24/07/2026
ไทยขึ้นทะเบียน "ยาต้านพิษโบทูลินัม" ผลิตเองสำเร็จ ลดต้นทุน 10 เท่า ยกระดับความมั่นคงทางยา
-------------------------------
อย. มอบใบสำคัญการขึ้นทะเบียน "TRCS Botulinum Antitoxin" ผลงานวิจัยและพัฒนาของคนไทย ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า เผยลดค่ายาจาก 2.5 แสนเหลือ 2.5 หมื่นบาทต่อโดส ย้ำผู้ป่วยทุกสิทธิ์เข้าถึงการรักษาได้ พร้อมผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางยาต้านพิษในภูมิภาคอาเซียน
เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 ที่ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร อาคาร 1 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จังหวัดนนทบุรี กระทรวงสาธารณสุข โดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดพิธีมอบใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนปัจจุบัน TRCS BOTULINUM ANTITOXIN โดยมี ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เป็นประธานการแถลงข่าว และมี นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย พญ.สุเนตร ชื่นกิจมงคล รองผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมแถลงข่าวด้วย
ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ. 2549 ประเทศไทยเคยเกิดการระบาดของสารพิษโบทูลินัม จากการบริโภคหน่อไม้อัดปี๊บ ส่งผลให้มีผู้ป่วยเจ็บป่วยเฉียบพลันเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 300 คน ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มียาที่สามารถต้านพิษดังกล่าวได้ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศและจัดหายามา ซึ่งไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงที
"การที่ประเทศไทยเราจะมีมีความมั่นคงทางยา เวชภัณฑ์ วัคซีน หรืออื่นๆ เพื่อสามารถที่จะรักษาผู้ป่วยในประเทศไทยได้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ อย. ไม่ได้เป็นเฉพาะหน่วยงานที่อนุมัติ อนุญาต หรือจัดซื้อยา แต่มันมีความหมายมากกว่านั้น สภากาชาดไทยอดทนกับเรามาเป็นระยะเวลานาน จนสามารถขึ้นทะเบียนยาตัวนี้ได้ ถึงแม้ว่ายาตัวนี้อาจจะมีผู้ป่วยแต่ละปีจำนวนไม่มาก แต่มันมีคุณูปการกับผู้ป่วยที่ต้องการยา" ภญ.สุภัทรา กล่าว
นอกจากนี้ ยาต้านพิษดังกล่าวยังเคยช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยที่ผ่านมาประเทศมาเลเซียเคยประสบปัญหาผู้ป่วยได้รับพิษจากการบริโภคหน่อไม้ปี๊บ ซึ่งประเทศไทยได้ส่งยาตัวนี้ไปช่วยเหลือ ประเทศไทยจึงพร้อมเสนอตัวเป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนยาต้านพิษโบทูลินัมให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน หากมีผู้ป่วยและไม่สามารถหายาได้
ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการประสานงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ได้แก่ สภากาชาดไทย, สถานเสาวภา, สถาบันชีววัตถุ, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อนำยาเข้าสู่ระบบสิทธิประโยชน์ของคนไทยในอนาคต
ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง และเป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยวิจัย หน่วยนวัตกรรม หน่วยผลิต หน่วยกำกับดูแล และหน่วยที่ให้สิทธิประโยชน์กับประชาชน
ทั้งนี้ ยา TRCS Botulinum Antitoxin ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ ผลิตขึ้นโดยไม่ได้หวังผลกำไร แต่หวังให้เป็นที่พึ่งและสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศชาติ เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตยาสำคัญได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
ด้าน พญ.สุเนตร ชื่นกิจมงคล รองผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เปิดเผยว่า โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 โดยได้รับความร่วมมือจากสภากาชาดไทยซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิตผลิตภัณฑ์จากพลาสมามนุษย์ ผลิตภัณฑ์นี้เป็นชนิด Bivalent ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการสะกดพิษโบทูลินัมชนิด A และ B ได้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยลดการพึ่งพายานำเข้าที่มีราคาสูงถึง 50,000 – 250,000 บาทต่อหน่วย และมักประสบปัญหาขาดแคลนเนื่องจากจัดเป็นยากำพร้า (Orphan Drug) ที่มีผู้ผลิตน้อยรายในโลก
ขณะที่ ศ.นพ.วินัย วนานุกูล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวเสริมถึงความรุนแรงของโรคโบทูลิซึม (Botulism) ว่า แม้จะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงสูงถึงขั้นเสียชีวิตจากภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงและหายใจล้มเหลว ยาต้านพิษชนิดนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะในภาวะฉุกเฉินหรือกรณีการก่อวินาศกรรมทางชีวภาพ การที่ประเทศไทยสามารถผลิตยาต้านพิษได้เองนอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยในประเทศเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังเป็นการยกระดับความมั่นคงทางยาของประเทศ และส่งเสริมศักยภาพในการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอีกด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเทศไทยมีความต้องการการใช้ยากำพร้าประมาณปีละกี่ราย? นายเตช กล่าวว่า "ยาตัวนี้ใช้น้อยมาก จนถึงเมื่อต้นเดือนนี้ มีแต่ประเทศที่พัฒนาแล้วมากๆ อังกฤษ อเมริกา ที่สามารถผลิตได้ แต่ครั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจจะในเอเชียตะวันออก ที่สามารถผลิตได้เอง แล้วเรายังสามารถส่งออกได้อีกด้วย"
นายเตช กล่าวเพิ่มเติมว่า สภากาชาดไทยมุ่งมั่นพัฒนาการผลิตวัคซีนและเซรุ่มเพื่อรับใช้ประชาชนมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ พ.ศ. 2499 การผลิตยาต้านพิษโบทูลินัมได้เองในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศอย่างยั่งยืน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล จากเดิมที่ต้องนำเข้าในราคาสูงถึงโดสละประมาณ 250,000 บาท ลดลงเหลือเพียงประมาณ 25,000 บาท หรือลดลงถึง 10 เท่า
ถามว่าหลังจากได้ขึ้นทะเบียนแล้ว จะมีการกระจายยาไปตามโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการอย่างไร ศ.นพ.วินัย กล่าวว่า ยาตัวนี้อยู่ในโครงการยาต้านพิษ เป็นสิทธิประโยชน์ของประชาชนไทยทุกคนที่ถ้าป่วยแล้วสามารถใช้ยานี้ได้ เนื่องจากยาตัวนี้เป็นยาที่ราคาแพงมาก ล็อตสุดท้ายที่เราซื้อจากต่างประเทศ แต่ละคนค่ายาอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 600,000 บาทต่อโดส
สิ่งที่เราทำอยู่คือจะมีการเก็บเอาไว้ที่ 2 ที่ คือที่ศูนย์พิษวิทยาของรามาธิบดี กับที่องค์การเภสัชกรรม เนื่องจากโรคนี้ไม่ได้เจอบ่อย คุณหมอส่วนใหญ่ก็อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับโรค โดยทั่วไปเวลาที่คุณหมอทั่วประเทศมีเคสที่สงสัยว่าเกี่ยวกับการป่วยจากโรคนี้ ก็จะโทรมาปรึกษาที่ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี และถ้าเราดูแล้วเชื่อว่าใช่ จะมีการประสานจัดส่งยานี้ไปให้กับโรงพยาบาลที่ปลายทาง
เมื่อถามอีกว่าจะบรรจุเป็นการรักษาแบบมาตรฐานหรือไม่ ศ.นพ.วินัย กล่าวว่า ใช่ ผู้ป่วยทุกสิทธิ์สามารถใช้ได้ และหลังจากที่เราประสบความสำเร็จในการใช้ยาตัวนี้ โครงการนี้ได้เป็นต้นแบบที่เราไปทำกับประเทศใน WHO South-East Asia Region หรือ SEARO และประเทศเพื่อนบ้านหลายๆ ประเทศ เรากำลังจะทำโครงการที่พยายามให้มีการจัดซื้อ จัดหายาร่วมกัน ที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้านเวลามีผู้ป่วยก็มาขอใช้กับเรา แต่สิ่งที่เราจะทำต่อไปในอนาคตคือจะพยายามให้ประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ได้มีการซื้อยาไปสต็อกไว้"
ความสำเร็จในครั้งนี้นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยชาวไทยเข้าถึงยารักษาชีวิตได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมแล้ว ยังยกระดับให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางยาในระดับภูมิภาค ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป
#อย. #สปสช. #อภ. #สภากาชาดไทย #ศูนย์พิษวิทยา #ยากำพร้า #โบทูลินัม #ข่าวสาธารณสุข