สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หน่วยงานของรัฐ สังกัดฝ่ายนิติบัญญัติ

ประธานคณะ กมธ. ป.ป.ช. สรุปผลติดตาม 3 ประเด็นสำคัญ เร่งตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่น – โครงการระบบสารสนเทศ DSI – คัดเลือกผู้เข...
01/10/2026

ประธานคณะ กมธ. ป.ป.ช. สรุปผลติดตาม 3 ประเด็นสำคัญ เร่งตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่น – โครงการระบบสารสนเทศ DSI – คัดเลือกผู้เข้าอบรมหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้า

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 15.40 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ แถลงสรุปผลการประชุมคณะกรรมาธิการ โดยมีประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง ดังนี้

1. ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นคณะกรรมาธิการได้เชิญผู้ให้ข้อมูลเข้าชี้แจงกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น สืบเนื่องจากข้อมูลที่เคยนำเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการว่า การทุจริตการสอบท้องถิ่นมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในปี 2568 แต่มีข้อกล่าวอ้างว่าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในปี 2564 และอาจย้อนหลังไปถึงปี 2536 สำหรับกรณีปี 2564 มีข้อมูลกล่าวอ้างว่า รูปแบบการทุจริตไม่ได้เกิดจากการแก้ไขคะแนน แต่เป็นการเปลี่ยนกระดาษคำตอบภายหลังเสร็จสิ้นการสอบ โดยนำกระดาษคำตอบชุดใหม่เข้ามาก่อนกระบวนการตรวจ เพื่อให้ผู้เข้าสอบบางรายมีคะแนนผ่านเกณฑ์ ขณะที่การสอบในปี 2568 ข้อกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) กำหนดให้ตรวจข้อสอบ ณ สถานที่สอบ จึงไม่ปรากฏข้อกล่าวหาเรื่องการเปลี่ยนกระดาษคำตอบในลักษณะเดียวกับปี 2564 แต่มีข้อมูลกล่าวอ้างถึงการทุจริตในรูปแบบการเปลี่ยนแปลงคะแนนสอบ นอกจากนี้ มีการให้ข้อมูลว่า ได้ยื่นหนังสือและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 พร้อมขอให้ตรวจสอบกรณีบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นนายหน้ารายสำคัญในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ และจะนำไปประกอบการสืบหาข้อเท็จจริงในเชิงลึกในการประชุมครั้งต่อไป

2. ตรวจสอบโครงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารและเครือข่าย (MIS) ของกรมสอบสวนคดีพิเศษกรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษทำสัญญาจัดซื้อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกับผู้รับจ้าง มูลค่าประมาณ 77 ล้านบาท เมื่อปี 2548 ต่อมาเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับความล่าช้าในการส่งมอบงานและมีการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 4414/2566 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2566 วินิจฉัยว่า ความล่าช้าส่วนหนึ่งเกิดจากกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ห้องเซิร์ฟเวอร์ได้ตามกำหนด ส่งผลให้ต้องชำระเงินแก่เอกชนรวมดอกเบี้ยประมาณ 84 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้นกว่า 46 ล้านบาท และดอกเบี้ยกว่า 37 ล้านบาท ซึ่งได้ชำระให้แก่เอกชนแล้วในปี 2567 ภายหลังคำพิพากษา กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด และส่งสำนวนให้กรมบัญชีกลางตรวจสอบ โดยกรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน แต่พบว่าเอกสารหลักฐานยังไม่ครบถ้วน จึงมีหนังสือขอข้อมูลเพิ่มเติม 7 ประเด็น และกำหนดให้จัดส่งภายในวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ก่อนเสนอคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดต่อไป สำหรับการดำเนินการทางวินัย กรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงว่ายังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เนื่องจากอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดจากกรมบัญชีกลาง อย่างไรก็ตาม ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่า การดำเนินการทางวินัยและการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดเป็นกระบวนการที่แยกจากกัน และสามารถดำเนินการคู่ขนานได้โดยไม่จำเป็นต้องรอผลซึ่งกันและกัน ส่วนการเลื่อนตำแหน่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับโครงการได้รับการคัดเลือกเลื่อนตำแหน่งจากระดับรองผู้อำนวยการเป็นผู้อำนวยการระดับสูง โดยมีผู้สมัครทั้งหมด 26 ราย และได้รับการคัดเลือกเป็นลำดับที่ 1 ในตำแหน่งผู้อำนวยการกอง เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยมีผู้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจำนวน 6 ราย ที่ประชุมได้อภิปรายว่า หากมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยก่อนกระบวนการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง อาจเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของผู้สมัคร อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยในกรณีดังกล่าว โดยคณะกรรมาธิการจะรวบรวมข้อคิดเห็นจากที่ประชุมเพื่อจัดทำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการ ส่งไปยังคณะกรรมการคดีพิเศษและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

3. ตรวจสอบการคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 30 ของสถาบันพระปกเกล้า
คณะกรรมาธิการได้พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการกล่าวอ้างถึงการเรียกรับเงินจำนวน 500,000 บาท เพื่อแลกกับการได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาอบรมในหลักสูตรดังกล่าว โดยมีข้อกล่าวอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกส่งผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งซึ่งมีความใกล้ชิดกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่า จากการตรวจสอบงบการเงินของสถาบัน ไม่พบรายการเงินบริจาคจำนวน 500,000 บาทตามที่มีการกล่าวอ้าง ขณะที่สภาสถาบันพระปกเกล้าได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จำนวน 5 คน เพื่อดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

สำหรับกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาอบรม พบว่า อำนาจอนุมัติรายชื่อสุดท้ายอยู่ที่สภาสถาบัน โดยคณะกรรมการคัดเลือกเสนอรายชื่อผู้เข้าศึกษาอบรม รุ่นที่ 30 จำนวน 160 ราย และสภาสถาบันอนุมัติตามรายชื่อที่เสนอโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ มีผู้สมัครผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นจำนวน 324 ราย ก่อนคัดเลือกเหลือประมาณ 160 ราย ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยไม่มีระบบการให้คะแนนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือการสอบสัมภาษณ์ แต่ใช้ดุลพินิจร่วมกันของคณะกรรมการคัดเลือก และกำหนดสัดส่วนผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดความหลากหลายคณะกรรมาธิการจึงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือก เนื่องจากไม่มีระบบคะแนนเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินเพื่อให้ได้รับการคัดเลือกยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นผู้รับเงินจำนวน 500,000 บาท โดยผู้แทนกองบังคับการตำรวจน้ำยืนยันว่า บุคคลดังกล่าวเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัดจริง แต่ไม่มีหนังสือขอตัวหรือหนังสืออนุญาตให้ไปปฏิบัติหน้าที่อารักขาผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า และผู้บังคับบัญชาไม่เคยรับทราบภารกิจดังกล่าวมาก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจรายดังกล่าวยืนยันต่อผู้บังคับบัญชาและคณะกรรมาธิการว่าไม่ได้รับเงินตามที่มีการกล่าวอ้าง ขณะที่กองบังคับการตำรวจน้ำได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งที่ 124/2569 ลงวันที่ 23 กันยายน 2569 ภายหลังได้รับหนังสือแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว ส่วนสถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ ซึ่งเป็นสถานที่รับแจ้งความ ไม่ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากติดภารกิจสอบปากคำผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง

ภาพ : ธารินี

#สำนักประชาสัมพันธ์ #สำนักสารสนเทศ #สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร #สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร #สภาผู้แทนราษฎร #รัฐสภา #ประชาธิปไตย

คณะ กมธ. การสื่อสารฯ เร่งบูรณาการบริการดิจิทัลภาครัฐ จัดทำแคตตาล็อกกลาง ลดการลงทุนซ้ำซ้อน เตรียมเปิดข้อมูล e-GP ให้ประชา...
01/10/2026

คณะ กมธ. การสื่อสารฯ เร่งบูรณาการบริการดิจิทัลภาครัฐ จัดทำแคตตาล็อกกลาง ลดการลงทุนซ้ำซ้อน เตรียมเปิดข้อมูล e-GP ให้ประชาชนตรวจสอบ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 14.30 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ รองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คนที่สาม และนางการดี เลียวไพโรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ห้า ร่วมกันแถลงผลการหารือแนวทางบูรณาการบริการดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อประหยัดงบประมาณและลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน

นายภาวุธ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (DGA) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง เข้าร่วมหารือแนวทางบูรณาการบริการดิจิทัลของประเทศไทย โดยปัจจุบันมีบริการดิจิทัลที่มีศักยภาพจำนวนมาก แต่กระจายอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหลายหน่วยงาน ทั้งบริการจากภาคเอกชนและสตาร์ทอัพในบัญชีดิจิทัลของ depa ระบบโครงสร้างพื้นฐานของ DGA และบัญชีนวัตกรรมไทยของ NIA ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐบางส่วนเลือกพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นใหม่แทนการใช้บริการที่มีอยู่แล้ว ส่งผลให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณ
ที่ประชุมจึงมีแนวทางจัดทำแคตตาล็อกกลาง รวบรวมบริการดิจิทัลของไทยไว้ในจุดเดียว เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเลือกใช้บริการที่มีอยู่แล้วได้โดยไม่ต้องพัฒนาระบบใหม่ ขณะเดียวกัน จะหารือกับสำนักงบประมาณเพื่อพิจารณานำระบบตรวจสอบความซ้ำซ้อนมาเชื่อมต่อกับแคตตาล็อกดิจิทัลกลาง หากพบว่ามีบริการอยู่แล้ว จะพิจารณาตัดงบประมาณการจ้างพัฒนาระบบใหม่

ด้านนางการดี กล่าวว่า การบูรณาการบริการดิจิทัลจะช่วยลดการใช้งบประมาณซ้ำซ้อน ทำให้หน่วยงานรัฐสามารถใช้ระบบที่มีมาตรฐานและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันได้ ลดขั้นตอนการทำงานที่เป็นเอกสาร และสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของหน่วยงานรัฐ รวมถึงต้องกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การบำรุงรักษาระบบ และการให้บริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้หารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อศึกษาแนวทางการออกแนวปฏิบัติที่สร้างความมั่นใจให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างบริการดิจิทัลได้อย่างถูกต้องตามระเบียบ พร้อมเตรียมเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ในรูปแบบ Application Programming Interface (API) สู่สาธารณะภายใน 3 เดือน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ

ทั้งนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) อยู่ระหว่างเตรียมปรับปรุงเกณฑ์การคัดกรองบัญชีนวัตกรรมไทยให้เข้มงวดขึ้น โดยพิจารณาจากผลงานที่สร้างในประเทศไทย มีมาตรฐาน มีความใหม่ และกำหนดอายุทะเบียน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของบัญชีนวัตกรรมไทย

คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า การบูรณาการบริการดิจิทัลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ภาครัฐใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และทำให้บริการดิจิทัลสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพ : ธารินี

#สำนักประชาสัมพันธ์ #สำนักสารสนเทศ #สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร #สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร #สภาผู้แทนราษฎร #รัฐสภา #ประชาธิปไตย

ประธานรัฐสภา มอบหมายผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จในพิธีถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย...
01/10/2026

ประธานรัฐสภา มอบหมายผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จในพิธีถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 นาฬิกา ณ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช หน้าพระราชวังสราญรมย์ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา มอบหมายให้นายเจษ อนุกูลโภคารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จตามหมายกำหนดการถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต

ภาพ : ประสพโชค

#สำนักประชาสัมพันธ์ #สำนักสารสนเทศ #สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร #สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร #สภาผู้แทนราษฎร #รัฐสภา #ประชาธิปไตย

กมธ.การกระจายอำนาจฯ แถลงผลพิจารณาถ่ายโอนถนน กำหนดหลักเกณฑ์ส่งคืนส่วนราชการ พร้อมจัดสรรงบบำรุงรักษา 67,000 บาท/กม./ปีวันพ...
01/10/2026

