RachawinitschoolLibrary

RachawinitschoolLibrary ห้องสมุดโรงเรียนราชวินิต

เปิดเหมือนปกติ

คุณหญิงพวงรัตน์ วิเวกานนท์เกิด 15 พย 2474ถึงแก่กรรม 8 มค 2565รวมอายุ 90ปี 1เดือน 24วันถึงแก่กรรม ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่...
08/01/2022

คุณหญิงพวงรัตน์ วิเวกานนท์
เกิด 15 พย 2474
ถึงแก่กรรม 8 มค 2565
รวมอายุ 90ปี 1เดือน 24วัน
ถึงแก่กรรม ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าเมื่อเวลา 18.28
กำหนดการพระราชทานน้ำอาบ
ศพ วันจันทร์ที่ 10 มกราคม 2565 ศาลา7 วัดมกุฎกษัตริย์ฯเวลา17.00 น
กำหนดสวดพระอภิธรรม 10-16มกราคม2565 เวลา 18.30
กำหนดการพระราชทานเพลิงศพจะแจ้งให้ทราบในลำดับต่อไป

วันเด็กแห่งชาติ กำหนดให้มีขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ.2498 ตามข้อเสนอของ วี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนอง...
07/01/2022

วันเด็กแห่งชาติ กำหนดให้มีขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ.2498 ตามข้อเสนอของ วี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ ทำให้วันดังกล่าวเป็นวัน World Children's Day เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน รวมถึงปลูกฝังให้เด็กๆ เข้าใจบทบาทและรู้จักหน้าที่ในการมีส่วนร่วมกับสังคมในฐานะพลเมืองโลก ทำให้ทั่วโลกเริ่มจัดงานวันเด็กอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
สำหรับในประเทศไทย จัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2498 ตามมติขององค์การสหประชาชาติ ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีความเห็นว่า ช่วงเดือนตุลาคมที่จัดงานวันเด็กนั้นตรงกับฤดูฝนในประเทศไทย ทำให้ไม่สะดวกต่อการจัดงาน อีกทั้งวันจันทร์ยังเป็นวันทำงานที่ผู้ปกครองไม่สามารถพาบุตรหลานมาร่วมงานได้ จึงเสนอให้เปลี่ยนมาจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมแทน โดยเริ่มประกาศใช้ครั้งแรกใน พ.ศ.2508 จวบจนถึงปัจจุบัน
รวมคำขวัญวันเด็ก จากนายกรัฐมนตรีตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน
•แปลก พิบูลสงคราม
2499 - จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม
•สฤษดิ์ ธนะรัชต์
2502 - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า
2503 - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด
2504 - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย
2505 - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด
2506 - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด
•ถนอม กิตติขจร
2508 - เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี
2509 - เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น สมานสามัคคี
2510 - อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย
2511 - ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย มีความเฉลียวฉลาด รักชาติยิ่ง
2512 - รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ
2513 - เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส
2514 - ยามเด็กจงหมั่นเรียนเพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ
2515 - เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ
2516 - เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
•สัญญา ธรรมศักดิ์
2517 - สามัคคีคือพลัง
2518 - เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี
•คึกฤทธิ์ ปราโมช
2519 - เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดีมีวินัยเสียแต่บัดนี้
•ธานินทร์ กรัยวิเชียร
2520 - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย
•เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
2521 - เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง
2522 - เด็กไทยคือหัวใจของชาติ
2523 - อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
•เปรม ติณสูลานนท์
2524 - เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม
2525 - ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
2526 - รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย คุณธรรม
2527 - รักวัฒนธรรมไทย
2528 - สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม
2529 - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
2530 - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
2531 - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
•ชาติชาย ชุณหะวัณ
2532 - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
2533 - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
2534 - รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา
•อานันท์ ปันยารชุน
2535 - สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม
•ชวน หลีกภัย
2536 - ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
2537 - ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
2538 - สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
•บรรหาร ศิลปอาชา
2539 - มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด
•ชวลิต ยงใจยุทธ
2540 - รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด
•ชวน หลีกภัย
2541 - ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
2542 - ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
2543 - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
2544 - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
•ทักษิณ ชินวัตร
2545 - เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส
2546 - เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี
2547 - รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน
2548 - เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด
2549 - อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด
•สุรยุทธ์ จุลานนท์
2550 - มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข
2551 - สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม
•อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
2552 - ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี
2553 - คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม
2554 - รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ
•ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
2555 - สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี
2556 - รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน
2557 - กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทย ให้มั่นคง
•ประยุทธ์ จันทร์โอชา
2558 - ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต
2559 - เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต
2560 - เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง
2561 - รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี
2562 - เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ
2563 - เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย
2564 - เด็กไทยวิถีใหม่ รวมไทยสร้างชาติ ด้วยภักดีมีคุณธรรม
2565 - รู้คิด รอบคอบ รับผิดชอบต่อสังคม

