สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (The National Human Rights Commission of Thailand - NHRCT) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ องค์กรตามรัฐธรรมนูญเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน "รู้สิทธิ รักสิทธิ ไม่ละเมิดสิทธิ" สายด่วนร้องเรียน 1377

เปิดเหมือนปกติ

Statement of the National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT) supporting negotiation process to resolve conflict...
23/10/2020

Statement of the National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT)
supporting negotiation process to resolve conflicts by peaceful means

The National Human Rights Commission of Thailand refers to the continued political demonstration, particularly the rallies yesterday evening (21 October 2020) that people gathered at the Victory Monument and marched to the Government House, then submitted a letter demanding the resignation of General Prayut Chan-o-cha, the Prime Minister. Worriedly, other groups of protesters synchronously gathered in many areas in Bangkok and haphazard clashes with other dissent groups occurred. During the increasingly stressful situation, the Prime Minister was televised to announce the government’s willingness to resolve the national conflict through the parliamentary process resulting in the subsequent revocation of the declaration of serious emergency situation in the area of Bangkok today.

The National Human Rights Commission (NHRCT) welcomes the move to revoke the decree since it imposed greater restrictions on people’s fundamental freedoms than in normal situation, and also the government’s gesture to use the parliamentary process to resolve disputes.

In such light, the NHRCT has proposals to all parties the following:

1. The government and the legislature should seriously consider the national conflicts to be resolved during the special parliamentary session to be held between 26-27 October 2020 in order to achieve the concrete solution;

2. The government has to facilitate people of all parties in exercising their right to freedom of peaceful assembly. The government has to ensure their safety by preventing and lessening the risk of confrontation among dissent groups that may lead to violence as they can hold and constructively express their opinions, which are fundamental freedoms guaranteed by the Constitution of the Kingdom of Thailand and the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR);

3. All parties i.e. the government, any different group of demonstrators, and people in general public should listen to and respect different opinions, to lower demanding conditions, and to avoid the use of verbal expression or any means of communication that would hinder the negotiations to reach a peaceful settlement of the conflict.

The National Human Rights Commission of Thailand
22 October 2020

ความคืบหน้าการดำเนินการของหน่วยงานตามข้อเสนอแนะของ กสม. ในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน กรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ...
23/10/2020

ความคืบหน้าการดำเนินการของหน่วยงานตามข้อเสนอแนะของ กสม. ในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน กรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง สปป.ลาว

ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง ของ สปป.ลาว ในแม่น้ำโขง ซึ่งบริเวณที่จะก่อสร้างอยู่ห่างจากอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เพียง 96 กิโลเมตร ทำให้ประชาชนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงมีข้อห่วงกังวลว่าจะได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว กสม. ได้ตรวจสอบและมีมติเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเห็นว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบงเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศที่ไหลผ่านทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งประชาชนได้พึ่งพาอาศัยในการใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งการอุปโภคบริโภค การประมง การชลประทาน เกษตรกรรม การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีพและวิถีชีวิตของบุคคลและชุมชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขง แม่น้ำโขงจึงถือว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นทรัพยากรร่วมของทุกคน แม้ว่าเขื่อนดังกล่าวจะอยู่ในเขตพื้นที่อธิปไตยของ สปป.ลาว แต่หากมีการก่อสร้างในแม่น้ำโขง ผลกระทบต่อระบบนิเวศ การดำรงชีพ วิถีชีวิต และการประกอบอาชีพประมงและเกษตรกรรม ย่อมอาจเกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทยและประเทศไทยซึ่งมีภูมิประเทศพื้นที่ชายแดนติดต่อกัน โดยรัฐไทยมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครอง และบริหารจัดการผลกระทบจากการพัฒนาโครงการดังกล่าวตามหน้าที่ของรัฐที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันการละเมิด
สิทธิมนุษยชนต่อประชาชนชาวไทย

กสม. ได้ปรึกษาหารือ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีมติเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะรัฐมนตรี คณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อพิจารณาดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ต่อมาสำนักงาน กสม. ได้รับแจ้งรายงานผลการดำเนินการในเบื้องต้น มีความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวสรุปได้ดังนี้

1) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบผลการดำเนินการของกระทรวงพลังงานซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการรับข้อเสนอจาก กสม. ซึ่งได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในประเด็นการซื้อขายพลังงานจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง ซึ่ง กสม. มีข้อเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากระบวนการดังกล่าว
โดยนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน : การปฏิบัติตามกรอบการคุ้มครอง เคารพ และเยียวยา (UNGPs : United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: Implementing the Protect, Respect and Remedy Framework (2011)) ไปปรับใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาประกอบ
การตัดสินใจ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของ กสม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เสนอให้กระทรวงพลังงานจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณากรอบการดำเนินงานตามหลักการที่ กสม. เสนอ ในขณะที่กระทรวงพลังงานรับที่จะนำหลักการชี้แนะฯ ไปพิจารณาประกอบขั้นตอนการดำเนินงานให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกระบวนการพิจารณารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำของ สปป.ลาว ต่อไป

