สาขาวิชากฎหมายภาษีอากร

สาขาวิชากฎหมายภาษีอากร หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง TAX LAW/LL.M (RU.) "บัณฑิตรู้เฉพาะเรื่องที่ชอบด้วยคุณธรรม คนพาลรู้เฉพาะเรื่องที่ได้ผลกำไร โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม"
(1)

เปิดเหมือนปกติ

โบราณนานมา
04/05/2019

โบราณนานมา

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

17/04/2019
www.ratchakitcha.soc.go.th

พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ๙)
พ.ศ. ๒๕๖๒
เนื่องจากพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ กำหนดให้บริษัทสามารถจัดทำบัญชี หลักฐาน และเอกสารประกอบการลงบัญชีเป็นภาษาต่างประเทศและระบุเป็นเงินตราต่างประเทศ พร้อมทั้งให้เลือกชำระภาษีเป็นเงินตราต่างประเทศได้แล้ว
แต่ในการคำนวณกำไรสุทธิและภาษีเงินได้ของบริษัทที่ได้รับอนุมัติให้จัดทำบัญชี หลักฐาน และเอกสารประกอบ
การลงบัญชี เป็นภาษาต่างประเทศและระบุเป็นเงินตราต่างประเทศดังกล่าว ยังคงต้องคำนวณค่าของธุรกรรม
ที่เป็นเงินตราต่างประเทศทั้งหมดเป็นเงินตราไทย กรณีจึงเป็นการสร้างภาระและต้นทุนการดำเนินงาน ทั้งยัง
ก่อให้เกิดกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มิได้เกิดจากการดำเนินงานที่แท้จริง อีกทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการในการคำนวณเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชี สมควรกำหนดให้บริษัทที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เงินตราต่างประเทศสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงานสามารถใช้เงินสกุลดังกล่าวในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ พร้อมทั้งกำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการคำนวณเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าเป็น
เงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานการบัญชี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/050/T_0092.PDF

17/04/2019
www.ratchakitcha.soc.go.th

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๑) พ.ศ. ๒๕๖๒
โดยที่มาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติให้ผู้บริจาคเงินแก่พรรคการเมืองมีสิทธินำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาคตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากรได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/050/T_0103.PDF

09/04/2019
www.ratchakitcha.soc.go.th

#กฎหมายใหม่
#การคำนวณค่าหรือราคาเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรฐานการบัญชีได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ โดยกำหนดให้กิจการที่มีธุรกรรมทางการเงินเป็นเงินตราต่างประเทศ บางกรณีสามารถเลือกใช้สกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงานเป็นสกุลเงินอื่นนอกจากเงินตราไทยได้ ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติจัดเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชี อันจะส่งผลเป็นการเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ลดต้นทุนของผู้ประกอบการและจูงใจให้มีการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศและบริษัทการค้าระหว่างประเทศในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ของประมวลรัษฎากรเกี่ยวกับการใช้สกุลเงินอื่นนอกจากเงินตราไทยเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน อัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินและวิธีการคำนวณและการชำระภาษีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ใช้เงินตราต่างประเทศเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/045/T_0006.PDF

07/04/2019
www.ratchakitcha.soc.go.th

#พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ฉบับใหม่

เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน ๑๐ คน ประเภทประหยัดพลังงาน แบบพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และแก้ไขเพิ่มเติมอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์กระบะที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน ๓,๒๕๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร ที่มีการปล่อยฝุ่นละออง (PM) ไม่เกิน ๐.๐๐๕ กรัม
ต่อกิโลเมตร หรือที่ใช้น้ำมันดีเซล บี ๒๐ เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาเครื่องยนต์ที่ช่วยให้ปล่อยฝุ่นละออง (PM) น้อยลง และสนับสนุนให้รถยนต์กระบะที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลใช้น้ำมันดีเซล บี ๒๐ เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/042/T_0001.PDF