วันเด็กแห่งชาติ กำหนดให้มีขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ.2498 ตามข้อเสนอของ วี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ ทำให้วันดังกล่าวเป็นวัน World Children's Day เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน รวมถึงปลูกฝังให้เด็กๆ เข้าใจบทบาทและรู้จักหน้าที่ในการมีส่วนร่วมกับสังคมในฐานะพลเมืองโลก ทำให้ทั่วโลกเริ่มจัดงานวันเด็กอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
สำหรับในประเทศไทย จัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2498 ตามมติขององค์การสหประชาชาติ ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีความเห็นว่า ช่วงเดือนตุลาคมที่จัดงานวันเด็กนั้นตรงกับฤดูฝนในประเทศไทย ทำให้ไม่สะดวกต่อการจัดงาน อีกทั้งวันจันทร์ยังเป็นวันทำงานที่ผู้ปกครองไม่สามารถพาบุตรหลานมาร่วมงานได้ จึงเสนอให้เปลี่ยนมาจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมแทน โดยเริ่มประกาศใช้ครั้งแรกใน พ.ศ.2508 จวบจนถึงปัจจุบัน
รวมคำขวัญวันเด็ก จากนายกรัฐมนตรีตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน
•แปลก พิบูลสงคราม
2499 - จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม
•สฤษดิ์ ธนะรัชต์
2502 - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า
2503 - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด
2504 - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย
2505 - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด
2506 - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด
•ถนอม กิตติขจร
2508 - เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี
2509 - เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น สมานสามัคคี
2510 - อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย
2511 - ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย มีความเฉลียวฉลาด รักชาติยิ่ง
2512 - รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ
2513 - เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส
2514 - ยามเด็กจงหมั่นเรียนเพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ
2515 - เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ
2516 - เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
•สัญญา ธรรมศักดิ์
2517 - สามัคคีคือพลัง
2518 - เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี
•คึกฤทธิ์ ปราโมช
2519 - เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดีมีวินัยเสียแต่บัดนี้
•ธานินทร์ กรัยวิเชียร
2520 - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย
•เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
2521 - เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง
2522 - เด็กไทยคือหัวใจของชาติ
2523 - อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
•เปรม ติณสูลานนท์
2524 - เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม
2525 - ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
2526 - รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย คุณธรรม
2527 - รักวัฒนธรรมไทย
2528 - สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม
2529 - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
2530 - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
2531 - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
•ชาติชาย ชุณหะวัณ
2532 - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
2533 - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
2534 - รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา
•อานันท์ ปันยารชุน
2535 - สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม
•ชวน หลีกภัย
2536 - ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
2537 - ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
2538 - สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
•บรรหาร ศิลปอาชา
2539 - มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด
•ชวลิต ยงใจยุทธ
2540 - รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด
•ชวน หลีกภัย
2541 - ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
2542 - ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
2543 - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
2544 - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
•ทักษิณ ชินวัตร
2545 - เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส
2546 - เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี
2547 - รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน
2548 - เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด
2549 - อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด
•สุรยุทธ์ จุลานนท์
2550 - มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข
2551 - สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม
•อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
2552 - ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี
2553 - คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม
2554 - รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ
•ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
2555 - สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี
2556 - รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน
2557 - กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทย ให้มั่นคง
•ประยุทธ์ จันทร์โอชา
2558 - ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต
2559 - เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต
2560 - เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง
2561 - รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี
2562 - เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ
2563 - เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย
2564 - เด็กไทยวิถีใหม่ รวมไทยสร้างชาติ ด้วยภักดีมีคุณธรรม
2565 - รู้คิด รอบคอบ รับผิดชอบต่อสังคม

"ในหลวง" พระราชทานพระบรมราโชวาท เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 ทรงเน้นย้ำให้ศึกษาเล่าเรียนให้มีวิชาความรู้ ควบคู่ ...
07/01/2022

"ในหลวง" พระราชทานพระบรมราโชวาท เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 ทรงเน้นย้ำให้ศึกษาเล่าเรียนให้มีวิชาความรู้ ควบคู่ คุณธรรมความดี

"ในหลวง" พระราชทานพระบรมราโชวาท เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 ทรงเน้นย้ำให้ศึกษาเล่าเรียนให้มีวิชาความรู้ ควบคู่ คุณธรรมความดี

ตัวละครยอดฮิตวันนี้ปลดลิขสิทธ์แล้ว...***เฉพาะเวอร์ชัน 1926 เท่านั้น  ส่วนแบบของดิสนี่ย๋ที่เรานิยมกันในปัจจุบัน ยังติดลิข...
05/01/2022

ตัวละครยอดฮิตวันนี้ปลดลิขสิทธ์แล้ว...***เฉพาะเวอร์ชัน 1926 เท่านั้น ส่วนแบบของดิสนี่ย๋ที่เรานิยมกันในปัจจุบัน ยังติดลิขสิทธ์ อยู่ครับ

[NEWS] คาแรกเตอร์ Winnie the Pooh (1926) กลายเป็นสมบัติสาธารณะ ไม่ต้องขออนุญาต - ใช้ฟรีได้แล้ว
.
“How lucky I am to have something that make saying goodbye so hard” - Winnie the Pooh
.
เป็นข่าวดีสำหรับสายอาร์ตหรือแบรนด์สินค้า เมื่อคาแรกเตอร์การ์ตูนในตำนานสุดคลาสสิกสุดหวานที่ทุกคนต่างหลงรักอย่าง Winnie the Pooh ในปี 1926 ของ A. A. Milne หมีเหลืองเสื้อที่มาพร้อมเพื่อนหลากสี ได้กลายเป็น Public Domain หรือสมบัติสาธารณะ เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมานี้ ซึ่งไม่ว่าใครก็สามารถนำคาแรกเตอร์หมีพูห์ "เวอร์ชั่นต้นฉบับ" จากหนังสือในปี 1926 ไปใช้เชิงพาณิชย์ได้ฟรี ไม่ต้องขออนุญาตและไม่มีค่าใช้จ่าย
.
**แต่ถ้าเป็นเวอร์ชั่นดิสนีย์ยังมีลิขสิทธิ์คุ้มครองอยู่น้าา**
.
อย่างไรก็ตาม บางคาแรกเตอร์อย่างทิกเกอร์ที่ปรากฎครั้งแรกในปี 1928 จะต้องรอไปอีก 2 ปี ถึงจะปลดล็อคเรื่องลิขสิทธิ์นี้ได้
.
หลังจากที่หมีพูห์ได้กลายเป็นสมบัติสาธารณะ นักแสดงชื่อดัง Ryan Reynolds ได้ปล่อย Parody Video โฆษณาที่มีหมีพูห์เป็นตัวประกอบร่วมกับบริษัท Mint Mobile โดยไรอันได้พากย์นิทานในชื่อใหม่ ‘Winnie-the-Screwed’ เล่าเรื่องของหมีพูห์ผู้มีปัญหากับบิลค่าโทรศัพท์ (สร้างสรรค์สุด)
.
Winnie the Pooh เกิดขึ้นในปี 1926 จนตอนนี้ก็รวมระยะเวลากว่า 95 ปี ที่การ์ตูนหมีน้ำผึ้งพุงป่องตัวนี้และผองเพื่อนอย่างพิกเล็ต ทิกเกอร์ แรบบิท อียอร์ได้ครองใจแฟนทุกวัยทั่วโลก
.
ที่มา Screenrant , Cartoonbrew
.
#WinniethePooh #PublicDomain
.
อ่านเพิ่มเติม https://www.mangozero.com/winnie-the-pooh-public-domain/
----------------
ติดตามพวกเราได้ที่
Website : www.mangozero.com
Twitter : www.twitter.com/themangozero
YouTube : www.youtube.com/mangozero
Instagram : www.instagram.com/themangozero
LINE : www.line.me/R/ti/p/%40nvb9556r
Tiktok : www.tiktok.com/@mangozero
Facebook : Mango Zero

31/12/2021

1 มกราคม
วันขึ้นปีใหม่
.
สวัสดีปีใหม่
.
1 มกราคมของทุกปี คือวันขึ้นปีใหม่ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าในอดีตวันขึ้นปีใหม่ของไทยไม่ใช่ 1 มกราคม แต่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน!
.
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2432 แห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย มาเป็นวันที่ 1 เมษายน เนื่องจากใช้หลักทางสุริยคติและคติพราหมณ์
.
ก่อนจะมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติปฏิทิน พ.ศ. 2483 และประกาศใช้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดังนั้นใน พ.ศ. 2483 ปฏิทินไทยจึงมีเพียง 9 เดือนเท่านั้น คือเดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคม เพื่อให้สอดคล้องกับปฏิทินนานาประเทศ ซึ่งแม้วันขึ้นปีใหม่จะกลายเป็นวันที่ 1 มกราคมเหมือนชาวโลก แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังถือว่าวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยด้วยเช่นกัน
.
อ้างอิง:
www.khaosod.co.th/sci-tech/news_689943
.
#TheStandardNews

31/12/2021

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทาน ส.ค.ส.ปีใหม่ พ.ศ.๒๕๖๕
“ปีเสือต้องขวนขวายและอดทน”

31/12/2021

เพลง “พรปีใหม่” บทเพลงพระราชนิพนธ์จากองค์ราชัน

ย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๔๙๔ เมื่อในหลวง รัชกาลที่ ๙ เสด็จนิวัตพระนครและประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต มีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพรปีใหม่ แก่บรรดาพสกนิกรไทยด้วยเพลง จึงทรงพระราชนิพนธ์เพลง “พรปีใหม่” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องเป็นคำอวยพรปีใหม่ แล้วพระราชทานแก่วงดนตรี ๒ วง คือ วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทย ในวันปีใหม่ วันอังคารที่ ๑ มกราคม ๒๔๙๕ เพลงพระราชนิพนธ์ “พรปีใหม่” เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๓ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙

ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงนิพนธ์เนื้อร้องเป็นคำประพันธ์ ๔ บท ที่ใช้คำง่าย ๆ แต่ไพเราะและสื่อความหมายได้ชัดเจน ดังเช่นในที่นี้สรรพนามบุรุษที่ ๑ คือ “ข้า” หมายถึง “ข้าฯ” หรือ “ข้าพเจ้า” อันเป็นสรรพนามที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงใช้แทนพระองค์ในทุกคราวที่ทรงมีพระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาทต่อปวงชนชาวไทย

โน้ตเพลงพระราชนิพนธ์พรปีใหม่มีลักษณะไล่ขึ้นลงเหมือนลูกคลื่น ล้อรับกันทั้งท่อน แต่เพื่อมิให้ราบเรียบจนเกินไป ในห้องที่ ๔ ต่อห้องที่ ๕ จะมีการเน้นเสียง ซึ่งมีผลต่อเนื้อร้องด้วย ดังในวรรค “ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์” ตรงตำแหน่งคำว่า “รื่นรมย์” มีการเน้นเสียงที่ต่อเนื่องให้ลากสูงขึ้นอีก ๓ เสียง ซึ่งนอกจากจะทำให้ทำนองเพลงไพเราะแล้ว ยังทำให้เสียงคำว่า “รื่นรมย์”" สื่ออารมณ์ของความสุขได้มากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับสรรพนามบุรุษที่ ๒ พหูพจน์คือ “ปวงท่าน ” ซึ่งมักทรงใช้กับปวงชนชาวไทยเสมอ วลีที่สนับสนุนให้ชัดก็คือ “ผองชาวไทย” ซึ่งครอบคลุมปวงประชาของพระองค์ สิ่งที่พิเศษสุดของเพลงพระราชนิพนธ์นี้ คือเป็นบทเพลงที่เป็นสายใยแห่งความรักและความห่วงใยของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่มีต่อพสกนิกรไทยทั้งมวล

เนื้อเพลง “พรปีใหม่”

ทำนอง : พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙
คำร้อง : พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ

สวัสดีวันปีใหม่พา
ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์
ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม
ต่างสุขสมนิยมยินดี

ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า
ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี
โปรดประทานพรโดยปรานี
ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย

ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์
ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย
ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่
ผองชาวไทยจงสวัสดี

ตลอดปีจงมีสุขใจ
ตลอดไปนับแต่บัดนี้
ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์
สวัสดีวันปีใหม่เทอญ

พระบาท​สมเด็จพระ​เจ้าอยู่​หัว​ พระราชทานพรปีใหม่ 2565 แก่ปวงชนชาวไทย
31/12/2021
พระบาท​สมเด็จพระ​เจ้าอยู่​หัว​ พระราชทานพรปีใหม่ 2565 แก่ปวงชนชาวไทย (31 ธ.ค. 64)

พระบาท​สมเด็จพระ​เจ้าอยู่​หัว​ พระราชทานพรปีใหม่ 2565 แก่ปวงชนชาวไทย

พระบาท​สมเด็จพระ​เจ้าอยู่​หัว​ พระราชทานพรปีใหม่ 2565 แก่ปวงชนชาวไทย #สวัสดีปีใหม่ #สวัสดีปีใหม่2565 #ThaiPBS --------------------...

เมื่อครั้นพระองค์ทรงเสด็จมา
24/12/2021

เมื่อครั้นพระองค์ทรงเสด็จมา

เมื่อครั้นพระองค์ทรงเสด็จมา

Merry Christmas
24/12/2021

Merry Christmas

วันปิยมหาราช ตรงกับ วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้าย วันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล...
23/10/2021