2) จากข้อมูลทางวิชาการ กสม. ได้พิจารณาว่า หากมีการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง อาจมีผลกระทบเรื่องปริมาณน้ำเท้อไหลย้อนมาที่ฝั่งประเทศไทยบริเวณจังหวัดเชียงราย กสม. จึงมีข้อเสนอให้คณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย เสนอให้ สปป.ลาว สร้างความมั่นใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบการจัดทำบันทึกข้อตกลงหรือวิธีการอื่นใดเป็นกรณีพิเศษ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนทั้งสองริมฝั่งแม่น้ำโขง รวมทั้งระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติในแม่น้ำโขง ซึ่งในประเด็นดังกล่าว สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งเป็นผู้ประสานงานหลักฝ่ายไทย ในฐานะคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทยได้จัดทำ (ร่าง) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการระหว่างราชอาณาจักรไทย และ สปป.ลาว เพื่อแลกเปลี่ยน แบ่งปันข้อมูล ด้านอุตุ – อุทกวิทยา รวมทั้งข้อมูลที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการอาคารประกอบหรือเขื่อนตอนบนในลุ่มน้ำโขง ที่มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำตอนล่าง และส่งผลถึงประชาชนที่อยู่อาศัยริมฝั่งแม่น้ำโขง เสนอต่อคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ซึ่งได้มีมติเห็นชอบในหลักการ และมอบหมายให้ สทนช. เป็นหน่วยงานหลักในการทำบันทึกความเข้าใจดังกล่าว และหารือหน่วยงานด้านความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศมีข้อเสนอแนะให้จัดทำบันทึกข้อตกลงในรูปแบบ 2+2 (two plus two) โดยเห็นควรนำประเด็นด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำรวมอยู่ภายใต้บันทึกข้อตกลงเดียวกัน และควรยกระดับให้เป็นเรื่องระดับชาติ ปัจจุบันกรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างการหารือเพื่อขอความเห็นจาก สปป.ลาว เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

3) ในส่วนที่ กสม. มีข้อเสนอให้คณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ยกระดับความสำคัญของแม่น้ำโขง โดยการจัดทำแผนอนุรักษ์ระบบนิเวศและวิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำโขง ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในแม่น้ำโขง ให้สอดคล้องกับหลักการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน นั้น คณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ได้ร่วมวางกลยุทธ์การพัฒนาลุ่มน้ำโขง (Basin Development Strategy :BDS) ใน 5 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 6 และเป้าหมายที่ 15 นอกจากนี้ สทนช. ยังได้ปรับแผนงบประมาณปี พ.ศ. 2563 สนับสนุนโครงการนำร่องของแต่ละจังหวัดเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและสนับสนุนการปรับตัวของประชาชนริมแม่น้ำโขง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน และได้เสนอแผนต่าง ๆ เพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศและวิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำโขง ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน โดยแบ่งแผนออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ แผนระยะเร่งด่วน เช่น การจัดการสาธารณภัย การอนุรักษ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว การทำประมง การทำเกษตรกรรมและเกษตรริมฝั่ง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายความร่วมมือ แผนระยะกลาง เช่น การศึกษาและวิจัยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง การก่อสร้างเพื่อบริหารจัดการน้ำ และแผนระยะยาว เช่น การจัดตั้งกองทุนและการเยียวยา การสร้างข้อตกลง มาตรการการใช้งาน และการอนุรักษ์แม่น้ำโขง

ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะได้ติดตามกรณีเรื่องร้องเรียนในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดนอื่น ๆ ตามหน้าที่และอำนาจของ กสม. หากมีความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว จะนำมาเผยแพร่ให้ทราบต่อไป

กสม. ประชุมเตรียมการจัดการแข่งขันโต้วาทีสิทธิมนุษยชนภาษาอังกฤษ ระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2563เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 เวล...
23/10/2020

กสม. ประชุมเตรียมการจัดการแข่งขันโต้วาทีสิทธิมนุษยชนภาษาอังกฤษ ระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2563

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 เวลา 13.30 น. นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดการแข่งขันโต้วาทีสิทธิมนุษยชนภาษาอังกฤษระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 3/2563 โดยได้มีการพิจารณากำหนดการแข่งขัน วิธีการตัดสิน และประเด็นที่ใช้ในการตัดสิน
ณ ห้องประชุม 603 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

