Clicky

ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.

ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อ?

ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวทางสื่อสังคมออนไลน์ (ศฝส.)
เพจทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องที่เป็นประเด็นในสังคมออนไลน์ (Social media) โดยข้อเท็จจริงจะได้จากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบในประเด็นดังกล่าวโดยตรง ซึ่งทางเพจไม่ได้แก้ข่าวหรือต้องการสร้างภาพลักษณ์แต่อย่างใด หากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องจริง ทางเพจก็จะสอบถามทางพื้นที่ว่าได้มีการดำเนินการอย่างไรกับเจ้าหน้าที่ด

ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวทางสื่อสังคมออนไลน์ (ศฝส.)
เพจทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องที่เป็นประเด็นในสังคมออนไลน์ (Social media) โดยข้อเท็จจริงจะได้จากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบในประเด็นดังกล่าวโดยตรง ซึ่งทางเพจไม่ได้แก้ข่าวหรือต้องการสร้างภาพลักษณ์แต่อย่างใด หากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องจริง ทางเพจก็จะสอบถามทางพื้นที่ว่าได้มีการดำเนินการอย่างไรกับเจ้าหน้าที่ด

เปิดเหมือนปกติ

ตร.เร่งล่าเดือด “แก๊งค้ายา” ขับรถกู้ภัยฯหนีจากสระบุรีเข้ากรุงเทพฯขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการติดตามตัว
05/06/2022
ตร.เร่งล่าเดือด "แก๊งค้ายา" ขับรถกู้ภัยฯหนีจากสระบุรีเข้ากรุงเทพฯ - TOPNEWS

ตร.เร่งล่าเดือด “แก๊งค้ายา” ขับรถกู้ภัยฯหนีจากสระบุรีเข้ากรุงเทพฯ
ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการติดตามตัว

(5 มิ.ย.65) จากกรณีศูนย์วิทยุตำรวจทางหลวงสระบุรี ได้รับแจ้งจากตำรวจภูธรสระบุรี เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. ที่ผ่านมา ...

วันที่ 5 มิ.ย. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชา...
05/06/2022

วันที่ 5 มิ.ย. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่มีการกล่าวถึงเกี่ยวกับสุขภาพในประเด็นเรื่องการผายลม ช่วยบำบัดโรคไต ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยงานโรคไต โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีประเด็นเรื่องการผายลม หรือการดมกลิ่นผายลม ช่วยบำบัดโรคไตนั้น ทางงานโรคไต โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ได้ชี้แจงว่า การผายลมไม่ได้เกี่ยวข้องกับโรคไต และไม่ได้เป็นอาการของโรคไต และไม่ได้ช่วยในการรักษาโรคไตแต่อย่างใด

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.dms.go.th หรือโทร 02 5906000

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การผายลมไม่ได้เกี่ยวข้องกับโรคไต และไม่ได้เป็นอาการของโรคไต และไม่ได้ช่วยในการรักษาโรคไตแต่อย่างใด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ , ไลน์ , ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

วันที่ 5 มิ.ย. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชา...
05/06/2022

วันที่ 5 มิ.ย. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่ได้มีการส่งต่อข่าวสารในสื่อออนไลน์ถึงประเด็นเรื่องสินเชื่อเพื่อประชาชน ของธนาคารออมสิน กู้ได้สูงสุด 2 แสนบาท ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีเว็บไซต์แห่งหนึ่งแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อที่ใช้ชื่อว่า “สินเชื่อเพื่อประชาชน” ซึ่งให้ข้อมูลว่าสินเชื่อดังกล่าวเป็นของธนาคารออมสิน และขอกู้เงินได้สูงสุดถึง 2 แสนบาทนั้น ทางฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ข้อมูลที่เว็บไซต์ดังกล่าวนำมาเสนอเป็นข้อมูลเท็จ ตั้งแต่ ชื่อผลิตภัณฑ์ “สินเชื่อเพื่อประชาชน” เพราะธนาคารออมสินไม่มีผลิตภัณฑ์ในชื่อดังกล่าวให้บริการประชาชน
อีกทั้งข้อมูลรายละเอียดที่เว็บไซต์นำมากล่าวถึงนั้นไม่มีข้อมูลใดที่สามารถอ้างอิงได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใดของธนาคารออมสิน เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เป็นการจงใจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในสาระสำคัญ

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th เฟซบุ๊ก GSB society หรือโทร 1115

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากธนาคารออมสินไม่มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อชื่อ ‘สินเชื่อเพื่อประชาชน’

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ , ไลน์ , ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

วันที่ 5 มิ.ย. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชา...
05/06/2022

วันที่ 5 มิ.ย. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวจริง เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่มีข้อมูลในสื่อโซเชียลเรื่องภูเก็ต อนุญาตให้สามารถถอดหน้ากากอนามัยในพื้นที่โล่งแจ้งได้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง

เนื่องจากสถานการณ์ของโรคโควิด 19 ได้เบาลง ทางจังหวัดภูเก็ต ได้ยกเลิกคำสั่งจังหวัดภูเก็ต ที่ 3660/2565 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 เรื่อง มาตรการป้องกันการแพร่ ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ให้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเพื่อป้องกันการแพร่โรคลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและ ป้องกันมิให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะเพื่อจำกัดวงในการระบาดของโรค เมื่ออยู่นอกเคหสถาน ยานพาหนะส่วนบุคคล หรือเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ
ยกเว้น ให้สามารถถอดหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าได้ในระหว่างรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือในขณะออกกำลังกาย หรือเพื่อยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://phuket.prd.go.th/ หรือโทร. 076 216118

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : จังหวัดภูเก็ต อนุญาตให้ถอดหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าได้ในระหว่างรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือในขณะออกกำลังกาย หรือเพื่อยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ , ไลน์ , ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

วันที่ 5 มิ.ย. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชา...
05/06/2022

วันที่ 5 มิ.ย. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เรื่องกรมสรรพากร โทรศัพท์เรียกจ่ายหนี้ภาษีอากรค้างชำระ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

จากกรณีที่มีการโพสต์ข้อความโดยระบุว่า คดีความใดที่เกี่ยวกับกรรมสรรพากร ไม่ต้องขอคำสั่งจากศาล เช่นบัญชีธนาคาร ทางกรมฯ สามารถอายัดบัญชีได้เมื่อมีคนร้องทุกข์ ทางกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า มิจฉาชีพ โทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร แจ้งไปยังประชาชนว่าเป็นผู้มีหนี้ภาษีอากรค้างชำระกับกรมสรรพากรให้รีบดำเนินการชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้างดังกล่าว
กรมสรรพากรจึงขอแจ้งเตือนประชาชนโปรดอย่าหลงเชื่อ โดยเด็ดขาด กรมสรรพากรไม่มีนโยบายในการติดตามหนี้ภาษีอากรค้างทางโทรศัพท์ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำของมิจฉาชีพซึ่งอาจจะทำให้ท่านต้องสูญเสียทรัพย์สินหรือเกิดความเสียหายได้

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.rd.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) หรือโทร. 1161

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ข้อมูลที่เผยแพร่ดังกล่าว มีเจตนาให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจผิด การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากรต่าง ๆ เช่น การประเมินภาษี การตรวจสอบภาษี การเรียกเอกสารหลักฐานทางภาษี เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายประมวลรัษฏากร

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ , ไลน์ , ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

ที่อยู่

ศปก.ตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาต
Bangkok
18150

เบอร์โทรศัพท์

+661599

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

วันที่ 23 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวจริง เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวสารในประเด็นเรื่อง กทม. กำหนดการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 5 ทุ่ม สั่งปิดสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะชั่วคราว เริ่มวันที่ 24 ม.ค. 65 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง

ตามที่ได้มีประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 49) ลงวันที่ 8 มกราคม 2565 นั้น ต่อมาได้มีการประกาศใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 42) ลงวันที่ 21 มกราคม 2565 โดยที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยเฉพาะเชื้อไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) สามารถแพร่ได้เร็วและมีโอกาสทำให้ติดเชื้อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ และประเทศไทยได้ตรวจพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของภาคประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพและการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังขันแข็งของพนักงานเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายปกครอง และฝ่ายความมั่นคง ได้ช่วยให้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 อยู่ภายใต้การควบคุม
อย่างไรก็ดี ยังคงต้องเพิ่มการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมการระบาดในบางพื้นที่เสี่ยงที่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน โดยเฉพาะในชุมชนหรือสถานที่เสี่ยงที่มีการรวมกลุ่มของบุคคล จึงสมควรปรับปรุงมาตรการควบคุมแบบบูรณาการให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับมาตรการด้านสาธารณสุข
ดังนั้น เพื่อปรับปรุงมาตรการตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 49) ลงวันที่ 8 มกราคม 2565 ให้เป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 34 (6) และมาตรา 35 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ประกอบกับข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 30) ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2564 (ฉบับที่ 36) ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2564 (ฉบับที่ 37) ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 (ฉบับที่ 41) ลงวันที่ 8 มกราคม 2565 และ (ฉบับที่ 42) ลงวันที่ 21 มกราคม 2565 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ตามมติที่ประชุม ครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
1. การบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม จะเปิดให้บริการได้เฉพาะร้านที่ผ่านการตรวจประเมินตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (Amazing Thailand Safety and Health Administration) ในระดับ SHA PLUS ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หรือตามมาตรฐานความสะอาดปลอดภัยป้องกันโรค COVID-19 รองรับสุขภาพดีวิถีใหม่ (Thai Stop Covid 2 Plus) ของกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยแล้วเท่านั้น และให้บริการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแลกอฮอล์ในร้านได้ไม่เกินเวลา 23.00 น.
2. สถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะที่ผู้ประกอบการหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขแล้วและประสงค์จะปรับรูปแบบของสถานที่ดังกล่าวเพื่อการให้บริการในลักษณะที่เป็นร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ให้ขออนุญาตต่อสำนักงานเขตพื้นที่เพื่อตรวจสอบและประเมินความพร้อมของสถานที่ บุคลากร และการจัดการตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคที่กำหนด ก่อนเปิดให้บริการได้ภายใต้การกำกับติดตามของพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด
การบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการในรูปแบบเป็นร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มตามวรรคหนึ่ง หรือตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 49) ลงวันที่ 8 มกราคม 2565 ให้ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้ในข้อ 1
3. กรณีนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ เจ้าของสถานที่ ผู้ประกอบการ ผู้ใช้บริการ ผู้ร่วมกิจกรรม และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ยังคงต้องดำเนินการตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 49) ลงวันที่ 8 มกราคม 2565
ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามอาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 51 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือมาตรา 52 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วแต่กรณี และอาจมีความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
อนึ่ง เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชนหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้ง ตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) แห่งพะราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2565 เป็นต้นไป

และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.prbangkok.com หรือโทร 0-2221-2141-69

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : กทม. กำหนดการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 5 ทุ่ม สั่งปิดสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะชั่วคราว เริ่มวันที่ 24 ม.ค. 65

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ , ไลน์ , ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
วันที่ 23 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง สารสกัดขมิ้นชัน และพริกไทย รักษากรดไหลย้อน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทาง สำนักงานนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

จากที่มีการส่งต่อข้อมูลว่า ใช้สารสกัดขมิ้นชัน ร่วมกับ พริกไทย สามารถรักษาอาการกรดไหลย้อนได้นั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ชี้แจงว่า ขมิ้นชัน และพริกไทยตามสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน มีไว้บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง จุกเสียด ซึ่งสมุนไพรทั้งสอง ไม่สามารถรักษาภาวะกรดไหลย้อนได้ โดยโรคกรดไหลย้อน เป็นภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ส่งผลให้มีอาการระคายเคืองบริเวณลำคอ และแสบอกหรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ รวมทั้งมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้าย ๆ กับอาการของโรคกระเพาะอาหารแต่ไม่ใช่ ซึ่งหากสงสัย แนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ จะดีกว่าการเชื่อคำกล่าวอ้างที่แชร์กัน

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือโทร. 02 5907000

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ขมิ้นชัน และพริกไทย ไม่สามารถรักษาภาวะกรดไหลย้อนได้ ตามมูลฐาน ขมิ้นชัน และพริกไทย มีไว้บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง จุกเสียดเท่านั้น

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ , ไลน์ , ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
วันที่ 23 ม.ค. 65 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม เพิ่มเติม 1 กรณีคือ

กรณีที่ได้มีการแชร์ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ถึงประเด็นเรื่อง น้ำโซดา ช่วยทำให้อาหารย่อยได้ง่ายขึ้น ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีข้อความชวนเชื่อเกี่ยวกับน้ำโซดา ที่ระบุว่าสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืดจากอาหารไม่ย่อยได้ เพราะการดื่มน้ำโซดา จะช่วยให้อาหารย่อยได้ง่ายขึ้นนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ชี้แจงว่า โซดา คือ น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งไม่มีส่วนช่วยในการย่อยอาหาร อีกทั้งยังไม่มีการศึกษาใดยืนยันได้ว่าการดื่มโซดาช่วยย่อยอาหารได้ ซึ่งโซดามีฤทธิ์เป็นกรดเล็กน้อย ไม่มีฤทธิ์ในการย่อยอาหาร นอกจากนี้แล้วความเป็นกรดของโซดาเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งเสริมให้เกิดกรดไหลย้อน และฟันผุ ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน หรือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารควรหลีกเลี่ยงการดื่มโซดา แต่อย่างไรก็ตามสามารถดื่มโซดาได้ในปริมาณพอเหมาะ ไม่ควรดื่มมากเกินไปเพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นได้ และเลือกดื่มโซดาที่ได้รับมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาการและยา (อย.) โดยสังเกตเครื่องหมาย อย.ก่อนซื้อทุกครั้ง

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือโทร. 1556

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : โซดาไม่มีส่วนช่วยในการย่อยอาหาร และยังไม่มีการศึกษาใดยืนยันได้ว่าการดื่มโซดาช่วยย่อยอาหารได้

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ , ไลน์ , ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
x

องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok (แสดงผลทั้งหมด)

ประชาสัมพันธ์ กองวิชาการและ องค์การบริหารส่วนตำบลชะแมบ องค์การบริการส่วนตำบลหนองแ งานจัดเก็บและพัฒนารายได้ อง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาทักษะ RTP Cyber Village สภ.บ้านนา จว.นครนายก BME SWU อุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนค โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบ กลุ่มบริหารงานกิจการนักเรี ข่าวประชาสัมพันธ์ลำตาเสา Lamtasa องค์การบริหารส่วนตำบลคลองห