ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค. 2569) ให้สามารถพำนักและทำงานชั่วคราวต่อไปได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียดเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

2. การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้อง (นิรโทษกรรมแรงงาน 4 สัญชาติ) กระทรวงแรงงาน โดย คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานความมั่นคง อาทิ กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, กองทัพบก และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางผ่อนผันให้แรงงาน 4 สัญชาติ (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) ที่ใบอนุญาตสิ้นสุดลง สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้อย่างถูกต้องชั่วคราว (ครั้งละไม่เกิน 2 ปี) โดยคำนึงถึงความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

3. การอำนวยความสะดวกและเปิดช่องทางนำเข้าแรงงานใหม่จากเมียนมา เนื่องจากด่านผ่านแดนทางบกยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้จากสถานการณ์การสู้รบตามชายแดน ส่งผลให้การนำเข้าแรงงานสัญชาติเมียนมาตาม MOU ยังคงต้องเดินทางเข้ามาทางอากาศเป็นหลัก ซึ่งแม้ฝ่ายไทยจะเสนอให้เปิดด่านทางบกเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้างและลูกจ้าง แต่ทางการเมียนมาแจ้งว่ายังจำเป็นต้องนำเข้าทางอากาศต่อไปเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย

4. การลดขั้นตอนและยกระดับระบบการขอใบอนุญาตทำงานด้วยดิจิทัล (e-Work Permit) โดยกระทรวงแรงงานได้จัดทำระบบ e-Work Permit (Outsourcing Service) เพื่อให้บริการรับคำขอ ออกใบอนุญาต แจ้งเข้า-แจ้งออก และเปลี่ยนรายการในใบอนุญาตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ เพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และลดการใช้เอกสาร โดยเฉพาะการเปลี่ยนนายจ้างที่ไม่ต้องเดินทางไปจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคล ณ ศูนย์บริการอีกต่อไป สำหรับประเด็นวีซ่าและประกันสังคมจะมีการประสานงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

5. มาตรการเชิงรุกระยะยาวและการจัดหาแรงงานจากประเทศใหม่ (ศรีลังกา) นอกจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ขยายเวลาผ่อนผันให้แรงงานลาว เมียนมา และเวียดนาม ทำงานได้ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 แล้ว กระทรวงแรงงานยังเตรียมนำร่องนำเข้าแรงงานสัญชาติศรีลังกา โดยกรมการจัดหางานได้จัดทำ (ร่าง) บันทึกข้อตกลง (Agreement) ฉบับสุดท้าย (Final draft) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างส่งให้กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และ ครม. พิจารณาอนุมัติ ก่อนลงนามความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวสรุปว่า กระทรวงแรงงานตระหนักถึงความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างซึ่งเป็นเสาหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และพร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนในการเร่งรัดมาตรการต่างๆ เพื่อคลี่คลายปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

#พรรคเพื่อไทย #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #กระทรวงแรงงาน #แรงงานต่างด้าว #สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย

‘นิกร โสมกลาง’ รมว.พม. นำทีม ลุยศรีสะเกษ มอบสิทธิสวัสดิการทุกช่วงวัย พร้อมบ้านสานพลัง ช่วยกลุ่มปราะบาง - ยืนยัน พม. พร้อ...
04/08/2026