อนึ่ง กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมสำคัญที่ กสม. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดขึ้นตั้งแต่ กสม. ชุดที่ 2 ต่อเนื่องมาจนถึง กสม. ชุดปัจจุบัน (ชุดที่ 3) และในปีนี้ได้ปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหมายให้เยาวชนเกิดความรู้ ความเข้าใจ เห็นคุณค่า และความสำคัญของสิทธิมนุษยชนควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพด้านการใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งเยาวชนผู้ชนะการแข่งขันเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันโต้วาทีสิทธิมนุษยชนในประชาคมอาเซียน (AICHR Youth Debate on Human Rights ) ด้วย

กสม. ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีร้องเรียนว่าสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ถูกข่มขู่คุก...
22/10/2020

กสม. ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีร้องเรียนว่าสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ถูกข่มขู่คุกคามชีวิต

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 องค์กร Protection International ร้องเรียนต่อ กสม.ขอให้ประสานการคุ้มครองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เพื่อมีมาตรการรักษาความปลอดภัยให้สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ประกอบด้วย ชุมชนสันติพัฒนา ชุมชนคลองไทร ชุมชนก้าวใหม่ ชุมชนน้ำแดง และชุมชนเพิ่มทรัพย์ ที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากสมาชิก สกต.หลายรายถูกข่มขู่คุกคามชีวิต จึงต้องการให้เร่งหามาตรการรักษาความปลอดภัยและป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงจนเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย รวมทั้งขอให้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจดูแลความเรียบร้อย และป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้น

นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มอบหมายเจ้าหน้าที่สำนักงานลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างเร่งด่วนในวันที่ 22 ตุลาคม 2563 ได้แก่ นายชนินทร์ เกตุปราชญ์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานและติดตามการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และนายสุเรนทร์ ปะดุกา ผู้อำนวยการกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ลงพื้นที่ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับหน่วยงานต่าง ๆ และพบราษฎรในชุมชนสันติพัฒนา เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม พบว่า ปัญหาการจัดสรรที่ดินให้กับประชาชนในชุมชนสันติพัฒนาและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินควรมีการเร่งประชุมปรึกษาหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานคณะกรรมการการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมป่าไม้ เพื่อกำหนดแนวทางการจัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็วต่อไป นอกจากนี้ จากการรับฟังข้อเท็จจริงจากประชาชนชุมชนสันติพัฒนามีข้อห่วงกังวลอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยในชีวิตของสมาชิก สกต. เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 สมาชิก สกต.ได้ถูกมุ่งเอาชีวิตซึ่งในเวลาต่อมาตำรวจได้จับตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านเห็นว่าเป็นกรณีอุกอาจและเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้อีก โดยเฉพาะเด็กนักเรียนและมารดาที่ต้องเดินทางไปส่งลูกที่โรงเรียน และชาวบ้านที่ต้องเดินทางออกไปประกอบอาชีพ ก็เกิดความหวาดกลัวในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงมีข้อเสนอแนะผ่านมายัง กสม. เพื่อขอให้อำเภอพระแสง และสถานีตำรวจภูธรบางสวรรค์ จัดเจ้าหน้าที่สายตรวจในเครื่องแบบเข้าไปดูแลความเรียบร้อยของชุมชนอย่างต่อเนื่อง และขอให้ประสานกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการเข้ามาคุ้มครองบุคคลที่ถูกคุกคามชีวิตในลักษณะการคุ้มครองพยาน โดยหารือมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมกันกับประชาชนชุมชนสันติพัฒนา เพื่อกำหนดแนวทางการคุ้มครองที่เหมาะสมต่อไป

จากการรับฟังข้อมูลเบื้องต้น กสม.จะได้วางแผนไปลงพื้นที่เพื่อประชุมปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหามาตรการหรือแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนโดยเร็วต่อไป

แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)สนับสนุนการเดินหน้าเจรจาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีตามที่ได้เ...
22/10/2020

แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
สนับสนุนการเดินหน้าเจรจาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี

ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเมื่อวานนี้ (21 ตุลาคม 2563) ผู้ประท้วงได้รวมตัวกันชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลจนมีการยื่นหนังสือเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออก และมีการชุมนุมอีกหลายแห่งซึ่งบางแห่งมีการปะทะกับกลุ่มที่เห็นต่าง โดยในเวลา 19.00 น. นายกรัฐมนตรีได้ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์แสดงท่าทีเพื่อหาทางออกให้ประเทศไทยผ่านกระบวนการในระบบรัฐสภา และในวันนี้รัฐบาลได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครแล้ว นั้น

