คลินิกรักษ์เพื่อน

คลินิกรักษ์เพื่อน เปิดให้บริการฟรีในโรงพยาบาลสังกัด กรุงเทพมหานคร ทั้ง 9 แห่ง เป็นคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ สำหรับชายรักชาย (MSM) และหญิงข้ามเพศ (TG)
เปิดให้บริการที่โรงพยาบาลใน สังกัดสำนักการแพทย์ 8 แห่ง และ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล 1 แห่ง ได้แก่

1. รพ.กลาง โทร 0816149778
2. รพ.ตากสิน โทร 0964293559
3. รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ โทร 022897890
4. รพ.หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อุทิศ โทร 024293578-81
5. รพ.เวชการุณย์รัศมิ์ โทร 0811723968
6. รพ.ลาดกระบังกรุงเทพมหานคร โทร 0869956364
7. รพ.ราชพิพัฒน์ โทร 0618569664
8. รพ.สิรินธร โทร 023286900-19 ต่อ 10271
* เปิดให้บริการใน วันจันทร์ วันพุธ และวันพฤหัสบดี เวลา 16.00 – 20.00 น.

9. คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
* เปิดให้บริการใน วันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสบดี เวลา 16.00 – 20.00 น.

การบริการของคลินิกรักษ์เพื่อน
- ให้บริการตรวจเอชไอวี แบบรู้ ผลในวันที่มาตรวจ
- ให้บริการตรวจคัดกรองซิฟิลิส
- ให้บริการที่เป็นมิตรและไม่ตีตรา
- ให้บริการแบบ One Stop Service โดยผู้ให้การปรึกษาคนเดียวกันทั้งก่อนตรวจและหลังตรวจเลือด
- ให้คำแนะนำเรื่องการใช้ถุงยางอนามัยและแจกถุงยางอนามัยพร้อมสารหล่อลื่นฟรี
* ตรวจฟรีทุกสิทธิ์
* ข้อมูลทั้งหมดเป็นความลับ

เปิดเหมือนปกติ

จะไขว้ใช้แบบไหน? ให้ปลอดภัย เข้ามาปรึกษาเราสิครับ 🙂#คลินิกรักษ์เพื่อน ให้บริการตรวจ รักษา ยาป้องกันให้บริการ ทุกวันจันทร...
19/11/2021

จะไขว้ใช้แบบไหน? ให้ปลอดภัย เข้ามาปรึกษาเราสิครับ 🙂

#คลินิกรักษ์เพื่อน ให้บริการตรวจ รักษา ยาป้องกัน
ให้บริการ ทุกวันจันทร์ - พุธ - พฤหัสบดี
เวลา 16.00 น. - 20.00 น.

ตรวจ เอชไอวี/ซิฟิลิสฟรี

จะไขว้ใช้แบบไหน? ให้ปลอดภัย เข้ามาปรึกษาเราสิครับ 🙂

#คลินิกรักษ์เพื่อน ให้บริการตรวจ รักษา ยาป้องกัน
ให้บริการ ทุกวันจันทร์ - พุธ - พฤหัสบดี
เวลา 16.00 น. - 20.00 น.

ตรวจ เอชไอวี/ซิฟิลิสฟรี

หนองในมีอาการอย่างไร เป็นแล้วอันตรายหรือไม่?โรคหนองใน หรือ หนองในแท้ (Gonorrhea) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้มากถ...
17/11/2021

หนองในมีอาการอย่างไร เป็นแล้วอันตรายหรือไม่?

โรคหนองใน หรือ หนองในแท้ (Gonorrhea) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้มากถึง 50% ถือได้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายๆชนิด หนองในมีหลายชนิด เช่นหนองในแท้ หนองในเทียม มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria Gonorrhoeae หนองในสามารถเกิดได้ทั้งหนองในผู้ชาย และหนองในผู้หญิง โดยการติดต่อจากบุคคลสู่อีกบุคคลจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ที่มีเชื้อหนองใน ซึ่งการติดเชื้อหนองในส่วนใหญ่จะพบที่บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ลำคอ และเยื่อบุตา เป็นต้น

โรคหนองในสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท
คือ #โรคหนองในแท้ และ #โรคหนองในเทียม