‘นิกร โสมกลาง’ รมว.พม. นำทีม ลุยศรีสะเกษ มอบสิทธิสวัสดิการทุกช่วงวัย พร้อมบ้านสานพลัง ช่วยกลุ่มปราะบาง - ยืนยัน พม. พร้อมบูรณาการเครือข่ายทุกภาคส่วน ‘สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน’
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย ตามนโยบาย พม. 8 ด้าน "สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" โดยได้เปิดกิจกรรม “พม.สร้างสุข...ส่งมอบสวัสดิการ” ณ โรงเรียนปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมทั้งมอบสิทธิและสวัสดิการสังคมตามภารกิจกระทรวง พม. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางและคนทุกช่วงวัย นอกจากนี้ ได้เยี่ยมชมบูธ พม. สร้างสุข สำหรับคนทุกช่วงวัย ด้วยการจัดกิจกรรมและผลงานของทีม พม. จังหวัดศรีสะเกษ และเครือข่ายท้องถิ่น รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าของกลุ่มเป้าหมายและชุมชน
จากนั้น ได้ลงพื้นที่ ณ ตำบลโสน อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเปิดกิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์ผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุ และกิจกรรม “พม.สร้างสุข” ด้วยการมอบสิทธิและสวัสดิการสังคมตามภารกิจกระทรวง พม. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางและคนทุกช่วงวัย และมอบอุปกรณ์นันทนาการสำหรับโรงเรียนผู้สูงอายุ
ถัดจากนั้น ได้เดินทางไปตำบลสุขสวัสดิ์ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อมอบบ้านสานพลังให้ผู้สูงอายุเปราะบางที่เป็นคนพิการ ในกิจกรรม “พม.สร้างสุข...ส่งมอบบ้านสานพลัง” พร้อมทั้งร่วมทาสีบ้าน และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน อีกทั้งได้พบปะพูดคุยให้กำลังใจผู้นำท้องถิ่น เครือข่ายคนพิการ และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในพื้นที่
นายนิกร กล่าวว่า วันนี้ ตนได้นำคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ที่ดูแลทุกกลุ่มเป้าหมายมาร่วมลงพื้นที่ด้วยกัน เพื่อรับฟังปัญหาความต้องการและข้อเสนอแนะจากสภาพความเป็นจริง นำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงการทำงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งกระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนนโยบาย พม. 8 ด้าน "สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" โดยมุ่งเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ให้" ไปสู่ "ผู้สร้างโอกาส" และเป็น "กำแพงพิงหลัง" ให้กับประชาชนทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาเด็กและเยาวชน ด้วยการส่งเสริมตั้งแต่แรกเกิด การเรียนรู้ และทักษะชีวิต , การส่งเสริมความมั่นคงของครอบครัว ด้วยการเสริมสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง ปราศจากความรุนแรง , การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ด้วยการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ , การพัฒนาและส่งเสริมสิทธิคนพิการ ด้วยการสร้างโอกาส อาชีพ และการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเท่าเทียม , การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ด้วยการจัดสวัสดิการสังคมที่คุ้มครองอย่างตรงจุด , การสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ด้วยการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับทุกคน , การป้องกันและแก้ปัญหาความรุนแรงในสังคม รวมถึงการค้ามนุษย์และการคุ้มครองผู้สูญเสียโอกาส และ การบูรณาการภาคีเครือข่าย ด้วยการดึงพลังอาสาสมัคร ท้องถิ่น และเอกชนมาร่วมพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน
นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. ไม่สามารถทำงานได้เพียงหน่วยงานเดียวได้ ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย นำไปสู่การ "สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน"
#พรรคเพื่อไทย #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #สร้างสังคมอยู่ดีมีโอกาสเพื่อคนไทยทุกคน #ศรีสะเกษ

‘จาตุรนต์ ฉายแสง’ แนะหน่วยงานรัฐไทย ‘ลดความซ้ำซ้อน-ตรงภารกิจ’ กู้วิกฤตงบประมาณวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส...
03/08/2026

‘จาตุรนต์ ฉายแสง’ แนะหน่วยงานรัฐไทย ‘ลดความซ้ำซ้อน-ตรงภารกิจ’ กู้วิกฤตงบประมาณ
วันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยเสนอแนวทางแก้ปัญหางบประมาณด้านบุคลากรภาครัฐไว้ 2 ข้อหลัก คือ หนึ่ง ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ และ สอง จัดโครงสร้างองค์กรให้ตรงกับภารกิจ โดยระบุว่าทั้งสองเรื่องนี้ต้องเร่งทำอย่างเป็นระบบ ไม่เช่นนั้นงบประมาณปีถัดไปอาจจัดทำไม่ได้เลย
นายจาตุรนต์อธิบายว่า ปัจจุบันราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทำงานทับซ้อนกันอยู่มาก ซึ่งองค์การระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก (World Bank) ก็เคยชี้ปัญหานี้ไว้เช่นกัน จึงจำเป็นต้องนำตัวเลขและภารกิจของแต่ละหน่วยงานมาชั่งน้ำหนักทั้งระบบว่าซ้ำซ้อนกันตรงไหน ก่อนจะไปคิดเรื่องลดคน
ส่วนประเด็นการจัดโครงสร้างให้ตรงภารกิจ นายจาตุรนต์เสนอว่า ควรเริ่มจากการตั้งคำถามว่าภารกิจความต้องการของประเทศอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีใหม่ เช่น เทเลเมดิซีน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และระบบออโตเมชั่น เข้ามาทำงานแทนคนได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ปรับทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพและใช้กำลังคนน้อยลงได้อย่างมีเหตุผล มากกว่าการลดคนแบบแยกส่วนโดยไม่ดูภารกิจ
นายจาตุรนต์ระบุว่า ความจำเป็นเร่งด่วนนี้มาจากข้อจำกัดทางการคลัง เนื่องจากรายจ่ายประจำ เป็นรายการที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ตัดในชั้นแปรญัตติงบประมาณ ขณะที่รายได้รัฐมีแนวโน้มไม่เป็นไปตามเป้า และเศรษฐกิจมีสัญญาณจะโตช้าลง หากปล่อยให้รายจ่ายประจำสูงกว่ารายได้ต่อไปโดยไม่ปรับโครงสร้าง จะเข้าเงื่อนไขที่ขัดต่อกฎหมายวินัยการเงินการคลัง และอาจทำให้ไม่สามารถจัดทำงบประมาณปีถัดไปได้เลย
"สิ่งที่จำเป็นต้องให้เกิดขึ้นก็คือการวางแผนรวมอย่างเป็นระบบ ชั่งน้ำหนักให้ดี มาดูตัวเลขทั้งหมด มาดูเรื่องงานทั้งหมดว่ามันมีความซ้ำซ้อนยังไง จะปรับองค์กรภาครัฐยังไง การซ้ำซ้อนระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นจะทำยังไง...ถ้าเราเริ่มจากภารกิจซ้ำซ้อนหรือไม่ ภารกิจมันใช่หรือไม่ มันตรงกับความต้องการของประเทศหรือไม่" นายจาตุรนต์กล่าว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาฝ่ายรัฐบาลเริ่มมีการพูดถึงมาตรการลดรายจ่ายบุคลากรเป็นระยะ เช่น แนวคิดให้ข้าราชการเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออรี่รีไทร์) ที่อายุ 40 ปี และข้อเสนอลดจำนวนข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งนายจาตุรนต์มองว่าเป็นเพียงการ "โยนหินถามทาง" ยังไม่ใช่แผนที่ผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยย้ำว่าหากจะมีนโยบายเออรี่รีไทร์จริง ก็ต้องคิดควบคู่ไปกับประเด็นสังคมสูงวัยด้วย ไม่ใช่ประกาศแยกส่วนแบบที่เป็นอยู่ในขณะนี้
#พรรคเพื่อไทย #จาตุรนต์ #งบประมาณ

ศึกษาธิการไทย เจ้าภาพประชุม AQRF ครั้งที่ 17วางกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน 3 สิงหาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐ...
03/08/2026

ศึกษาธิการไทย เจ้าภาพประชุม AQRF ครั้งที่ 17
วางกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน
3 สิงหาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ครั้งที่ 17 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง หรือ AQRF (The 17th ASEAN Qualification Reference Framework Committee Meeting and Related Meetings) ณ ห้องประชุมแมนดาริน เอ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์และการเทียบเคียงคุณวุฒิในระดับภูมิภาค ลดพรมแดน ขยายโอกาสแรงงาน-ผู้เรียนระดับภูมิภาค
นายอัครนันท์กล่าวว่า ประเทศไทยยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ โดย 'กรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน' ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในระบบคุณวุฒิการศึกษาระหว่างประเทศสมาชิก ช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และกำลังแรงงาน นำความรู้และทักษะไปใช้ปฏิบัติงานจริงในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคได้อย่างเสรี ท่ามกลางยุคสมัยที่รูปแบบการเรียนรู้และการทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นายอัครนันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาระบบการศึกษาและการฝึกอบรมที่มีความยืดหยุ่น ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการผนึกกำลัง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาและพัฒนาทักษะให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และร่วมสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
นายอัครนันท์กล่าวทิ้งท้ายว่า การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมถึงภาคเอกชน เพื่อทำให้การเรียนและการพัฒนาทักษะมีเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การกำหนดกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จะช่วยสร้างความมั่นใจ ยกระดับคุณภาพแรงงานไทย และเพิ่มโอกาสให้เด็กไทยรวมถึงผู้เรียนสายอาชีวศึกษา ให้มีงานทำที่แน่นอน พร้อมทั้งสามารถก้าวไปทำงาน และเลือกสายอาชีพในระดับสากลทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนได้อย่างมั่นคง
#พรรคเพื่อไทย #อัครนันท์กัณณ์กิตตินันท์ #ศึกษาธิการ #กรอบคุณวุฒิอาเซียน #อาชีวศึกษา #ทุนมนุษย์

02/08/2026

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อุดมศึกษาฯ ในฐานะศิษย์เก่าสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) รุ่น 40 ได้ร่วมงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ปลุกพลังนักศึกษา พร้อมยกตัวอย่างการต่อสู้ในโลกธุรกิจ เพื่อฉายภาพการพลิกโอกาสจนประสบความสำเร็จ รวมถึงการตอกย้ำความสำคัญในการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และเปิดรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

#พรรคเพื่อไทย #มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ #ปฐมนิเทศ #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์

02/08/2026
02/08/2026

วิสัยทัศน์ผ่านก้าวแรกของการทำงาน ในเป้าหมายตลอด 90 วัน ที่มุ่งเน้นสู่การยกระดับทุนมนุษย์ ภายใต้การกำกับดูแลของ 5 กระทรวง ที่เชื่อมวางรากฐานประเทศไทย เพื่อพาคนไทยไปสู่โลกยุคใหม่ บนขบวนที่ร่วมกันผนึกพลังก้าวไปสู่เป้าหมายในการพัฒนา เพื่อก้าวสู่ New Growth Engine

#พรรคเพื่อไทย #ทุนมนุษย์

ที่อยู่

สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พรรคเพื่อไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์