วันปิยมหาราช ตรงกับ วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้าย วันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงปล่อยทาสให้เป็นไท ทรงพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศจนเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ แคมปัส-สตาร์ ขอรวบรวมเรื่องราวของพระองค์ท่านมาให้ทุกคนได้อ่านเป็นเกร็ดความรู้ พร้อมร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่5) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ (ในรัชกาลที่ 6ได้มีการเปลี่ยนแปลงพระนามเจ้านายฝ่ายในตามราชประเพณีนิยมเป็น สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ได้รับพระราชทานนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร ซึ่งคำว่า “จุฬาลงกรณ์” นั้นแปลว่า เครื่องประดับผม อันหมายถึง “พระเกี้ยว” ที่มีรูปเป็นส่วนยอดของพระมหามงกุฎหรือยอดชฎา
พระองค์ทรงมีพระขนิษฐาและพระอนุชารวม 3 พระองค์ ได้แก่
• – สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์
• – สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์
• – สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
พระองค์ทรงได้รับการศึกษา เบื้องต้นในสำนักพระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา ทรงศึกษาภาษาเขมรจากหลวงราชาภิรมย์ ทรงศึกษาการยิงปืนไฟจากพระยาอภัยเพลิงศร วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2404 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมที่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ และเมื่อ พ.ศ. 2409 พระองค์ทรงผนวชตามราชประเพณี ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ภายหลังจากการทรงผนวช พระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า
วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ภายหลังทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา โดยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตนั้น ได้มีพระราชหัตถเลขาไว้ว่า “พระราชดำริทรงเห็นว่า เจ้านายซึ่งจะสืบพระราชวงศ์ต่อไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็ได้ พระเจ้าลูกยาเธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดีพร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมีปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร” ดังนั้น
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จสวรรคต จึงได้มีการประชุมปรึกษาเรื่องการถวายสิริราชสมบัติแด่พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมนั้นประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ได้เสนอสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นพระเจ้า แผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมนั้นมีความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา โดยในขณะนั้น ทรงมีพระชนมพรรษาเพียง ๑๕ พรรษา
ดังนั้นจึงได้แต่งตั้ง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า..
“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว”
เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมพรรษาครบ ๒๐ พรรษา จึงทรงลาผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2416 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นเวลา ๑๕ วัน และได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยในครั้งนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระปิยมหาราชเจ้า
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระวักกะ (ไต) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เวลา 2.45 นาฬิกา รวมพระชนมพรรษาได้ 57 พรรษา ประชาชนชาวไทยต่างรักและอาลัยพระองค์มาก และพร้อมใจถวาย สมัญญานามว่า “พระปิยมหาราช” ซึ่งมีความหมายว่า “พระราชาผู้ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย”
สรุปพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเลิกทาสในเมืองไทย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติทรงมีพระทัยแน่วแน่ว่า จะต้องเลิกทาสให้สำเร็จให้จงได้ แต่การที่พระองค์จะทรงทำการเลิกทาสถือว่าเป็นเรื่องยากลำบากด้วยทาสนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ อีกทั้งเจ้านายที่เป็นใหญ่ในสมัยนั้นมักมีข้ารับใช้เมื่อไม่มีทาสบุคคลเหล่านี้อาจจะไม่พอใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเหมือนกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตราพระราชบัญญัติทาส เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 ซึ่งเป็น พระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อกำหนดเรื่องทาสในเรือนเบี้ยให้เป็นไปอย่างเด็ดขาด โดยกำหนดให้เด็กที่เกิดจากพ่อหรือแม่ที่เป็นทาส ไม่จำเป็นต้องเป็นทาสอีกต่อไป ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน ใช้เวลาเพียง 30 ปีเศษ ทาสในเมืองไทยก็หมดไปโดยมิเกิดการนองเลือด เหมือนกับประเทศอื่น ๆ โดยกฎหมายโบราณแบ่งทาสออกเป็น 7 ชนิด
• ทาสสินไถ่
• ทาสในเรือนเบี้ย
• ทาสได้มาแต่บิดามารดา
• ทาสท่านให้
• ทาสช่วยมาแต่ทัณฑ์โทษ
• ทาสที่เลี้ยงไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย
• ทาสเชลยศึก
ด้านการปกครอง
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองขึ้นใหม่ แยกหน่วยราชการออกเป็นกรมกองต่าง ๆ มีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะไม่ก้าวก่ายกัน ได้แก่
• กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ดูแลบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือและเมืองลาวซึ่งเป็นประเทศราช
• กระทรวงกลาโหม มีหน้าที่บังคับบัญชาหัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันออกและตะวันตก และเมืองมลายู
• กระทรวงวัง มีหน้าที่ดูแลรักษาการต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวัง
• กระทรวงการคลัง มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการเก็บภาษีรายได้จากประชาชน
• กระทรวงเกษตราธิการ มีหน้าที่ในการดูแลควบคุมการเพาะปลูก ค้าขาย ป่าไม้
• กระทรวงนครบาล มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในพระนคร
• กระทรวงธรรมการ มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับกิจการของพระสงฆ์ และการศึกษา
• กระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับคดีความที่ต้องตัดสินต่าง ๆ
• กระทรวงโยธาธิการ มีหน้าที่ดูแลตรวจตราการก่อสร้าง การทำถนน ขุดลอกคูคลอง และงานที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง
• กระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ
การสาธารณูปโภค
การประปา ทรงให้กักเก็บน้ำจากแม่น้ำเชียงรากน้อย จ.ปทุมธานี และขุดคลองเพื่อส่งน้ำเข้ามายังสามเสน พร้อมทั้งฝังท่อเอกติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการทำน้ำประปาขึ้นในเดือน กรกฎาคม พ.ศ.2452
การคมนาคม วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปขุดดินก่อพระฤกษ์เพื่อประเดิมการสร้างทางรถไฟไปนครราชสีมา แต่ทรงเปิดทางรถไฟกรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยาก่อน จึงนับว่าเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นทางรถไฟแห่งแรกของไทย
การสาธารณสุข เนื่องจากการรักษาแบบยากลางบ้านนี้ล้าสมัยไม่สามารถช่วยคนได้อย่างทันท่วงที จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างโรงพยาบาล ณ บริเวณริมคลองบางกอกน้อย และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 200 ชั่ง โรงพยาบาลแห่งนี้เปิดทำการรักษาประชาชนเป็นครั้งแรกเมื่อ 26 เมษายน พ.ศ.2431 และใช้ชื่อโรงพยาบาลว่า โรงพยาบาลวังหลัง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลศิริราช”
การไฟฟ้า พระองค์ทรงมอบหมายให้ กรมหมื่นไวยวรนาถ เป็นแม่งานในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2433
การศึกษา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ขยายการศึกษา พระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
ในปี พ.ศ.2414 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง โดยมีท่านพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เป็นอาจารย์ใหญ่ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนอีกแห่งซึ่งสอนภาษาอังกฤษมีนาย ยอซ แปตเตอร์สัน เป็นอาจารย์ใหญ่ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างโรงเรียนหลวงอีกหลายแห่ง โรงเรียนหลวงแห่งแรกที่สร้างขึ้นในวัดคือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม
ในปี พ.ศ.2427 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร เขียนตำราเรียนขึ้นมา เรียกว่า แบบเรียนหลวง 6 เล่ม คือ มูลบทบรรพกิจ วาห์นิติ์นิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ พิศาลการันต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าผู้หญิงก็สมควรที่จะได้รับความรู้เช่นเดียวกับผู้ชาย
ในปี พ.ศ.2444 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนสตรีขึ้น โรงเรียนหลวงแห่งแรกที่ตั้งขึ้น คือ โรงเรียนบำรุงสตรีวิทยา การปกป้องประเทศ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ปรีชาสามารถอย่างสุดพระกำลังในการรักษาประเทศชาติให้รอดพ้นจากวิกฤติการณ์ ถึงแม้ว่าจะต้องสูญเสียดินแดนบางส่วนไปก็ตาม
ดินแดนที่ต้องเสียให้กับต่างชาติ ได้แก่
• พ.ศ.2431 เสียดินแดนในแคว้นสิบสองจุไทย
• พ.ศ.2436 เสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง
• พ.ศ.2447 เสียดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง
• พ.ศ.2449 เสียดินแดนที่เมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ
การเสด็จประพาส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดการเสด็จประพาสเป็นอย่างมาก แต่มิได้ไปเพื่อการสำราญพระราชหฤทัยส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเสด็จประพาสภายในประเทศทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชนบ้าง ปลอมเป็นขุนนางบ้าง ทรงกระทำเช่นนี้เพื่อเสด็จดูแลทุกข์สุขของประชาชนในหัวเมืองต่างๆ ทรงเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2440 โดยมีหมายกำหนดการเดินทางออกจากประเทศไทยในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2441 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประพาสยุโรปเป็นเวลานาน 9 เดือน เพื่อเชื่อมความสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในยุโรป และในปี พ.ศ.2449 พระองค์ได้เสด็จประพาสยุโรปอีกเป็นครั้งที่ 2 การเสด็จประพาสครั้งนี้ นำความเจริญมาสู่บ้านเมืองอย่างมากมาย
• ในปี พ.ศ.2413 ทรงเสด็จประพาสประเทศเพื่อบ้านเป็นครั้งแรก คือ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศชวา 2 ครั้ง การเสด็จพระราชดำเนินประเทศเพื่อนบ้านนั้นด้วยทรงต้องการที่จะเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านในแถบอินโดจีน รวมถึงทรงต้องการเรียนรู้ระเบียบการปกครอง
• ในปี พ.ศ.2415 เสด็จเยือนประเทศอินเดีย และประเทศพม่า และได้รับการถวายพระบรมสารีริกธาตุและพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยาอินเดียเพื่อนำกลับมาปลูกในประเทศไทย
• ในปี พ.ศ.2449 พระองค์ได้เสด็จประพาสยุโรปอีกเป็นครั้งที่ 2 การเสด็จประพาสครั้งนี้นำความเจริญมาสู่บ้านเมืองมากมาย ทั้งการสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปา รถไฟ รถราง การแพทย์ การศึกษา รวมถึงระเบียบแบบแผนการปกครองประเทศ
สรุปลำดับเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
• พ.ศ.2411 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
• พ.ศ.2412 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
• พ.ศ.2413 เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา โปรดฯ ให้ยกเลิกการไว้ผมทรงมหาดไทย
• พ.ศ.2415 ทรงปรับปรุงการทหารครั้งใหญ่ โปรดฯ ให้ใช้เสื้อราชปะแตน โปรดฯ ให้สร้างโรงเรียนหลวงสอนภาษาอังกฤษแห่งแรกขึ้นในพระบรมหาราชวัง
• พ.ศ.2416 ทรงออกผนวชตามโบราณราชประเพณี โปรดฯ ให้เลิกประเพณีหมอคลานในเวลาเข้าเฝ้าฯ
• พ.ศ.2417 โปรดฯ ให้สร้างสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ตั้งโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง และให้ใช้อัฐกระดาษแทนเหรียญทองแดง
• พ.ศ.2424 เริ่มทดลองใช้โทรศัพท์ครั้งแรก เป็นสายระหว่างกรุงเทพฯ – สมุทรปราการสมโภชพระนครครบ 100 ปี มีการฉลอง 7 คืน 7 วัน
• พ.ศ.2426 โปรดฯ ให้ตั้งกรมไปรษณีย์ เริ่มบริการไปรษณีย์ในพระนครตั้งกรมโทรเลข และเกิดสงครามปราบฮ่อครั้งที่ 2
• พ.ศ.2427 โปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนราษฎร์ทั่วไปตามวัด โรงเรียนแห่งแรกคือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม
• พ.ศ.2429 โปรดฯ ให้เลิกตำแหน่งมหาอุปราช ทรงประกาศตั้งตำแหน่งมกุฏราชกุมารขึ้นแทน
• พ.ศ.2431 เสียดินแดนแคว้นสิบสองจุไทให้แก่ฝรั่งเศส การทดลองปกครองส่วนกลางใหม่ เปิดโรงพยาบาลศิริราชโปรดฯให้เลิกรัตนโกสินทร์ศก โดยใช้พุทธศักราชแทน
• พ.ศ.2434 ตั้งกระทรวงยุติธรรม ตั้งกรมรถไฟ เริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ-นครราชสีมา
• พ.ศ.2436 ทรงเปิดเดินรถไฟสายเอกชน ระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำ กำเนิดสภาอุนาโลมแดง (สภากาชาดไทย)
• พ.ศ.2440 ทรงเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก
• พ.ศ.2445 เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส
• พ.ศ.2448 ตราพระราชบัญญัติยกเลิกการมีทาสโดยสิ้นเชิง
• พ.ศ.2451 เปิดพระบรมรูปทรงม้า
• พ.ศ.2453 เสด็จสวรรคต

วันปิยมหาราช ตรงกับ วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้าย วันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงปล่อยทาสให้เป็นไท ทรงพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศจนเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ แคมปัส-สตาร์ ขอรวบรวมเรื่องราวของพระองค์ท่านมาให้ทุกคนได้อ่านเป็นเกร็ดความรู้ พร้อมร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่5) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ (ในรัชกาลที่ 6ได้มีการเปลี่ยนแปลงพระนามเจ้านายฝ่ายในตามราชประเพณีนิยมเป็น สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ได้รับพระราชทานนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร ซึ่งคำว่า “จุฬาลงกรณ์” นั้นแปลว่า เครื่องประดับผม อันหมายถึง “พระเกี้ยว” ที่มีรูปเป็นส่วนยอดของพระมหามงกุฎหรือยอดชฎา
พระองค์ทรงมีพระขนิษฐาและพระอนุชารวม 3 พระองค์ ได้แก่
• – สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์
• – สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์
• – สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
พระองค์ทรงได้รับการศึกษา เบื้องต้นในสำนักพระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา ทรงศึกษาภาษาเขมรจากหลวงราชาภิรมย์ ทรงศึกษาการยิงปืนไฟจากพระยาอภัยเพลิงศร วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2404 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมที่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ และเมื่อ พ.ศ. 2409 พระองค์ทรงผนวชตามราชประเพณี ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ภายหลังจากการทรงผนวช พระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า
วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ภายหลังทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา โดยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตนั้น ได้มีพระราชหัตถเลขาไว้ว่า “พระราชดำริทรงเห็นว่า เจ้านายซึ่งจะสืบพระราชวงศ์ต่อไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็ได้ พระเจ้าลูกยาเธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดีพร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมีปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร” ดังนั้น
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จสวรรคต จึงได้มีการประชุมปรึกษาเรื่องการถวายสิริราชสมบัติแด่พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมนั้นประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ได้เสนอสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นพระเจ้า แผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมนั้นมีความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา โดยในขณะนั้น ทรงมีพระชนมพรรษาเพียง ๑๕ พรรษา
ดังนั้นจึงได้แต่งตั้ง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า..
“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว”
เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมพรรษาครบ ๒๐ พรรษา จึงทรงลาผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2416 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นเวลา ๑๕ วัน และได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยในครั้งนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระปิยมหาราชเจ้า
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระวักกะ (ไต) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เวลา 2.45 นาฬิกา รวมพระชนมพรรษาได้ 57 พรรษา ประชาชนชาวไทยต่างรักและอาลัยพระองค์มาก และพร้อมใจถวาย สมัญญานามว่า “พระปิยมหาราช” ซึ่งมีความหมายว่า “พระราชาผู้ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย”
สรุปพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเลิกทาสในเมืองไทย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติทรงมีพระทัยแน่วแน่ว่า จะต้องเลิกทาสให้สำเร็จให้จงได้ แต่การที่พระองค์จะทรงทำการเลิกทาสถือว่าเป็นเรื่องยากลำบากด้วยทาสนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ อีกทั้งเจ้านายที่เป็นใหญ่ในสมัยนั้นมักมีข้ารับใช้เมื่อไม่มีทาสบุคคลเหล่านี้อาจจะไม่พอใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเหมือนกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตราพระราชบัญญัติทาส เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 ซึ่งเป็น พระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อกำหนดเรื่องทาสในเรือนเบี้ยให้เป็นไปอย่างเด็ดขาด โดยกำหนดให้เด็กที่เกิดจากพ่อหรือแม่ที่เป็นทาส ไม่จำเป็นต้องเป็นทาสอีกต่อไป ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน ใช้เวลาเพียง 30 ปีเศษ ทาสในเมืองไทยก็หมดไปโดยมิเกิดการนองเลือด เหมือนกับประเทศอื่น ๆ โดยกฎหมายโบราณแบ่งทาสออกเป็น 7 ชนิด
• ทาสสินไถ่
• ทาสในเรือนเบี้ย
• ทาสได้มาแต่บิดามารดา
• ทาสท่านให้
• ทาสช่วยมาแต่ทัณฑ์โทษ
• ทาสที่เลี้ยงไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย
• ทาสเชลยศึก
ด้านการปกครอง
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองขึ้นใหม่ แยกหน่วยราชการออกเป็นกรมกองต่าง ๆ มีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะไม่ก้าวก่ายกัน ได้แก่
• กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ดูแลบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือและเมืองลาวซึ่งเป็นประเทศราช
• กระทรวงกลาโหม มีหน้าที่บังคับบัญชาหัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันออกและตะวันตก และเมืองมลายู
• กระทรวงวัง มีหน้าที่ดูแลรักษาการต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวัง
• กระทรวงการคลัง มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการเก็บภาษีรายได้จากประชาชน
• กระทรวงเกษตราธิการ มีหน้าที่ในการดูแลควบคุมการเพาะปลูก ค้าขาย ป่าไม้
• กระทรวงนครบาล มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในพระนคร
• กระทรวงธรรมการ มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับกิจการของพระสงฆ์ และการศึกษา
• กระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับคดีความที่ต้องตัดสินต่าง ๆ
• กระทรวงโยธาธิการ มีหน้าที่ดูแลตรวจตราการก่อสร้าง การทำถนน ขุดลอกคูคลอง และงานที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง
• กระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ
การสาธารณูปโภค
การประปา ทรงให้กักเก็บน้ำจากแม่น้ำเชียงรากน้อย จ.ปทุมธานี และขุดคลองเพื่อส่งน้ำเข้ามายังสามเสน พร้อมทั้งฝังท่อเอกติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการทำน้ำประปาขึ้นในเดือน กรกฎาคม พ.ศ.2452