กมธ.การกระจายอำนาจฯ แถลงผลพิจารณาถ่ายโอนถนน กำหนดหลักเกณฑ์ส่งคืนส่วนราชการ พร้อมจัดสรรงบบำรุงรักษา 67,000 บาท/กม./ปี

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ประธานคณะ กมธ.การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ และคณะ แถลงผลการพิจารณาเรื่องการถ่ายโอนถนนจากกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภายหลังการประชุมร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนส่วนราชการ อปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปัญหาและแนวทางการถ่ายโอนถนน โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ปัจจุบันมีถนนที่ส่วนราชการถ่ายโอนให้ อปท. รวม 30,818 สายทาง ระยะทางกว่า 93,980.19 กิโลเมตร จากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมชลประทาน โดยตามมติคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 กำหนดหลักเกณฑ์การส่งคืนถนนให้ส่วนราชการในกรณีที่กรมทางหลวงชนบทมีความจำเป็นต้องใช้เป็นโครงข่ายเชื่อมโยงระหว่างจังหวัด การถ่ายโอนไม่เป็นไปตามขอบเขตความรับผิดชอบ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เช่น จากสายทางย่อยเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างจังหวัด หรือเกินขีดความสามารถของท้องถิ่นในการดูแลรักษา โดยต้องเสนอผ่านคณะอนุกรรมการอำนวยการการกระจายอำนาจฯ ระดับจังหวัดเพื่อพิจารณา

ทั้งนี้ หาก อปท. ได้แก่ เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ไม่สามารถพัฒนาหรือก่อสร้างทางหลวงท้องถิ่นได้ ให้ร้องขอความช่วยเหลือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก่อน หาก อบจ. ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ จึงส่งเรื่องให้ส่วนราชการรวบรวมเสนอคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ คณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ มีมติจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปเพื่อบำรุงรักษาถนนทางหลวงท้องถิ่น ในอัตรา 67,000 บาท/กิโลเมตร/ปี เริ่มจัดสรรในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สำหรับถนนที่ได้รับการถ่ายโอนและลงทะเบียนเป็นทางหลวงท้องถิ่นแล้ว หากงบประมาณไม่เพียงพอ อปท. สามารถขอรับงบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจเพิ่มเติมได้

สำหรับการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณในภาวะจำเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ดำเนินการได้ แต่กรณีเปลี่ยนสถานที่หรือเปลี่ยนสายทาง ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยให้ใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์เดิมเป็นหลัก เว้นแต่กรณีประสบภัยพิบัติ ซึ่งควรเสนอขอรับงบประมาณเพื่อการฟื้นฟูตามช่องทางปกติ มากกว่าการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณของโครงการเดิม พร้อมกำชับให้การโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณในภาวะจำเป็นเป็นไปตามระเบียบอย่างเคร่งครัด

ภาพ : ธารินี

#สำนักประชาสัมพันธ์ #สำนักสารสนเทศ #สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร #สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร #สภาผู้แทนราษฎร #รัฐสภา #ประชาธิปไตย

สภาฯ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ เปิดทางผู้มีหนี้ตั้งแต่ 100,000 บาทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ช่วยฟื้นฟูฐานะทางการเงินและภา...
01/10/2026

สภาฯ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ เปิดทางผู้มีหนี้ตั้งแต่ 100,000 บาทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ช่วยฟื้นฟูฐานะทางการเงินและภาคครัวเรือน

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และคณะ แถลงผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติล้มละลายฯ โดยสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ภายหลังวุฒิสภามีการแก้ไขเพิ่มเติมใน 14 ประเด็น โดยคณะกรรมาธิการร่วมกันใช้เวลาพิจารณาประมาณ 2 เดือน และได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว มีสาระสำคัญ 4 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ร่างมาตรา 90/106 (3) (ข) วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติให้มีความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมกันมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้เป็นไปตามร่างที่วุฒิสภาแก้ไข