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความยินดีที่รัฐบาลได้ดำเนินการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ อันเป็นข้อจำกัดในการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนมากกว่าในสถานการณ์ปกติ อีกทั้งได้ใช้กระบวนการรัฐสภาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศ

กสม. จึงขอเสนอให้ทุกฝ่ายได้พิจารณา ดังนี้

1. ขอให้รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติได้ใช้การประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่ 26 – 27 ตุลาคม 2563 แก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศอย่างจริงจัง และขอให้มีผลที่สามารถยุติปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม

2. ขอให้รัฐบาลอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่าย รวมทั้งป้องกันและลดการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มผู้เห็นต่างที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกฝ่ายพึงมีพึงได้ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) รับรองไว้

3. ขอให้ทุกฝ่ายทั้งรัฐบาล ผู้ชุมนุมกลุ่มต่าง ๆ และประชาชน รับฟังและเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของกันและกัน ลดเงื่อนไขและหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำหรือการสื่อสารด้วยวิธีการใด ๆ ที่จะเป็นอุปสรรคในการเจรจาเพื่อหาข้อยุติความขัดแย้งโดยสันติวิธี

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
22 ตุลาคม 2563

กสม.ต้อนรับเอกอัครราชฑูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยวันที่ 22 ตุลาคม 2563 นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งช...
22/10/2020

กสม.ต้อนรับเอกอัครราชฑูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย

วันที่ 22 ตุลาคม 2563 นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้การต้อนรับ H.E. Mr.Taha Macpherson เอกอัครราชฑูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เพื่อเยี่ยมคารวะพร้อมหารือข้อราชการด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ณ ห้องรับรองประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชั้น 7 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

มติการประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้านคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 26/2563วันที่ 2...
21/10/2020

มติการประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้านคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 26/2563

วันที่ 21 ตุลาคม 2563 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีการประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้านคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 26/2563 ณ ห้องประชุม 704 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยการประชุมดังกล่าว กสม. ได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น จำนวน 14 คำร้อง โดยมี 4 คำร้องที่ กสม. มีมติเห็นว่าควรประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการ นอกจากนี้ ได้มีมติเห็นชอบรายงานผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชนและสิทธิในสถานะบุคคล จำนวน 2 เรื่อง และพิจารณารายงานที่ต้องมีข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรี จำนวน 1 เรื่อง

ร่วมติดตามการให้สัมภาษณ์เรื่อง แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)เรื่อง เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16...
21/10/2020

ร่วมติดตามการให้สัมภาษณ์
เรื่อง แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
เรื่อง เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563
วิทยากร นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
หน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ในรายการสำนึกของสังคม โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ทางสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
FM 101.5 MHz
วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2563 เวลา 10.05 น.

ร่วมติดตามการให้สัมภาษณ์เรื่อง แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)เรื่อง เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16...
21/10/2020

ร่วมติดตามการให้สัมภาษณ์
เรื่อง แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
เรื่อง เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563
วิทยากร นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
หน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ในรายการคุยกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา
FM 87.5 MHz
วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2563 เวลา 21.00 น.

รองเลขาธิการ กสม. เข้าชี้แจงคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร กรณีเรื่องร้องเรียนโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลฯ หา...
20/10/2020

รองเลขาธิการ กสม. เข้าชี้แจงคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร กรณีเรื่องร้องเรียนโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลฯ หาดมหาราช จ.สงขลา

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 นายอัญญะรัฐ เอ่งฉ้วน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ในฐานะได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และเลขาธิการ กสม. เข้าชี้แจงเพื่อให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาคลื่นทะเลกัดเซาะชายฝั่งฯ ของสภาผู้แทนราษฎร กรณีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลฯ หาดมหาราช จังหวัดสงขลา ซึ่งผู้ร้องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำรายงานผลการตรวจสอบของ กสม. ในเรื่องดังกล่าวมาใช้ประกอบการพิจารณา และเสนอคณะกรรมาธิการฯ โดยคณะกรรมาธิการฯ มีความเห็นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดตามรายงานดังกล่าว เช่น การชะลอโครงการในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 เพื่อให้มีการปรึกษาหารือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าว นายอัญญะรัฐ ได้เน้นย้ำถึงข้อเสนอแนะของ กสม. เพื่อให้แก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่สาเหตุ โดยเฉพาะในการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลต้องจัดทำรายงาน EIA เพื่อให้สอดคล้องกับการรับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชน

อนึ่ง ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านข่าวรายงานผลการตรวจสอบกรณีข้างต้นได้ที่ https://bit.ly/35gHXNF

ที่อยู่

120 หมู่ 3
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

1377

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด