ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.

ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวทางสื่อสังคมออนไลน์ (ศฝส.) ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวทางสื่อสังคมออนไลน์ (ศฝส.)
เพจทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องที่เป็นประเด็นในสังคมออนไลน์ (Social media) โดยข้อเท็จจริงจะได้จากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบในประเด็นดังกล่าวโดยตรง ซึ่งทางเพจไม่ได้แก้ข่าวหรือต้องการสร้างภาพลักษณ์แต่อย่างใด หากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องจริง ทางเพจก็จะสอบถามทางพื้นที่ว่าได้มีการดำเนินการอย่างไรกับเจ้าหน้าที่ดังกล่าว แต่ในกรณีที่มีการเผยแพร่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อองค์กรหรือเกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ก็จะดำเนินการแจ้งให้พื้นที่ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เปิดเหมือนปกติ

วันที่ 14 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชา...
14/01/2022

วันที่ 14 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ไปรษณีย์ไทย ให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล เพื่อปิดคดีฝากส่งสิ่งของผิดกฎหมาย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีพนักงานไปรษณีย์ไทย ติดต่อหาลูกค้าเพื่อแจ้งว่าสิ่งของที่ผู้ใช้บริการฝากส่งเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย เช่น สารเสพติดชนิดต่างๆ เอกสารประจำตัว พาสปอร์ต สำเนาบัตรประชาชน สมุดบัญชี ซึ่งมีการโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และให้โอนเงินค่าดำเนินการเข้าบัญชีส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้มีคดีความตามกฎหมาย ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และชี้แจงว่า เป็นการกระทำของมิจฉาชีพ ที่แอบอ้างเป็นพนักงานไปรษณีย์ไทย และใช้หมายเลขโทรศัพท์ที่ใกล้เคียงกับหมายเลขโทรศัพท์จริงของไปรษณีย์ไทย ซึ่งไปรษณีย์ไทย ไม่มีนโยบายโทรติดต่อผู้ใช้บริการเพื่อแจ้งปัญหา หรือเรียกเก็บค่าดำเนินการต่างๆ แต่อย่างใด
โดยเหตุการณ์ดังกล่าว มีข้อสังเกตสำคัญคือ มิจฉาชีพจะไม่มีข้อมูลในการส่งพัสดุ เช่น ชื่อ ที่อยู่ผู้ส่ง ผู้รับ หมายเลขติดตามพัสดุ และให้โอนเงินค่าดำเนินการไปยังบัญชีส่วนบุคคล ซึ่งไปรษณีย์ไทย ไม่มีการให้ผู้ใช้บริการโอนเงินไปยังบัญชีส่วนบุคคลอย่างแน่นอน

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และอย่าให้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือหลงเชื่อโอนเงินเป็นอันขาด โดยหากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูล หรือติดตามสถานะพัสดุ และรับข้อมูลข่าวสารจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.thailandpost.co.th หรือโทร. 1545

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไปรษณีย์ไทย ไม่มีนโยบายโทรติดต่อผู้ใช้บริการเพื่อแจ้งปัญหา หรือเรียกเก็บค่าดำเนินการต่างๆ และให้โอนเงินค่าดำเนินการไปยังบัญชีส่วนบุคคลแต่อย่างใด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter, ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

วันที่ 14 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ไปรษณีย์ไทย ให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล เพื่อปิดคดีฝากส่งสิ่งของผิดกฎหมาย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีพนักงานไปรษณีย์ไทย ติดต่อหาลูกค้าเพื่อแจ้งว่าสิ่งของที่ผู้ใช้บริการฝากส่งเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย เช่น สารเสพติดชนิดต่างๆ เอกสารประจำตัว พาสปอร์ต สำเนาบัตรประชาชน สมุดบัญชี ซึ่งมีการโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และให้โอนเงินค่าดำเนินการเข้าบัญชีส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้มีคดีความตามกฎหมาย ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และชี้แจงว่า เป็นการกระทำของมิจฉาชีพ ที่แอบอ้างเป็นพนักงานไปรษณีย์ไทย และใช้หมายเลขโทรศัพท์ที่ใกล้เคียงกับหมายเลขโทรศัพท์จริงของไปรษณีย์ไทย ซึ่งไปรษณีย์ไทย ไม่มีนโยบายโทรติดต่อผู้ใช้บริการเพื่อแจ้งปัญหา หรือเรียกเก็บค่าดำเนินการต่างๆ แต่อย่างใด
โดยเหตุการณ์ดังกล่าว มีข้อสังเกตสำคัญคือ มิจฉาชีพจะไม่มีข้อมูลในการส่งพัสดุ เช่น ชื่อ ที่อยู่ผู้ส่ง ผู้รับ หมายเลขติดตามพัสดุ และให้โอนเงินค่าดำเนินการไปยังบัญชีส่วนบุคคล ซึ่งไปรษณีย์ไทย ไม่มีการให้ผู้ใช้บริการโอนเงินไปยังบัญชีส่วนบุคคลอย่างแน่นอน

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และอย่าให้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือหลงเชื่อโอนเงินเป็นอันขาด โดยหากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูล หรือติดตามสถานะพัสดุ และรับข้อมูลข่าวสารจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.thailandpost.co.th หรือโทร. 1545

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไปรษณีย์ไทย ไม่มีนโยบายโทรติดต่อผู้ใช้บริการเพื่อแจ้งปัญหา หรือเรียกเก็บค่าดำเนินการต่างๆ และให้โอนเงินค่าดำเนินการไปยังบัญชีส่วนบุคคลแต่อย่างใด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter, ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

วันที่ 14 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชา...
14/01/2022

วันที่ 14 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่ได้มีการให้ข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง หินศิลาวิเศษ มีสรรพคุณรักษาโรคมะเร็ง และโรคเกี่ยวกับเส้นประสาท ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการใช้หินพันทาบตามร่างกายเป็นเวลาหลายชั่วโมง เพื่อรักษาโรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับเส้นประสาท ที่เรียกว่า “ศิลาบำบัด” ซึ่งอ้างว่าหินดังกล่าวมีคุณสมบัติในการดูดพิษออกจากร่างกาย สามารถกำจัดเนื้อมะเร็งร้ายภายใน 10 วัน และมีการเรียกเก็บค่าบริการหลักแสนบาท ซึ่งผู้ให้บริการได้มีการกล่าวอ้างว่าตนจบแพทย์แผนไทยด้วยนั้น
ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า สำหรับวิธีการใช้หินดูดพิษรักษาโรค หรือ “ศิลาบำบัด” ไม่ใช่องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก การใช้วิธีการดังกล่าวรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งอาจทำให้ผู้ป่วยขาดโอกาสในการได้รับ การรักษาที่ถูกต้องตามมาตรฐานทางการแพทย์ ซึ่งจะทำให้โรคที่เป็นอยู่รุกรามและทวีความรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้นได้ โดยผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ป่วยโรคอื่นๆที่มีความรุนแรง ควรได้รับการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์โดยแพทย์แผนปัจจุบันก่อน เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยมากที่สุด หากสนใจการแพทย์แผนไทยการแพทย์ทางเลือกหรือสมุนไพร เป็นการเสริมการรักษา ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ควรปรึกษาหมอแผนปัจจุบัน และ คลินิกแพทย์แผนไทยของรัฐทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษาควบคู่กันไป แต่ทั้งนี้การรักษาต้องคำนึงถึงสภาวะทางกาย และจิตใจของผู้ป่วยร่วมด้วย

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.dtam.moph.go.th หรือโทร. 02 5917007

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ศิลาบำบัด ไม่ใช่องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก และไม่มีข้อมูลวิชาการยืนยันว่ารักษามะเร็งได้ ผู้ป่วยมะเร็งที่หลงเชื่ออาจทำให้ขาดโอกาสในการรักษาที่ถูกวิธีและทำให้โรคที่เป็นอยู่รุนแรงมากยิ่งขึ้นได้

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter, ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

