กรมส่งเสริมสหกรณ์ Cooperative Promotion Department

กรมส่งเสริมสหกรณ์ Cooperative Promotion Department Government cooperative-related organization

เปิดเหมือนปกติ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ Cooperative Promotion Department's cover photo
03/11/2020

กรมส่งเสริมสหกรณ์ Cooperative Promotion Department's cover photo

กรมส่งเสริมสหกรณ์ Cooperative Promotion Department's cover photo
14/10/2016

กรมส่งเสริมสหกรณ์ Cooperative Promotion Department's cover photo

จากโพสต์เรื่องวาระคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่ว่า....."ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 50 กำหนดไว้ให้คณะกรรมการดำเนินการ...
27/07/2016

จากโพสต์เรื่องวาระคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่ว่า.....

"ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 50 กำหนดไว้ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปีนับแต่วันเลือกตั้งในวาระเริ่มแรก เมื่อครบหนึ่งปีนับแต่วันเลือกตั้ง ให้กรรมการดำเนินการสหกรณ์ออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนหนึ่งในสองของกรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งหมดโดยวิธีจับฉลาก และให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามเดิม กรรมการดำเนินการสหกรณ์ซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับเลือกตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาะติดต่อกัน
...............คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ หมายถึง ประธานกรรมการ รวมกับกรรมการดำเนินการ
...............กรรมการดำเนินการ หมายถึง เฉพาะกรรมการดำเนินการ ไม่รวมประธานกรรมการ
...............จำนวนกรรมการดำเนินการจะต้องเป็นเลขคู่ เนื่องจากได้กำหนดให้กรรมการออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนหนึ่งในสองของกรรมการดำเนินการทั้งหมด ถ้าจำนวนเป็นเลขคี่จะจับฉลากออกหนึ่งในสองไม่ได้
...............สำหรับตำแหน่งประธานกรรมการนั้น ไม่ได้กำหนดให้ต้องจับฉลากออก ให้ออกตามวาะคือ คราวละสองปี
...............กรรมการดำเนินการสหกรณ์ซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รรับเลือกตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
cr. ระบบการสหกรณ์ในประเทศไทย โดย ดำรงค์ ปั้นประณต และสอาด แก้วเกษ"

*****มีท่านผู้ติดตามเพจได้ส่งข้อมูลดังที่ได้โพสต์มานี้แก้ไขเรื่องการตีความ "คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์" หมายถึง ประธานกรรมการกับกรรมการดำเนินการ ดังนั้นจำนวนหนึ่งในสองของกรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งหมด เป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของสิบห้าคน

*****แอดมินต้องขอประทานโทษด้วยที่โพสต์ข้อความจาก "หนังสือระบบการสหกรณ์ในประเทศไทย" ของ ดำรงค์ ปั้นประณต และสอาด แก้วเกษ โดยไม่ได้พิมพ์ข้อความให้ครบถ้วน เนื่องจากข้อความเดิมในหนังสือ ผู้เขียนได้อ้างไว้แล้วว่า "การตีความตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ ตามมาตรานี้ (ตามความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน)"
ซึ่งหมายถึงเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
อีกประการที่แอดมินต้องขอประทานโทษที่ไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนนำมาเผยแพร่ และขอขอบพระคุณผู้ติดตามทุกท่านที่ได้นำเสนอข้อมูลชี้แนะแก้ไขให้ถูกต้อง
และอีกประการหนึ่ง ขอชี้แจงว่าเพจนี้พยายามนำเสนอข้อมูล สิ่งพิมพ์ บทแปลที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ไม่เฉพาะของไทย แต่หมายรวมถึงต่างประเทศ

วาระของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ของประเทศต่าง ๆ
27/07/2016

วาระของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ของประเทศต่าง ๆ

27/07/2016

ขอเสนอคำศัพท์เกี่ยวกับองค์กรและบุคลากรของสหกรณ์ขั้นปฐม
1. สมาชิกสหกรณ์ cooperative member
2. ที่ประชุมใหญ่ general Meeting
3. สมาชิกสมทบ associated member
4. คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ board of director
5. ผู้ตรวจสอบกิจการ supervisor
6. ที่ปรึกษา advisor
7. ผู้จัดการ manager
8. พนักงานสหกรณ์ cooperative employee
9. ผู้แทนสมาชิก member representative
cr. ระบบการสหกรณ์ในประเทศไทย โดย ดำรงค์ ปั้นประณต และสอาด แก้วเกษ
** ตามหนังสือเขียนสหกรณ์เป็น co-operative แต่แอดมินขอปรับเป็น cooperative เพราะปัจจุบันทั้งสองแบบมีความหมายถึง สหกรณ์ เช่นเดียวกัน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ Cooperative Promotion Department
01/04/2016

กรมส่งเสริมสหกรณ์ Cooperative Promotion Department

17/11/2015

Cooperative Learning Management in Primary School of Thailand
In primary schools, the CLM is designed for the student grade 1 – 6 on the integrated learning. The students can have a chance of learning from classroom, field study and practices. Through these approaches, the students will be equipped with cognition of cooperative truly and result in improving their behaviours eventually. The followings are the procedures of CLM.
1. Get prepared with studying all contents in the curriculum thoroughly. Then analyze them to find out their connection with learning objectives.
2. Design teaching techniques and activities in accordance with the learning objectives, i.e. self-learning.
3. Prepare teaching resources that are suitable for lessons, e.g. games, music, or tales.
4. Prepare the various measurement tools covering cognitive, affective, and psychomotor domains and focus on the assessment under the real situation.
5. Warm up activity to arouse students’ interest and get ready to study. We can use questions or play roles leading them to the lessons, or even ask the students’ comments to connect new experiences.
6. Keep encouraging students to have full participation in class.
7. Allow students to take part in conclusion of what they learn from lessons and activities.
8. Assessments will be carried out at 3 parts, i.e. 1) students by paper quiz, personal interview and observation; 2) teachers on teaching plans, resources, techniques and observation; 3) cooperative activities from students’ participation.

