บ้านสมเด็จโพลล์

บ้านสมเด็จโพลล์ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์
สถาบันวิจัยและพัฒนา
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

20/06/2026

โพลบ้านสมเด็จ ชัชชาติยังนำสนามผู้ว่าฯ กทม. 54.6% คู่แข่งตามห่าง

ผลสำรวจจากศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เก็บข้อมูลจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,197 กลุ่มตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 17–19 มิถุนายน 2569 พบว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คือ “ตัวผู้สมัคร” สูงถึง 85.4% ขณะที่ปัจจัยเรื่องพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หรือผู้สมัครอิสระ อยู่ที่ 14.6%

เมื่อถามถึงคุณสมบัติของผู้ว่าฯ กทม. ที่อยากได้ กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญมากที่สุดกับการปฏิบัติตามนโยบายที่ประกาศไว้ 19.3% รองลงมาคือ ความขยันทุ่มเทในการทำงาน 18.4% ความซื่อสัตย์โปร่งใส 18% การแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว 17.8% ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 13.4% และการปฏิบัติงานให้เห็นเป็นรูปธรรม 13.1%

ส่วนประเภทผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่กลุ่มตัวอย่างมีแนวโน้มเลือก อันดับหนึ่งคือ ผู้สมัครอิสระ 57.5% รองลงมาคือ ยังไม่ตัดสินใจ 15.9% ผู้สมัครสังกัดพรรคการเมือง 14.5% และผู้สมัครจากกลุ่มการเมือง 12.1%

นโยบายที่อยากให้ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอาชีพ 24.8% รองลงมาคือ ด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิต 23.5% ด้านความสะอาดและสิ่งแวดล้อม 23% ด้านศิลปวัฒนธรรมและการพัฒนาเมือง 12.3% และด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 8%

ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่อยากให้แก้มากที่สุด คือ ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 19.8% ตามด้วยปัญหาการคอรัปชั่น 18.8% ปัญหาการจัดการน้ำเสีย 13.2% ปัญหาการจัดการขยะมูลฝอย 11.9% และปัญหาการกีดขวางทางเท้า 10.5%

สำหรับคะแนนนิยมผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มาเป็นอันดับหนึ่ง 54.6% ตามด้วยไม่ประสงค์ลงคะแนน 11.3% นายชัยวัฒน์ สถาพรวิจิตร 5.4% นายอนุชา บูรพชัยศรี 4.1% และนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข 3.1%

ขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่าง 32.7% ระบุว่า ไม่คิดจะเลือกผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร จากพรรคหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน

ส่วนการเลือก ส.ก. กลุ่มตัวอย่างอยากได้ผู้แทนที่มีความขยันทุ่มเทในการทำงานมากที่สุด 28.3% รองลงมาคือ มีความซื่อสัตย์โปร่งใส 18.5% ปฏิบัติตามนโยบายที่ประกาศไว้ 17.1% ทำงานให้เห็นเป็นรูปธรรม 14.8% มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 12.5% และแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว 8.8%

เมื่อถามถึงแนวโน้มการเลือก ส.ก. พบว่า ผู้สมัครอิสระนำมาเป็นอันดับหนึ่ง 39.6% ตามด้วยผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ 21.6% พรรคประชาชน 19.5% พรรคเศรษฐกิจ 5.3% และพรรคเพื่อไทย 5.1%

17/06/2026

UPDATE: บ้านสมเด็จโพลล์สะท้อนคนกรุงฯ เกินครึ่งหนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อย

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จพระยา ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างพฤติกรรมการบริโภคและการจัดสรรสภาพคล่องทางการเงินของประชาชน

โดยมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการเปลี่ยนเป้าหมายการซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อไปสู่ร้านค้ารายย่อยและตลาดสดในสัดส่วนที่สูง ขณะเดียวกันผลสำรวจยังสะท้อนความท้าทายในด้านการควบคุมราคาสินค้าของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ ให้ข้อมูลภาพรวมของโครงการไทยช่วยไทยพลัสว่าเป็นมาตรการที่รัฐบาลร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในสัดส่วน 60% และประชาชนจ่ายสมทบเอง 40% กำหนดวงเงินสูงสุดไว้ที่ 4,000 บาทต่อคน โดยมีระยะเวลาการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 สามารถใช้สิทธิได้ระหว่างเวลา 06:00 - 23:00 น. ของทุกวัน

เงื่อนไขการใช้สิทธิถูกจำกัดวงเงินไว้ที่ 1,000 บาทต่อเดือน และรัฐบาลจะช่วยจ่ายให้สูงสุดวันละ 200 บาท โดยกรณีที่สิ้นเดือนแล้วยังใช้สิทธิในเดือนนั้นไม่หมด ยอดเงินจะถูกตัดทันทีโดยไม่มีการสะสมหรือทบไปให้ในเดือนถัดไป ประชาชนสามารถใช้งานระบบผ่าน G-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งมาตรการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าครองชีพและสร้างเงินหมุนเวียนในกลุ่มร้านค้ารายเล็กและผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ

ผลการสำรวจด้านความพึงพอใจของประชาชนต่อรูปแบบใหม่ของโครงการไทยช่วยไทยพลัส พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมาก คิดเป็น 55.4% รองลงมาคือระดับปานกลาง 41.4% และระดับน้อย 3.2% เมื่อให้กลุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างโครงการไทยช่วยไทยพลัส (สัดส่วน 60/40) กับโครงการคนละครึ่ง (สัดส่วน 50/50) ในอดีต

พบว่ากลุ่มตัวอย่างนิยมโครงการไทยช่วยไทยพลัสมากกว่า คิดเป็น 46.9% ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 37.3% รู้สึกไม่แตกต่างกันมากนัก และมีเพียง 15.8% ที่ชอบโครงการคนละครึ่งรูปแบบเดิมมากกว่า

สำหรับการประเมินประสิทธิภาพในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน กลุ่มตัวอย่างระบุว่าสามารถช่วยบรรเทาภาระได้ในระดับมากที่สุด 37.1% ระดับปานกลาง 29.9% ระดับมาก 28.6% ระดับน้อย 3% และระบุว่าช่วยไม่ได้เลย 1.4%

โครงการดังกล่าวส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพคล่องทางการเงินของประชาชน โดยกลุ่มตัวอย่าง 33.2% ระบุว่าทำให้สามารถซื้อของได้ในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม รองลงมา 25.4% ระบุว่าทำให้มีเงินเหลือพอไปจ่ายหนี้สินหรือบิลค่าน้ำค่าไฟได้ตรงเวลา อีก 19.2% ระบุว่าทำให้มีเงินเหลือเก็บออมเพิ่มขึ้น และ 15.4% ระบุว่าทำให้กล้าซื้ออาหารหรือของใช้ที่มีคุณภาพดีขึ้น ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่รู้สึกว่าไม่ได้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมีสัดส่วนอยู่ที่ 6.8%

เมื่อพิจารณาถึงการจัดการเงินส่วนที่ประหยัดได้จากโครงการ พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 53.7% เลือกที่จะนำเงินส่วนต่างไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอื่นเพิ่มเติม รองลงมาคือการนำไปเก็บออม 20.7% นำไปชำระหนี้ 16.9% และระบุว่าไม่แน่ใจ 8.7%

มาตรการนี้ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกใช้บริการร้านค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มตัวอย่าง 44.8% เปลี่ยนมาซื้อของจากร้านค้ารย่อยหรือตลาดสดแทนการเข้าห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ ขณะที่ 38.7% เลือกซื้อร้านค้ารายย่อยสลับกับร้านสะดวกซื้อตามปกติ และมีเพียง 16.5% ที่ยังคงซื้อสินค้าจากร้านเดิมที่เคยซื้ออยู่แล้วโดยเปลี่ยนเฉพาะวิธีการชำระเงิน

ในส่วนของประเภทสินค้าที่ประชาชนนิยมใช้สิทธิมากที่สุด ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ อาหารตามสั่ง และเครื่องดื่ม คิดเป็น 33.9% รองลงมาคือของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน และผงซักฟอก 31.3% วัตถุดิบสำหรับการทำอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ 29% และยารักษาโรคหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์พื้นฐาน 5.8%

จากการสำรวจความเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่พบในการร่วมโครงการ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 31.4% ระบุว่าไม่พบปัญหาใดๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ถูกสะท้อนออกมามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งคือ การที่ร้านค้าฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าหรือคิดค่าบริการเพิ่ม ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 26.7% ตามมาด้วยปัญหาระบบแอปพลิเคชันขัดข้อง สแกนจ่ายยาก หรือระบบทำงานช้า 18% การหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการยาก 10.8% การจำกัดสิทธิไม่ครอบคลุมสินค้าที่จำเป็นบางประเภท 10.5% และพบพฤติกรรมการทุจริตหรือการรับแลกสิทธิเป็นเงินสด 2.6%

โครงการสำรวจนี้จัดทำขึ้นโดยการเก็บข้อมูลจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,134 กลุ่มตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 6 – 9 มิถุนายน 2569 โดยใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane คำนวณจากฐานประชากรที่เกิน 100,000 คน ภายใต้ระดับความเชื่อมั่น 95% และความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 3% ซึ่งกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำไว้ที่ 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

โครงสร้างข้อมูลประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย เพศชาย 51.6% เพศหญิง 43.5% และไม่ระบุเพศ 4.9% เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่าเป็นกลุ่มอายุ 18 – 25 ปี 32.1% กลุ่มอายุ 26 – 35 ปี 31.2% กลุ่มอายุ 36 – 45 ปี 25.3% กลุ่มอายุ 46 – 55 ปี 6.8% และกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป 4.6%

ด้านการจำแนกตามโครงสร้างอาชีพ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็น นักเรียน นิสิต หรือนักศึกษา 27.2% พนักงานบริษัทเอกชน 23.5% ผู้ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป 15.9% ข้าราชการ พนักงานของรัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ 13.9% นักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการส่วนตัว 10.4% และกลุ่มแม่บ้านหรือพ่อบ้าน 9.1%

ภาพ: ฐานิส สุดโต


#ฐานิสสุดโต

ข่าวศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ ทางสถานีโทรทัศน์ NBT
11/06/2026

ข่าวศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ ทางสถานีโทรทัศน์ NBT

11/06/2026

บ้านสมเด็จโพลล์ เผยผลสำรวจประชาชน 22.5% อยากได้ผู้ว่าฯ กทม. ที่มีการปฏิบัติตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ ขณะที่ 47.2%...

11/06/2026

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,134 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลระหว่างในวันที่ 6 – 9 มิถุนายน 2569
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าตัดสินใจในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 อันดับหนึ่งคือ นาย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 52.8 อันดับสองคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 16.1 อันดับสามคือ นาย ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 8.1 อันดับสี่คือ นาย อนุชา บูรพชัยศรี ร้อยละ 6.3 อันดับห้าคือ พลตำรวจโท ชาญเทพ เสสะเวช และ นาง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ร้อยละ 2.2 โดยไม่คิดว่าจะตัดสินใจในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร จากพรรคการเมืองเดียวกัน / กลุ่มการเมืองที่สังกัด ร้อยละ 39.2
คิดว่าตัดสินใจในการเลือกผู้สมัคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร อันดับหนึ่งคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 32.1 อันดับสองคือ ยังผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 31.4 อันดับสามคือ ผู้สมัครจากกลุ่มทางการเมือง ร้อยละ 19.9 และอันดับสุดท้ายคือ ผู้สมัครสังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 16.6 และคิดว่าจะตัดสินใจในการเลือกผู้สมัคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 อันดับหนึ่งคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 31.8 อันดับสองคือ ผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 25.1 อันดับสามคือ ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 14.5 อันดับสี่คือ ผู้สมัครพรรคประชาชน ร้อยละ 13.7 อันดับห้าคือ ผู้สมัครพรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 4.7
#เลือกตั้งกทม #มติชนข่าวสดเลือกตั้งกทม

07/03/2026

บ้านสมเด็จโพลล์ เผยผลสำรวจในช่วงปิดเทอมใหญ่ 2569 พบว่าเยาวชนถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินสูงถึง 35.8% ขณะที่เวลาอยู่กับหน้าจอเฉลี่ยถึง 8 ชั่วโมง ทำให้ผู้ปกครองมีความกังวลสูงสุด

#ปิดเทอมใหญ่ #ภัยคอลเซ็นเตอร์ #เด็กกับหน้าจอ #ผู้ปกครองกังวล #เศรษฐกิจเด็ก
อ่านข่าวเพิ่มเติมที่ comment

07/03/2026

ผลสำรวจ "บ้านสมเด็จโพลล์" เผย ผู้ปกครองหวั่นปัญหาแก๊งคอลเซนเตอร์หลอกเยาวชนมากที่สุด ร้อยละ 39.2 รองลมาเป็นเร...

07/03/2026

ผลสำรวจชี้ว่าเยาวชนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่หน้าจอวันละ 6-8 ชั่วโมงช่วงปิดเทอม ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม เช่น ก้าวร้าวและเก็บตัว
ผู้ปกครองกังวลภัยออนไลน์มากที่สุดคือการถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงิน รองลงมาคือการติดพนันออนไลน์ และการถูกล่อลวงทางเพศ โดย TikTok ถูกมองว่าเป็นแพลตฟอร์มที่เสี่ยงที่สุด
การเติมเงินซื้อไอเทมในเกมถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การติดพนัน ขณะที่การถูกกลั่นแกล้งรังแกบนโลกไซเบอร์ (Cyberbullying) ก็เป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามสำคัญ
ผลสำรวจระบุว่าต้นเหตุสำคัญของปัญหาคือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียขาดการคัดกรองโฆษณา และประชาชนต้องการให้ภาครัฐดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับเว็บพนันและแก๊งคอลเซ็นเตอร์

25/01/2026
22/01/2026

บ้านสมเด็จโพลล์ เผยคน กทม. 40.1% ความหวาดระแวง ไม่กล้ารับสายเบอร์แปลก เพราะแก๊งคอลเซนเตอร์ รูปแบบการหลอกลวงท.....

ที่อยู่

Bangkok
10600

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านสมเด็จโพลล์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง บ้านสมเด็จโพลล์:

ทางลัด

แชร์