การคมนาคม วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปขุดดินก่อพระฤกษ์เพื่อประเดิมการสร้างทางรถไฟไปนครราชสีมา แต่ทรงเปิดทางรถไฟกรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยาก่อน จึงนับว่าเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นทางรถไฟแห่งแรกของไทย
การสาธารณสุข เนื่องจากการรักษาแบบยากลางบ้านนี้ล้าสมัยไม่สามารถช่วยคนได้อย่างทันท่วงที จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างโรงพยาบาล ณ บริเวณริมคลองบางกอกน้อย และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 200 ชั่ง โรงพยาบาลแห่งนี้เปิดทำการรักษาประชาชนเป็นครั้งแรกเมื่อ 26 เมษายน พ.ศ.2431 และใช้ชื่อโรงพยาบาลว่า โรงพยาบาลวังหลัง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลศิริราช”
การไฟฟ้า พระองค์ทรงมอบหมายให้ กรมหมื่นไวยวรนาถ เป็นแม่งานในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2433
การศึกษา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ขยายการศึกษา พระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
ในปี พ.ศ.2414 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง โดยมีท่านพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เป็นอาจารย์ใหญ่ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนอีกแห่งซึ่งสอนภาษาอังกฤษมีนาย ยอซ แปตเตอร์สัน เป็นอาจารย์ใหญ่ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างโรงเรียนหลวงอีกหลายแห่ง โรงเรียนหลวงแห่งแรกที่สร้างขึ้นในวัดคือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม
ในปี พ.ศ.2427 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร เขียนตำราเรียนขึ้นมา เรียกว่า แบบเรียนหลวง 6 เล่ม คือ มูลบทบรรพกิจ วาห์นิติ์นิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ พิศาลการันต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าผู้หญิงก็สมควรที่จะได้รับความรู้เช่นเดียวกับผู้ชาย
ในปี พ.ศ.2444 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนสตรีขึ้น โรงเรียนหลวงแห่งแรกที่ตั้งขึ้น คือ โรงเรียนบำรุงสตรีวิทยา การปกป้องประเทศ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ปรีชาสามารถอย่างสุดพระกำลังในการรักษาประเทศชาติให้รอดพ้นจากวิกฤติการณ์ ถึงแม้ว่าจะต้องสูญเสียดินแดนบางส่วนไปก็ตาม
ดินแดนที่ต้องเสียให้กับต่างชาติ ได้แก่
• พ.ศ.2431 เสียดินแดนในแคว้นสิบสองจุไทย
• พ.ศ.2436 เสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง
• พ.ศ.2447 เสียดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง
• พ.ศ.2449 เสียดินแดนที่เมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ
การเสด็จประพาส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดการเสด็จประพาสเป็นอย่างมาก แต่มิได้ไปเพื่อการสำราญพระราชหฤทัยส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเสด็จประพาสภายในประเทศทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชนบ้าง ปลอมเป็นขุนนางบ้าง ทรงกระทำเช่นนี้เพื่อเสด็จดูแลทุกข์สุขของประชาชนในหัวเมืองต่างๆ ทรงเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2440 โดยมีหมายกำหนดการเดินทางออกจากประเทศไทยในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2441 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประพาสยุโรปเป็นเวลานาน 9 เดือน เพื่อเชื่อมความสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในยุโรป และในปี พ.ศ.2449 พระองค์ได้เสด็จประพาสยุโรปอีกเป็นครั้งที่ 2 การเสด็จประพาสครั้งนี้ นำความเจริญมาสู่บ้านเมืองอย่างมากมาย
• ในปี พ.ศ.2413 ทรงเสด็จประพาสประเทศเพื่อบ้านเป็นครั้งแรก คือ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศชวา 2 ครั้ง การเสด็จพระราชดำเนินประเทศเพื่อนบ้านนั้นด้วยทรงต้องการที่จะเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านในแถบอินโดจีน รวมถึงทรงต้องการเรียนรู้ระเบียบการปกครอง
• ในปี พ.ศ.2415 เสด็จเยือนประเทศอินเดีย และประเทศพม่า และได้รับการถวายพระบรมสารีริกธาตุและพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยาอินเดียเพื่อนำกลับมาปลูกในประเทศไทย
• ในปี พ.ศ.2449 พระองค์ได้เสด็จประพาสยุโรปอีกเป็นครั้งที่ 2 การเสด็จประพาสครั้งนี้นำความเจริญมาสู่บ้านเมืองมากมาย ทั้งการสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปา รถไฟ รถราง การแพทย์ การศึกษา รวมถึงระเบียบแบบแผนการปกครองประเทศ
สรุปลำดับเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
• พ.ศ.2411 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
• พ.ศ.2412 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
• พ.ศ.2413 เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา โปรดฯ ให้ยกเลิกการไว้ผมทรงมหาดไทย
• พ.ศ.2415 ทรงปรับปรุงการทหารครั้งใหญ่ โปรดฯ ให้ใช้เสื้อราชปะแตน โปรดฯ ให้สร้างโรงเรียนหลวงสอนภาษาอังกฤษแห่งแรกขึ้นในพระบรมหาราชวัง
• พ.ศ.2416 ทรงออกผนวชตามโบราณราชประเพณี โปรดฯ ให้เลิกประเพณีหมอคลานในเวลาเข้าเฝ้าฯ
• พ.ศ.2417 โปรดฯ ให้สร้างสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ตั้งโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง และให้ใช้อัฐกระดาษแทนเหรียญทองแดง
• พ.ศ.2424 เริ่มทดลองใช้โทรศัพท์ครั้งแรก เป็นสายระหว่างกรุงเทพฯ – สมุทรปราการสมโภชพระนครครบ 100 ปี มีการฉลอง 7 คืน 7 วัน
• พ.ศ.2426 โปรดฯ ให้ตั้งกรมไปรษณีย์ เริ่มบริการไปรษณีย์ในพระนครตั้งกรมโทรเลข และเกิดสงครามปราบฮ่อครั้งที่ 2
• พ.ศ.2427 โปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนราษฎร์ทั่วไปตามวัด โรงเรียนแห่งแรกคือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม
• พ.ศ.2429 โปรดฯ ให้เลิกตำแหน่งมหาอุปราช ทรงประกาศตั้งตำแหน่งมกุฏราชกุมารขึ้นแทน
• พ.ศ.2431 เสียดินแดนแคว้นสิบสองจุไทให้แก่ฝรั่งเศส การทดลองปกครองส่วนกลางใหม่ เปิดโรงพยาบาลศิริราชโปรดฯให้เลิกรัตนโกสินทร์ศก โดยใช้พุทธศักราชแทน
• พ.ศ.2434 ตั้งกระทรวงยุติธรรม ตั้งกรมรถไฟ เริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ-นครราชสีมา
• พ.ศ.2436 ทรงเปิดเดินรถไฟสายเอกชน ระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำ กำเนิดสภาอุนาโลมแดง (สภากาชาดไทย)
• พ.ศ.2440 ทรงเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก
• พ.ศ.2445 เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส
• พ.ศ.2448 ตราพระราชบัญญัติยกเลิกการมีทาสโดยสิ้นเชิง
• พ.ศ.2451 เปิดพระบรมรูปทรงม้า
• พ.ศ.2453 เสด็จสวรรคต

ที่อยู่

โรงเรียนราชวินิต
Bangkok
10300

เวลาทำการ

จันทร์ 07:30 - 16:00
อังคาร 07:30 - 16:00
พุธ 07:30 - 16:00
พฤหัสบดี 07:30 - 16:00
ศุกร์ 07:30 - 16:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ RachawinitschoolLibraryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด