sirirajpr เป็นสถาบันทางการแพทย์ของแผ่นดิน เพื่อสร้างสรรค์สุขภาวะแก่มวลมนุษยชาติ

เปิดเหมือนปกติ

22/11/2021
Siriraj Education Expo 2021 - Message from Dean

คณบดี ชวนน้องๆ และผู้ปกครองมาดูงาน “Siriraj Education Expo 2021” ในรูปแบบออนไลน์ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็เข้ามารู้จักการเรียนการสอนและประสบการณ์ชีวิตนักศึกษาในรั้วศิริราชได้ #ทางหน้าจอ
งานที่จะช่วยเตรียมพร้อมให้น้องๆ ได้ทำตามความฝันบนเส้นทางที่สนใจ มาเป็นอนาคตของศิริราช เป็นอนาคตของคนไทยด้วยกัน

แล้วพบกันวันที่ 11 ธันวาคม 2564
#ลงทะเบียนได้เลยตั้งแต่วันนี้ แค่สแกน หรือคลิก
https://www.zipeventapp.com/e/Siriraj-Education-Expo-2021

Youtube : https://youtu.be/_r2Pk6wYRrY

#SirirajEducationExpo2021 #ริมน้ำล้ำนะ
#ศิริราช #Siriraj

#ของมันต้องรู้ก่อนเรียนหมอศิริราช #ตอนที่4 #เมื่อน้องต้องขึ้นวอร์ด“Arrest! Arrest! คนไข้ Arrest ค่ะ!”เสียงพยาบาลตะโกนดัง...
22/11/2021

#ของมันต้องรู้ก่อนเรียนหมอศิริราช
#ตอนที่4 #เมื่อน้องต้องขึ้นวอร์ด

“Arrest! Arrest! คนไข้ Arrest ค่ะ!”

เสียงพยาบาลตะโกนดังลั่นวอร์ด จากนั้นก็มีหมอ 3-4 คน วิ่งตรงไปที่เตียงคนไข้ คนหนึ่งกดหน้าอก อีกคนเช็กดูสายน้ำเกลือ เส้นกราฟหัวใจบนเครื่องกำลังกลายเป็นเส้นตรง

หมอคนเดิมจึงสั่งให้เอาเครื่องช็อกไฟฟ้ามาช่วยชีวิตคนไข้ นับ 1-2-3 เครื่องทำงาน ร่างคนไข้ก็กระตุกขึ้น เหมือนมีอะไรมาดึงขึ้นจากเตียง สักพัก กราฟหัวใจเริ่มกลับมาเต้นเหมือนเดิม

สำหรับน้องๆ ที่เพิ่งขึ้นวอร์ด คงเคยเห็นฉากแบบนี้ตามซีรีส์ต่างๆ มาบ้างแล้ว แน่นอนตอนดูผ่านหน้าจอก็สนุก ลุ้นระทึกดี แต่พอมาเจอของจริง หลายคนถึงกับไปไม่ถูกเลยทีเดียว

แต่สำหรับอาชีพหมอแล้ว เราจะปล่อยให้ความตื่นเต้นตกใจมาครอบงำไม่ได้เป็นอันขาด เพราะทุกนาทีมีความหมาย หากช้าแค่เสี้ยววินาทีเดียว อาจทำให้คนไข้ตาย บาดเจ็บ หรือกลายเป็นเจ้าชายนิทราขึ้นมาก็ได้

ปี 4 จึงถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับการเรียนแพทย์ โดยเฉพาะที่ศิริราช เพราะเป็นตอนที่น้องๆ ทุกคนจะต้องงัดความรู้ทุกอย่างตั้งแต่ชั้นปี 1-3 ออกมาใช้ เพื่อช่วยอาจารย์และพี่ๆ แพทย์ประจำบ้านดูแลคนไข้บนวอร์ดอย่างเต็มที่

ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ชีวิตบนวอร์ดเต็มไปด้วยเรื่องราวและสีสันมากมาย ในบทความซีรีส์ “ของมันต้องรู้ ก่อนเรียนหมอศิริราช!!!” ตอนนี้ พี่เลยอยากพาน้องทุกคนมาสำรวจเรื่องราวต่างๆ บนหอผู้ป่วย กับภารกิจที่แสนหนักหน่วงของว่าที่คุณหมอ
...

01
#บนวอร์ดคือการเล่นเกม

ตอนเรียนปี 1-3 น้องหลายคนอาจจะงงๆ ว่าทำไมคณะถึงต้องอัดความรู้แบบโนลิมิตมาใส่สมองน้อยๆ ของเรา ซึ่งบางครั้งคำตอบที่ได้ก็เป็นประเภท เรียนไปเถอะ อีกหน่อยก็รู้เอง จากนั้นก็ให้เราก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือกันต่อไป

แต่เมื่อน้องขึ้นปี 4 เรื่องที่เคยสงสัยมาตลอดก็จะได้รับคำตอบ เพราะน้องจะได้เจอกับคนไข้หลากหลาย ตั้งแต่ป่วยน้อยไปถึงป่วยมาก แล้วก็จะรู้ว่า สิ่งที่เรียนมา มันใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

แต่ก่อนที่น้องจะได้ขึ้นวอร์ด ที่ศิริราชเรามีพิธีการสำคัญเพื่อต้อนรับทุกคน คือ พิธีมอบหัวเข็มขัด โดยนอกจากเสื้อกาวน์และหัวเข็มขัดศิริราชแล้ว น้องยังได้รับหูฟัง (Stethoscope) ห้อยคอเป็นอุปกรณ์ประจำตัวอีกด้วย

ชีวิตบนวอร์ดต่างจากห้องเรียนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะเราไม่ได้เรียนรวมกัน 300 กว่าคนอีกแล้ว แต่ทั้งหมดจะถูกจับแยก แบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มหนึ่งประมาณสิบคน จากนั้นก็จะถูกส่งตัวไปประจำบนวอร์ดหรือหอผู้ป่วย เพื่อสัมผัสกับคนไข้อย่างใกล้ชิด

บางคนโชคดีได้เรียนกับเพื่อนแก๊งเดิม ซึ่งศิริราชยังใจดี ให้น้องเลือกเพื่อนสนิทเป็นบัดดี้ คู่หูคู่เรียนได้คนหนึ่ง แต่โดยรวมๆ แล้ว น้องก็จะได้เจอกับเพื่อนที่ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไร ซึ่งจริงๆ ก็ต้องถือเป็นโอกาสดี เพราะหลายคนก็มาสนิทกันช่วงนี้ แถมบางทีอาจซี้กันมากกว่ากลุ่มเก่าอีกต่างหาก

สำหรับปี 4 เราจะขึ้นภาควิชาหลักที่เรียกว่า เมเจอร์วอร์ด มี 4 วอร์ดด้วยกัน คือ สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, ศัลยศาสตร์, อายุรศาสตร์ และกุมารเวชศาสตร์ เรียกย่อๆ ว่า “สู-ศัลย์-Med-เด็ก” โดยเราจะเรียนวนไปเรื่อยๆ เหมือนเล่นเกมเปลี่ยนฐาน บางวอร์ดใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ แต่บางวอร์ดอาจลากยาวไปถึง 2 เดือน ซึ่งแต่ละวอร์ดก็จะมีความยากง่ายไม่เหมือนกัน

สำหรับวอร์ดแรกที่พี่อยากพูดถึง คือ Med ถือเป็นวอร์ดสุดหิน เพราะน้องต้องรับมือกับโรคสารพัด ตั้งแต่โรคเบสิกอย่างไข้หวัด ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ไปจนถึงโรคสุดพีคอย่างมะเร็ง โรคหัวใจ รวมไปถึงโรคใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน

ถ้าเป็นเกม ก็คงเหมือนกับเราต้องตะลุยฝ่าฝูงซอมบี้เพื่อไปหาคีย์ไอเท็มมาไขปริศนา แต่หลายคนบอกว่า ถ้าได้ขึ้นวอร์ดนี้ก่อนคือโชคดี เพราะจะเห็นภาพรวมของการทำงานเกือบครบ

ส่วนบรรยากาศในวอร์ดก็เป็นแบบที่เคยเห็นตามละคร คือ มีคนไข้นอนเรียงราย บางคนก็มีสายระโยงระยาง ทั้งสายน้ำเกลือ ถุงเลือด เครื่องช่วยหายใจ จำได้ว่า ตอนขึ้นวอร์ดครั้งแรก พี่ก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ยิ่งมาเจอคนไข้อาการหนัก ก็ยิ่งเครียด ยิ่งกลัวว่าจะทำอะไรพลาดหรือเปล่า ต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่ถึงจะเข้าที่เข้าทาง

วอร์ดต่อมาก็คือ สูติ ซึ่งคนไข้ทั้งหมดเป็นผู้หญิง โดยแบ่งงานเป็น 2 ส่วนหลักๆ อย่างแรก คือ สูติศาสตร์ พูดเรื่องการเกิดล้วนๆ ไล่มาตั้งแต่ตั้งครรภ์ ฝากครรภ์ การคลอด อีกส่วนคือ นรีเวชวิทยา เน้นเรื่องระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ตั้งแต่การตรวจภายใน ขึ้นขาหยั่ง ดูมดลูก รังไข่ว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

ภาพจำของสูติศาสตร์ก็คือ บรรดาคุณแม่ทั้งหลายซึ่งจะมาหาอาจารย์เป็นระยะเพื่อเช็กว่า ตอนนี้ลูกเป็นยังไงบ้าง สุขภาพแข็งแรงดีหรือเปล่า ส่วนนรีเวช ก็จะเต็มไปด้วยป้าๆ น้าๆ บรรยากาศเป็นกันเอง คนไข้จะเอ็นดูน้องๆ มากเป็นพิเศษ เหมือนเจอลูกหลาน ถามอะไรก็ตอบ ถ้าเป็นเกมก็แนว RPG เน้นการคุย เก็บเลเวล

วอร์ดเด็กจะคล้ายๆ กับวอร์ด Med แต่เปลี่ยนจากผู้ใหญ่เป็นเด็กแทน บรรยากาศก็จะสดใส เพราะมีเด็กๆ น่ารัก เต็มไปหมด อีกความพิเศษหนึ่งคือ อาจารย์วอร์ดนี้จะใจดีมาก เหมือนอยู่ในโลกการ์ตูนแฟนซียังไงยังงั้น

และสุดท้าย วอร์ดศัลย์ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเกมแอ็กชัน เพราะเน้นเรื่องผ่าตัดล้วนๆ โดยอาจารย์ส่วนใหญ่ของวอร์ดนี้จะเป็นผู้ชาย บรรยากาศก็จะลุยๆ เซอร์ๆ คุยกับคนไข้แบบตรงๆ แถมวอร์ด ER ก็จะอยู่ภายใต้วอร์ดศัลย์อีกที พวกเคสฉุกเฉิน คนไข้อุบัติเหตุทั้งหลาย ก็จะมาลงที่นี่หมด ถ้าใครมาอยู่ที่นี่รับรองว่าเหนื่อยสุดๆ
...

02
#ความรู้ที่ล่องลอยในอากาศ

รู้จักวอร์ดหลักๆ ไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงการใช้ชีวิตบนวอร์ดกันบ้าง

เพราะน้องยังเป็นมือใหม่อยู่ อาจารย์ก็เลยไม่ได้มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบอะไรให้มาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าน้องจะได้อยู่เฉยๆ

อย่างแรกเลย น้องจะต้องเริ่มรู้จักทำงานกับคนอื่น ทั้งพี่ปี 5 พี่ปี 6 (ที่เรียกว่า Extern) พี่แพทย์ใช้ทุน (Intern) และพี่แพทย์ประจำบ้าน (Resident) รวมไปถึงอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น เช่น พี่พยาบาล พี่เภสัชกร

การทำงานบนวอร์ดจะเน้นเรื่องทีมเวิร์ก เหมือนเราเล่นฟุตบอล ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือผู้อื่นด้วย จะมาบุกเดี่ยว กะโชว์หล่อ ยิงประตูคนเดียว ไม่สนใจคนอื่นไม่ได้

หน้าที่หลักของปี 4 คือ การดูแลคนไข้กลุ่มเล็กๆ ประมาณ 4-5 เตียง น้องจะต้องซักประวัติผู้ป่วย พูดคุย ติดตามอาการ แล้วนำมารายงานอาจารย์ โดยเวลาปฏิบัติหน้าที่เรียกกันว่า “ราวด์วอร์ด”

ชีวิตหลังจากนี้แทบบอกลาการนอนตื่นสายได้เลย เพราะน้องจะต้องมาราวด์วอร์ดตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง เพราะฉะนั้นต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องลุกขึ้นมาให้ทัน

พอถึงวอร์ด เราก็จะได้รับชาร์ตคนไข้ซึ่งบอกข้อมูลของผู้ป่วย ตั้งแต่อาการเป็นยังไง ผ่าตัดอะไรไปบ้าง ให้ยาอะไรไปแล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการซักประวัติ

แน่นอน การถามหรือการพูดคุย หลายคนอาจคิดว่าเป็นของง่ายๆ แต่พี่บอกได้เลยว่า มันไม่หมูอย่างที่คิด บางคนถามได้ 2-3 ข้อก็ไม่รู้จะถามอะไรต่อ เพราะฉะนั้นก่อนคุย พี่ๆ ก็จะมาประกบคอยบรีฟคำถาม รวมถึงให้เคล็ดลับต่างๆ เช่น อย่าทำเหมือนสอบสวน เน้นชวนคุยเพื่อให้คนไข้ผ่อนคลาย คิดเสมอว่า คนไข้ก็เหมือนญาติของเรา รับรองว่าคำตอบดีๆ จะตามมาเอง

และเมื่อน้องถามเสร็จ พี่ๆ ก็จะมาราวด์วอร์ดต่ออีกที เพื่อตรวจเช็กว่าสิ่งที่น้องเขียนมาถูกต้องหรือเปล่า ก่อนที่อาจารย์จะมาตรวจซ้ำเป็นรอบสุดท้าย พร้อมกับสอนและให้ความรู้ไปด้วย

การเรียนบนวอร์ดจึงไม่ได้มีรูปแบบตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นอาการคนไข้แต่ละคนเป็นยังไง

นอกจากนี้ อะไรที่เราช่วยพี่ๆ ได้ก็ต้องพยายามช่วย อาจเริ่มจากหัตถการง่ายๆ อย่าง เจาะตรวจน้ำตาลที่ปลายนิ้ว ดูความเข้มข้นของเลือด ลองเย็บแผล ลองตัดไหม พี่ๆ มักเปิดโอกาสให้เราลองอยู่แล้ว ขอแค่อย่ากลัว ถ้าเราทำผิดเขาจะรีบบอกทันที

ภารกิจอีกอย่างในชั้นปี 4 คือการไปตรวจผู้ป่วยนอก หรือออก OPD

ที่ศิริราช นักศึกษา 1 คน จะได้ประกบคู่กับอาจารย์ 1 ท่าน ในห้องตรวจ อาจารย์จะให้เราซักประวัติแล้ววินิจฉัยอาการคนไข้ให้ฟัง จากนั้นก็อธิบายให้รู้ว่าต้องคิดอย่างไร เริ่มจากจุดไหน อาจารย์ที่เก่งๆ จะมีวิธีคิดที่เป็นระบบ มองทีเดียวทะลุปรุโปร่ง จึงเป็นโอกาสดีของการเรียนรู้

อีกสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตคือการอยู่เวร ถ้าเป็นปี 4 จะอยู่เวรไม่เกินเที่ยงคืน เช่น เลิกเรียน 5 โมง อาจต้องอยู่เวรถึง 5 ทุ่ม แต่พอปี 5-6 ต้องอยู่เวรข้ามคืน บางที 24 ชั่วโมง เราต้องนอนในวอร์ด พอมีเคสฉุกเฉินก็จะมีคนโทรมาตาม

ชีวิตช่วงนี้เป็นช่วงที่หนักสุดๆ หนักแบบที่ว่าบางคนจะตายให้ได้ เพราะทำงานแทบไม่มีวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ที่เพื่อนคณะอื่นไปเที่ยวเล่น เราก็ต้องมานั่งอยู่เวร แต่ก็อย่างว่า คนเราเลือกเวลาป่วยไม่ได้ จึงเป็นหน้าที่ของหมอ และนักศึกษาแพทย์ที่ต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

ส่วนการสอบก็มีหลายแบบ ทั้งแบบทฤษฎีและปฏิบัติ บางวอร์ดอาจให้สอบปากเปล่ากับอาจารย์ตัวต่อตัว ซึ่งบอกเลยว่า น่ากลัวมาก เพราะอาจารย์มักจะมอบหมายเคสผู้ป่วยแบบเจาะลึก 1 เคส มาให้เราซักประวัติ ตรวจร่างกาย แล้วบอกให้ได้ว่าเขาเป็นโรคอะไร หรือบางทีอาจารย์อยากถามอะไรก็ถาม ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ในตำรานั่นแหละ เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันอยู่หน้าไหนเท่านั้นเอง

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีทางให้น้องผ่านไปได้ หนึ่งคือ ต้องคอยสังเกตวิธีการทำงานของพี่ๆ และอาจารย์ ตั้งใจฟังเวลาพวกเขาอธิบาย อะไรที่ดีก็เก็บมาใช้ อันไหนไม่เข้าใจให้รีบถามตอนนั้นเลย พยายามหาโอกาสฝึกทำหัตถการบ่อยๆ เพิ่มประสบการณ์ และความที่เนื้อหามีเยอะมาก พอกลับมาถึงหอ อย่าลืมจดว่าเราได้เรียนรู้อะไรวันนี้ ต้องทบทวนหรืออ่านอะไรเพิ่มเติมบ้าง อันไหนที่วันนี้เราตอบอาจารย์ไม่ได้ พรุ่งนี้เราน่าจะตอบได้แล้ว

ที่สำคัญ แม้ชีวิตบนวอร์ดจะเหนื่อย แต่ข้อดีคือ การเรียนกับคนไข้จริงสนุกกว่าเรียนเลกเชอร์เยอะมาก และยังทำให้เรารู้ตัวว่า สิ่งที่เรียนมาตั้งเยอะ มันช่วยคนไข้ได้จริงๆ
...