ประเด็นที่ 2 ร่างมาตรา 90/116 (3) วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ให้มีความชัดเจน โดยกำหนดให้ชำระหนี้ภายใน 20 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบ จากเดิมที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการร่วมกันมีมติเสียงข้างมากเห็นชอบตามร่างที่วุฒิสภาแก้ไข

ประเด็นที่ 3 ร่างมาตรา 90/151 วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำเกี่ยวกับลักษณะของลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา โดยเพิ่มคำว่า “รายได้สม่ำเสมอ” และปรับจำนวนหนี้จากเดิมที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท เป็นไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท ภายหลังการพิจารณาอย่างรอบคอบ คณะกรรมาธิการร่วมกันมีมติ 8 ต่อ 2 ให้กลับไปใช้หลักการตามร่างของสภาผู้แทนราษฎร โดยใช้คำว่า “รายได้” เนื่องจากคำว่า “รายได้สม่ำเสมอ” อาจไม่มีนิยามที่ชัดเจนและอาจก่อให้เกิดปัญหาในการตีความ รวมทั้งกำหนดจำนวนหนี้ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่มีหนี้ตั้งแต่จำนวนดังกล่าวสามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูได้

ประเด็นที่ 4 ร่างมาตรา 90/170 เป็นประเด็นที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาอย่างละเอียด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้าง โดยวุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมด้วยการตัดข้อความบางส่วนตามร่างของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของบุคคลดังกล่าวในกรณีตกเป็นบุคคลล้มละลาย

คณะกรรมาธิการร่วมกันจึงมีมติให้ยืนยันหลักการตามร่างของสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดให้ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างที่ตกเป็นบุคคลล้มละลายและเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูฐานะ ไม่ต้องขาดคุณสมบัติหรือพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุแห่งการล้มละลาย เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถปฏิบัติงานและดำเนินการตามแผนฟื้นฟู รวมถึงนำรายได้ไปชำระหนี้ได้ต่อไป

ภายหลังคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาเสร็จสิ้น ได้เสนอรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 444 ต่อ 0 เสียง สำหรับขั้นตอนต่อไป เมื่อร่างพระราชบัญญัติได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องรอไว้ 5 วัน จากนั้นจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 20 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ กฎหมายจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษากฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่ประสบปัญหาทางการเงินสามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูฐานะได้ โดยกำหนดจำนวนหนี้ไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท ทำให้ประชาชนจำนวนมากขึ้นสามารถเข้าถึงกระบวนการฟื้นฟูและมีโอกาสจัดการภาระหนี้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างที่ประสบภาวะล้มละลายและเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยไม่ต้องออกจากราชการหรือพ้นจากการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างเพียงเพราะเหตุแห่งการล้มละลาย ซึ่งจะช่วยให้บุคคลดังกล่าวยังคงมีรายได้สำหรับดำรงชีวิตและชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟู

ทั้งนี้ ปัญหาหนี้สินอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยที่ลูกหนี้ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ภัยพิบัติหรือสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ การประกอบอาชีพ และความสามารถในการชำระหนี้ การเปิดโอกาสให้ลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูจึงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ
กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาหนี้สินและภาวะล้มละลาย ให้มีโอกาสฟื้นฟูฐานะทางการเงิน ลดผลกระทบต่อครอบครัวและการดำรงชีวิต ตลอดจนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมต่อไป

ภาพ : ธารินี

#สำนักประชาสัมพันธ์ #สำนักสารสนเทศ #สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร #สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร #สภาผู้แทนราษฎร #รัฐสภา #ประชาธิปไตย

นายพิทักษ์เดช เดชเดโชประธาน กมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินฯ ต้อนรับเยาวชน ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์งานนิติบัญญัติ ในโครงกา...
01/10/2026

นายพิทักษ์เดช เดชเดโชประธาน กมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินฯ ต้อนรับเยาวชน ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์งานนิติบัญญัติ ในโครงการ “เยี่ยมชมรัฐสภา 360 องศา” ปีที่ 2

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-3 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ให้การต้อนรับและร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานด้านนิติบัญญัติ พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำงาน บทบาท หน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมาธิการ ในโครงการ “เยี่ยมชมรัฐสภา 360 องศา เรียนรู้ระบบงานรัฐสภากับประธาน กมธ.” ปีที่ 2 โดยมีคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนท่าเรือ “วิทยานุกูล” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรม

สำหรับโครงการดังกล่าว สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยกลุ่มงานสารนิเทศ สำนักประชาสัมพันธ์ ร่วมกับมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ ประเทศไทย (Konrad Adenauer Stiftung) จัดขึ้นทุกวันพุธและวันพฤหัสบดีตลอดสมัยประชุมสามัญประจำปี ณ ห้องประชุมสัมมนา ชั้น B1 อาคารรัฐสภา รวม 35 ครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทบาท อำนาจหน้าที่ และกลไกการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถติดตามผลการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการนิติบัญญัติ และบทบาทของรัฐสภาในการควบคุม ตรวจสอบ และถ่วงดุลการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและจิตสำนึกความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันนำไปสู่การสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐสภากับประชาชน

ภาพ : ณชนก

#สำนักประชาสัมพันธ์ #สำนักสารสนเทศ #สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร #สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร #สภาผู้แทนราษฎร #รัฐสภา #ประชาธิปไตย

กมธ.การพาณิชย์ฯ รับเรื่องร้องเรียนผู้ประกอบการอัดใบอ้อย ขอภาครัฐเร่งช่วยเหลือ หลังประสบปัญหาหนี้สินและราคาใบอ้อยอัดเม็ดต...
01/10/2026

กมธ.การพาณิชย์ฯ รับเรื่องร้องเรียนผู้ประกอบการอัดใบอ้อย ขอภาครัฐเร่งช่วยเหลือ หลังประสบปัญหาหนี้สินและราคาใบอ้อยอัดเม็ดตกต่ำ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายทวีทรัพย์ ตัดสมัย กรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา รับหนังสือจากนายอุดร ไข่หนุ่นลาย ตัวแทนสมาคมผู้อัดใบอ้อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกลุ่มผู้ประกอบการอัดใบอ้อยจากจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด และเลย เพื่อขอความช่วยเหลือและหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการอัดใบอ้อย ตามนโยบายลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เนื่องจากที่ผ่านมาภาครัฐมีการส่งเสริมการเก็บรวบรวมและอัดใบอ้อยเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการลดการเผาอ้อยและปัญหาฝุ่น PM 2.5 ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนตัดสินใจลงทุนซื้อหรือเช่าเครื่องจักรสำหรับรวบรวมและอัดใบอ้อย โดยบางรายมีภาระการลงทุนหลักแสนบาท ทำให้เกิดภาระหนี้สิน แม้ในระยะแรกจะมีตลาดรองรับ แต่ต่อมาประสบปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของราคารับซื้อ ต้นทุนการดำเนินงาน และความไม่แน่นอนของปริมาณการรับซื้อในอนาคต จนกังวลว่ารายได้จะไม่เพียงพอต่อการบริหารต้นทุนและชำระหนี้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องการให้ติดตามและหาแนวทางแก้ไขปัญหาหลัก 2 ประเด็น ได้แก่
1. การจ่ายเงินเยียวยา 300 บาทต่อตัน ตามมาตรการของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยขอให้ภาครัฐดำเนินการตามมาตรการช่วยเหลือที่ได้ประกาศไว้
2. ปัญหาราคารับซื้อใบอ้อยตกต่ำ ซึ่งมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาลดลงจากประมาณ 1,000 บาทต่อตัน เหลือ 900 บาทต่อตัน และปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 800 บาทต่อตัน ขณะที่มีแนวโน้มลดลงต่ำกว่า 800 บาทต่อตัน แต่ต้นทุนของผู้รับเหมารับอัดใบอ้อยอยู่ที่ประมาณ 800 บาทต่อตัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนและมีความเสี่ยงต่อการขาดทุน

นายทวีทรัพย์ กล่าวว่า เมื่อประมาณ 2 - 3 ปีก่อน รัฐบาลมีนโยบายห้ามเผาใบอ้อยและส่งเสริมให้เกษตรกรนำใบอ้อยมาอัดเพื่อจำหน่ายและใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล จึงเห็นว่าภาครัฐควรมีมาตรการรองรับและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาและมาตรการช่วยเหลือต่อไป

ภาพ : ธารินี

#สำนักประชาสัมพันธ์ #สำนักสารสนเทศ #สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร #สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร #สภาผู้แทนราษฎร #รัฐสภา #ประชาธิปไตย

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง วางพวงมาลา ถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสิน...
01/10/2026

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง วางพวงมาลา ถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ประจำปี 2569

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 08.30 นาฬิกา ณ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช หน้าพระราชวังสราญรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาในนาม “สภาผู้แทนราษฎร” ถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ ทั้งด้านการศึกษา ดาราศาสตร์ และการพัฒนาประเทศ โดยมี คณะผู้บริหาร และข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมพิธี

ภาพ : นงลักษณ์

#เลิศศักดิ์พัฒนชัยกุล #รองประธานสภา
#สำนักประชาสัมพันธ์ #สำนักสารสนเทศ #สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร #สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร #สภาผู้แทนราษฎร #รัฐสภา #ประชาธิปไตย

รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ร่วมงานเลี้ยงเนื่องในโอกาสวันเอกภาพเยอรมนีเมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 18.30 น...
01/10/2026

รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ร่วมงานเลี้ยงเนื่องในโอกาสวันเอกภาพเยอรมนี

เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 18.30 นาฬิกา ณ ห้องบอลรูม โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพมหานคร นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยนางสุเนตตา แซ่โก๊ะ ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง เข้าร่วมงานเลี้ยงเนื่องในโอกาสวันเอกภาพเยอรมนี

โอกาสนี้ นายมิชาเอล ไรเฟินชทูล (H.E. Mr. Michael Reiffenstuel) เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการรวมประเทศเยอรมนีเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ระบอบประชาธิปไตย รวมถึงความสัมพันธ์และความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศไทย ซึ่งในปีหน้าจะครบรอบ 165 ปี โดยทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และกระชับความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ในการนี้ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้มอบแจกันดอกไม้แก่เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย เนื่องในโอกาสวันเอกภาพเยอรมนี

ข่าว : กลุ่มงานพิธีการทูต สำนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรภาพ / เรียบเรียง : กฤษ / กลุ่มงานสื่อมวลชน สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

#มัลลิกาจิระพันธุ์วาณิช #รองประธานสภา
#สำนักประชาสัมพันธ์ #สำนักสารสนเทศ #สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร #สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร #สภาผู้แทนราษฎร #รัฐสภา #ประชาธิปไตย

ประธานกลุ่มมิตรภาพฯ ไทย-เยอรมนี เข้าร่วมงานวันชาติเยอรมนี วันพุธที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 18.30 นาฬิกา ณ ห้องบอลรูม โรงแร...
30/09/2026

ประธานกลุ่มมิตรภาพฯ ไทย-เยอรมนี เข้าร่วมงานวันชาติเยอรมนี

วันพุธที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 18.30 นาฬิกา ณ ห้องบอลรูม โรงแรมคาเพลลา ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯนายชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เยอรมนี เข้าร่วมงานฉลองวันชาติเยอรมนี ตามคำเชิญของ นายมิชาเอล ไรเฟ่นชตืล (H.E. Michael Reiffenstuel) เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติเยอรมนี และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

เครดิตภาพและข่าว : กลุ่มงานความสัมพันธ์รัฐสภาทวิภาคี สำนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

เรียบเรียง : กลุ่มงานสื่อมวลชน สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

#สำนักประชาสัมพันธ์ #สำนักสารสนเทศ #สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร #สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร #สภาผู้แทนราษฎร #รัฐสภา #ประชาธิปไตย

ที่อยู่

เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต
Bangkok
10300

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6622425900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์