17/11/2015

กระบวนการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในประเทศไทย
การจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนระดับประถมศึกษามีในระดับชั้นประถมศึกษาที่ ๑ – ๖ มีลักษณะแบบบูรณาการ โดยให้นักเรียนได้ศึกษาแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษาและการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจการสหกรณ์อย่างแท้จริง และเกิดการปรับปรุงพฤติกรรมตนเองในที่สุด กระบวนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้
๑. การเตรียมการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ การศึกษาหลักสูตร จัดทำตารางการวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องสัมพันธ์กับหลักการ จุดหมาย
๒. กำหนดเทคนิควิธีสอนและกิจกรรมการสอนที่สอดคล้องกับจุดหมายการเรียนรู้เรื่องสหกรณ์ที่มุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง
๓. จัดเตรียมสื่อและแหล่งการเรียนรู้เช่น เกม นิทาน
๔. จัดเตรียมเครื่องมือวัดผลประเมินผลที่หลากหลายครอบคลุม ทั้งด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย จิตพิสัยและเน้นการประเมินตามสภาพจริง
๕. การนำเข้าสู่บทเรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ โดยใช้วิธีการ (บทบาทสมมุติ) และสื่อที่หลากหลายประกอบการใช้คำถาม กระตุ้นซักถาม ทบทวนหรือแสดงความคิดเห็นให้ผู้เรียนนำประสบการณ์เดิมมาเชื่อมโยงกับประสบการณ์ใหม่
๖. การดำเนินการสอน โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้มากที่สุด
๗. สรุปบทเรียน
๘. ประเมินผล มีการประเมินผล ๓ ส่วน ได้แก่
๑) นักเรียน โดยข้อสอบ การสัมภาษณ์ และการสังเกตพฤติกรรม
๒) ครูผู้สอน โดยสังเกตจากแผนการสอนและสื่อการสอน เทคนิค
การถ่ายทอด
๓) กิจกรรมสหกรณ์ การมีส่วนร่วมกิจกรรมของนักเรียน

17/11/2015

Cooperative Learning Management in Primary School of Thailand

Introduction
A co-operative is an autonomous association of persons united voluntarily to run the jointly-owned and democratically-controlled enterprise based on the value of self-help, mutual help, democracy, equality, equity and solidarity.
The cooperative was introduced in Thailand in 1916 with the first established cooperative, registered on 26 February at the same year, named Wat Chan Cooperative Unlimited Liability in Phisanulok Province, the northern part of Thailand. Its original members were of 16 and the operating cost of 3,080 baht. Since then till the present of almost 100 years, the number of cooperatives is over 8,000 across the country with members of 11.20 million and operational cost of 2.25 billion baht, from original purpose for poverty mitigation to economic growth stimulus in the rural areas. Its evolution can reflect the national sustainable socio-economic development.
According to the Princess Maha Chakri Sirindhorn’s speech at Dusidalai Hall on 24th April 1992, that “I intend the students to know and get used to working together as a team in cooperative-like style in early childhood. Then when they become mature, they will understand its essence and finally decide to join the bigger cooperatives as members”, we all realize the importance of cooperative for education dramatically. All that the students expected to learn from the cooperative are the values of self-help, mutual help, unity, democracy, responsibility, honesty, devotion, caring for community and society.
With its importance, the cooperative is adopted in the curriculums in many countries, e.g. France, Poland, Belgium, Yugoslavia and U.S.A. Through cooperative activities, the students learn how to live and work with others on democratic basis, run business reasonably and live sufficiently.

17/11/2015

เอกสารเผยแพร่เรื่อง การจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนระดับประถมศึกษานี้ ได้มีการจัดทำในรูปแผ่นพับเพื่อประชาสัมพันธ์ในงาน "Childern and Youth Development Conference "Opportunities and Equity beyond Frontiers" โดยมีสมเด็จพระเทพฯ เป็นองค์ประธาน และผู้เข้าร่วมประชุมเป็นครูจากประเทศในเอเชียและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะผู้มีบทบาทงานสอนสหกรณ์ในโรงเรียนได้รับเกียรติให้เข้าร่วมและจัดทำเอกสารเผยแพร่งานสหกรณ์ในงานดังกล่าว
การจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาของไทย

บทนำ
สหกรณ์ คือ องค์การของบรรดาบุคคล ซึ่งรวมกลุ่มกันโดยสมัครใจในการดำเนินวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกัน และควบคุมตามหลักประชาธิปไตย โดยอยู่บนพื้นฐานแห่งคุณค่าของการช่วยตนเอง การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความเป็นประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความเที่ยงธรรม และความเป็นเอกภาพ
การสหกรณ์เริ่มเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙ โดยสหกรณ์แห่งแรกจดทะเบียนเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ชื่อว่า “สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้”โดยมีสมาชิกจำนวน 16 คน ด้วยทุนดำเนินงาน 3,080 บาท จากวันนั้นการสหกรณ์ไทยมีการพัฒนาเติบโตเป็นลำดับ จนถึงวันนี้ผ่านไปเกือบ ๑๐๐ ปี จำนวนสหกรณ์เพิ่มสูงถึงกว่า 8,000 สหกรณ์ มีสมาชิกสหกรณ์ถึง 11.20 ล้านคน มีธุรกิจและเงินทุนดำเนินงานมากกว่า 2.25 ล้านล้านบาทจากแรกตั้งของสหกรณ์เพียงเพื่อขจัดความยากจน แต่ปัจจุบันสหกรณ์มีบทบาทมากขึ้นต่อสังคมไทยถึงระดับสามารถกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในชนบทซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
จากพระราชดำรัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลา ดุสิดาลัย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2535 “…ก็ตั้งใจจะให้เป็นการฝึกนักเรียนให้มีความรู้ มีความเคยชินกับระบบการทำงานร่วมกันตามแบบสหกรณ์ ฝึกตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ๆ ได้ชินไป ต่อมาก็ถ้าเป็นชาวบ้านเป็นราษฎรเต็มที่แล้ว ก็จะได้เข้าใจหลักการและเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์ใหญ่ต่อไปได้…” ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของสหกรณ์ต่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่งและจุดประสงค์สำคัญที่ต้องการให้นักเรียนได้เรียนรู้จากสหกรณ์คือ คุณค่าของการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความรักความสามัคคี การมีหลักการประชาธิปไตย มีความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์เสียสละ สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้รวมทั้งมีความเอื้ออาทรต่อชุมชน และสังคม
จากความสำคัญของสหกรณ์ในหลายประเทศได้กำหนดให้มีการเรียนการสอนเรื่องการสหกรณ์ในหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะการทำงาน การอยู่ร่วมกันแบบประชาธิปไตย การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนและดำรงชีวิตอย่างพอเพียง โดยใช้กิจกรรมสหกรณ์ เช่น ฝรั่งเศส โปแลนด์ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม ยูโกสลาเวีย

08/07/2015

"มันสำปะหลังถือเป็นสินค้าอันหนึ่งที่มีศักยภาพสูงของไทยสำหรับการบุกเข้าตลาดจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนการพัฒนาประจำปี 2554-2559 ของจีนได้กำหนดมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอันดับแรก และเป็นสินค้าสำคัญในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทนของจีน จากการที่มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตเอทานอล ความต้องการมันสำปะหลังของตลาดจีนจึงมีแนวโน้มขยายตัวมากในอนาคต ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรมองข้ามโอกาสดีเช่นนี้" ThaiBizChina.com

ข้อมูลที่บ่งชี้ว่า หากมีการสนับสนุนให้สหกรณ์ไทยเป็นพันธมิตรทางการค้ากับจีนจะส่งผลดีให้กับสหกรณ์ไทยอย่างยิ่ง

26/06/2015

การค้าระหว่างสหกรณ์ไทยและสหกรณ์ญี่ปุ่น ตอน 2

แนวโน้มการค้าขายระหว่างสหกรณ์ไทยและญี่ปุ่น
๑. ปริมาณการส่งออกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษไปประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลง เพราะนอกเหนือจากประเทศไทยแล้ว ประเทศญี่ปุ่นมีการนำเข้ากล้วยหอมทองจากประเทศต่าง ๆ อาทิ (เรียงจากมากไปน้อยตามราคารับซื้อกล้วย) เม็กซิโก ไต้หวัน โดมินิกา จีน โคลัมเบีย เปรู ฟิลิปปินส์ และเอกวาดอร์ราคา ๓๕.๑๓, ๓๔.๑๔, ๓๒.๒๓, ๒๘.๑๕, ๒๗.๗๐, ๒๕.๑๙, ๒๑.๑๘, ๒๑.๑๕ บาท/กิโลกรัม โดยมีไทยเป็นอันดับ ๓ รองจากไต้หวัน ด้วยราคา ๓๓.๑๕ บาท/กิโลกรัม
๒. การผลิตกล้วยหอมทองของเกษตรกรสมาชิกยังเป็นระบบ GAP ซึ่งประเทศญี่ปุ่น อยากให้ทำการผลิตตามระบบอินทรีย์ เพื่อให้ได้ใบรับรองมิโนริ (tohtominori) ซึ่งเป็นใบรับรองเกษตรอินทรียั้นสูงสุดของญี่ปุ่น สหกรณ์ยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากการปฏิบัติตามเงื่อนไขเข้มงวดมาก เช่น พื้นที่ใกล้เคียงต้องไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี หรือต้องมีกำแพงกั้นพื้นที่ (ที่มา: กองพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร กรมส่งเสริมสหกรณ์)
๓. ความต้องการบริโภคผลไม้คุณภาพสูงในประเทศเพิ่มมากขึ้น กอปรกับความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ และขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยาก และมาตรฐานสูง ทำให้เกษตรกรไม่ประสงค์จะส่งออก ยอดการส่งออกผลไม้จึงลดลง

26/06/2015

เพจเกี่ยวกับสหกรณ์นี้ให้ความสำคัญกับเนื้อหาวิชาการค่ะ แต่ถ้าผู้ใดมีความสนใจนอกเหนือ กรุณาสอบถามในอินบ้อกซ์มาได้ค่ะ เพื่อมีการส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องทราบต่อไป

26/06/2015

พบว่า ไม่สามารถโหลดเอกสารที่เป็นเวิร์ดให้อ่านได้ง่ายบนเพจเฟสบุ้ค ดังนั้นเพื่อการอ่านที่ง่ายขึ้น รบกวนคัดลอกข้อมูลแล้วไปวางในเอกสารเวิร์ดอีกทีนะคะ

26/06/2015

การค้าระหว่างสหกรณ์ไทยและสหกรณ์ญี่ปุ่น ตอน 1

ภูมิหลัง
ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นได้ลงนามในข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership: JTEPA) เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๐ โดยทั้งสองประเทศเห็นชอบให้มีความร่วมมือระหว่างกัน ๙ สาขา ได้แก่ ๑) เกษตร ป่าไม้ และประมง ๒) การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ๓) การสร้างเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ๔) การบริการการเงิน ๕) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ๖) วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, พลังงานและสิ่งแวดล้อม ๗) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ๘) การท่องเที่ยว ๙) การส่งเสริมการค้าและการลงทุน
สำหรับความร่วมมือในสาขาเกษตร ป่าไม้ และประมง ฝ่ายญี่ปุ่นจะยกเลิกภาษีนำเข้าทันทีสำหรับกุ้ง ผลไม้เมืองร้อน ผัก ผลไม้แปรรูป ผลไม้กระป๋อง นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังให้โควตาสำหรับกล้วยสด ซึ่งฝ่ายไทยต้องเสียภาษีนำเข้า ๒๐ – ๒๕% โดยให้ปลอดภาษีสำหรับ ๔,๐๐๐ ตันในปีแรก และทยอยเพิ่มเป็น ๘,๐๐๐ ตันตั้งแต่ปีที่ ๕ เป็นต้นไป และยังให้โควตาสำหรับสับปะรดสดอีกด้วยซึ่งปกติเสียภาษีนำเข้า ๑๗% โดยปลอดภาษีใน ๑๐๐ ตันในปีที่ ๑ และทยอยเพิ่มเป็น ๓๐๐ ตัน ตั้งแต่ปีที่ ๕ เป็นต้นไป
ข้อเสนอในการให้โควตาสำหรับกล้วยสดถือเป็นประโยชน์สำหรับฝ่ายไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหกรณ์ไทยซึ่งเดิมส่งออกกล้วยหอมทองไปประเทศญี่ปุ่นก่อนทำข้อตกลง JTEPA และคาดว่าปริมาณการส่งออกกล้วยหอมทองจะขยายตัวได้ถึง ๔,๐๐๐ ตัน เพราะเฉพาะสหกรณ์ผู้บริโภคของญี่ปุ่น ได้แก่ Pal System ซึ่งเป็น ผู้นำเข้ากล้วยหอมทองของสหกรณ์ไทยมีความต้องการกล้วยหอมทองเพิ่มมากขึ้นจากเดิม ๑,๐๐๐ ตัน เป็น ๓,๐๐๐ ตัน เพราะคุณภาพของกล้วยหอมทองของไทยเป็นที่ยอมรับในเรื่องความปลอดภัย ไร้สารเคมีและสารพิษตกค้างปนเปื้อน จึงทำให้กล้วยหอมทองของไทยได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในตลาดญี่ปุ่น ประกอบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายเร่งรัดขยายพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองในประเทศไทย แต่จากตัวเลขการส่งออกของสหกรณ์การเกษตรส่งออกกล้วยหอมทองภายหลังการลงนามความร่วมมือตามกรอบ JTEPA กลับไม่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

26/06/2015

บทแปลทางวิชาการเรื่อง "สหกรณ์การเกษตรในจีน"

สหกรณ์การเกษตรในจีน
โดย
Zhilu Zhang คณะธุรกิจระหว่างประเทศ
และ Xinyu Zhang & Yitao Huang คณะการบริหารสาธารณะ
มหาวิทยาลัยประจำภาคตะวันตกเฉียงใต้ มณฑลเฉินตู
..........................................................................................

บทคัดย่อ
จีนยุคใหม่ประสบปัญหามากมายทำให้การพัฒนาไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะปัญหาในชนบท จากสภาพความเป็นจริงในประเทศและแผนพัฒนาทั้งหมดของจีน รวมถึงบทเรียนจากประเทศอื่นสามารถสรุปได้ว่า สหกรณ์การเกษตรเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาและทำให้เป้าหมายเป็นจริงได้

๑. ความสำคัญของระบบสหกรณ์การเกษตร
๑.๑ การพัฒนาแบบก้าวกระโดดกับบทบาทของการเกษตรในจีน
หลายปีที่ผ่านมาทำให้เห็นถึงการพัฒนาแบบก้าวกระโดดในจีน นับตั้งแต่ประเทศจีนเปิดประเทศ มากกว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา ประชาชนมีรายได้และมีทรัพย์สินต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บ้าน รถ คอมพิวเตอร์ หุ้น และแม้แต่การเดินทางต่างประเทศได้กลายเป็นสาระสำคัญของการลงทุนหรือการบริโภคประจำวัน ในปี ๒๕๔๖ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง ๑๑,๖๘๙ พันล้านหยวน ซึ่งเพิ่มขึ้น ๗% จากปีที่แล้ว และในปี ๒๕๕๐ จีนกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่สุดเป็นอันดับ ๓ สภาข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐได้คาดการณ์ว่าในปี ๒๕๖๓ จีนจะเป็นประเทศมหาอำนาจเสมือนโรงงานกำเนิดไฟฟ้าแข่งขันกับสหรัฐเพื่อเป็นประเทศมหาอำนาจ จากบทเรียนในอดีตจีนเรียนรู้ว่าการเกษตรเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ เป็นอาหารเลี้ยงประชาชน และเป็นส่วนสำคัญที่สุดต่อความมั่นคงของประเทศ เมื่อดูจากดัชนีของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศนับตั้งแต่เปิดประเทศ พบว่าการเกษตรมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อวงจรความผันผวนทางเศรษฐกิจ กล่าวคือการเกษตรมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตด้านอุตสาหกรรมและแม้แต่สภาพเศรษฐกิจทั้งหมด (ลิน และจาง ๒๕๔๔ หน้า ๕๐)
๑.๒ ปัญหาทางสังคมในจีน
การพัฒนาทางการเกษตรมีบทบาทต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประชาชน แต่ถึงกระนั้นก็มีปัญหามากมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาซึ่งจะละเลยไม่ได้ บทความนี้จะนำเสนอระบบของสหกรณ์การเกษตร และจะชี้ให้เห็นว่าระบบสามารถนำไปแก้ปัญหาได้อย่างไร โดยจะกล่าวถึงปัญหาที่กำลังประสบอยู่ในชนบทเป็นอันดับแรก
ปัญหาที่ ๑ ช่องว่างรายได้กำลังขยายตัวกว้างขึ้น จากรายงานของคณะกรรมการพัฒนาและการปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า ความเจริญทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายตัวครอบคลุมไปถึงประชาชนทุกคนโดยเฉพาะประชาชนในชนบท ในปี ๒๕๔๖ หลังจากความเจริญขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้ช่องว่างรายได้ของประชาชนในเมืองและในชนบทขยายตัวถึงระดับ “เส้นเหลือง” หรือระดับ “เฝ้าระวัง” ซึ่ง “ถ้าไม่มีมาตรการใด ๆ ออกมา ช่องว่างรายได้จะยิ่งขยายกว้างขึ้นจนถึงระดับ “เส้นแดง” ที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งใน ๕ ปีข้างหน้า” ตามรายงานของกระทรวงแรงงานและความมั่นคงทางสังคม
หนังสือพิมพ์ซินหัวได้รายงานในปี ๒๐๐๕ ว่า ช่องว่างรายได้ของจีนที่ขยายกว้างขึ้นกลายเป็นประเด็นสำคัญส่งผลให้นักวิจัยต่างประเทศแสดงความกังวล เช่นเดียวกับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้วัดสัมประสิทธิ์การกระจายรายได้ของจีน (Gini Coefficient) มีค่าตั้งแต่ศูนย์ถึงหนึ่ง ถ้ามีค่าเป็นศูนย์แสดงว่ามีประชาชนมีรายได้เท่ากัน แต่ถ้าเป็นหนึ่งแสดงว่าไม่มีความเสมอภาค ผลปรากฏว่าค่าสัมประสิทธิ์ในจีนเป็น ๐.๔๕ กล่าวคือ ๒๐% ของคนยากจนคิดเป็น ๔.๗% ของผู้มีรายได้หรือการบริโภคทั้งประเทศ ในขณะเดียวกัน ๒๐% ของคนร่ำรวยคิดเป็น ๕๐% ของผู้มีรายได้หรือการบริโภคทั้งประเทศ และยังได้รายงานเพิ่มเติมว่าช่องว่างรายได้มีแนวโน้มจะขยายกว้างออกไปอีก และถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป จะเกิดปัญหาสังคมมากมายตามมา “จะมีประโยชน์อะไร ถ้า GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นจากหนึ่งพันเป็นสามพันเหรียญสหรัฐแต่กลับมีปัญหาสังคมเกิดขึ้นตามมาเหมือนหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ มากมาย “วู จินเหลียน นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า “ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจไม่ควรเพิกเฉยกับช่องว่างรายได้ของประชาชนที่ขยายกว้างขึ้นทุกขณะ ปัญหาจากโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันเป็นสาเหตุหลักของช่องว่างดังกล่าว” โจเซี่ยฉวน ผู้ว่าธนาคารแห่งชาติจีนกล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่จะลดช่องว่างรายได้นี้คือการกระจายความเจริญและจัดตั้งระบบการดูแลทางสังคม”
ปัญหาที่ ๒ พื้นที่สำหรับการเกษตรลดน้อยลง จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกและจะเพิ่มขึ้นทุกปี มีพื้นที่ทั้งสิ้น ๙.๖ ล้านตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่สำหรับการเกษตร ๑.๓ ล้านตารางกิโลเมตร (หนังสือสถิติประจำปี ๒๐๐๘) ซึ่งถือว่าไม่พอเพียง กล่าวคือเฉลี่ยประชากร ๑ คนถือครองที่ดินน้อยกว่า ๑.๕ เอเคอร์ หรือเพียง ๑/๔ – ๑/๓ ของค่าเฉลี่ยทั่วโลก แต่ที่แย่กว่าคือในขณะที่เร่งพัฒนาประเทศให้เป็นสังคมอุตสาหกรรม แต่สิ่งแวดล้อมของประเทศกลับเสียหาย บางแห่งไม่สามารถฟื้นฟูให้ดีดังเดิม (ลิน และจาง ๒๕๔๔ หน้า ๕๑) สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า พื้นที่เพาะปลูกลดลง ๔.๕% หรือเหลือเพียง ๔.๔ ล้านเฮกเตอร์ จากปี ๒๕๒๑ – ๒๕๔๑ (ฮู และซัน ๒๕๔๖ หน้า ๑๖๑)
ปัญหาที่ ๓ การใช้ประโยชน์จากที่ดินทำกินจนนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีความรู้จึงทำการเกษตรแบบพึ่งพาธรรมชาติ ไม่สามารถทำการเกษตรเชิงวิทยาศาสตร์ได้ สิ่งที่เกษตรกรเหล่านั้นทำคือแสวงหาที่ดินทำกินเพิ่มขึ้นหรือไม่ก็ใช้ประโยชน์จากที่ดินแบบผิด ๆ พื้นที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกในประเทศมีเพียง ๑๓.๕๔% (หนังสือสถิติแห่งชาติปี ๒๕๕๑) หากมีการนำพื้นที่นอกเหนือมาทำการเพาะปลูกจะต้องประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผิดวัตถุประสงค์ หรือใช้ประโยชน์มากเกินไป จะทำให้เกิดการกัดเซาะหน้าดิน หรือทุ่งหญ้าเสื่อมลงจนกลายเป็นทะเลทราย ซึ่งโดยเฉลี่ยเป็นทะเลทรายพันตารางกิโลเมตรต่อปี ดังนั้นจึงควรช่วยกันป้องกันระบบนิเวศน์ไม่ให้เสียหายไปอย่างรวดเร็ว (หู และซัน ๒๕๔๖ หน้า ๑๖๒)
๑.๓ กรณีตัวอย่าง
คำถามที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ ทำไมจีนถึงประสบปัญหาดังกล่าวข้างต้นได้ในเมื่อมีอัตราความเจริญแบบก้าวกระโดดต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ เมื่อพิจารณาถึงบทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเคยประสบปัญหาโครงสร้างการเกษตรที่ตกต่ำเช่นเดียวกัน ครอบครัวเกษตรกรสามารถครองที่ดินโดยเฉลี่ยครอบครัวละ ๑.๔๗ เฮกเตอร์ และเกษตรกรถึง ๗๐% ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินของตนได้อย่างเต็มที่ แต่โครงสร้างการเกษตรดังกล่าวต้องยกเลิกไปเมื่อมีการหันมาทำการเกษตรเชิงพาณิชย์ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นก็มีระบบการเกษตรที่ทันสมัยพร้อม ๆ กับพัฒนาประเทศจนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ญี่ปุ่นได้พัฒนาการเกษตรโดยใช้เครื่องจักร เทคโนโลยี และจัดตั้งองค์กรเกษตรกร เช่นสหกรณ์ซึ่งทำให้การเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็วเป็นลำดับและมั่นคง จีนและญี่ปุ่นมีข้อจำกัดที่คล้ายคลึงกัน อาทิ พลเมืองจำนวนมากแต่มีที่ดินทำกินน้อย การเกษตรในชนบทก็คล้ายกันคือมีลักษณะ กระจัดกระจาย อ่อนแอ ขนาดเล็ก และยากจน (หง และหยู ๒๕๔๙ หน้า ๑๘๗) ขณะนี้การพัฒนาของทั้งสองประเทศเป็นช่วงขาขึ้น (ปี ๒๕๕๒) แต่ช่องว่างรายได้ระหว่างสังคมเมืองและชนบท หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมในจีนยังเป็นปัญหา เช่นเดียวกับญี่ปุ่นเมื่อหลายปีก่อน ญี่ปุ่นได้นำสหกรณ์การเกษตรมาใช้ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างได้ผล จนถูกมองว่าสามารถแก้ปัญหาสังคมและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดี
ระบบสหกรณ์คืออะไร สหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรของเกษตรกร เป็นการรวมตัวกันเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตร และส่งผลให้เกษตรกรมีความเข้มแข้งและสามารถพัฒนาองค์กรสู่การแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดเปิดได้ เกษตรกรในสหกรณ์การเกษตรซึ่งถือเป็นองค์กรอุตสาหกรรมการเกษตรมีกฎระเบียบของตน มีการร่วมทุนเพื่อบริการสมาชิก ดำเนินกิจการโดยระบบประชาธิปไตย ประวัติการสหกรณ์มีมานานกว่า ๑๕๐ ปี สหกรณ์การเกษตรในประเทศระบบทุนนิยมหลายประเทศเจริญสูงสุด จนอาจกล่าวได้ว่าสหกรณ์การเกษตรเป็นหนทางพัฒนาการเกษตรให้มีระบบที่ทันสมัย

๒. ระบบสหกรณ์ของจีนในยุคแรก ๆ
จีนในช่วงเริ่มแรกของการเปิดประเทศได้จัดตั้งระบบสหกรณ์การเกษตร แม้ต่อมาจะล้มเหลวแต่มีหลายเรื่องที่ควรเรียนรู้
๒.๑ ภูมิหลัง
ภายหลังสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามปลดปล่อย สาธารณรัฐประชาชนจีนได้จมอยู่กับความยากจน เสื่อมถอย และล้าหลัง เศรษฐกิจถอยหลังไปหลายปีเพราะผลกระทบจากอำนาจจักรวรรดินิยม สถานการณ์ทางการเมืองสั่นคลอน เกิดปัญหาทั้งภายในและภายนอก ในสถานการณ์เช่นนี้จึงมีการจัดตั้งระบบสหกรณ์การเกษตรตามรอยสหภาพโซเวียต (ซู ๒๕๓๘ หน้า ๒๖) วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์เริ่มแรกดี แต่นำไปใช้ไม่เหมาะสมจึงล้มเหลว สหกรณ์การเกษตรระหว่างยุคกลางถึงปลายศตวรรษที่ ๒๐ เริ่มต้นจากแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง นั่นคือการแบ่งสหกรณ์เป็นหลายระดับ เริ่มจากรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกัน จากนั้นขยายเป็นสหกรณ์ปฐมของผู้ผลิต สหกรณ์ก้าวหน้า และสหกรณ์ระดับชุมชนที่มีขนาดใหญ่และทำการรวบรวมผลผลิตเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ลักษณะดำเนินธุรกิจของสหกรณ์จึงหลงทางเปลี่ยนไปจากรูปแบบเดิม เกิดปัญหาเรื่องอาหารและเครื่องนุ่งห่มในเขตความยากจน การทำงานเป็นไปด้วยความเชื่องช้า จนประชาชนตั้งคำถามเกี่ยวกับระบบสังคมนิยม ทำให้สังคมไม่เกิดการพัฒนา
๒.๒ บทเรียน
เหตุผลที่ระบบสหกรณ์ล้มเหลวอาจสรุปได้ว่ามาจากการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ภายหลังประเทศได้รับอิสรภาพ จีนมีการปฏิรูปทุกเรื่อง บางเรื่องอยู่คู่ในสังคมมานาน เช่น ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงและพึ่งตัวเองที่มีมานานกว่าสองพันปี ชาวบ้านยังยึดติดกับแนวคิดวิถีชีวิตและทำการเกษตรแบบดั้งเดิมซึ่งไร้ระเบียบ อ่อนแอและไม่คิดถึงส่วนรวม การจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรได้รัฐบาลต้องมีมาตรการทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เข้มงวดจริงจัง ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรหรือต้องการอะไร ในที่สุดระบบสหกรณ์จึงถูกละเลย (ชาง ๒๕๓๙ หน้า ๒๓ – ๒๖) หลายปีหลังจากนั้น ชาวบ้านยังขยาดกับระบบสหกรณ์ ไม่อยากจะนึกถึงหรือแม้แต่พูดถึงและมองว่าเหมือนฝันร้าย แต่จะมองว่าระบบสหกรณ์มีลักษณะเช่นนั้นต่อไปไม่ได้ แม้จะล้มเหลวแต่ต้องสรุปบทเรียนที่ได้จากเรื่องนี้ว่าเป็นเพราะอะไร ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรูปแบบการเกษตรแบบดั้งเดิมซึ่งไม่เหมาะกับลักษณะของสหกรณ์การเกษตร และก่อนจัดตั้งระบบสหกรณ์ ต้องระลึกไว้เสมอว่าต้องปฏิบัติตามกฎ order of nature และสิ่งสำคัญที่สุดคือช่วงเวลาเหมาะสมที่จะจัดตั้งสหกรณ์การเกษตร นั่นคือช่วงเวลาที่มีแรงสนับสนุนและทุกคนพร้อมจะยอมรับระบบสหกรณ์การเกษตร ข้อเท็จจริงในปัจจุบันคือ สหกรณ์การเกษตรค่อย ๆ ได้รับการยอมรับ

๓. สถานการณ์ปัจจุบันของระบบสหกรณ์การเกษตร
๓.๑ ความสำคัญของระบบสหกรณ์การเกษตร
การค้าขายสินค้าเกษตรในปัจจุบัน หากมีจำนวนไม่มากเกษตรกรจะนำไปขายเองในตลาด
แต่หากมีจำนวนมากจะต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหรือรัฐวิสาหกิจซึ่งจะมารับซื้อถึงที่ซึ่งวิธีนี้เกษตรกรจะเสียเปรียบเพราะพ่อค้าคนกลางมักกดราคารับซื้อ การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจมีต้นทุนดำเนินงานสูงแต่มีประสิทธิภาพต่ำ แม้ผลประโยชน์จะไม่ลงตัวแต่เกษตรกรยังต้องพึ่งรัฐวิสาหกิจ การซื้อขายลักษณะนี้ได้ยึดผลผลิตและความต้องการของรัฐวิสาหกิจเป็นสำคัญ เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรรายย่อยไม่มีการรวมตัวกันเป็นองค์กรเพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหรือปกป้องผลประโยชน์ให้เกษตรกร ผลก็คือพวกเขาไม่มีรายได้ที่แน่นอน ไม่มีองค์กรที่จะช่วยให้เกิดการแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรม
๓.๒ ผลประโยชน์และความพึงพอใจ
กระบวนการซื้อขายสินค้าเกษตรอำนวยความสะดวกได้อย่างมาก เกษตรกรเองได้ตระหนักว่าการพัฒนาระบบสหกรณ์การเกษตรเป็นเรื่องสำคัญ และการจัดตั้งสหกรณ์ก็มีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ให้แก่เกษตรกร (หงและหยู ๒๕๔๙ หน้า ๑๘๘) ในเมืองซิงซิง มณฑลกวางเจา มีบริษัทผลิตอาหารชื่อ เว็นฉี เป็นบริษัทเลี้ยงเป็ดไก่ในชนบท ตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ เกษตรกรได้เข้าร่วมบริษัทนี้ในรูประบบสหกรณ์ ทั้งเกษตรกรและบริษัททำงานร่วมกันเพื่อการแข่งขันทางธุรกิจกับบริษัทอื่น ผ่านไป ๑๐ ปี บริษัทนี้ขยายตัวจากบริษัทเล็ก ๆ เป็นบริษัทขนาดใหญ่และมีธุรกิจหลากหลาย เช่น การผลิตพืชผลการเกษตร การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การค้า และอื่น ๆ เกษตรกรในฐานะผู้ถือหุ้นได้ผลตอบแทนมากมาย ขณะนี้มีบริษัทลูกแผ่ขยายเข้าไปในมณฑลกวางเจา และมีแนวโน้มจะขยายตัวออกไปอีกซึ่งถือเป็นอนาคตที่ดี (ลู ๒๕๔๘ หน้า ๓๕๙)
๓.๓ จำนวนผู้เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้น
มีเกษตรกรเข้าร่วมในระบบสหกรณ์มากขึ้น และต่างเชื่อมั่นว่าระบบนี้จะสร้างผลประโยชน์ให้ ในมณฑลเฮียหลงเจียงมีการจัดตั้งองค์กรระบบสหกรณ์มากมายหลายแห่ง เช่น สมาคมจำหน่ายสินค้าเกษตรและผลิตผลที่เกี่ยวข้อง และถึงแม้องค์กรเหล่านี้ยังไม่มีโครงสร้างและการจัดการที่ดีนัก แต่ได้สร้างผลกระทบให้เกษตรกรเข้าร่วมในองค์กรมากขึ้นเป็นลำดับ เกษตรกรมักไม่มีความเห็นว่าจะเลี้ยงหรือจะปลูกอะไร จะขายที่ไหน ทุกอย่างล้วนเป็นการตัดสินใจขององค์กรทั้งสิ้น องค์กรที่กล่าวถึงนี้หมายถึงองค์กรที่มีลักษณะเป็นสหกรณ์เพื่อเศรษฐกิจของเกษตรกร (หง และหยู ๒๕๔๙ หน้า ๑๙๐)
๓.๔ ผลกระทบต่อการแก้ปัญหาทางสังคม
จากการศึกษาและวิเคราะห์พบว่าระบบสหกรณ์มีส่วนในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น กล่าวคือระบบสหกรณ์ลดช่องว่างรายได้ระหว่างชุมชนเมืองและชนบท ในเมืองมีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดรายได้จึงเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่การเกษตรในชนบทมีลักษณะกระจาย เพราะส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยมีความอ่อนแอเพราะขาดการรวมกลุ่มเป็นองค์กรเพื่อลดความเสี่ยง เกษตรกรมีพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็ก และส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ขาดการศึกษา พวกเขาจึงไม่สามารถสร้างฐานะให้ร่ำรวยได้สวนทางกับสภาพสิ่งแวดล้อม (หง และหยู ๒๕๔๙ หน้า ๑๘๗) การนำระบบสหกรณ์การเกษตรมาใช้ทำให้สภาพดังกล่าวเปลี่ยนไป เกษตรกรได้ทำงานร่วมกันเพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่น ทำให้องค์กรมีขนาดใหญ่และเข้มแข็ง มีการศึกษาและสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ชองว่างรายได้จึงแคบลง และเห็นโอกาสของความเท่าเทียมกัน
ส่วนปัญหาพื้นที่เพาะปลูกลดลงสามารถรวมเข้ากับปัญหาการใช้ประโยชน์จากที่ดินทำกินให้เป็นปัญหาเดียว และใช้ระบบสหกรณ์แก้โดยพิจารณาถึงการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการผลิต เนื่องจาก ๑) หลักการสหกรณ์เป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิ์ของเกษตรกร กระตุ้นเกษตรกรให้ทำงานหนักเพื่อตนเองและองค์กร
๒) สหกรณ์มีการเผยแพร่เทคโนโลยี กระจายทุน ที่ดิน และลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ และรายได้ของเกษตรกร (หง และหยู ๒๕๔๙ หน้า ๑๙๐) อีกทั้งคำนึงถึงการเยียวยารักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและที่ดินทำกินไม่พอเพียง

๔. บทบาทของรัฐ
แม้สหกรณ์จะสามารถสร้างโอกาสให้มากมายแต่มีผู้สนใจเห็นประโยชน์ของระบบสหกรณ์การเกษตรน้อยมาก การแก้ปัญหาในชนบทต้องคำนึงไว้เสมอว่า การรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นการแก้ปัญหาการนำสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาด ประธานาธิบดีหูจินเทาได้กล่าวว่า การปฏิรูปชนบทคือ การพัฒนาการรวมกลุ่ม เพื่ออุตสาหกรรมการผลิตและสหกรณ์อาชีพ การจัดตั้งและการพัฒนาระบบการบริการสังคมการเกษตร จึงกล่าวได้ว่า การรวมกลุ่มของเกษตรกรส่งเสริมการปฏิรูปกลไกทางเศรษฐกิจในชนบท (หง และหยู ๒๕๔๙ หน้า ๑๑๐)
บทบาทของรัฐ
๑) ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจการตลาดทำให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจได้เอง และเกิดแรงกระตุ้น
๒) ส่งเสริมการสื่อสารระหว่างเกษตรกรและรัฐบาล เนื่องจากรัฐมีการจัดการองค์กรทางเศรษฐกิจในชนบทด้อยประสิทธิภาพ การสื่อสารระหว่างเกษตรกรและฝ่ายราชการมีน้อยมาก เกษตรกรไม่ได้รับข้อมูลจากฝ่ายรัฐการหรือโอกาสเข้าสู่ตลาด รัฐควรใกล้ชิดเกษตรกรเพื่อทราบความต้องการของเกษตรกรและตอบสนองความต้องการนั้น (หง และหยู ๒๕๔๙ หน้า ๑๘๗)
๓) ควรมีกฎหมายที่เหมาะสมกับระบบสหกรณ์ เพื่อรักษาประโยชน์ของสมาชิก เมื่อนั้นจะมีสมาชิกสหกรณ์เพิ่มขึ้น
๔) ให้การศึกษาระบบสหกรณ์แก่ประชาชน และเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะผู้นำระบบสหกรณ์ เพราะเป็นผู้มีส่วนในการพัฒนาสหกรณ์ ระบบสหกรณ์เป็นระบบที่ดีและส่งผลดีต่อประเทศหากนำไปใช้ให้ถูกวิธีโดยการฝึกฝนและเรียนรู้

ที่อยู่

Theves
Bangkok
10200

ข้อมูลทั่วไป

Historical Background In 1915, a year before the first cooperative was introduced to Thailand, the Cooperative Section was established under the Ministry of Finance responsible for cooperative promotion. With an increasing role of cooperatives in the Thai economy, the Cooperative Section was transformed to be Cooperative Department under Ministry of Commerce in 1920, then becoming the Ministry of Cooperatives in 1952. The reorganization of the government agencies in 1963 caused the abolishment of Ministry of Cooperatives and the establishment of Ministry of National Development in substitution. Under the new Ministry, there were three newly established departments responsible for all previous cooperative duties as follows: Land Cooperative Department, Cooperative Auditing Department and Trade and Finance Cooperative Department. Again, the reorganization in 1972, the Ministry of National Development was abolished and replaced by the Ministry of Agriculture and Cooperatives. All cooperative works, except duties under the Cooperative Auditing Department, were merged together under the new department named Cooperative Promotion Department (CPD) and attached to the Ministry of Agriculture and Cooperatives. In 2002, the internal reorganization of Cooperative Promotion Department took placed according to the Regulations of Ministry of Agriculture and Cooperatives. It resulted in the changes of roles, duties and responsibilities. Vision To be the key organization aiming at developing cooperative system to be the main force in developing the country towards a pleasant society.

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

0 2281 3095

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กรมส่งเสริมสหกรณ์ Cooperative Promotion Departmentผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

ขอแสดงความคิดเห็นนะครับแอดมินผู้บริหารระดับสูงควรตรวจสอบเรื่อง การประเมินการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ ปี 2560 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งการประเมินครั้งนี้พบว่า คณะกรรมการไม่มีความชัดเจนในการประเมิน ไม่เข้าใจระบบสหกรณ์โรงเรียนในการนำไปสู่การประเมินที่ไม่โปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การจัดกิจกรรมสหกรณ์โรงเรียนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารระดับสูงควรตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติฯ..ขอบคุณครับ