03
#ประสบการณ์ไม่รู้ลืม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น พี่จะขอยกตัวอย่างประสบการณ์บนวอร์ดที่น่าสนใจให้น้องฟังก็แล้วกัน

ถ้าเป็นวอร์ดศัลย์ แน่นอนต้องเป็นการเข้าห้องผ่าตัด น้องจะได้เห็นการทำงานของอาจารย์อย่างใกล้ชิดว่า กว่าที่คนไข้จะกลับมาสุขภาพดีได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง แถมการเข้าห้องผ่าตัดก็บอกเลยว่าซับซ้อนมากๆ ตั้งแต่การใส่ชุดผ่าตัด การสวมถุงมือแบบปลอดเชื้อ ซึ่งกว่าจะใส่ได้ก็ต้องระมัดระวังตัวเองแบบสุดๆ หรือการล้างมือ พอล้างเสร็จก็ยังต้องยกค้างไว้ตลอด เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกจากร่างกายตกลงไปใส่มือ เพราะถ้าเรานำเชื้อโรคไปติดคนไข้ จะเป็นอันตรายร้ายแรงมาก

ครั้งแรกที่เห็นอวัยวะภายในของมนุษย์ที่ยังมีชีวิต บอกเลยว่า ไม่เหมือนกับตอนเรียนกรอสเลย

ไหนจะเป็นสมองสีเหลือง ลำไส้ที่ขดไปมาในช่องท้อง หัวใจที่ยังเต้นตุบตับ อาจารย์หมอก็จะผ่าไปแล้วชี้ให้เราดูอวัยวะต่างๆ ไป ความรู้ตอนปี 2 ที่เกือบลืมไปหมด ก็จะถูกงัดกลับมาใช้ตอนนี้

ในห้องผ่าตัด เราจะได้เห็นทักษะขั้นเทพของอาจารย์ในการลงมีด เห็นทีมเวิร์กของทีมงานฝ่ายต่างๆ ความรวดเร็วในการส่งเครื่องไม้เครื่องมือ แถมบางครั้งการผ่าตัดก็ยาวนาน ผ่าตอนบ่ายมาเสร็จอีกทีตอนเช้ามืด แต่เราแทบไม่เห็นอาจารย์หยุดมือ หรือพักเหนื่อยเลย เพราะการผ่าตัดยิ่งใช้เวลานานมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่อชีวิตคนไข้เท่านั้น

ต่อมาคือ วอร์ดสูติ น้องๆ หลายคนมักจะได้สิทธิให้เข้าห้องคลอด โดยเฉพาะตอนเชียร์คุณแม่เบ่งคลอด แถมบางครั้งอาจารย์ก็ใจดี บอกให้เราอุ้มทารกแรกเกิดไปให้คุณแม่อีกต่างหาก แล้วเราจะได้เห็นช็อตประทับใจตอนคุณแม่เห็นหน้าลูกครั้งแรก ซึ่งหลายคนถึงขั้นกลั้นน้ำตาไม่ไหว

ส่วนวอร์ด Med สิ่งที่ทำให้เราทึ่งอยู่เสมอคือ การวินิจฉัยโรค เพราะอาจารย์วอร์ดนี้จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับ Google ฉบับมนุษย์ ถามอะไรก็ตอบได้ บางทีพวกเรากับพี่เดนท์กำลังช่วยกันคิดว่าจะรับมือกับคนไข้ยังไงดี จู่ๆ ก็มีอาจารย์โผล่เข้ามาด้วย จากนั้นก็ชี้ทางออกให้เรียบร้อย ไม่ธรรมดาจริงๆ

วอร์ดเด็กมีความพิเศษไปอีกแบบ โดยอาจารย์มักจะสอนเสมอว่า การรักษาเด็กนั้นไม่ใช่รักษาแค่โรค แต่ยังต้องดูไปถึงพัฒนาการ อาหาร วัคซีน รวมถึงครอบครัวของเด็กว่าเป็นยังไง เพื่อจะได้นำมาคิดและวางแผนการรักษาให้ถูกต้อง

และอย่างที่เคยบอกว่า อาจารย์วอร์ดนี้ได้ชื่อว่านางฟ้าตัวจริง ใจดีสุดๆ แถมเวลาที่เห็นน้องบางคนตอนเข้ามาร้องไห้งอแง พอถึงวันสุดท้ายกลับโบกมือยิ้มแย้มไม่ยอมหยุด มันเป็นความรู้สึกดีสุดๆ เพราะอย่างน้อยๆ เราก็มีส่วนช่วยทำให้น้องๆ กลับมาสดใสได้อีกครั้ง

ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงานบนวอร์ด เราจะพบกับเหตุการณ์มากมาย มีทั้งลุ้น ทั้งตื่นเต้น บางครั้งก็โคตรเศร้า แต่พี่ก็เชื่อว่า ทุกคนก็น่าจะได้เจอกับเคสคนไข้ที่ประทับใจไม่มากก็น้อย

อย่างพี่เอง จำได้ว่าตอนปี 5 เคยช่วยดูแลคนไข้คนหนึ่ง เป็นคุณป้าที่มาด้วยภาวะไตวาย

ตอนนั้นตี 2 แล้ว เหลือแค่พี่กับพี่เดนท์สองคน เราต้องช่วยกันใส่เครื่องช่วยหายใจ เฝ้าอาการคนไข้จนแทบไม่ได้นอน พอความดันตกก็ต้องปรับน้ำเกลือ ปรับยาไปเรื่อยๆ จนอาการคนไข้พ้นวิกฤติ เอาเครื่องช่วยหายใจออกได้ แต่ถึงอย่างนั้น พี่ก็ต้องแวะมาดูคนไข้ทุกวัน เจาะน้ำตาล คุยกับคุณป้า แถมตอนแกจะออกจากโรงพยาบาล พี่ยังบอกแกว่า ต่อไปห้ามซื้อยาชุดมากินเอง เดี๋ยวไตจะวาย

ผ่านไปปีหนึ่ง ตอนพี่ไปห้างกำลังจะกลับมาศิริราช ก็เจอคุณป้าโดยบังเอิญ เพราะแกเป็นวินแถวนั้นพอดี ป้าแกก็จำพี่ได้เลย บอกว่าตอนนี้หายดีแล้ว แถมตอนมาส่งที่คณะยังไม่ยอมรับตังค์อีกต่างหาก พี่ก็ต้องตื๊ออยู่นาน จนแกยอมรับ นี่แหละคือผลจากความตั้งใจของเราที่อาจเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ขึ้นวอร์ดที่พี่อยากเล่าให้ฟัง ที่สำคัญ พี่อยากจะขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ อาจารย์ และคนไข้บนวอร์ด ซึ่งคอยช่วยเหลือ และทำให้เราผ่านช่วงเวลายากๆ มาได้ จนกลายเป็นแพทย์เต็มตัวเหมือนอย่างตอนนี้

#ศิริราช #เรียนหมอ #Dek65 #Dek66 #ริมน้ำ

#ของมันต้องรู้ก่อนเรียนหมอศิริราช
#ตอนที่4 #เมื่อน้องต้องขึ้นวอร์ด

“Arrest! Arrest! คนไข้ Arrest ค่ะ!”

เสียงพยาบาลตะโกนดังลั่นวอร์ด จากนั้นก็มีหมอ 3-4 คน วิ่งตรงไปที่เตียงคนไข้ คนหนึ่งกดหน้าอก อีกคนเช็กดูสายน้ำเกลือ เส้นกราฟหัวใจบนเครื่องกำลังกลายเป็นเส้นตรง

หมอคนเดิมจึงสั่งให้เอาเครื่องช็อกไฟฟ้ามาช่วยชีวิตคนไข้ นับ 1-2-3 เครื่องทำงาน ร่างคนไข้ก็กระตุกขึ้น เหมือนมีอะไรมาดึงขึ้นจากเตียง สักพัก กราฟหัวใจเริ่มกลับมาเต้นเหมือนเดิม

สำหรับน้องๆ ที่เพิ่งขึ้นวอร์ด คงเคยเห็นฉากแบบนี้ตามซีรีส์ต่างๆ มาบ้างแล้ว แน่นอนตอนดูผ่านหน้าจอก็สนุก ลุ้นระทึกดี แต่พอมาเจอของจริง หลายคนถึงกับไปไม่ถูกเลยทีเดียว

แต่สำหรับอาชีพหมอแล้ว เราจะปล่อยให้ความตื่นเต้นตกใจมาครอบงำไม่ได้เป็นอันขาด เพราะทุกนาทีมีความหมาย หากช้าแค่เสี้ยววินาทีเดียว อาจทำให้คนไข้ตาย บาดเจ็บ หรือกลายเป็นเจ้าชายนิทราขึ้นมาก็ได้

ปี 4 จึงถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับการเรียนแพทย์ โดยเฉพาะที่ศิริราช เพราะเป็นตอนที่น้องๆ ทุกคนจะต้องงัดความรู้ทุกอย่างตั้งแต่ชั้นปี 1-3 ออกมาใช้ เพื่อช่วยอาจารย์และพี่ๆ แพทย์ประจำบ้านดูแลคนไข้บนวอร์ดอย่างเต็มที่

ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ชีวิตบนวอร์ดเต็มไปด้วยเรื่องราวและสีสันมากมาย ในบทความซีรีส์ “ของมันต้องรู้ ก่อนเรียนหมอศิริราช!!!” ตอนนี้ พี่เลยอยากพาน้องทุกคนมาสำรวจเรื่องราวต่างๆ บนหอผู้ป่วย กับภารกิจที่แสนหนักหน่วงของว่าที่คุณหมอ
...

01
#บนวอร์ดคือการเล่นเกม

ตอนเรียนปี 1-3 น้องหลายคนอาจจะงงๆ ว่าทำไมคณะถึงต้องอัดความรู้แบบโนลิมิตมาใส่สมองน้อยๆ ของเรา ซึ่งบางครั้งคำตอบที่ได้ก็เป็นประเภท เรียนไปเถอะ อีกหน่อยก็รู้เอง จากนั้นก็ให้เราก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือกันต่อไป

แต่เมื่อน้องขึ้นปี 4 เรื่องที่เคยสงสัยมาตลอดก็จะได้รับคำตอบ เพราะน้องจะได้เจอกับคนไข้หลากหลาย ตั้งแต่ป่วยน้อยไปถึงป่วยมาก แล้วก็จะรู้ว่า สิ่งที่เรียนมา มันใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

แต่ก่อนที่น้องจะได้ขึ้นวอร์ด ที่ศิริราชเรามีพิธีการสำคัญเพื่อต้อนรับทุกคน คือ พิธีมอบหัวเข็มขัด โดยนอกจากเสื้อกาวน์และหัวเข็มขัดศิริราชแล้ว น้องยังได้รับหูฟัง (Stethoscope) ห้อยคอเป็นอุปกรณ์ประจำตัวอีกด้วย

ชีวิตบนวอร์ดต่างจากห้องเรียนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะเราไม่ได้เรียนรวมกัน 300 กว่าคนอีกแล้ว แต่ทั้งหมดจะถูกจับแยก แบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มหนึ่งประมาณสิบคน จากนั้นก็จะถูกส่งตัวไปประจำบนวอร์ดหรือหอผู้ป่วย เพื่อสัมผัสกับคนไข้อย่างใกล้ชิด

บางคนโชคดีได้เรียนกับเพื่อนแก๊งเดิม ซึ่งศิริราชยังใจดี ให้น้องเลือกเพื่อนสนิทเป็นบัดดี้ คู่หูคู่เรียนได้คนหนึ่ง แต่โดยรวมๆ แล้ว น้องก็จะได้เจอกับเพื่อนที่ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไร ซึ่งจริงๆ ก็ต้องถือเป็นโอกาสดี เพราะหลายคนก็มาสนิทกันช่วงนี้ แถมบางทีอาจซี้กันมากกว่ากลุ่มเก่าอีกต่างหาก

สำหรับปี 4 เราจะขึ้นภาควิชาหลักที่เรียกว่า เมเจอร์วอร์ด มี 4 วอร์ดด้วยกัน คือ สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, ศัลยศาสตร์, อายุรศาสตร์ และกุมารเวชศาสตร์ เรียกย่อๆ ว่า “สู-ศัลย์-Med-เด็ก” โดยเราจะเรียนวนไปเรื่อยๆ เหมือนเล่นเกมเปลี่ยนฐาน บางวอร์ดใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ แต่บางวอร์ดอาจลากยาวไปถึง 2 เดือน ซึ่งแต่ละวอร์ดก็จะมีความยากง่ายไม่เหมือนกัน

สำหรับวอร์ดแรกที่พี่อยากพูดถึง คือ Med ถือเป็นวอร์ดสุดหิน เพราะน้องต้องรับมือกับโรคสารพัด ตั้งแต่โรคเบสิกอย่างไข้หวัด ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ไปจนถึงโรคสุดพีคอย่างมะเร็ง โรคหัวใจ รวมไปถึงโรคใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน

ถ้าเป็นเกม ก็คงเหมือนกับเราต้องตะลุยฝ่าฝูงซอมบี้เพื่อไปหาคีย์ไอเท็มมาไขปริศนา แต่หลายคนบอกว่า ถ้าได้ขึ้นวอร์ดนี้ก่อนคือโชคดี เพราะจะเห็นภาพรวมของการทำงานเกือบครบ

ส่วนบรรยากาศในวอร์ดก็เป็นแบบที่เคยเห็นตามละคร คือ มีคนไข้นอนเรียงราย บางคนก็มีสายระโยงระยาง ทั้งสายน้ำเกลือ ถุงเลือด เครื่องช่วยหายใจ จำได้ว่า ตอนขึ้นวอร์ดครั้งแรก พี่ก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ยิ่งมาเจอคนไข้อาการหนัก ก็ยิ่งเครียด ยิ่งกลัวว่าจะทำอะไรพลาดหรือเปล่า ต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่ถึงจะเข้าที่เข้าทาง

วอร์ดต่อมาก็คือ สูติ ซึ่งคนไข้ทั้งหมดเป็นผู้หญิง โดยแบ่งงานเป็น 2 ส่วนหลักๆ อย่างแรก คือ สูติศาสตร์ พูดเรื่องการเกิดล้วนๆ ไล่มาตั้งแต่ตั้งครรภ์ ฝากครรภ์ การคลอด อีกส่วนคือ นรีเวชวิทยา เน้นเรื่องระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ตั้งแต่การตรวจภายใน ขึ้นขาหยั่ง ดูมดลูก รังไข่ว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

ภาพจำของสูติศาสตร์ก็คือ บรรดาคุณแม่ทั้งหลายซึ่งจะมาหาอาจารย์เป็นระยะเพื่อเช็กว่า ตอนนี้ลูกเป็นยังไงบ้าง สุขภาพแข็งแรงดีหรือเปล่า ส่วนนรีเวช ก็จะเต็มไปด้วยป้าๆ น้าๆ บรรยากาศเป็นกันเอง คนไข้จะเอ็นดูน้องๆ มากเป็นพิเศษ เหมือนเจอลูกหลาน ถามอะไรก็ตอบ ถ้าเป็นเกมก็แนว RPG เน้นการคุย เก็บเลเวล

วอร์ดเด็กจะคล้ายๆ กับวอร์ด Med แต่เปลี่ยนจากผู้ใหญ่เป็นเด็กแทน บรรยากาศก็จะสดใส เพราะมีเด็กๆ น่ารัก เต็มไปหมด อีกความพิเศษหนึ่งคือ อาจารย์วอร์ดนี้จะใจดีมาก เหมือนอยู่ในโลกการ์ตูนแฟนซียังไงยังงั้น

และสุดท้าย วอร์ดศัลย์ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเกมแอ็กชัน เพราะเน้นเรื่องผ่าตัดล้วนๆ โดยอาจารย์ส่วนใหญ่ของวอร์ดนี้จะเป็นผู้ชาย บรรยากาศก็จะลุยๆ เซอร์ๆ คุยกับคนไข้แบบตรงๆ แถมวอร์ด ER ก็จะอยู่ภายใต้วอร์ดศัลย์อีกที พวกเคสฉุกเฉิน คนไข้อุบัติเหตุทั้งหลาย ก็จะมาลงที่นี่หมด ถ้าใครมาอยู่ที่นี่รับรองว่าเหนื่อยสุดๆ
...

02
#ความรู้ที่ล่องลอยในอากาศ

รู้จักวอร์ดหลักๆ ไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงการใช้ชีวิตบนวอร์ดกันบ้าง

เพราะน้องยังเป็นมือใหม่อยู่ อาจารย์ก็เลยไม่ได้มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบอะไรให้มาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าน้องจะได้อยู่เฉยๆ

อย่างแรกเลย น้องจะต้องเริ่มรู้จักทำงานกับคนอื่น ทั้งพี่ปี 5 พี่ปี 6 (ที่เรียกว่า Extern) พี่แพทย์ใช้ทุน (Intern) และพี่แพทย์ประจำบ้าน (Resident) รวมไปถึงอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น เช่น พี่พยาบาล พี่เภสัชกร

การทำงานบนวอร์ดจะเน้นเรื่องทีมเวิร์ก เหมือนเราเล่นฟุตบอล ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือผู้อื่นด้วย จะมาบุกเดี่ยว กะโชว์หล่อ ยิงประตูคนเดียว ไม่สนใจคนอื่นไม่ได้

หน้าที่หลักของปี 4 คือ การดูแลคนไข้กลุ่มเล็กๆ ประมาณ 4-5 เตียง น้องจะต้องซักประวัติผู้ป่วย พูดคุย ติดตามอาการ แล้วนำมารายงานอาจารย์ โดยเวลาปฏิบัติหน้าที่เรียกกันว่า “ราวด์วอร์ด”

ชีวิตหลังจากนี้แทบบอกลาการนอนตื่นสายได้เลย เพราะน้องจะต้องมาราวด์วอร์ดตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง เพราะฉะนั้นต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องลุกขึ้นมาให้ทัน

พอถึงวอร์ด เราก็จะได้รับชาร์ตคนไข้ซึ่งบอกข้อมูลของผู้ป่วย ตั้งแต่อาการเป็นยังไง ผ่าตัดอะไรไปบ้าง ให้ยาอะไรไปแล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการซักประวัติ

แน่นอน การถามหรือการพูดคุย หลายคนอาจคิดว่าเป็นของง่ายๆ แต่พี่บอกได้เลยว่า มันไม่หมูอย่างที่คิด บางคนถามได้ 2-3 ข้อก็ไม่รู้จะถามอะไรต่อ เพราะฉะนั้นก่อนคุย พี่ๆ ก็จะมาประกบคอยบรีฟคำถาม รวมถึงให้เคล็ดลับต่างๆ เช่น อย่าทำเหมือนสอบสวน เน้นชวนคุยเพื่อให้คนไข้ผ่อนคลาย คิดเสมอว่า คนไข้ก็เหมือนญาติของเรา รับรองว่าคำตอบดีๆ จะตามมาเอง

และเมื่อน้องถามเสร็จ พี่ๆ ก็จะมาราวด์วอร์ดต่ออีกที เพื่อตรวจเช็กว่าสิ่งที่น้องเขียนมาถูกต้องหรือเปล่า ก่อนที่อาจารย์จะมาตรวจซ้ำเป็นรอบสุดท้าย พร้อมกับสอนและให้ความรู้ไปด้วย

การเรียนบนวอร์ดจึงไม่ได้มีรูปแบบตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นอาการคนไข้แต่ละคนเป็นยังไง

นอกจากนี้ อะไรที่เราช่วยพี่ๆ ได้ก็ต้องพยายามช่วย อาจเริ่มจากหัตถการง่ายๆ อย่าง เจาะตรวจน้ำตาลที่ปลายนิ้ว ดูความเข้มข้นของเลือด ลองเย็บแผล ลองตัดไหม พี่ๆ มักเปิดโอกาสให้เราลองอยู่แล้ว ขอแค่อย่ากลัว ถ้าเราทำผิดเขาจะรีบบอกทันที

ภารกิจอีกอย่างในชั้นปี 4 คือการไปตรวจผู้ป่วยนอก หรือออก OPD

ที่ศิริราช นักศึกษา 1 คน จะได้ประกบคู่กับอาจารย์ 1 ท่าน ในห้องตรวจ อาจารย์จะให้เราซักประวัติแล้ววินิจฉัยอาการคนไข้ให้ฟัง จากนั้นก็อธิบายให้รู้ว่าต้องคิดอย่างไร เริ่มจากจุดไหน อาจารย์ที่เก่งๆ จะมีวิธีคิดที่เป็นระบบ มองทีเดียวทะลุปรุโปร่ง จึงเป็นโอกาสดีของการเรียนรู้

อีกสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตคือการอยู่เวร ถ้าเป็นปี 4 จะอยู่เวรไม่เกินเที่ยงคืน เช่น เลิกเรียน 5 โมง อาจต้องอยู่เวรถึง 5 ทุ่ม แต่พอปี 5-6 ต้องอยู่เวรข้ามคืน บางที 24 ชั่วโมง เราต้องนอนในวอร์ด พอมีเคสฉุกเฉินก็จะมีคนโทรมาตาม

ชีวิตช่วงนี้เป็นช่วงที่หนักสุดๆ หนักแบบที่ว่าบางคนจะตายให้ได้ เพราะทำงานแทบไม่มีวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ที่เพื่อนคณะอื่นไปเที่ยวเล่น เราก็ต้องมานั่งอยู่เวร แต่ก็อย่างว่า คนเราเลือกเวลาป่วยไม่ได้ จึงเป็นหน้าที่ของหมอ และนักศึกษาแพทย์ที่ต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

ส่วนการสอบก็มีหลายแบบ ทั้งแบบทฤษฎีและปฏิบัติ บางวอร์ดอาจให้สอบปากเปล่ากับอาจารย์ตัวต่อตัว ซึ่งบอกเลยว่า น่ากลัวมาก เพราะอาจารย์มักจะมอบหมายเคสผู้ป่วยแบบเจาะลึก 1 เคส มาให้เราซักประวัติ ตรวจร่างกาย แล้วบอกให้ได้ว่าเขาเป็นโรคอะไร หรือบางทีอาจารย์อยากถามอะไรก็ถาม ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ในตำรานั่นแหละ เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันอยู่หน้าไหนเท่านั้นเอง

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีทางให้น้องผ่านไปได้ หนึ่งคือ ต้องคอยสังเกตวิธีการทำงานของพี่ๆ และอาจารย์ ตั้งใจฟังเวลาพวกเขาอธิบาย อะไรที่ดีก็เก็บมาใช้ อันไหนไม่เข้าใจให้รีบถามตอนนั้นเลย พยายามหาโอกาสฝึกทำหัตถการบ่อยๆ เพิ่มประสบการณ์ และความที่เนื้อหามีเยอะมาก พอกลับมาถึงหอ อย่าลืมจดว่าเราได้เรียนรู้อะไรวันนี้ ต้องทบทวนหรืออ่านอะไรเพิ่มเติมบ้าง อันไหนที่วันนี้เราตอบอาจารย์ไม่ได้ พรุ่งนี้เราน่าจะตอบได้แล้ว

ที่สำคัญ แม้ชีวิตบนวอร์ดจะเหนื่อย แต่ข้อดีคือ การเรียนกับคนไข้จริงสนุกกว่าเรียนเลกเชอร์เยอะมาก และยังทำให้เรารู้ตัวว่า สิ่งที่เรียนมาตั้งเยอะ มันช่วยคนไข้ได้จริงๆ
...

03
#ประสบการณ์ไม่รู้ลืม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น พี่จะขอยกตัวอย่างประสบการณ์บนวอร์ดที่น่าสนใจให้น้องฟังก็แล้วกัน

ถ้าเป็นวอร์ดศัลย์ แน่นอนต้องเป็นการเข้าห้องผ่าตัด น้องจะได้เห็นการทำงานของอาจารย์อย่างใกล้ชิดว่า กว่าที่คนไข้จะกลับมาสุขภาพดีได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง แถมการเข้าห้องผ่าตัดก็บอกเลยว่าซับซ้อนมากๆ ตั้งแต่การใส่ชุดผ่าตัด การสวมถุงมือแบบปลอดเชื้อ ซึ่งกว่าจะใส่ได้ก็ต้องระมัดระวังตัวเองแบบสุดๆ หรือการล้างมือ พอล้างเสร็จก็ยังต้องยกค้างไว้ตลอด เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกจากร่างกายตกลงไปใส่มือ เพราะถ้าเรานำเชื้อโรคไปติดคนไข้ จะเป็นอันตรายร้ายแรงมาก

ครั้งแรกที่เห็นอวัยวะภายในของมนุษย์ที่ยังมีชีวิต บอกเลยว่า ไม่เหมือนกับตอนเรียนกรอสเลย

ไหนจะเป็นสมองสีเหลือง ลำไส้ที่ขดไปมาในช่องท้อง หัวใจที่ยังเต้นตุบตับ อาจารย์หมอก็จะผ่าไปแล้วชี้ให้เราดูอวัยวะต่างๆ ไป ความรู้ตอนปี 2 ที่เกือบลืมไปหมด ก็จะถูกงัดกลับมาใช้ตอนนี้

ในห้องผ่าตัด เราจะได้เห็นทักษะขั้นเทพของอาจารย์ในการลงมีด เห็นทีมเวิร์กของทีมงานฝ่ายต่างๆ ความรวดเร็วในการส่งเครื่องไม้เครื่องมือ แถมบางครั้งการผ่าตัดก็ยาวนาน ผ่าตอนบ่ายมาเสร็จอีกทีตอนเช้ามืด แต่เราแทบไม่เห็นอาจารย์หยุดมือ หรือพักเหนื่อยเลย เพราะการผ่าตัดยิ่งใช้เวลานานมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่อชีวิตคนไข้เท่านั้น

ต่อมาคือ วอร์ดสูติ น้องๆ หลายคนมักจะได้สิทธิให้เข้าห้องคลอด โดยเฉพาะตอนเชียร์คุณแม่เบ่งคลอด แถมบางครั้งอาจารย์ก็ใจดี บอกให้เราอุ้มทารกแรกเกิดไปให้คุณแม่อีกต่างหาก แล้วเราจะได้เห็นช็อตประทับใจตอนคุณแม่เห็นหน้าลูกครั้งแรก ซึ่งหลายคนถึงขั้นกลั้นน้ำตาไม่ไหว

ส่วนวอร์ด Med สิ่งที่ทำให้เราทึ่งอยู่เสมอคือ การวินิจฉัยโรค เพราะอาจารย์วอร์ดนี้จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับ Google ฉบับมนุษย์ ถามอะไรก็ตอบได้ บางทีพวกเรากับพี่เดนท์กำลังช่วยกันคิดว่าจะรับมือกับคนไข้ยังไงดี จู่ๆ ก็มีอาจารย์โผล่เข้ามาด้วย จากนั้นก็ชี้ทางออกให้เรียบร้อย ไม่ธรรมดาจริงๆ

วอร์ดเด็กมีความพิเศษไปอีกแบบ โดยอาจารย์มักจะสอนเสมอว่า การรักษาเด็กนั้นไม่ใช่รักษาแค่โรค แต่ยังต้องดูไปถึงพัฒนาการ อาหาร วัคซีน รวมถึงครอบครัวของเด็กว่าเป็นยังไง เพื่อจะได้นำมาคิดและวางแผนการรักษาให้ถูกต้อง

และอย่างที่เคยบอกว่า อาจารย์วอร์ดนี้ได้ชื่อว่านางฟ้าตัวจริง ใจดีสุดๆ แถมเวลาที่เห็นน้องบางคนตอนเข้ามาร้องไห้งอแง พอถึงวันสุดท้ายกลับโบกมือยิ้มแย้มไม่ยอมหยุด มันเป็นความรู้สึกดีสุดๆ เพราะอย่างน้อยๆ เราก็มีส่วนช่วยทำให้น้องๆ กลับมาสดใสได้อีกครั้ง

ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงานบนวอร์ด เราจะพบกับเหตุการณ์มากมาย มีทั้งลุ้น ทั้งตื่นเต้น บางครั้งก็โคตรเศร้า แต่พี่ก็เชื่อว่า ทุกคนก็น่าจะได้เจอกับเคสคนไข้ที่ประทับใจไม่มากก็น้อย

อย่างพี่เอง จำได้ว่าตอนปี 5 เคยช่วยดูแลคนไข้คนหนึ่ง เป็นคุณป้าที่มาด้วยภาวะไตวาย

ตอนนั้นตี 2 แล้ว เหลือแค่พี่กับพี่เดนท์สองคน เราต้องช่วยกันใส่เครื่องช่วยหายใจ เฝ้าอาการคนไข้จนแทบไม่ได้นอน พอความดันตกก็ต้องปรับน้ำเกลือ ปรับยาไปเรื่อยๆ จนอาการคนไข้พ้นวิกฤติ เอาเครื่องช่วยหายใจออกได้ แต่ถึงอย่างนั้น พี่ก็ต้องแวะมาดูคนไข้ทุกวัน เจาะน้ำตาล คุยกับคุณป้า แถมตอนแกจะออกจากโรงพยาบาล พี่ยังบอกแกว่า ต่อไปห้ามซื้อยาชุดมากินเอง เดี๋ยวไตจะวาย

ผ่านไปปีหนึ่ง ตอนพี่ไปห้างกำลังจะกลับมาศิริราช ก็เจอคุณป้าโดยบังเอิญ เพราะแกเป็นวินแถวนั้นพอดี ป้าแกก็จำพี่ได้เลย บอกว่าตอนนี้หายดีแล้ว แถมตอนมาส่งที่คณะยังไม่ยอมรับตังค์อีกต่างหาก พี่ก็ต้องตื๊ออยู่นาน จนแกยอมรับ นี่แหละคือผลจากความตั้งใจของเราที่อาจเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ขึ้นวอร์ดที่พี่อยากเล่าให้ฟัง ที่สำคัญ พี่อยากจะขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ อาจารย์ และคนไข้บนวอร์ด ซึ่งคอยช่วยเหลือ และทำให้เราผ่านช่วงเวลายากๆ มาได้ จนกลายเป็นแพทย์เต็มตัวเหมือนอย่างตอนนี้

#ศิริราช #เรียนหมอ #Dek65 #Dek66 #ริมน้ำ

ที่อยู่

โรงพยาบาลศิริราช
Bangkok
10700

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล,โรงพยาบาลศิริราช

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6624197000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ sirirajprผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


ความคิดเห็น

คณบดี ชวนน้องๆ และผู้ปกครองมาดูงาน “Siriraj Education Expo 2021” ในรูปแบบออนไลน์ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็เข้ามารู้จักการเรียนการสอนและประสบการณ์ชีวิตนักศึกษาในรั้วศิริราชได้ #ทางหน้าจอ งานที่จะช่วยเตรียมพร้อมให้น้องๆ ได้ทำตามความฝันบนเส้นทางที่สนใจ มาเป็นอนาคตของศิริราช เป็นอนาคตของคนไทยด้วยกัน แล้วพบกันวันที่ 11 ธันวาคม 2564 #ลงทะเบียนได้เลยตั้งแต่วันนี้ แค่สแกน หรือคลิก https://www.zipeventapp.com/e/Siriraj-Education-Expo-2021 Youtube : https://youtu.be/_r2Pk6wYRrY #SirirajEducationExpo2021 #ริมน้ำล้ำนะ #ศิริราช #Siriraj
#ของมันต้องรู้ก่อนเรียนหมอศิริราช #ตอนที่4 #เมื่อน้องต้องขึ้นวอร์ด “Arrest! Arrest! คนไข้ Arrest ค่ะ!” เสียงพยาบาลตะโกนดังลั่นวอร์ด จากนั้นก็มีหมอ 3-4 คน วิ่งตรงไปที่เตียงคนไข้ คนหนึ่งกดหน้าอก อีกคนเช็กดูสายน้ำเกลือ เส้นกราฟหัวใจบนเครื่องกำลังกลายเป็นเส้นตรง หมอคนเดิมจึงสั่งให้เอาเครื่องช็อกไฟฟ้ามาช่วยชีวิตคนไข้ นับ 1-2-3 เครื่องทำงาน ร่างคนไข้ก็กระตุกขึ้น เหมือนมีอะไรมาดึงขึ้นจากเตียง สักพัก กราฟหัวใจเริ่มกลับมาเต้นเหมือนเดิม สำหรับน้องๆ ที่เพิ่งขึ้นวอร์ด คงเคยเห็นฉากแบบนี้ตามซีรีส์ต่างๆ มาบ้างแล้ว แน่นอนตอนดูผ่านหน้าจอก็สนุก ลุ้นระทึกดี แต่พอมาเจอของจริง หลายคนถึงกับไปไม่ถูกเลยทีเดียว แต่สำหรับอาชีพหมอแล้ว เราจะปล่อยให้ความตื่นเต้นตกใจมาครอบงำไม่ได้เป็นอันขาด เพราะทุกนาทีมีความหมาย หากช้าแค่เสี้ยววินาทีเดียว อาจทำให้คนไข้ตาย บาดเจ็บ หรือกลายเป็นเจ้าชายนิทราขึ้นมาก็ได้ ปี 4 จึงถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับการเรียนแพทย์ โดยเฉพาะที่ศิริราช เพราะเป็นตอนที่น้องๆ ทุกคนจะต้องงัดความรู้ทุกอย่างตั้งแต่ชั้นปี 1-3 ออกมาใช้ เพื่อช่วยอาจารย์และพี่ๆ แพทย์ประจำบ้านดูแลคนไข้บนวอร์ดอย่างเต็มที่ ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ชีวิตบนวอร์ดเต็มไปด้วยเรื่องราวและสีสันมากมาย ในบทความซีรีส์ “ของมันต้องรู้ ก่อนเรียนหมอศิริราช!!!” ตอนนี้ พี่เลยอยากพาน้องทุกคนมาสำรวจเรื่องราวต่างๆ บนหอผู้ป่วย กับภารกิจที่แสนหนักหน่วงของว่าที่คุณหมอ ... 01 #บนวอร์ดคือการเล่นเกม ตอนเรียนปี 1-3 น้องหลายคนอาจจะงงๆ ว่าทำไมคณะถึงต้องอัดความรู้แบบโนลิมิตมาใส่สมองน้อยๆ ของเรา ซึ่งบางครั้งคำตอบที่ได้ก็เป็นประเภท เรียนไปเถอะ อีกหน่อยก็รู้เอง จากนั้นก็ให้เราก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือกันต่อไป แต่เมื่อน้องขึ้นปี 4 เรื่องที่เคยสงสัยมาตลอดก็จะได้รับคำตอบ เพราะน้องจะได้เจอกับคนไข้หลากหลาย ตั้งแต่ป่วยน้อยไปถึงป่วยมาก แล้วก็จะรู้ว่า สิ่งที่เรียนมา มันใช้ประโยชน์ได้อย่างไร แต่ก่อนที่น้องจะได้ขึ้นวอร์ด ที่ศิริราชเรามีพิธีการสำคัญเพื่อต้อนรับทุกคน คือ พิธีมอบหัวเข็มขัด โดยนอกจากเสื้อกาวน์และหัวเข็มขัดศิริราชแล้ว น้องยังได้รับหูฟัง (Stethoscope) ห้อยคอเป็นอุปกรณ์ประจำตัวอีกด้วย ชีวิตบนวอร์ดต่างจากห้องเรียนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะเราไม่ได้เรียนรวมกัน 300 กว่าคนอีกแล้ว แต่ทั้งหมดจะถูกจับแยก แบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มหนึ่งประมาณสิบคน จากนั้นก็จะถูกส่งตัวไปประจำบนวอร์ดหรือหอผู้ป่วย เพื่อสัมผัสกับคนไข้อย่างใกล้ชิด บางคนโชคดีได้เรียนกับเพื่อนแก๊งเดิม ซึ่งศิริราชยังใจดี ให้น้องเลือกเพื่อนสนิทเป็นบัดดี้ คู่หูคู่เรียนได้คนหนึ่ง แต่โดยรวมๆ แล้ว น้องก็จะได้เจอกับเพื่อนที่ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไร ซึ่งจริงๆ ก็ต้องถือเป็นโอกาสดี เพราะหลายคนก็มาสนิทกันช่วงนี้ แถมบางทีอาจซี้กันมากกว่ากลุ่มเก่าอีกต่างหาก สำหรับปี 4 เราจะขึ้นภาควิชาหลักที่เรียกว่า เมเจอร์วอร์ด มี 4 วอร์ดด้วยกัน คือ สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, ศัลยศาสตร์, อายุรศาสตร์ และกุมารเวชศาสตร์ เรียกย่อๆ ว่า “สู-ศัลย์-Med-เด็ก” โดยเราจะเรียนวนไปเรื่อยๆ เหมือนเล่นเกมเปลี่ยนฐาน บางวอร์ดใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ แต่บางวอร์ดอาจลากยาวไปถึง 2 เดือน ซึ่งแต่ละวอร์ดก็จะมีความยากง่ายไม่เหมือนกัน สำหรับวอร์ดแรกที่พี่อยากพูดถึง คือ Med ถือเป็นวอร์ดสุดหิน เพราะน้องต้องรับมือกับโรคสารพัด ตั้งแต่โรคเบสิกอย่างไข้หวัด ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ไปจนถึงโรคสุดพีคอย่างมะเร็ง โรคหัวใจ รวมไปถึงโรคใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ถ้าเป็นเกม ก็คงเหมือนกับเราต้องตะลุยฝ่าฝูงซอมบี้เพื่อไปหาคีย์ไอเท็มมาไขปริศนา แต่หลายคนบอกว่า ถ้าได้ขึ้นวอร์ดนี้ก่อนคือโชคดี เพราะจะเห็นภาพรวมของการทำงานเกือบครบ ส่วนบรรยากาศในวอร์ดก็เป็นแบบที่เคยเห็นตามละคร คือ มีคนไข้นอนเรียงราย บางคนก็มีสายระโยงระยาง ทั้งสายน้ำเกลือ ถุงเลือด เครื่องช่วยหายใจ จำได้ว่า ตอนขึ้นวอร์ดครั้งแรก พี่ก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ยิ่งมาเจอคนไข้อาการหนัก ก็ยิ่งเครียด ยิ่งกลัวว่าจะทำอะไรพลาดหรือเปล่า ต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่ถึงจะเข้าที่เข้าทาง วอร์ดต่อมาก็คือ สูติ ซึ่งคนไข้ทั้งหมดเป็นผู้หญิง โดยแบ่งงานเป็น 2 ส่วนหลักๆ อย่างแรก คือ สูติศาสตร์ พูดเรื่องการเกิดล้วนๆ ไล่มาตั้งแต่ตั้งครรภ์ ฝากครรภ์ การคลอด อีกส่วนคือ นรีเวชวิทยา เน้นเรื่องระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ตั้งแต่การตรวจภายใน ขึ้นขาหยั่ง ดูมดลูก รังไข่ว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ภาพจำของสูติศาสตร์ก็คือ บรรดาคุณแม่ทั้งหลายซึ่งจะมาหาอาจารย์เป็นระยะเพื่อเช็กว่า ตอนนี้ลูกเป็นยังไงบ้าง สุขภาพแข็งแรงดีหรือเปล่า ส่วนนรีเวช ก็จะเต็มไปด้วยป้าๆ น้าๆ บรรยากาศเป็นกันเอง คนไข้จะเอ็นดูน้องๆ มากเป็นพิเศษ เหมือนเจอลูกหลาน ถามอะไรก็ตอบ ถ้าเป็นเกมก็แนว RPG เน้นการคุย เก็บเลเวล วอร์ดเด็กจะคล้ายๆ กับวอร์ด Med แต่เปลี่ยนจากผู้ใหญ่เป็นเด็กแทน บรรยากาศก็จะสดใส เพราะมีเด็กๆ น่ารัก เต็มไปหมด อีกความพิเศษหนึ่งคือ อาจารย์วอร์ดนี้จะใจดีมาก เหมือนอยู่ในโลกการ์ตูนแฟนซียังไงยังงั้น และสุดท้าย วอร์ดศัลย์ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเกมแอ็กชัน เพราะเน้นเรื่องผ่าตัดล้วนๆ โดยอาจารย์ส่วนใหญ่ของวอร์ดนี้จะเป็นผู้ชาย บรรยากาศก็จะลุยๆ เซอร์ๆ คุยกับคนไข้แบบตรงๆ แถมวอร์ด ER ก็จะอยู่ภายใต้วอร์ดศัลย์อีกที พวกเคสฉุกเฉิน คนไข้อุบัติเหตุทั้งหลาย ก็จะมาลงที่นี่หมด ถ้าใครมาอยู่ที่นี่รับรองว่าเหนื่อยสุดๆ ... 02 #ความรู้ที่ล่องลอยในอากาศ รู้จักวอร์ดหลักๆ ไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงการใช้ชีวิตบนวอร์ดกันบ้าง เพราะน้องยังเป็นมือใหม่อยู่ อาจารย์ก็เลยไม่ได้มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบอะไรให้มาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าน้องจะได้อยู่เฉยๆ อย่างแรกเลย น้องจะต้องเริ่มรู้จักทำงานกับคนอื่น ทั้งพี่ปี 5 พี่ปี 6 (ที่เรียกว่า Extern) พี่แพทย์ใช้ทุน (Intern) และพี่แพทย์ประจำบ้าน (Resident) รวมไปถึงอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น เช่น พี่พยาบาล พี่เภสัชกร การทำงานบนวอร์ดจะเน้นเรื่องทีมเวิร์ก เหมือนเราเล่นฟุตบอล ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือผู้อื่นด้วย จะมาบุกเดี่ยว กะโชว์หล่อ ยิงประตูคนเดียว ไม่สนใจคนอื่นไม่ได้ หน้าที่หลักของปี 4 คือ การดูแลคนไข้กลุ่มเล็กๆ ประมาณ 4-5 เตียง น้องจะต้องซักประวัติผู้ป่วย พูดคุย ติดตามอาการ แล้วนำมารายงานอาจารย์ โดยเวลาปฏิบัติหน้าที่เรียกกันว่า “ราวด์วอร์ด” ชีวิตหลังจากนี้แทบบอกลาการนอนตื่นสายได้เลย เพราะน้องจะต้องมาราวด์วอร์ดตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง เพราะฉะนั้นต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องลุกขึ้นมาให้ทัน พอถึงวอร์ด เราก็จะได้รับชาร์ตคนไข้ซึ่งบอกข้อมูลของผู้ป่วย ตั้งแต่อาการเป็นยังไง ผ่าตัดอะไรไปบ้าง ให้ยาอะไรไปแล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการซักประวัติ แน่นอน การถามหรือการพูดคุย หลายคนอาจคิดว่าเป็นของง่ายๆ แต่พี่บอกได้เลยว่า มันไม่หมูอย่างที่คิด บางคนถามได้ 2-3 ข้อก็ไม่รู้จะถามอะไรต่อ เพราะฉะนั้นก่อนคุย พี่ๆ ก็จะมาประกบคอยบรีฟคำถาม รวมถึงให้เคล็ดลับต่างๆ เช่น อย่าทำเหมือนสอบสวน เน้นชวนคุยเพื่อให้คนไข้ผ่อนคลาย คิดเสมอว่า คนไข้ก็เหมือนญาติของเรา รับรองว่าคำตอบดีๆ จะตามมาเอง และเมื่อน้องถามเสร็จ พี่ๆ ก็จะมาราวด์วอร์ดต่ออีกที เพื่อตรวจเช็กว่าสิ่งที่น้องเขียนมาถูกต้องหรือเปล่า ก่อนที่อาจารย์จะมาตรวจซ้ำเป็นรอบสุดท้าย พร้อมกับสอนและให้ความรู้ไปด้วย การเรียนบนวอร์ดจึงไม่ได้มีรูปแบบตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นอาการคนไข้แต่ละคนเป็นยังไง นอกจากนี้ อะไรที่เราช่วยพี่ๆ ได้ก็ต้องพยายามช่วย อาจเริ่มจากหัตถการง่ายๆ อย่าง เจาะตรวจน้ำตาลที่ปลายนิ้ว ดูความเข้มข้นของเลือด ลองเย็บแผล ลองตัดไหม พี่ๆ มักเปิดโอกาสให้เราลองอยู่แล้ว ขอแค่อย่ากลัว ถ้าเราทำผิดเขาจะรีบบอกทันที ภารกิจอีกอย่างในชั้นปี 4 คือการไปตรวจผู้ป่วยนอก หรือออก OPD ที่ศิริราช นักศึกษา 1 คน จะได้ประกบคู่กับอาจารย์ 1 ท่าน ในห้องตรวจ อาจารย์จะให้เราซักประวัติแล้ววินิจฉัยอาการคนไข้ให้ฟัง จากนั้นก็อธิบายให้รู้ว่าต้องคิดอย่างไร เริ่มจากจุดไหน อาจารย์ที่เก่งๆ จะมีวิธีคิดที่เป็นระบบ มองทีเดียวทะลุปรุโปร่ง จึงเป็นโอกาสดีของการเรียนรู้ อีกสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตคือการอยู่เวร ถ้าเป็นปี 4 จะอยู่เวรไม่เกินเที่ยงคืน เช่น เลิกเรียน 5 โมง อาจต้องอยู่เวรถึง 5 ทุ่ม แต่พอปี 5-6 ต้องอยู่เวรข้ามคืน บางที 24 ชั่วโมง เราต้องนอนในวอร์ด พอมีเคสฉุกเฉินก็จะมีคนโทรมาตาม ชีวิตช่วงนี้เป็นช่วงที่หนักสุดๆ หนักแบบที่ว่าบางคนจะตายให้ได้ เพราะทำงานแทบไม่มีวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ที่เพื่อนคณะอื่นไปเที่ยวเล่น เราก็ต้องมานั่งอยู่เวร แต่ก็อย่างว่า คนเราเลือกเวลาป่วยไม่ได้ จึงเป็นหน้าที่ของหมอ และนักศึกษาแพทย์ที่ต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ส่วนการสอบก็มีหลายแบบ ทั้งแบบทฤษฎีและปฏิบัติ บางวอร์ดอาจให้สอบปากเปล่ากับอาจารย์ตัวต่อตัว ซึ่งบอกเลยว่า น่ากลัวมาก เพราะอาจารย์มักจะมอบหมายเคสผู้ป่วยแบบเจาะลึก 1 เคส มาให้เราซักประวัติ ตรวจร่างกาย แล้วบอกให้ได้ว่าเขาเป็นโรคอะไร หรือบางทีอาจารย์อยากถามอะไรก็ถาม ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ในตำรานั่นแหละ เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันอยู่หน้าไหนเท่านั้นเอง แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีทางให้น้องผ่านไปได้ หนึ่งคือ ต้องคอยสังเกตวิธีการทำงานของพี่ๆ และอาจารย์ ตั้งใจฟังเวลาพวกเขาอธิบาย อะไรที่ดีก็เก็บมาใช้ อันไหนไม่เข้าใจให้รีบถามตอนนั้นเลย พยายามหาโอกาสฝึกทำหัตถการบ่อยๆ เพิ่มประสบการณ์ และความที่เนื้อหามีเยอะมาก พอกลับมาถึงหอ อย่าลืมจดว่าเราได้เรียนรู้อะไรวันนี้ ต้องทบทวนหรืออ่านอะไรเพิ่มเติมบ้าง อันไหนที่วันนี้เราตอบอาจารย์ไม่ได้ พรุ่งนี้เราน่าจะตอบได้แล้ว ที่สำคัญ แม้ชีวิตบนวอร์ดจะเหนื่อย แต่ข้อดีคือ การเรียนกับคนไข้จริงสนุกกว่าเรียนเลกเชอร์เยอะมาก และยังทำให้เรารู้ตัวว่า สิ่งที่เรียนมาตั้งเยอะ มันช่วยคนไข้ได้จริงๆ ... 03 #ประสบการณ์ไม่รู้ลืม เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น พี่จะขอยกตัวอย่างประสบการณ์บนวอร์ดที่น่าสนใจให้น้องฟังก็แล้วกัน ถ้าเป็นวอร์ดศัลย์ แน่นอนต้องเป็นการเข้าห้องผ่าตัด น้องจะได้เห็นการทำงานของอาจารย์อย่างใกล้ชิดว่า กว่าที่คนไข้จะกลับมาสุขภาพดีได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง แถมการเข้าห้องผ่าตัดก็บอกเลยว่าซับซ้อนมากๆ ตั้งแต่การใส่ชุดผ่าตัด การสวมถุงมือแบบปลอดเชื้อ ซึ่งกว่าจะใส่ได้ก็ต้องระมัดระวังตัวเองแบบสุดๆ หรือการล้างมือ พอล้างเสร็จก็ยังต้องยกค้างไว้ตลอด เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกจากร่างกายตกลงไปใส่มือ เพราะถ้าเรานำเชื้อโรคไปติดคนไข้ จะเป็นอันตรายร้ายแรงมาก ครั้งแรกที่เห็นอวัยวะภายในของมนุษย์ที่ยังมีชีวิต บอกเลยว่า ไม่เหมือนกับตอนเรียนกรอสเลย ไหนจะเป็นสมองสีเหลือง ลำไส้ที่ขดไปมาในช่องท้อง หัวใจที่ยังเต้นตุบตับ อาจารย์หมอก็จะผ่าไปแล้วชี้ให้เราดูอวัยวะต่างๆ ไป ความรู้ตอนปี 2 ที่เกือบลืมไปหมด ก็จะถูกงัดกลับมาใช้ตอนนี้ ในห้องผ่าตัด เราจะได้เห็นทักษะขั้นเทพของอาจารย์ในการลงมีด เห็นทีมเวิร์กของทีมงานฝ่ายต่างๆ ความรวดเร็วในการส่งเครื่องไม้เครื่องมือ แถมบางครั้งการผ่าตัดก็ยาวนาน ผ่าตอนบ่ายมาเสร็จอีกทีตอนเช้ามืด แต่เราแทบไม่เห็นอาจารย์หยุดมือ หรือพักเหนื่อยเลย เพราะการผ่าตัดยิ่งใช้เวลานานมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่อชีวิตคนไข้เท่านั้น ต่อมาคือ วอร์ดสูติ น้องๆ หลายคนมักจะได้สิทธิให้เข้าห้องคลอด โดยเฉพาะตอนเชียร์คุณแม่เบ่งคลอด แถมบางครั้งอาจารย์ก็ใจดี บอกให้เราอุ้มทารกแรกเกิดไปให้คุณแม่อีกต่างหาก แล้วเราจะได้เห็นช็อตประทับใจตอนคุณแม่เห็นหน้าลูกครั้งแรก ซึ่งหลายคนถึงขั้นกลั้นน้ำตาไม่ไหว ส่วนวอร์ด Med สิ่งที่ทำให้เราทึ่งอยู่เสมอคือ การวินิจฉัยโรค เพราะอาจารย์วอร์ดนี้จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับ Google ฉบับมนุษย์ ถามอะไรก็ตอบได้ บางทีพวกเรากับพี่เดนท์กำลังช่วยกันคิดว่าจะรับมือกับคนไข้ยังไงดี จู่ๆ ก็มีอาจารย์โผล่เข้ามาด้วย จากนั้นก็ชี้ทางออกให้เรียบร้อย ไม่ธรรมดาจริงๆ วอร์ดเด็กมีความพิเศษไปอีกแบบ โดยอาจารย์มักจะสอนเสมอว่า การรักษาเด็กนั้นไม่ใช่รักษาแค่โรค แต่ยังต้องดูไปถึงพัฒนาการ อาหาร วัคซีน รวมถึงครอบครัวของเด็กว่าเป็นยังไง เพื่อจะได้นำมาคิดและวางแผนการรักษาให้ถูกต้อง และอย่างที่เคยบอกว่า อาจารย์วอร์ดนี้ได้ชื่อว่านางฟ้าตัวจริง ใจดีสุดๆ แถมเวลาที่เห็นน้องบางคนตอนเข้ามาร้องไห้งอแง พอถึงวันสุดท้ายกลับโบกมือยิ้มแย้มไม่ยอมหยุด มันเป็นความรู้สึกดีสุดๆ เพราะอย่างน้อยๆ เราก็มีส่วนช่วยทำให้น้องๆ กลับมาสดใสได้อีกครั้ง ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงานบนวอร์ด เราจะพบกับเหตุการณ์มากมาย มีทั้งลุ้น ทั้งตื่นเต้น บางครั้งก็โคตรเศร้า แต่พี่ก็เชื่อว่า ทุกคนก็น่าจะได้เจอกับเคสคนไข้ที่ประทับใจไม่มากก็น้อย อย่างพี่เอง จำได้ว่าตอนปี 5 เคยช่วยดูแลคนไข้คนหนึ่ง เป็นคุณป้าที่มาด้วยภาวะไตวาย ตอนนั้นตี 2 แล้ว เหลือแค่พี่กับพี่เดนท์สองคน เราต้องช่วยกันใส่เครื่องช่วยหายใจ เฝ้าอาการคนไข้จนแทบไม่ได้นอน พอความดันตกก็ต้องปรับน้ำเกลือ ปรับยาไปเรื่อยๆ จนอาการคนไข้พ้นวิกฤติ เอาเครื่องช่วยหายใจออกได้ แต่ถึงอย่างนั้น พี่ก็ต้องแวะมาดูคนไข้ทุกวัน เจาะน้ำตาล คุยกับคุณป้า แถมตอนแกจะออกจากโรงพยาบาล พี่ยังบอกแกว่า ต่อไปห้ามซื้อยาชุดมากินเอง เดี๋ยวไตจะวาย ผ่านไปปีหนึ่ง ตอนพี่ไปห้างกำลังจะกลับมาศิริราช ก็เจอคุณป้าโดยบังเอิญ เพราะแกเป็นวินแถวนั้นพอดี ป้าแกก็จำพี่ได้เลย บอกว่าตอนนี้หายดีแล้ว แถมตอนมาส่งที่คณะยังไม่ยอมรับตังค์อีกต่างหาก พี่ก็ต้องตื๊ออยู่นาน จนแกยอมรับ นี่แหละคือผลจากความตั้งใจของเราที่อาจเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้ ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ขึ้นวอร์ดที่พี่อยากเล่าให้ฟัง ที่สำคัญ พี่อยากจะขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ อาจารย์ และคนไข้บนวอร์ด ซึ่งคอยช่วยเหลือ และทำให้เราผ่านช่วงเวลายากๆ มาได้ จนกลายเป็นแพทย์เต็มตัวเหมือนอย่างตอนนี้ #ศิริราช #เรียนหมอ #Dek65 #Dek66 #ริมน้ำ