05/04/2019

ดังคำที่กล่าวว่า “ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย” (Ubi Societas, IBi Jus) เมื่อมนุษย์มารวมกันเป็นหมู่คณะ ก็จะต้องมีกฎเกณฑ์ที่ถือปฏิบัติ เพื่อสังคมนั้นอยู่ได้โดยปกติสุข ความสามารถในการวินิจฉัยความถูกผิดอันเป็นคุณสมบัติพิเศษของมนุษย์นั้นประกอบด้วยความมีเหตุผล 2 ประการ คือ
1. มีเหตุผลทางข้อเท็จจริงหรือเหตุผลทางเทคนิค (Technical Reason) คือ ความสามารถทางสติปัญญาของมนุษย์ในการจำแนกแยกแยะข้อเท็จจริงรู้ว่าเป็นเรื่องอะไร หรือความสามารถในการ “จำได้หมายรู้” ถึงความแตกต่าง ความเหมือนหรือความคล้ายคลึงกันของสิ่งต่างๆ
2. เหตุผลในทางศีลธรรม (Moral Reason) คือ ความสามารถทางสติปัญญาของมนุษย์ที่จะหยั่งรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรควร อะไรไม่ควร กล่าวคือ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในใจของมนุษย์

วิวัฒนาการของกฎหมาย หรือที่เรียกว่า กฎหมาย 3 ยุค ประกอบด้วย
1. ยุคกฎหมายของชาวบ้าน (Volksrecht)
2. ยุคกฎหมายของนักกฎหมาย (Juristenrecht)
3. ยุคกฎหมายเทคนิค (Technical Law)

1. ยุคกฎหมายของชาวบ้าน (Volksrecht) เป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่ออกมาในรูปของขนบธรรมเนียมประเพณีที่ตกทอดกันมาแต่โบราณ เรียกว่า “The good old law” มาจากเหตุผลธรรมดาของสามัญชนหรือสามัญสำนึก (Simple natural reason) เป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตามกฎหมายของศีลธรรม

2. ยุคกฎหมายของนักกฎหมาย (Juristenrecht) เป็นเหตุผลปรุงแต่งทางกฎหมาย ให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่องแต่ละคดี หลักกฎหมายจะต้องศึกษาเล่าเรียนจึงจะรู้ได้ เช่น อายุความ กฎหมายได้กำหนดระยะเวลาไว้ในแต่ละเรื่อง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ถ้าผู้ที่ได้รับความเสียหายมิได้ฟ้องร้องภายในเวลาที่กำหนดไว้ จะถือว่าคดีนั้นขาดอายุความ ที่อีกฝ่ายยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ได้ เรื่องอายุความจึงเป็นหลักที่นักฎหมายพัฒนาขึ้นมาเพื่อความจำเป็นในด้านพยานหลักฐาน เป็นการกำหนดให้ฟ้องในเวลาที่ยังสามารถรวบรวมพยานหลักฐานมาดำเนินคดีได้ กฎหมายอาญา เช่น เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือการกระทำผิดด้วยความจำเป็น เป็นต้น

เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 68 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยถือว่าการกระทำเพื่อป้องกันนั้นเป็นเรื่องทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการกระทำต่อผู้ก่อภยันตรายโดยมิชอบ
ส่วนการกระทำผิดด้วยความจำเป็นตามมาตรา 67 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะเป็นการกระทำต่อผู้บริสุทธิ์ (Innocent person) ที่ไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้น กฎหมายจึงถือว่าเป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษ (Excuse) เท่านั้น และที่ยกเว้นโทษก็ด้วยเหตุผลที่ถือว่าผู้กระทำไม่มีความชั่ว (Schuld) กล่าวคือ ในสถานการณ์เช่นนั้นไม่อาจเรียกร้องให้ผู้กระทำกระทำอย่างอื่นได้

3. ยุคกฎหมายเทคนิค (Technical Law) เกิดจากการบัญญัติกฎหมายขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะเจาะจงในบางเรื่อง เนื่องจากสังคมสลับซับซ้อนขึ้น ข้อขัดแย้งในสังคมมีมากขึ้นและเป็นข้อขัดแย้งที่ต่างจากปัญหาในอดีต ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน จึงต้องมีการบัญญัติกฎหมายขึ้นเป็นพิเศษด้วยเหตุผลทางเทคนิค (Technical reason) กฎหมายเทคนิคจึงมิได้เกิดจากศีลธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีโดยตรง แต่เป็นเหตุผลทางเทคนิคสำหรับเรื่องนั้นๆ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการจราจร ที่กำหนดให้ขับรถทางซ้ายของถนน กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร หรือกฎหมายที่กำหนดให้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในบางเรื่อง เป็นต้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายเหล่านี้ ความถูกผิดเกิดจากกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นมามิใช่เกิดจากเหตุผลทางศีลธรรมโดยตรง ผู้ที่ทำผิดจึงไม่เกิดความรู้สึกว่าตัวกำลังกระทำความผิด เพราะการกระทำนั้นมิได้เป็นการกระทำที่ผิดต่อศีลธรรม เพราะฉะนั้น การลงโทษตามกฎหมายเทคนิค จึงต้องกำหนดโทษให้รุนแรง และที่สำคัญมากก็คือ การบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษต้องเป็นไปในลักษณะที่แน่นอน
วิวัฒนาการของกฎหมาย จะต้องศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย จะต้องศึกษาถึงความรู้สึกนึกคิดและขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับกฎหมายในแต่ละเรื่อง แล้วมาเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายลายลักษณ์อักษร จึงจะสามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างถูกต้อง และเกิดความเข้าใจในหลักกฎหมายนั้นๆ อย่างแท้จริง
ดังนั้น กฎหมายภาษีอากร เป็นกฎหมายเทคนิค บัญญัติขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะ เป็นกฎหมายพิเศษเพื่อประโยชน์ของรัฐในการจัดเก็บภาษีอากรอันเป็นรายได้ของรัฐ

(แสวง บุญเฉลิมวิภาส, ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2543), หน้า 21, 23 และ 24-29.)

03/04/2019

#ความหมายของภาษีอากร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า “ภาษี คือ เงินที่รัฐหรือท้องถิ่นเรียกเก็บจากบุคคล เพื่อใช้จ่ายในการบริหารประเทศหรือท้องถิ่น เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ”
นักเศรษฐศาสตร์ได้พยายามที่จะให้คำจำกัดความของคำว่า “ภาษีอากร” (tax) เพื่อที่จะครอบคลุมภาษีอากรทุกประเภทที่จัดเก็บ ซึ่งพอจะแบ่งลักษณะของคำนิยามออกเป็น 2 แนวด้วยกัน คือ
#ความหมายแนวที่หนึ่ง คือ การให้คำนิยามลักษณะของการบังคับการจัดเก็บ “ภาษี คือ สิ่งที่รัฐบาลบังคับเก็บจากราษฎร และนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม โดยมิได้มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษี”
ซึ่งลักษณะสำคัญของคำนิยามตามแนวนี้มีประเด็นที่สำคัญสองประการ คือ
ประการแรก ภาษีที่รัฐบาลเก็บจากประชาชนนั้นจะมีลักษณะของการบังคับ ภาษีที่จะเก็บนั้นอาจจะเป็นรายได้ สิ่งของ หรือผลประโยชน์ หรือบริการจากตัวผู้เสียภาษี
ประการที่สอง ภาษีที่เก็บได้นั้นจะต้องนำไปใช้เพื่อสังคมส่วนรวม ผู้ที่เสียภาษีนั้นจะไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากรัฐบาล ต่างกับการซื้อสินค้าหรือบริการ ซึ่งผู้ที่เสียเงินจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการซื้อสินค้าหรือบริการนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เสียภาษีจะได้รับผลประโยชน์โดยทางอ้อมจากรัฐบาล เช่น การป้องกันประเทศ การรักษาความสงบภายใน และสวัสดิการของสังคม เป็นต้น
#ความหมายแนวที่สอง คือ การให้คำนิยามลักษณะของการเคลื่อนย้ายทรัพยากรระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐบาล โดยจะพิจารณาถึงลักษณะของการเคลื่อนย้ายเงินได้หรือทรัพยากรระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐบาล ดังนี้
“ภาษี คือ เงินได้ หรือทรัพยากรที่เคลื่อนย้ายจากภาคเอกชนไปสู่ภาครัฐบาล ยกเว้นการกู้ยืมและการขายสินค้าหรือบริการในราคาทุนของรัฐบาล” ซึ่งลักษณะของคำนิยามในแนวนี้มีประเด็นสำคัญ ดังนี้
ประการแรก ภาษีอากรนั้นหมายถึงเงินได้หรือทรัพยากรที่ได้มีการเคลื่อนย้ายจากภาคเอกชนเพื่อไปสู่ภาครัฐบาล ในที่นี้ย่อมหมายความว่าเมื่อรัฐบาลเก็บภาษีไปใช้จ่ายในกิจการของรัฐบาล ทรัพยากรที่จะมีเหลือไว้ใช้ในภาคเอกชนย่อมจะต้องลดลง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการบริโภค การออมและการลงทุนของเอกชน
ประการที่สอง คำนิยามดังกล่าวนั้นได้ยกเว้นการกู้ยืมของรัฐบาล และการขายสินค้าและบริการในราคาทุนของรัฐบาล ทั้งนี้ เพราะว่าการกู้ยืมของรัฐบาลนั้นเป็นแต่เพียงการยืมไปใช้เป็นการชั่วคราว ซึ่งรัฐบาลจะต้องจ่ายคืนในภายหลัง ดังนั้น จึงเท่ากับว่าไม่มีการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากภาคเอกชนไปยังภาครัฐบาล ส่วนการขายสินค้าหรือบริการในราคาทุนนั้นก็ถือว่าไม่มีการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากภาคเอกชนไปยังภาครัฐบาล
ประการที่สาม การขายสินค้าและบริการในราคาที่สูงกว่าต้นทุนของรัฐบาลจะถือว่าเป็นภาษี เพราะได้มีการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากภาคเอกชนไปยังภาครัฐบาล อย่างไรก็ตาม มีปัญหาว่า ถ้ารัฐบาลขายสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนของรัฐบาลนั้นจะเรียกว่าอะไร สำหรับในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ที่มีการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากภาครัฐบาลไปยังภาคเอกชน ซึ่งถือว่ารัฐบาลให้ความช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนแก่ผู้ที่ใช้สินค้าหรือบริการดังกล่าว ในกรณีนี้ถือว่าเป็น “negative tax” หรือภาษีติดลบ
ดังนั้น ภาษีอากร หมายถึงสิ่งที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากประชาชน ไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม เพื่อนำมาใช้ประโยชน์แก่สังคมโดยส่วนรวม มิใช่เพื่อผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ เช่น พัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ เป็นต้น ผู้เสียภาษีอากรไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนโดยตรง แต่ได้รับประโยชน์ตอบแทนทางอ้อมในรูปบริการบางอย่างของรัฐ อาจมีโอกาสได้รับประโยชน์มาก หรือเท่าเทียม หรือน้อยกว่าผู้เสียภาษีอากรคนอื่นก็ได้

03/04/2019
3.1.2.1

#หลักความเป็นธรรม (Equity)

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติิแห่งประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๑ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐)
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรตราประมวลรัษฎากรเพื่อปรับปรุงการรัษฎากรตามหลักความเป็นธรรมแก่สังคม
ดังนั้น พื้นฐานของกฎหมายภาษีอากร อันเป็นเป็นเจตนารมณ์แห่งกฎหมายที่ยึดหลักความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีอากรอันเป็นรายได้ของรัฐ

#หลักความเป็นธรรม อาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งคือ หลักความยุติธรรมหรือความเสมอภาคในการเสียภาษีอากร หมายความถึง ผู้เสียภาษีอากรทุกคนที่อยู่ในฐานะเท่าเทียมกัน ควรจะเสียภาษีอากรเท่าเทียมกัน ซึ่งหลักความเป็นธรรมนี้นับเป็นหัวใจสำคัญของระบบภาษีอากรที่ดี กล่าวคือ มีการจัดเก็บภาษีอากรตามความสามารถของผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร เพื่อเป็นการสร้างความสมัครใจในการเสียภาษีอากรจะต้องมีความเป็นธรรมทั้งในระหว่างรัฐผู้จัดเก็บภาษีและประชาชนผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร หากไม่มีความเป็นธรรมแล้ว ความยินยอมเสียภาษีโดยสมัครใจก็คงเกิดขึ้นได้ยาก แนวความคิดเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางภาษีอากรมีรากฐานมาจากหลักความเป็นธรรมสมบูรณ์ และหลักความเป็นธรรมสัมพันธ์ บุคคลควรเสียภาษีตามความต้องการของรัฐตามระดับความสามารถในการเสียภาษีอากร ซึ่งการจัดเก็บภาษีอากรที่ดีจะต้องก่อให้เกิดความเป็นธรรมในกลุ่มผู้เสียภาษีอากร หลักความเป็นธรรมหรือความเสมอภาคในการจัดเก็บภาษีอากรแบ่งได้ คือ หลักความเป็นธรรมโดยสัมบูรณ์ (principle of absolute equity) และหลักความเป็นธรรมโดยสัมพัทธ์ (modified of absolute equity) ดังนี้
1. หลักความเป็นธรรมโดยสัมบูรณ์ ถือว่าระบบภาษีอากรที่ดีนั้นจะต้องจัดเก็บในรูปตัวเงินจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีทุกคนในอัตราที่เท่ากัน กล่าวคือ ภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลควรกระจายไปยังประชาชนหรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีทุกคนในจำนวนที่เท่ากัน หลักดังกล่าวนี้จะใช้ได้ต่อเมื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรทุกคนมีฐานะทางเศรษฐกิจเหมือนกัน และรู้จำนวนผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรที่แน่นอน ซึ่งอาจทำได้โดยง่ายโดยนำรายจ่ายของรัฐบาลเป็นตัวตั้งแล้วหารด้วยจำนวนผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรทุกคนแล้วเก็บภาษีอากรในแบบของการเหมาจ่าย (lump-sum taxes) เช่น ในอดีตประเทศไทยเคยจัดเก็บภาษีรัชชูปการ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้วฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้น หลักความยุติธรรมโดยสมบูรณ์จึงไม่อาจใช้ได้ในทางปฏิบัติ เพราะจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม
2. หลักความเป็นธรรมโดยสัมพัทธ์ ถือว่าความยุติธรรมในการเสียภาษีอากรมิได้เกิดจากการที่บุคคลทุกคนเสียภาษีอากรเท่ากัน แต่เกิดจากการที่บุคคลทุกคนเสียภาษีอากรตามสัดส่วนแห่งประโยชน์ที่ตนได้รับบริการจากรัฐ หรือตามสัดส่วนแห่งความสามารถในการเสียภาษีอากรของตน เพราะได้พิจารณาจากความเป็นธรรมโดยการเสียภาษีอากรไปสัมพันธ์กับประโยชน์ที่ได้รับหรือความสามารถในการเสียภาษีอากร และบุคคลจะเสียภาษีอากรเป็นธรรมหรือไม่นั้น มิได้พิจารณาเฉพาะจำนวนภาษีอากรที่เสียไปเท่ากับบุคคลอื่นหรือไม่ หากพิจารณาว่าฐานะของบุคคลนั้นหรือประโยชน์ที่บุคคลได้รับจากรัฐนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นแล้วผลจะเป็นอย่างไร
หลักความเป็นธรรมโดยสัมพัทธ์ สามารถแบ่งได้เป็นสองหลักใหญ่อีก คือ
3. หลักประโยชน์ที่ได้รับ (The Benefit Principle) คือ หลักความสามารถในการเสียภาษีอากร (The Ability to Pay Principle)
(1) หลักประโยชน์ที่ได้รับ ถือว่าผู้ใดที่ได้รับประโยชน์จากรัฐมาก ก็เสียภาษีอากรมาก ผู้ใดได้รับประโยชน์จากรัฐน้อยก็ควรเสียภาษีอากรน้อย กล่าวคือ ให้ทุกคนเสียภาษีตามสัดส่วนแห่งประโยชน์ที่ตนได้รับจากรัฐ ถ้าบุคคลใดไม่ได้รับประโยชน์ก็ไม่ต้องเสียภาษีอากรเลย เช่น การเก็บเงินค่าใช้ถนน เป็นต้น
(2) หลักความสามารถในการเสียภาษีอากร ถือว่าความยุติธรรมจะต้องเก็บตามความสามารถในการเสียภาษีอากรของผู้เสียภาษีอากร กล่าวคือ ผู้มีความสามารถเสีย ภาษีอากรมากก็ควรเสียภาษีอากรมาก ผู้มีความสามารถเสียภาษีอากรน้อยก็ควรเสียภาษีอากรน้อย โดย ไม่คำนึงถึงค่าประโยชน์ที่ผู้เสียภาษีอากรนั้นได้รับจากรัฐว่าเป็นจำนวนเท่าใด
หลักความสามารถในการเสียภาษีอากรอาจจำแนกได้เป็นสองหลัก คือ
ก. หลักความเป็นธรรมในแนวนอน (Horizontal Equity) กำหนดว่าผู้ที่มีความสามารถในการเสียภาษีอากรที่เท่าเทียมกันจะต้องเสียภาษีอากรที่เท่ากัน กล่าวคือ การเสียภาษีที่เท่ากัน สำหรับบุคคลที่อยู่ในภาวะแวดล้อมเหมือนกัน ภาวะแวดล้อมนี้จะเป็นภาวะประเภทใดก็แล้วแต่จะกำหนด เช่น หากใช้เงินได้เป็นดัชนีในการวัดแล้ว บุคคลที่มีเงินได้ประเภทเดียวกันและเท่ากันก็ย่อมต้องเสียภาษีเท่ากัน โดยไม่คำนึงถึงฐานะทางครอบครัวของผู้เสียภาษีแต่ละคน เป็นต้น
ข. หลักความเป็นธรรมในแนวตั้ง (Vertical Equity) กำหนดว่าผู้ที่มีความสามารถในการเสียภาษีอากรหรืออยู่ในสภาวการณ์ในการเสียภาษีอากรที่แตกต่างกัน ควรจะเสียภาษีอากรในจำนวนที่แตกต่างกัน กล่าวคือ การเสียภาษีในระดับที่แตกต่างกัน สำหรับบุคคลธรรมดาที่อยู่ในฐานะสภาวการณ์ที่ไม่เหมือนกันซึ่งตรงข้ามกับหลักความเป็นธรรมในแนวนอน เช่น บุคคลที่มีเงินได้ประเภทเดียวกันและจำนวนเท่ากัน แต่มีสถานะภาพต่างกัน เช่น คนโสดกับคนมีครอบครัว ควรจะต้องเสียภาษีต่างกันด้วย คนที่มีครอบครัวควรจะเสียภาษีอากรน้อยกว่าคนที่เป็นโสด เพราะ คนที่มีครอบครัวนั้นภาระการเลี้ยงดูครอบครัวย่อมมากกว่าคนที่เป็นโสด เป็นต้น
อนึ่ง หลักความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในการจัดเก็บภาษีอากรนั้น ต้องเป็นไปตาม “หลักนิติรัฐ” (Legal State) หรือ “หลักนิติธรรม” (The Rule of Law) และหลักอินทภาษ ซึ่งเป็นหลักแห่งความยุติธรรมเช่นเดียวกัน
คำว่า “หลักนิติรัฐ หมายถึง รัฐภายใต้กฎหมาย รัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการใดๆ อันกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนไม่ได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายให้อำนาจ ฉะนั้นในนิติรัฐ หลักความชอบด้วยกฎหมายจึงมีความสำคัญ” การกระทำการของรัฐหรือองค์กรของรัฐจะต้องมีกฎหมายเป็นรากฐาน หากรัฐหรือองค์กรของรัฐฝ่าฝืนกฎหมายที่ตนตราขึ้น จะต้องมีกลไก และกระบวนการที่บุคคลสามารถทำให้การกระทำหรือการใช้อำนาจนั้นไร้ผล และหากความเสียหายเกิดแก่บุคคลก็สามารถเรียกร้องให้รัฐหรือองค์กรของรัฐชดใช้ค่าเสียหายได้ ซึ่งเรียกว่าการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของรัฐให้ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ การกระทำทางนิติบัญญัติ การกระทำทางบริหาร และการกระทำทางตุลาการ ดังนั้น หลักความชอบด้วยกฎหมายเป็นข้อเรียกร้องประการหนึ่งของนิติรัฐ โดยสาระสำคัญของหลักความชอบด้วยกฎหมาย มีอยู่ว่าการกระทำของรัฐทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจและมีกระบวนการ ในการควบคุมการกระทำของรัฐที่มิชอบด้วยกฎหมายด้วย
การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จะต้องมีการควบคุมการกระทำด้วยระบบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน (Check and Balance) หรือแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) หรือที่เรียกว่าการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายโดยศาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง เป็นต้น ซึ่งเป็นระบบเดิม ถ้านิติรัฐสมัยใหม่จะมีองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เป็นต้น
หลักนิติรัฐ มีองค์ประกอบสำคัญสองส่วน คือ องค์ประกอบในทางรูปแบบคือ การที่รัฐผูกพันตนเองไว้กับกฎหมายที่องค์กรของรัฐตราขึ้นตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนดขึ้นหรือที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจไว้ เพื่อจำกัดอำนาจของรัฐ และองค์ประกอบในทางเนื้อหา คือ การที่รัฐประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของราษฎร นิติรัฐย่อมต้องเป็นยุติธรรมรัฐ กฎหมายที่ได้รับการตราขึ้นจะต้องมีความชัดเจน และแน่นอนเพียงพอที่ราษฎรจะเข้าใจได้ ยิ่งไปกว่านั้นระบบกฎหมายจะต้องคุ้มครองความเชื่อถือ และไว้วางใจที่บุคคลมีต่อกฎหมาย หลักนิติรัฐ คือการปกครองโดยกฎหมายจะต้องไม่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองใช้อำนาจตามอำเภอใจ ภายใต้กฎหมายบุคคลทุกคนต้องเสมอภาคกัน และบุคคลจะต้องสามารถทราบก่อนล่วงหน้าว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะบังคับให้ทำอะไรหรือไม่ให้ทำอะไร ผลร้ายอันเกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายคืออะไร ทั้งนี้ เพื่อที่จะบุคคลได้ปฏิบัติตนให้ถูกต้องสอดคล้องกับกฎหมาย เช่น หลักไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมาย หลักการห้ามลงโทษซ้ำซ้อน หลักการห้ามตรากฎหมายย้อนหลังกำหนดโทษแก่บุคคล เป็นต้น
ส่วนหลักนิติธรรม (The Rule of Law) ความหมายโดยเคร่งครัด หมายถึง หลักพื้นฐานแห่งกฎหมาย ที่กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม หรือการกระทำใดๆ จะต้องไม่ฝ่าฝืน ขัด หรือแย้งต่อหลักนิติธรรม หากกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม หรือการกระทำใดๆ ฝ่าฝืน ขัด หรือแย้งต่อหลักนิติธรรม ย่อมไม่มีผลใช้บังคับ หรือความหมายโดยทั่วไป หมายถึงลักษณะที่ดีของกฎหมายตามเนื้อหา ต้องประกอบด้วยความชัดเจน ไม่ขัดแย้งกันเอง มีเหตุผล นำไปสู่ความเป็นธรรม คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ทันสมัยสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ต้องไม่ผลย้อนหลังเป็นผลร้ายหรือกระทบต่อสิทธิ หน้าที่ หรือความรับผิดของบุคคล มีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้และเคารพกฎหมายที่มาจากกระบวนการนิติบัญญัติที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ รวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่เปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ ให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก ไม่ชักช้า ด้วยค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม ต้องส่งเสริมให้มีกระบวนการยุติธรรมอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ดี หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมต่างก็ไม่ต้องการให้มนุษย์ปกครองมนุษย์ด้วยกันเอง แต่ต้องการให้กฎหมายเป็นผู้ปกครองมนุษย์ ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ทรงอำนาจบริหารปกครองบ้านเมืองจะกระทำการใดๆ ก็ตาม การกระทำนั้นจะต้องสอดคล้องกับกฎหมาย จะกระทำการให้ขัดต่อกฎหมายไม่ได้ ดังนั้น กฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายมหาชน หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม อันเป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยอย่างน้อยมีหลักการพื้นฐาน ได้แก่ ความเป็นกฎหมายเหนืออำเภอใจของบุคคลและเคารพกฎหมายโดยรัฐและประชาชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค การแบ่งแยกอำนาจการตรวจสอบการใช้อำนาจ การป้องกันการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม อำนาจในการจัดเก็บภาษีอากร จึงมิใช่การใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่เป็นอำนาจโดยกฎหมาย การบังคับใช้อำนาจได้เท่าที่กฎหมายให้อำนาจ เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมีความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ต้องปราศจากอคติธรรม 4 ประการ ได้แก่ ฉันทาคติ (ชอบ) โทสาคติ (ชัง) ภยาคติ (หลง) และโมหาคติ (กลัว)
หลักความชอบด้วยกฎหมายตามหลักความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในการจัดเก็บภาษีอากรนั้น ต้องเป็นไปตาม “หลักนิติรัฐ” หรือ “หลักนิติธรรม” และหลักอินทภาษ ซึ่งเป็นหลักแห่งความยุติธรรมเช่นเดียวกัน จะต้องพิจารณาความยุติธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติการจัดเก็บภาษีอากรด้วย เนื่องจากการจัดเก็บ ภาษีอากรที่ไม่ทั่วถึงหรือมีการเลือกปฏิบัติในการจัดเก็บภาษีอากรแล้ว ก็จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในกลุ่มผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร ดังนั้น การบริหารการจัดเก็บภาษีอากรที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมจะต้องมีเจ้าหน้าที่เก็บภาษีอากรที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต และมีประสิทธิภาพ สามารถทำการจัดเก็บภาษีอากรตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างทั่วถึงและไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยพยายามป้องกันมิให้มีการหลบเลี่ยงภาษีอากรโดยไม่ผิดกฎหมาย (Tax Avoidance) และสามารถป้องกันและปราบปรามผู้หลีกเลี่ยงภาษีอากร (Tax Evasion) อย่างได้ผลด้วย

ที่อยู่

Ramkhamhaeng University
Bangkok
BANGKOK

เบอร์โทรศัพท์

023108194

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สาขาวิชากฎหมายภาษีอากรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สาขาวิชากฎหมายภาษีอากร:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

รบกวนครับ จะหาแนวข้อสอบ ป.โท นิติราม สาขาวิชากฎหมาย และแนวRU-TEST นะครับ ท่านไหนมีหรือมีสถานแนะนำ รบกวนหน่อยนะครับ
โอกาสสุดท้าย!!! สำหรับผู้ที่สนใจเพิ่มพูนความรู้ด้านอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ THAC ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ New York University จัดการอบรมให้ความรู้ด้านอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยเป็นครั้งแรก !! ในวันที่ 15-16 มิถุนายน 2560 ณ Emporium Suites Hotel by Chatrium (ติดสถานีรถไฟฟ้า พร้อมพงษ์) โดยได้วิทยากรชั้นนำระดับโลก จาก UNCITRAL และ New York University. (โดยการอบรมครั้งนี้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น) หากท่านใดสนใจเข้าร่วมการอบรม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวชิระ เบอร์โทร 02-018-1615 ต่อ 108 หรืออีเมล์ [email protected]