วันที่ 14 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่ได้มีการให้ข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง หินศิลาวิเศษ มีสรรพคุณรักษาโรคมะเร็ง และโรคเกี่ยวกับเส้นประสาท ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการใช้หินพันทาบตามร่างกายเป็นเวลาหลายชั่วโมง เพื่อรักษาโรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับเส้นประสาท ที่เรียกว่า “ศิลาบำบัด” ซึ่งอ้างว่าหินดังกล่าวมีคุณสมบัติในการดูดพิษออกจากร่างกาย สามารถกำจัดเนื้อมะเร็งร้ายภายใน 10 วัน และมีการเรียกเก็บค่าบริการหลักแสนบาท ซึ่งผู้ให้บริการได้มีการกล่าวอ้างว่าตนจบแพทย์แผนไทยด้วยนั้น
ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า สำหรับวิธีการใช้หินดูดพิษรักษาโรค หรือ “ศิลาบำบัด” ไม่ใช่องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก การใช้วิธีการดังกล่าวรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งอาจทำให้ผู้ป่วยขาดโอกาสในการได้รับ การรักษาที่ถูกต้องตามมาตรฐานทางการแพทย์ ซึ่งจะทำให้โรคที่เป็นอยู่รุกรามและทวีความรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้นได้ โดยผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ป่วยโรคอื่นๆที่มีความรุนแรง ควรได้รับการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์โดยแพทย์แผนปัจจุบันก่อน เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยมากที่สุด หากสนใจการแพทย์แผนไทยการแพทย์ทางเลือกหรือสมุนไพร เป็นการเสริมการรักษา ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ควรปรึกษาหมอแผนปัจจุบัน และ คลินิกแพทย์แผนไทยของรัฐทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษาควบคู่กันไป แต่ทั้งนี้การรักษาต้องคำนึงถึงสภาวะทางกาย และจิตใจของผู้ป่วยร่วมด้วย

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.dtam.moph.go.th หรือโทร. 02 5917007

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ศิลาบำบัด ไม่ใช่องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก และไม่มีข้อมูลวิชาการยืนยันว่ารักษามะเร็งได้ ผู้ป่วยมะเร็งที่หลงเชื่ออาจทำให้ขาดโอกาสในการรักษาที่ถูกวิธีและทำให้โรคที่เป็นอยู่รุนแรงมากยิ่งขึ้นได้

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter, ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

อย่าทำร้ายพวกเขาอีกเลย “สัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์ป่าสงวน” ล่า - ค้าซาก คุกยาว 15 ปี ปรับ 1,500,000 บาท!!14 ม.ค.65 พล.ต.ต.ยิ...
14/01/2022

อย่าทำร้ายพวกเขาอีกเลย “สัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์ป่าสงวน” ล่า - ค้าซาก คุกยาว 15 ปี ปรับ 1,500,000 บาท!!

14 ม.ค.65 พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า จากกรณีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้ตรวจสอบพบกลุ่มพรานล่าสัตว์ และพบซากเสือโคร่งจำนวน 2 ตัว ถูกแล่เนื้อ และถลกหนังออกคาดว่าอาจจะนำไปจำหน่าย ซึ่งผู้กระทำความผิดได้หลบหนีไป เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าฯ จึงยึดซากเสือโคร่งไว้เป็นของกลาง นั้น

พล.ต.ต.ยิ่งยศฯ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุการณ์ที่หดหู่ใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเสือโคร่งจัดเป็นสัตว์ป่าที่กำลังใกล้จะสูญพันธ์ุ และได้รับการขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามบัญชีแนบท้ายกฎกระทรวงฉบับที่ 13 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 จึงอยากขอเตือนไปยังผู้กระทำความผิด ล่าสัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครอง จะมีความผิดตามกฎหมาย

พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562

มาตรา 12 ห้ามมิให้ผู้ใดล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง

มาตรา 17 ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซากสัตว์ป่าดังกล่าว

มาตรา 29 ห้ามมิให้ผู้ใดค้าสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าดังกล่าว หรือ ผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าดังกล่าว

มาตรา 89 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 12 หรือมาตรา 29 ถ้ากระทำต่อสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 12 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 29 ถ้ากระทำต่อสัตว์ป่าสงวน ซากสัตว์ป่าสงวน หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าสงวน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 300,000บาท ถึง 1,500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 92 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 17 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 55 (3) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวด หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการล่าสัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือพบการกระทำความผิด ขอให้ช่วยกันแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้ท่าน หรือ โทร.สายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อย่าทำร้ายพวกเขาอีกเลย “สัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์ป่าสงวน” ล่า - ค้าซาก คุกยาว 15 ปี ปรับ 1,500,000 บาท!!

14 ม.ค.65 พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า จากกรณีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้ตรวจสอบพบกลุ่มพรานล่าสัตว์ และพบซากเสือโคร่งจำนวน 2 ตัว ถูกแล่เนื้อ และถลกหนังออกคาดว่าอาจจะนำไปจำหน่าย ซึ่งผู้กระทำความผิดได้หลบหนีไป เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าฯ จึงยึดซากเสือโคร่งไว้เป็นของกลาง นั้น

พล.ต.ต.ยิ่งยศฯ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุการณ์ที่หดหู่ใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเสือโคร่งจัดเป็นสัตว์ป่าที่กำลังใกล้จะสูญพันธ์ุ และได้รับการขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามบัญชีแนบท้ายกฎกระทรวงฉบับที่ 13 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 จึงอยากขอเตือนไปยังผู้กระทำความผิด ล่าสัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครอง จะมีความผิดตามกฎหมาย

พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562

มาตรา 12 ห้ามมิให้ผู้ใดล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง

มาตรา 17 ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซากสัตว์ป่าดังกล่าว

มาตรา 29 ห้ามมิให้ผู้ใดค้าสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าดังกล่าว หรือ ผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าดังกล่าว

มาตรา 89 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 12 หรือมาตรา 29 ถ้ากระทำต่อสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 12 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 29 ถ้ากระทำต่อสัตว์ป่าสงวน ซากสัตว์ป่าสงวน หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าสงวน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 300,000บาท ถึง 1,500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 92 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 17 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 55 (3) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวด หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการล่าสัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือพบการกระทำความผิด ขอให้ช่วยกันแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้ท่าน หรือ โทร.สายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

วันที่ 14 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชา...
14/01/2022

วันที่ 14 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวจริง เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลประเด็นเรื่อง กรมบัญชีกลาง ปรับลดการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล-ตรวจเชื้อโควิด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Real Time PCR) และรายการค่ารักษาพยาบาลประเภทอื่น ๆ ปรับลดลง กรมบัญชีกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานประกันสังคม จึงได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราจ่ายค่าบริการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด 19 เพื่อให้สอดคล้องกับบริการและต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง โดยมีการปรับปรุงรายละเอียด ดังนี้
1. การตรวจยืนยันการติดเชื้อโควิด 19
1.1 การตรวจยืนยันการติดเชื้อด้วยวิธี Real Time PCR โดยการทำป้ายหลังโพรงจมูกและลำคอ ประเภท 2 ยีน ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,300 บาท จากเดิม 1,500 บาท
1.2 การตรวจยืนยันการติดเชื้อด้วยวิธี Real Time PCR โดยการทำป้ายหลังโพรงจมูกและลำคอ ประเภท 3 ยีน ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,500 บาท จากเดิม 1,700 บาท
1.3 การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธี Antigen test ด้วยเทคนิค Chromatography ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท จากเดิม 450 บาท
1.4 การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธี Antigen test ด้วยเทคนิค Fluorescent Immuunoassay (FIA)
ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 400 บาท จากเดิม 500 บาท
1.5 การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธีอื่น ๆ นอกเหนือจาก 1.3 – 1.4 ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน
400 บาท จากเดิม 550 บาท
2. ค่าอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
2.1 กรณีอาการเล็กน้อย (สีเขียว) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาทต่อวัน และไม่เกิน 10 วัน
2.2 กรณีอาการปานกลาง (สีเหลือง) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 600 บาทต่อชุด และไม่เกิน 5 ชุดต่อวัน
2.3 กรณีอาการรุนแรง (สีแดง)
– กรณีใช้ Oxygen High Flow ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 600 บาทต่อชุด ไม่เกิน 15 ชุดต่อวัน
– กรณีใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 600 บาทต่อชุด ไม่เกิน 30 ชุดต่อวัน
3. ค่าห้องพักสำหรับควบคุมหรือดูแลรักษาผู้ป่วยอาการเล็กน้อย (สีเขียว) ในสถานพยาบาลของทางราชการ หรือสถานที่ที่สถานพยาบาลของทางราชการได้จัดหาไว้เป็นการเฉพาะ ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,000 บาทต่อวัน จากเดิม 1,500 บาทต่อวัน ทั้งนี้ เบิกได้ไม่เกิน 10 วัน
4. ค่าทำความสะอาดฆ่าเชื้อบนรถพาหนะและค่าชุดป้องกันส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ ให้เบิกได้ในอัตรา
เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,400 บาท จากเดิม 3,700 บาท ต่อครั้งที่มีการส่งต่อหรือรับตัวผู้ป่วยแล้วแต่กรณี
5. การเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่บ้าน (Home Isolation) หรือในสถานที่อื่น ๆ (Community Isolation)
5.1 ค่าบริการของสถานพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยกรณีพักรอก่อนเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน
ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงวันละไม่เกิน 1,000 บาท ทั้งนี้ไม่เกิน 10 วัน จากเดิมไม่เกิน 14 วัน
5.2 ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการติดตามอาการผู้ป่วยซึ่งได้รับการรักษาพยาบาลที่บ้าน (Home Isolation) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,100 บาท
5.3 ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการติดตามอาการผู้ป่วยซึ่งได้รับการรักษาพยาบาล
ในสถานที่อื่น ๆ (Community Isolation) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 500 บาทต่อราย
สำหรับแนวปฏิบัติในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวเสี่ยงหรือ
ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0416.4/ว 1292 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2564

และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง สามารถติดตามได้ที่ www.cgd.go.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กองสวัสดิการรักษาพยาบาล กรมบัญชีกลาง หมายเลขโทรศัพท์ 02 127 7000 ต่อ 6854 4441

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : กรมบัญชีกลาง ปรับลดการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล-ตรวจเชื้อโควิด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter, ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

วันที่ 14 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวจริง เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลประเด็นเรื่อง กรมบัญชีกลาง ปรับลดการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล-ตรวจเชื้อโควิด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Real Time PCR) และรายการค่ารักษาพยาบาลประเภทอื่น ๆ ปรับลดลง กรมบัญชีกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานประกันสังคม จึงได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราจ่ายค่าบริการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด 19 เพื่อให้สอดคล้องกับบริการและต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง โดยมีการปรับปรุงรายละเอียด ดังนี้
1. การตรวจยืนยันการติดเชื้อโควิด 19
1.1 การตรวจยืนยันการติดเชื้อด้วยวิธี Real Time PCR โดยการทำป้ายหลังโพรงจมูกและลำคอ ประเภท 2 ยีน ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,300 บาท จากเดิม 1,500 บาท
1.2 การตรวจยืนยันการติดเชื้อด้วยวิธี Real Time PCR โดยการทำป้ายหลังโพรงจมูกและลำคอ ประเภท 3 ยีน ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,500 บาท จากเดิม 1,700 บาท
1.3 การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธี Antigen test ด้วยเทคนิค Chromatography ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท จากเดิม 450 บาท
1.4 การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธี Antigen test ด้วยเทคนิค Fluorescent Immuunoassay (FIA)
ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 400 บาท จากเดิม 500 บาท
1.5 การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธีอื่น ๆ นอกเหนือจาก 1.3 – 1.4 ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน
400 บาท จากเดิม 550 บาท
2. ค่าอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
2.1 กรณีอาการเล็กน้อย (สีเขียว) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาทต่อวัน และไม่เกิน 10 วัน
2.2 กรณีอาการปานกลาง (สีเหลือง) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 600 บาทต่อชุด และไม่เกิน 5 ชุดต่อวัน
2.3 กรณีอาการรุนแรง (สีแดง)
– กรณีใช้ Oxygen High Flow ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 600 บาทต่อชุด ไม่เกิน 15 ชุดต่อวัน
– กรณีใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 600 บาทต่อชุด ไม่เกิน 30 ชุดต่อวัน
3. ค่าห้องพักสำหรับควบคุมหรือดูแลรักษาผู้ป่วยอาการเล็กน้อย (สีเขียว) ในสถานพยาบาลของทางราชการ หรือสถานที่ที่สถานพยาบาลของทางราชการได้จัดหาไว้เป็นการเฉพาะ ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,000 บาทต่อวัน จากเดิม 1,500 บาทต่อวัน ทั้งนี้ เบิกได้ไม่เกิน 10 วัน
4. ค่าทำความสะอาดฆ่าเชื้อบนรถพาหนะและค่าชุดป้องกันส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ ให้เบิกได้ในอัตรา
เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,400 บาท จากเดิม 3,700 บาท ต่อครั้งที่มีการส่งต่อหรือรับตัวผู้ป่วยแล้วแต่กรณี
5. การเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่บ้าน (Home Isolation) หรือในสถานที่อื่น ๆ (Community Isolation)
5.1 ค่าบริการของสถานพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยกรณีพักรอก่อนเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน
ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงวันละไม่เกิน 1,000 บาท ทั้งนี้ไม่เกิน 10 วัน จากเดิมไม่เกิน 14 วัน
5.2 ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการติดตามอาการผู้ป่วยซึ่งได้รับการรักษาพยาบาลที่บ้าน (Home Isolation) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,100 บาท
5.3 ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการติดตามอาการผู้ป่วยซึ่งได้รับการรักษาพยาบาล
ในสถานที่อื่น ๆ (Community Isolation) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 500 บาทต่อราย
สำหรับแนวปฏิบัติในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวเสี่ยงหรือ
ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0416.4/ว 1292 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2564

และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง สามารถติดตามได้ที่ www.cgd.go.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กองสวัสดิการรักษาพยาบาล กรมบัญชีกลาง หมายเลขโทรศัพท์ 02 127 7000 ต่อ 6854 4441

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : กรมบัญชีกลาง ปรับลดการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล-ตรวจเชื้อโควิด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter, ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

ที่อยู่

ศปก.ตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน
Bangkok
18150

ข้อมูลทั่วไป

ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวทางสื่อสังคมออนไลน์ (ศฝส.) เพจทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องที่เป็นประเด็นในสังคมออนไลน์ (Social media) โดยข้อเท็จจริงจะได้จากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบในประเด็นดังกล่าวโดยตรง ซึ่งทางเพจไม่ได้แก้ข่าวหรือต้องการสร้างภาพลักษณ์แต่อย่างใด หากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องจริง ทางเพจก็จะสอบถามทางพื้นที่ว่าได้มีการดำเนินการอย่างไรกับเจ้าหน้าที่ดังกล่าว แต่ในกรณีที่มีการเผยแพร่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อองค์กรหรือเกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ก็จะดำเนินการแจ้งให้พื้นที่ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) อาคาร 1 ชั้น 20 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

เบอร์โทรศัพท์

+661599

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

วันที่ 14 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม เพิ่มเติม 1 กรณีคือ กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ไปรษณีย์ไทย ให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล เพื่อปิดคดีฝากส่งสิ่งของผิดกฎหมาย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีพนักงานไปรษณีย์ไทย ติดต่อหาลูกค้าเพื่อแจ้งว่าสิ่งของที่ผู้ใช้บริการฝากส่งเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย เช่น สารเสพติดชนิดต่างๆ เอกสารประจำตัว พาสปอร์ต สำเนาบัตรประชาชน สมุดบัญชี ซึ่งมีการโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และให้โอนเงินค่าดำเนินการเข้าบัญชีส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้มีคดีความตามกฎหมาย ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และชี้แจงว่า เป็นการกระทำของมิจฉาชีพ ที่แอบอ้างเป็นพนักงานไปรษณีย์ไทย และใช้หมายเลขโทรศัพท์ที่ใกล้เคียงกับหมายเลขโทรศัพท์จริงของไปรษณีย์ไทย ซึ่งไปรษณีย์ไทย ไม่มีนโยบายโทรติดต่อผู้ใช้บริการเพื่อแจ้งปัญหา หรือเรียกเก็บค่าดำเนินการต่างๆ แต่อย่างใด โดยเหตุการณ์ดังกล่าว มีข้อสังเกตสำคัญคือ มิจฉาชีพจะไม่มีข้อมูลในการส่งพัสดุ เช่น ชื่อ ที่อยู่ผู้ส่ง ผู้รับ หมายเลขติดตามพัสดุ และให้โอนเงินค่าดำเนินการไปยังบัญชีส่วนบุคคล ซึ่งไปรษณีย์ไทย ไม่มีการให้ผู้ใช้บริการโอนเงินไปยังบัญชีส่วนบุคคลอย่างแน่นอน ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และอย่าให้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือหลงเชื่อโอนเงินเป็นอันขาด โดยหากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูล หรือติดตามสถานะพัสดุ และรับข้อมูลข่าวสารจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.thailandpost.co.th หรือโทร. 1545 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไปรษณีย์ไทย ไม่มีนโยบายโทรติดต่อผู้ใช้บริการเพื่อแจ้งปัญหา หรือเรียกเก็บค่าดำเนินการต่างๆ และให้โอนเงินค่าดำเนินการไปยังบัญชีส่วนบุคคลแต่อย่างใด รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter, ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
วันที่ 14 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม เพิ่มเติม 1 กรณีคือ กรณีที่ได้มีการให้ข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง หินศิลาวิเศษ มีสรรพคุณรักษาโรคมะเร็ง และโรคเกี่ยวกับเส้นประสาท ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการใช้หินพันทาบตามร่างกายเป็นเวลาหลายชั่วโมง เพื่อรักษาโรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับเส้นประสาท ที่เรียกว่า “ศิลาบำบัด” ซึ่งอ้างว่าหินดังกล่าวมีคุณสมบัติในการดูดพิษออกจากร่างกาย สามารถกำจัดเนื้อมะเร็งร้ายภายใน 10 วัน และมีการเรียกเก็บค่าบริการหลักแสนบาท ซึ่งผู้ให้บริการได้มีการกล่าวอ้างว่าตนจบแพทย์แผนไทยด้วยนั้น ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า สำหรับวิธีการใช้หินดูดพิษรักษาโรค หรือ “ศิลาบำบัด” ไม่ใช่องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก การใช้วิธีการดังกล่าวรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งอาจทำให้ผู้ป่วยขาดโอกาสในการได้รับ การรักษาที่ถูกต้องตามมาตรฐานทางการแพทย์ ซึ่งจะทำให้โรคที่เป็นอยู่รุกรามและทวีความรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้นได้ โดยผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ป่วยโรคอื่นๆที่มีความรุนแรง ควรได้รับการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์โดยแพทย์แผนปัจจุบันก่อน เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยมากที่สุด หากสนใจการแพทย์แผนไทยการแพทย์ทางเลือกหรือสมุนไพร เป็นการเสริมการรักษา ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ควรปรึกษาหมอแผนปัจจุบัน และ คลินิกแพทย์แผนไทยของรัฐทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษาควบคู่กันไป แต่ทั้งนี้การรักษาต้องคำนึงถึงสภาวะทางกาย และจิตใจของผู้ป่วยร่วมด้วย ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.dtam.moph.go.th หรือโทร. 02 5917007 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ศิลาบำบัด ไม่ใช่องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก และไม่มีข้อมูลวิชาการยืนยันว่ารักษามะเร็งได้ ผู้ป่วยมะเร็งที่หลงเชื่ออาจทำให้ขาดโอกาสในการรักษาที่ถูกวิธีและทำให้โรคที่เป็นอยู่รุนแรงมากยิ่งขึ้นได้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter, ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
อย่าทำร้ายพวกเขาอีกเลย “สัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์ป่าสงวน” ล่า - ค้าซาก คุกยาว 15 ปี ปรับ 1,500,000 บาท!! 14 ม.ค.65 พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า จากกรณีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้ตรวจสอบพบกลุ่มพรานล่าสัตว์ และพบซากเสือโคร่งจำนวน 2 ตัว ถูกแล่เนื้อ และถลกหนังออกคาดว่าอาจจะนำไปจำหน่าย ซึ่งผู้กระทำความผิดได้หลบหนีไป เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าฯ จึงยึดซากเสือโคร่งไว้เป็นของกลาง นั้น พล.ต.ต.ยิ่งยศฯ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุการณ์ที่หดหู่ใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเสือโคร่งจัดเป็นสัตว์ป่าที่กำลังใกล้จะสูญพันธ์ุ และได้รับการขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามบัญชีแนบท้ายกฎกระทรวงฉบับที่ 13 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 จึงอยากขอเตือนไปยังผู้กระทำความผิด ล่าสัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครอง จะมีความผิดตามกฎหมาย พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 12 ห้ามมิให้ผู้ใดล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง มาตรา 17 ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซากสัตว์ป่าดังกล่าว มาตรา 29 ห้ามมิให้ผู้ใดค้าสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าดังกล่าว หรือ ผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าดังกล่าว มาตรา 89 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 12 หรือมาตรา 29 ถ้ากระทำต่อสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 12 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 29 ถ้ากระทำต่อสัตว์ป่าสงวน ซากสัตว์ป่าสงวน หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าสงวน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 300,000บาท ถึง 1,500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 92 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 17 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 55 (3) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวด หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการล่าสัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือพบการกระทำความผิด ขอให้ช่วยกันแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้ท่าน หรือ โทร.สายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
วันที่ 14 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวจริง เพิ่มเติม 1 กรณีคือ กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลประเด็นเรื่อง กรมบัญชีกลาง ปรับลดการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล-ตรวจเชื้อโควิด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Real Time PCR) และรายการค่ารักษาพยาบาลประเภทอื่น ๆ ปรับลดลง กรมบัญชีกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานประกันสังคม จึงได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราจ่ายค่าบริการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด 19 เพื่อให้สอดคล้องกับบริการและต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง โดยมีการปรับปรุงรายละเอียด ดังนี้ 1. การตรวจยืนยันการติดเชื้อโควิด 19 1.1 การตรวจยืนยันการติดเชื้อด้วยวิธี Real Time PCR โดยการทำป้ายหลังโพรงจมูกและลำคอ ประเภท 2 ยีน ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,300 บาท จากเดิม 1,500 บาท 1.2 การตรวจยืนยันการติดเชื้อด้วยวิธี Real Time PCR โดยการทำป้ายหลังโพรงจมูกและลำคอ ประเภท 3 ยีน ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,500 บาท จากเดิม 1,700 บาท 1.3 การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธี Antigen test ด้วยเทคนิค Chromatography ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท จากเดิม 450 บาท 1.4 การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธี Antigen test ด้วยเทคนิค Fluorescent Immuunoassay (FIA) ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 400 บาท จากเดิม 500 บาท 1.5 การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธีอื่น ๆ นอกเหนือจาก 1.3 – 1.4 ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 400 บาท จากเดิม 550 บาท 2. ค่าอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล 2.1 กรณีอาการเล็กน้อย (สีเขียว) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาทต่อวัน และไม่เกิน 10 วัน 2.2 กรณีอาการปานกลาง (สีเหลือง) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 600 บาทต่อชุด และไม่เกิน 5 ชุดต่อวัน 2.3 กรณีอาการรุนแรง (สีแดง) – กรณีใช้ Oxygen High Flow ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 600 บาทต่อชุด ไม่เกิน 15 ชุดต่อวัน – กรณีใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 600 บาทต่อชุด ไม่เกิน 30 ชุดต่อวัน 3. ค่าห้องพักสำหรับควบคุมหรือดูแลรักษาผู้ป่วยอาการเล็กน้อย (สีเขียว) ในสถานพยาบาลของทางราชการ หรือสถานที่ที่สถานพยาบาลของทางราชการได้จัดหาไว้เป็นการเฉพาะ ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,000 บาทต่อวัน จากเดิม 1,500 บาทต่อวัน ทั้งนี้ เบิกได้ไม่เกิน 10 วัน 4. ค่าทำความสะอาดฆ่าเชื้อบนรถพาหนะและค่าชุดป้องกันส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ ให้เบิกได้ในอัตรา เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,400 บาท จากเดิม 3,700 บาท ต่อครั้งที่มีการส่งต่อหรือรับตัวผู้ป่วยแล้วแต่กรณี 5. การเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่บ้าน (Home Isolation) หรือในสถานที่อื่น ๆ (Community Isolation) 5.1 ค่าบริการของสถานพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยกรณีพักรอก่อนเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงวันละไม่เกิน 1,000 บาท ทั้งนี้ไม่เกิน 10 วัน จากเดิมไม่เกิน 14 วัน 5.2 ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการติดตามอาการผู้ป่วยซึ่งได้รับการรักษาพยาบาลที่บ้าน (Home Isolation) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,100 บาท 5.3 ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการติดตามอาการผู้ป่วยซึ่งได้รับการรักษาพยาบาล ในสถานที่อื่น ๆ (Community Isolation) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 500 บาทต่อราย สำหรับแนวปฏิบัติในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวเสี่ยงหรือ ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0416.4/ว 1292 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2564 และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง สามารถติดตามได้ที่ www.cgd.go.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กองสวัสดิการรักษาพยาบาล กรมบัญชีกลาง หมายเลขโทรศัพท์ 02 127 7000 ต่อ 6854 4441 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : กรมบัญชีกลาง ปรับลดการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล-ตรวจเชื้อโควิด รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter, ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”