หนองในแท้ (Gonorrhoea) โรคหนองในที่สามารถพบได้ทั้งเพศชาย เพศหญิง และทารกแรกเกิด เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Neisseria gonorrhoeae โดยเชื้อหนองในประเภทนี้จะมีระยะการฟักตัวของเชื้อแบคทีเรียประมาณ 2-10 วัน
หนองในเทียม (Non Gonococcal Urethritis) โรคหนองในเทียมมีอาการคล้ายกับโรคหนองในแท้ แต่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Chlamydia trachomatis โดยเชื้อหนองในประเภทนี้จะไม่ค่อยแสดงอาการที่ชัดเจน และมีระยะการฟักตัวของเชื้อแบคทีเรียนานกว่า 10 วันขึ้นไป

#สำหรับผู้หญิงนั้น มักมีอาการดังต่อไปนี้
ช่องคลอดมีสารคัดหลั่งสีเหลืองปนเขียว หรือสีขาว
มีอาการเจ็บบริเวณช่องท้องส่วนล่าง หรือเชิงกราน
รู้สึกแสบขัดเวลาปัสสาวะ
มีเลือดออกในระหว่างมีประจำเดือน
ตาแดง หรือมีอาการคันที่ดวงตา
มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
ปากช่องคลอดบวม
มีอาการแสบและบวมในลำคอ เมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
สารคัดหลั่งทางช่องคลอดอาจเป็นอาการของโรคอื่นๆ ได้ ไม่เฉพาะหนองในเท่านั้น วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือ ควรหมั่นตรวจประจำเดือนเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง

#สำหรับผู้ชายอาจมีอาการ ได้แก่
อวัยวะเพศมีสารคัดหลั่งสีเหลืองปนเขียว หรือสีขาว
รู้สึกแสบขัดเวลาปัสสาวะ
มีอาการแสบและบวมในลำคอ เมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
ลูกอัณฑะมีอาการเจ็บหรือบวม
อาการในผู้ชายมักเกิดขึ้นภายใน 2-10 วัน หลังจากได้รับเชื้อ

#วิธีการป้องกันและลดความเสี่ยงการติดหนองใน
- สวมถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง
- หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่รู้จัก
- งดการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วยโรคหนองใน
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคหนองใน หรือ ผู้ที่เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำอย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี

หนองในมีอาการอย่างไร เป็นแล้วอันตรายหรือไม่?

โรคหนองใน หรือ หนองในแท้ (Gonorrhea) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้มากถึง 50% ถือได้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายๆชนิด หนองในมีหลายชนิด เช่นหนองในแท้ หนองในเทียม มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria Gonorrhoeae หนองในสามารถเกิดได้ทั้งหนองในผู้ชาย และหนองในผู้หญิง โดยการติดต่อจากบุคคลสู่อีกบุคคลจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ที่มีเชื้อหนองใน ซึ่งการติดเชื้อหนองในส่วนใหญ่จะพบที่บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ลำคอ และเยื่อบุตา เป็นต้น

โรคหนองในสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท
คือ #โรคหนองในแท้ และ #โรคหนองในเทียม

หนองในแท้ (Gonorrhoea) โรคหนองในที่สามารถพบได้ทั้งเพศชาย เพศหญิง และทารกแรกเกิด เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Neisseria gonorrhoeae โดยเชื้อหนองในประเภทนี้จะมีระยะการฟักตัวของเชื้อแบคทีเรียประมาณ 2-10 วัน
หนองในเทียม (Non Gonococcal Urethritis) โรคหนองในเทียมมีอาการคล้ายกับโรคหนองในแท้ แต่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Chlamydia trachomatis โดยเชื้อหนองในประเภทนี้จะไม่ค่อยแสดงอาการที่ชัดเจน และมีระยะการฟักตัวของเชื้อแบคทีเรียนานกว่า 10 วันขึ้นไป

#สำหรับผู้หญิงนั้น มักมีอาการดังต่อไปนี้
ช่องคลอดมีสารคัดหลั่งสีเหลืองปนเขียว หรือสีขาว
มีอาการเจ็บบริเวณช่องท้องส่วนล่าง หรือเชิงกราน
รู้สึกแสบขัดเวลาปัสสาวะ
มีเลือดออกในระหว่างมีประจำเดือน
ตาแดง หรือมีอาการคันที่ดวงตา
มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
ปากช่องคลอดบวม
มีอาการแสบและบวมในลำคอ เมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
สารคัดหลั่งทางช่องคลอดอาจเป็นอาการของโรคอื่นๆ ได้ ไม่เฉพาะหนองในเท่านั้น วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือ ควรหมั่นตรวจประจำเดือนเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง

#สำหรับผู้ชายอาจมีอาการ ได้แก่
อวัยวะเพศมีสารคัดหลั่งสีเหลืองปนเขียว หรือสีขาว
รู้สึกแสบขัดเวลาปัสสาวะ
มีอาการแสบและบวมในลำคอ เมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
ลูกอัณฑะมีอาการเจ็บหรือบวม
อาการในผู้ชายมักเกิดขึ้นภายใน 2-10 วัน หลังจากได้รับเชื้อ

#วิธีการป้องกันและลดความเสี่ยงการติดหนองใน
- สวมถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง
- หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่รู้จัก
- งดการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วยโรคหนองใน
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคหนองใน หรือ ผู้ที่เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำอย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี

16/11/2021

ดูแลตัวเองให้ดี ด้วย 5 วิธีลดอาการกรดไหลย้อน

1. ควบคุมน้ำหนัก กรณีที่มีน้ำหนักเกินจะไปเพิ่มแรงกดบริเวณกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากขึ้น

2. งดอาหารต้องห้าม ได้แก่ ของทอด ของมัน กระเทียม หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ ส้ม มะนาว น้ำอัดลม รวมถึงสุรา บุหรี่ ชา กาแฟ

3. ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ ปรับจาก 3 มื้อเป็น 6 มื้อเล็กๆ โดยลดปริมาณอาหารใน แต่ละมื้อลง วิธีนี้ช่วยให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมาน้อยลงตามไปด้วย

4. งดนอนหลังอาหาร อย่างน้อย 2 – 3 ชั่วโมง หลังกินอาหารห้ามงีบหรือนอนหลับเด็ดขาด เพราะการเอนตัวราบขณะที่มีอาหารอยู่ในกระเพาะจะทำให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบได้

5. สวมเสื้อผ้าหลวมๆ การสวมเสื้อผ้าที่รัดช่วงกลางลำตัวจะทำให้รู้สึกอึดอัดและดันให้อาหาร ในกระเพาะพร้อมกับกรดเอ่อขึ้นมาได้

---------------------------------------------------
ขอบคุณข้อมูลจาก: goodlifeupdate.com

11/11/2021

กินอะไรดี เมื่อมีภาวะโลหิตจาง

ผศ.ดร. เอกราช บำรุงพืชน์ อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ ได้แนะนำอาหารที่คนมีภาวะโลหิตจางควรกิน เพื่อเสริมสร้างธาตุเหล็กไว้ในรายการ “รู้สู้โรค” ดังนี้
1. ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อคโคลี ผักบุ้ง หรือผักปวยเล้ง ผักเหล่านี้เป็นแหล่งของธาตุเหล็ก แต่ร่างกายอาจจะดูดซึมธาตุเหล็กในพืชไปใช้ได้น้อยกว่าธาตุเหล็กในสัตว์ จึงแนะนำให้กินควบคู่กับอาหารที่มีวิตามินซี เช่น มะละกอ ส้ม ฝรั่ง
2. เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ โดยเมนูที่แนะนำก็คือต้มเลือดหมูนั่นเอง เพราะมีทั้งตำลึง ตับไส้ และเลือดหมู หรือจะเป็นเมนูอื่นๆ ก็ได้ แต่ควรมีผักใบเขียวด้วยเสมอ
3. ธัญพืชประเภทถั่ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วดำ ถั่วแดง หรือถั่วเขียวต่างก็มีธาตุเหล็กที่ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดงเหมือนกัน
4. เมนูที่คนมีภาวะโลหิตจางไม่ควรกินก็คือ ชา กาแฟ เพราะในเครื่องดื่มเหล่านี้จะมีสารที่ไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เพจลืมป่วย

11/11/2021

5 วิธีดูแลร่างกายสำหรับคนนอนน้อย

🤎รู้หรือไม่? ว่าแค่เรานอนหลับไม่ถึง 6 ชั่วโมงต่อวัน จะส่งผลเสียในระยะยาวต่อสมองและระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายได้ด้วย โดยส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคอ้วน ตลอดจนโรคมะเร็ง ร่างกายอ่อนเพลีย อารมณ์เสียง่าย สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลง รวมถึงยังทำให้เราอ้วนขึ้นได้ด้วย ในวันนี้เราจะมาแนะนำกันว่าจะฝ่าด่านการอดนอนอย่างไร เพื่อไม่ให้เสียงาน เสียการเรียนและสุขภาพร่างกายค่ะ

1.นอนหลับต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง
เราก็ควรให้ร่างกายได้พักผ่อนนอนหลับไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง หมายความว่าหากเราจำเป็นต้องตื่นนอนตอน 7 โมงเช้า เราก็ควรต้องเข้านอนตอนตี 3 เวลาถึงจะเพียงพอในการนอนหลับในแต่ละวัน

2.งีบช่วงพักกลางวัน
การงีบหลับในช่วงกลางวัน ประมาณครึ่งชั่วโมงจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้ รวมถึงยังช่วยให้กระตุ้นการทำงานของร่างกายและสมองให้กลับมาสดชื่นได้อีกด้วย

3.เคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น
การเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น เช่น การลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น หรือเดินเยอะขึ้น เป็นการช่วยให้สมองได้รับการกระตุ้นและตื่นตัวเพื่อพร้อมรับกับสิ่งใหม่ๆ ได้

4.งดชา กาแฟ
เพราะชาและกาแฟมีฤทธิ์ให้ร่างกายตื่นตัวอยู่ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งใครที่กำลังง่วงอยู่ ก็ควรหลับก่อนแล้วค่อยตื่นมาดูฟุตบอลหรืออ่านหนังสือเอาตอนดึกก็ได้

5.ชดเชยด้วยวิตามินบีและซี
ใครที่อดนอนบ่อยๆ ควรเพิ่มวิตามินบีและซีให้กับร่างกาย โดยกินวิตามินบีและกินวิตามินซีอย่างละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า รวมถึงยังสามารถกินข้าวกล้อง กินผักผลไม้ น้ำผลไม้คั้นสด เช่น น้ำส้มคั้น น้ำฝรั่ง เพื่อเป็นการเพิ่มวิตามินได้อีกทาง

ขอบคุณข้อมูลจาก https://women.trueid.net

08/11/2021

สัญญาณเตือน !!! คุณอาจจะเป็นโรคเบาหวาน

ที่มา: สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร

02/11/2021

อันตรายจากสารปรอท
สารปรอทเคยเป็นสารอันตรายอันดับหนึ่งของเครื่องสำอางที่ใช้ในไทยมาก่อน ซึ่งจะนิยมผสมในครีม เมื่อมีกระแสความนิยมของการมีผิวขาวเพิ่มขึ้นทำให้มีการลักลอบใช้ปรอทในเครื่องสำอางเพื่อรักษาฝ้า จุดด่างดำ หรือทำให้ผิวขาว สารปรอทเป็นสารอันตรายที่พบบ่อยสุด รองลงมาคือ สารไฮโดรควิโนน และกรดวิตามินเอ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งเพราะพิษของของสารปรอทนั้นมีผลกระทบต่อหลายระบบของร่างกาย

พิษที่สำคัญของสารปรอทต่อร่างกาย คือ
1. พิษต่อผิวหนัง แม้ว่าสารปรอทจะมีผลทำให้เม็ดสีลดลง แต่พบว่าอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หากใช้ในระยะยาว จะทำให้ผิวบางลง เกิดจุดดำที่ผิวเพิ่มขึ้น เกิดฝ้าถาวร หรือในบางจุดจะทำให้เกิดผิวด่างถาวร

2. พิษต่อระบบประสาท ทำให้มีอาการสั่น ปลายประสาทอักเสบ การทรงตัวผิดปกติ ชักกระตุก ซึมเศร้าหรือเกิดประสาทหลอนได้

3. พิษต่อตับและไต ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และไตอักเสบได้ในระยะยาว

4. พิษต่อระบบเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง

5. หากใช้ระหว่างตั้งครรภ์ สารปรอทจะดูดซึมสู่ทารก และมีความเสี่ยงที่จะทำให้ทารกสมองพิการและปัญญาอ่อนได้

ควรเลือกใช้เครื่องสำอางจากแหล่งที่เชื่อถือได้มากที่สุด กรณีที่ใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแล้วเกิดผลข้างเคียงแนะนำให้หยุดการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันทีและรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
---------------------------------------------------------
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมการเเพทย์

#คลินิกรักษ์เพื่อน ให้บริการตรวจ HIV / ซิฟิลิส ฟรีให้บริการทุกวัน จันทร์ พุธ พฤหัสบดีเวลา 16.00 - 20.00 นให้บริการยา PrE...
02/11/2021

#คลินิกรักษ์เพื่อน
ให้บริการตรวจ HIV / ซิฟิลิส ฟรี
ให้บริการทุกวัน จันทร์ พุธ พฤหัสบดี
เวลา 16.00 - 20.00 น

ให้บริการยา PrEP (ก่อนสัมผัสเชื้อ) ฟรี
และ PrEP (ยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ) มีค่าใช้จ่าย
ตรวจและรักษา STIs/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

#ตรวจ #รักษา #ยาป้องกัน #ยาต้านไวรัสHIV
#STD #STIsโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
#ยาป้องกัน #PrEP #PEP

#คลินิกรักษ์เพื่อน
ให้บริการตรวจ HIV / ซิฟิลิส ฟรี
ให้บริการทุกวัน จันทร์ พุธ พฤหัสบดี
เวลา 16.00 - 20.00 น

ให้บริการยา PrEP (ก่อนสัมผัสเชื้อ) ฟรี
และ PrEP (ยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ) มีค่าใช้จ่าย
ตรวจและรักษา STIs/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

#ตรวจ #รักษา #ยาป้องกัน #ยาต้านไวรัสHIV
#STD #STIsโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
#ยาป้องกัน #PrEP #PEP

01/11/2021
ON DEMAND PREP (เพร็พเมื่อต้องการ)สำหรับผู้ที่วางแผนการมีเซ็กส์ได้ หรือว่ามีเซ็กส์ไม่บ่อย มีเป็นช่วงๆ กินเฉพาะช่วงที่จะม...
01/11/2021

ON DEMAND PREP (เพร็พเมื่อต้องการ)
สำหรับผู้ที่วางแผนการมีเซ็กส์ได้ หรือว่ามีเซ็กส์ไม่บ่อย มีเป็นช่วงๆ กินเฉพาะช่วงที่จะมีเซ็กส์ โดยกิน 2 เม็ด 2-24 ชั่วโมงก่อนมีเซ็กส์ แล้วกินวันละ 1 เม็ดจนถึงวันที่จะมีเซ็กส์ครั้งสุดท้ายในช่วงนั้น เสร็จแล้วปิดท้ายด้วยการกินวันละ 1 เม็ด อีก 2 วันหลังเซ็กส์ครั้งสุดท้าย

25/10/2021

5 วิธีป้องกันให้ห่างไกลจาก "โรคนิ่วในถุงน้ำดี"

นิ่วในถุงน้ำดี (Gall Stone) เป็นโรคในระบบทางเดินน้ำดีที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการตกตะกอนของหินปูนหรือคอเลสเตอรอลในน้ำดี ทำให้เกิดนิ่ว มี 5 วิธีป้องกันให้ห่างไกลจาก "โรคนิ่วในถุงน้ำดี" ดังนี้
1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไขมันสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
3. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และระดับคอเลสเตอรอล
4. หลีกเลี่ยงการกินยาคุมติดต่อกันเป็นเวลานาน
5. ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 - 3 ครั้ง ครั้งละ 20 - 30 นาที

ขอบคุณที่มา : กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

Photos from People of Pride's post
22/10/2021

Photos from People of Pride's post

19/10/2021

เช็คด่วน!! 5 อาการเตือน “เครียดลงกระเพาะ”

เครียดลงกระเพาะ มักจะเกิดกับผู้ที่มีอายุ 18 - 35 ปี เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่อาจจะมีความเครียดมาก ความเครียดที่สะสมในแต่ละวัน เป็นตัวการที่ไปกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะกำเริบ และส่งผลให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติไปด้วย โดยมีอาการเตือน ดังนี้
1. ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ตอนท้องว่าง
2. เสียดหน้าอก อาหารไม่ย่อย
3. รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน
4. แน่นท้อง ท้องอืด เรอเหม็นเปรี้ยว
5. นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิท

ขอบคุณที่มา : สสส.

ก่อนเริ่ม PrEP ต้องตรวจอะไรบ้าง ?
18/10/2021

ก่อนเริ่ม PrEP ต้องตรวจอะไรบ้าง ?

ก่อนเริ่ม PrEP ต้องตรวจอะไรบ้าง ?

เพร็ป (PrEP) เพร็ป คืออะไร?                เพร็ป (PrEP) ย่อมาจาก PreExposure Prophylaxis ยาต้านไวรัสก่อนสัมผัสเชื้อคือนว...
11/10/2021

เพร็ป (PrEP) เพร็ป คืออะไร?

เพร็ป (PrEP) ย่อมาจาก PreExposure Prophylaxis ยาต้านไวรัสก่อนสัมผัสเชื้อคือนวัตกรรมการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีรูปแบบใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพ มีไว้ให้ผู้ที่มีผลเลือดเป็นลบใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในกรณีมี่สัมผัสกับเชื้อไวรัส ยาต้านไวรัสก่อนสัมผัสเชื้อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมจากชุดเครื่องมือป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่มีอยู่เพื่อให้เราเลือกใช้ได้
ผู้ที่รับประทานยา เพร็ป ไม่ควรมองว่าเพร็ปเป็นวิธีแรกที่จะป้องกันเอชไอวี แต่ให้มองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ เมื่อทานควบคู่ไปกับ การตรวจเชื้ออย่างสมำ่เสมอ และการป้องกันวิธีอื่นๆ ด้วย ดังนั้น

– ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง และทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

– ตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรู้สถานะของตัวเอง

– ตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของท่านอย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ

– รับข้อมูลและคำแนะนำของการรับประทานยาทุกครั้ง รวมถึง ลดความเสี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันและการใช้ยาเสพติด

08/10/2021

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณควร “ออกกำลังกายได้แล้ว”

1. เหนื่อยง่ายและอ่อนเพลียบ่อย ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยและอ่อนล้า ไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง อาจเป็นเพราะคุณได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ พักผ่อนน้อย หรือเกิดจากการไม่ได้ออกกำลังกายเลย
.
2. หิวบ่อย หากคุณหิวบ่อยแม้เพิ่งจะกินอะไรไปได้ไม่นาน แสดงว่าอาหารที่เข้าไปในร่างกายมีสารอาหารไม่เพียงพอ กระเพาะของคุณเริ่มขยายน้ำหนักของคุณกำลังเพิ่มขึ้น หรือตามใจปากมากเกินไป แบบนี้จะทำให้คุณเกิดโรคอ้วนตามมา คุณจึงต้องเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณพอเหมาะ ที่สำคัญต้องออกกำลังกายด้วย
.
3. รู้สึกปวดกระดูก อาการปวดหลัง ปวดหัวเข่า ปวดสะโพก อาจเกิดจากน้ำหนักของคุณมากเกินไป จึงส่งผลให้ร่างกายแบกรับน้ำหนักไม่ไหว ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ คุณอาจมีปัญหากระดูกและข้อตามมา จึงต้องเริ่มออกกำลังกาย
.
4.ชุดของคุณเริ่มคับ แถมมีคนทักว่าอ้วน ขอให้รีบพิจารณาตัวเองแล้วหันมาออกกำลังกาย หากคุณไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ อาจจะเลือกการออกกำลังกายด้วยการเล่นฮูล่าฮูป โยคะ หรือการเต้น
แอโรบิคในห้องก็ได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://intrend.trueid.net

07/10/2021

เทคนิคง่ายๆ สำหรับการกินเจเพื่อสุขภาพ สามารถทำได้ดังนี้

1. เลือกทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเราสามารถกินพืชตระกูลถั่ว เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง และโปรตีนเกษตร เพื่อทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้
2.ลดการกินข้าวขาวหรือข้าวขัดสี เปลี่ยนเป็นข้าวกล้อง เพราะมีวิตามินสารอาหารเยอะกว่า และควรกินในปริมาณที่พอดี

3.เน้นกินผักหลากสี และผลไม้ จะมีเส้นใยและวิตามินมาก และที่สำคัญควรเป็นผลไม้ที่หวานน้อยเพื่อลดการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป

4.เลี่ยงอาหารที่มีน้ำมันมากๆ อาหารรสจัด เพิ่มอาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง จะทำให้ได้รับปริมาณไขมันน้อยลง

5.ลดอาหารปรุงแต่ง อาหารแปรรูป เพราะมีโซเดียมสูง

6.ทานให้น้อย แต่บ่อยครั้ง เลือกของว่างอยู่ท้อง มากคุณค่า

7.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.pptvhd36.com

02/10/2021

7 อาหารเพื่อสุขภาพ กินลดความดันโลหิต
1. ถั่วขาว ถั่วขาวขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ถั่วขาวอุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม จึงเหมาะกับอาหารทุกๆ มื้อ
2. โยเกิร์ต อุดมด้วยแร่ธาตุหลายชนิด ควรทานโยเกิร์ตธรรมชาติ เลือกแบบที่ไม่มีไขมัน หรือไขมันต่ำ และไม่เติมน้ำตาล
3. กีวี่ กีวี่มีวิตามินซีสูงกว่าส้มเสียอีก สามารถรับประทานเป็นผลไม้ หรือใส่ในสลัดก็ได้
4. ลูกพีช ผู้ที่มีความดันเลือดสูงสามารถกินอาหารที่ใส่ลูกพีช เพื่อช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ต้องไม่ใช่ลูกพีชแช่อิ่ม ซึ่งจะมีน้ำตาลสูง
5. ผักคะน้า เป็นผักที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก และสารอาหารอื่นๆ
6. พริกแดงหวาน มีแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ในปริมาณสูง สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด หรือรับประทานสดพร้อมกับสลัด
7. บร็อคโคลี่ นอกจากบร็อคโคลี่จะเป็นแหล่งแร่ธาตุมากมายแล้ว ยังมีกลูโคซิโนเลต (Glucosinolates) ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็งที่มีชื่อเสียง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://hellokhunmor.com

01/10/2021

องค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อมูลว่า หากกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม จะลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง (NCDs) ได้ ดังนั้น ถ้าเราไม่เริ่มกินผักและผลไม้อะไรสักอย่าง ชีวิตเราคงจะต้องหมดเงินไปกับค่ารักษาพยาบาลอย่างแน่นอน วิธีกินผักให้ได้ 400 กรัม ใน 1 วัน ได้แก่
1. พกผลไม้วันละ 1-2 ผล เช่น กล้วย ส้ม แอปเปิ้ล ชมพู่ ฝรั่ง แทนคุกกี้หรือขนมกรุบกรอบ
2. มีผลไม้หรือกล่องผักสลัดติดตู้เย็น ติดบ้าน/ที่ทำงาน แทนช็อกโกแลตหรือขนมหวาน จะช่วยให้เรากินผักผลไม้ได้มากขึ้น
3. หัดทำกับข้าวกินเองสัปดาห์ละ 1 วัน เลือกผักที่ชอบ หรือทดลองผักใหม่ๆ ล้างเอง ปรุงเอง และยังมั่นใจได้ในความสะอาดปลอดภัย
4. เตรียมอาหารกลางวันไปกินที่ทำงานลองทำอาหารง่ายๆ ที่เตรียมได้ตั้งแต่ตอนกลางคืน เช่น แซนด์วิช สลัด ข้าวผัด หรือข้าวคลุกน้ำพริกง่ายๆ
5. เตรียมผักสดมาเป็นผักเคียงอาหารจานหลัก หรือลวกผักพกมาเติมในก๋วยเตี๋ยว
6. ทำน้ำผักผลไม้ปั่น โดยผสมน้ำผลไม้เล็กน้อยเพื่อช่วยลดกลิ่นผัก และเพิ่มรสอร่อยมากขึ้น แต่ปั่นแล้วต้องดื่มทันทีเพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าของเอนไซม์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สสส.

29/09/2021

วันที่ 29 กันยายน ของทุกปี เป็นวันหัวใจโลก

โรคหัวใจมีปัจจัยความเสี่ยงหลักๆ มาจากวิถีชีวิตของเรานี่เอง เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ไม่ออกกำลัง หรือขยับเคลื่อนไหวร่างกายน้อย จนทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคเบาหวาน ภาวะอ้วน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงโรคหัวใจ การปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันเพื่อป้องกันโรคหัวใจนั้นทำได้ไม่ยาก โดยคุณสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้ดังนี้ 1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ 3. ไม่บริโภคแอลกอฮอล์มากเกินไป 4. ไม่สูบบุหรี่ 5. บริหารภาวะอารมณ์ 6. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://hd.co.th

ช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนและน้ำท่วมขัง ด้วยความห่วงใย... แอดจึงอยากเตือนทุกคนระวังโรคฉี่หนูกันด้วยนะ เพราะโรคนี้หากมีอาการร...
29/09/2021

ช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนและน้ำท่วมขัง ด้วยความห่วงใย... แอดจึงอยากเตือนทุกคนระวังโรคฉี่หนูกันด้วยนะ เพราะโรคนี้หากมีอาการรุนแรงก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ แล้วจะมีวิธีป้องกันอย่างไร มาดูกันเลย

#oryor #FDAthai #FDAknowledge #น้ำท่วมขัง #ฝนตก #โรคฉี่หนู http://bit.ly/3nC2RBG

ช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนและน้ำท่วมขัง ด้วยความห่วงใย... แอดจึงอยากเตือนทุกคนระวังโรคฉี่หนูกันด้วยนะ เพราะโรคนี้หากมีอาการรุนแรงก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ แล้วจะมีวิธีป้องกันอย่างไร มาดูกันเลย

#oryor #FDAthai #FDAknowledge #น้ำท่วมขัง #ฝนตก #โรคฉี่หนู http://bit.ly/3nC2RBG

ที่อยู่

514 สำนักการแพทย์ ถ.หลวง เขตป้อมปราบฯ
Bangkok
10100

เวลาทำการ

จันทร์ 16:00 - 20:00
พุธ 16:00 - 20:00
พฤหัสบดี 16:00 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

+66642317584

เว็บไซต์

ผลิตภัณฑ์

การบริการของคลินิกรักษ์เพื่อน
- ให้บริการตรวจเอชไอวี แบบรู้ ผลในวันที่มาตรวจ
- ให้บริการตรวจคัดกรองซิฟิลิส
- ให้บริการที่เป็นมิตรและไม่ตีตรา
- ให้บริการแบบ One Stop Service โดยผู้ให้การปรึกษาคนเดียวกันทั้งก่อนตรวจและหลังตรวจเลือด
- ให้คำแนะนำเรื่องการใช้ถุงยางอนามัยและแจกถุงยางอนามัยพร้อมสารหล่อลื่นฟรี
* ตรวจฟรีทุกสิทธิ์
* ข้อมูลทั้งหมดเป็นความลับ
ให้บริการเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้ง 8 โรงพยาบาล

**ขั้นตอนการให้บริการ
1) ขั้นตอนในคลินิก (ใช้เวลาประมาณ 30 นาที)
ทำบัตรโรงพยาบาล (ไม่เสียค่าบริการ) รับบริการปรึกษา “ก่อน” ตรวจเลือด โดยผู้ให้การปรึกษา ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้าใจ และเป็นมิตร สามารถพูดคุยถึงพฤติกรรมหรือข้อสงสัยต่าง ๆ กับผู้ให้การปรึกษาได้ อย่างสบายใจ เพราะข้อมูลเหล่านั้นจะถูกเก็บเป็นความลับ

**ขั้นตอนเข้าสู่บริการ
2) ขั้นตอนที่ห้องตรวจเลือด (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที)
รอเรียกตามคิวที่ห้องตรวจเลือด
ตรวจเอชไอวี / ตรวจซิฟิลิส เป็นแบบรู้ผลในวันเดียวกับที่มาตรวจ

3) ขั้นตอนในคลินิก (ใช้เวลาประมาณ 30 นาที) รอรับผลเลือดประมาณ 1 ชั่วโมงหลังจากเจาะเลือดรับบริการปรึกษา “หลัง” การตรวจเลือด เพื่อรับฟังผลเลือดกับผู้ให้การปรึกษาคนเดิม
ผลตรวจเอชไอวีเป็นลบ จะได้รับการปรึกษาวางแผนร่วมกัน เพื่อให้ผลเป็นลบตลอดไป และนัดตรวจซ้ำในกรณีอยู่ในระยะ ที่ยังตรวจไม่พบการติดเชื้อ (Window period) ผลตรวจเอชไอวีเป็นบวก จะได้รับการปรึกษา เพื่อวางแผนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสต่อไป ผลตรวจซิฟิลิส ถ้าผิดปกติจะนัดมารับการตรวจ และรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกรักษ์เพื่อนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง คลินิกรักษ์เพื่อน:

วิดีโอทั้งหมด

สถานที่ และการให้บริการ

คลินิกรักษ์เพื่อน 9 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร

* เป็นคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ เปิดให้บริการใน วันจันทร์ วันพุธ และวันพฤหัสบดี เวลา 16.00 – 20.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ สำหรับชายรักชาย (MSM) และหญิงข้ามเพศ (TG) ในโรงพยาบาล 8 แห่ง สังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ได้แก่

1. รพ.กลาง อาคารผู้ป่วยนอก ชั้น 2 ห้อง 25 2. รพ.ตากสิน อาคารผู้ป่วยนอก ชั้น 1 3. รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ อาคารอนุสรณ์ 20 ปี ชั้น 1 4. รพ.หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อุทิศ อาคารผู้ป่วยนอก 5. รพ.เวชการุณย์รัศมิ์ อาคารผู้ป่วยนอก ชั้น 2 ห้อง 211 6. รพ.ลาดกระบังกรุงเทพมหานคร ตึกคลินิกพิเศษ 7. รพ.ราชพิพัฒน์ อาคารผู้ป่วยนอกชั้น 1 8. รพ.สิรินธร อาคารผู้ป่วยนอกชั้น 2 ห้องบริการให้คำปรึกษา

* เปิดให้บริการอีก 1 แห่ง ณ คลินิกอายุรกรรมเฉพาะทาง ชั้น 3E อาคารทีปังกรรัศมีโชติ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เขตดุสิต ทุกวันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสบดี เวลา 16.00 – 20.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

ชั้นเกิดหลังยุค 90 แค่ปีเดียวเองนะ #ทำไมนึกถึงเพลงเก่าๆ #สมัยยังเด็ก #ไปตรวจเถอะแล้วเทอจะยังดูเด็กไปอีกนาน