05/08/2026
ชวนอ่านบทความของคุณฉัตรฤทัย น้อยปั่น นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาประวัติศาสตร์ค่ะ
ช่วงปิดภาคการศึกษาคุณฉัตรฤทัยได้ไปฝึกงานที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรค่ะ
เมื่อ ‘รัฐ’ รุกคืบบ้านปางแดงใน: บทสะท้อนอัตลักษณ์ อารมณ์ และความรู้สึกของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางภายใต้ระบบทุนนิยม
บทความนี้เป็นการทำความเข้าใจถึงกระบวนการก่อร่างสร้างตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางภายใต้บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลง โดยข้อมูลทางประวัติศาสตร์บอกเล่าจากบุคคลร่วมสมัยสะท้อนเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์ในอัตลักษณ์ อารมณ์ และความรู้สึก
ผู้เขียนได้ใช้กรอบคิดในการมองพื้นที่ผ่านแนวคิดทางประวัติศาสตร์สังคมและเศรษฐกิจ (Social and economic history) แนวคิดดังกล่าวเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ในระดับชุมชนที่อาศัยการตีความความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง และอธิบายพลวัตทางสังคมที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านปางแดงใน ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอาง อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวไม่ถูกกล่าวถึงและไม่เป็นที่รู้จักมากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในประเทศไทย เนื่องจากเพิ่งมีการอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อต้นทศวรรษ 2520 จนกระทั่งมีการจับกุมชาวดาราอางเมื่อ พ.ศ. 2532 ในข้อหาบุกรุกพื้นที่เขตป่าสงวนและมีการปล่อยตัวเมื่อปี พ.ศ. 2535 แต่ชาวดาราอางก็ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานแต่อย่างใด จนกระทั่งมีการเข้ามาของโครงการพัฒนา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจภายในชุมชน
ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ปางแดงในระบุว่า พื้นที่ปางแดงในเดิมทีเรียกว่า ‘บ้านห้วยหก’ เป็นหย่อมบ้านทุ่งหลุก หมู่ที่ 9 ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สาเหตุที่เรียก ‘บ้านห้วยหก’ นั้นเกิดขึ้นจากการที่มีลำห้วยหกสายไหลผ่านขนานกับหมู่บ้านและชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากลำห้วยนี้อุปโภคบริโภค แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เรียกว่า ‘บ้านปางแดงใน’ พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอาง คำว่า ‘ดาราอาง’ เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง โดยมีความหมายว่า ‘คนที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง’ หรือเรียก ว่า ‘ดาอาง’ ขณะที่ชาวไตในรัฐฉานส่วนใหญ่เรียกชาวดาราอางว่า ‘คุนลอย’ หมายถึง ‘คนดอย’ หรือ ‘คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูง’ อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางว่า ‘ปะหล่อง’ ซึ่งเป็นคำที่ชาวไทใหญ่และพม่าเรียก มีความหมายว่า ‘พวกชาวเขา’ โดยมีนัยที่สื่อความหมายถึงกลุ่มคนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ นอกจากนี้ยังมีการเรียกชื่อที่แตกต่างกันไป เช่น รูไม (Rumai) เตอะอั๋ง (Ta-ang) เบิงลอง คุนลอย (Kunloi) ฯลฯ เหล่านี้หมายถึงชาวดาราอาง
การเคลื่อนย้ายและการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือเกิดขึ้นภายใต้บริบทของทุนนิยมทางเศรษฐกิจที่เกิดการขยายตัวของพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ราบของอำเภอเชียงดาว ขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายและการตั้งถิ่นฐานส่วนใหญ่ของชาวดาราอางบ้านปางแดงในก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2532 เปิดช่องทางให้เกิดการเคลื่อนย้ายเข้าครอบครองพื้นที่และดำรงชีพด้วยการเป็นแรงงานรับจ้างภายหลังจากการอพยพตั้งถิ่นฐาน เนื่องจากรัฐมีความลักลั่นในการจัดการพื้นที่เขตป่า ปัญหาระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และภาครัฐจึงก่อตัวขึ้นภายใต้บริบทของการแสวงหาทรัพยากร
ในช่วงก่อนทศวรรษ 2520 มีการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอาง 2-3 ครอบครัว ประมาณ 10-20 คน อพยพจากดอยลาย รัฐฉาน ประเทศพม่า โดยมีนายคำ จองตาล เป็นผู้นำ หลังจากนั้นมีการย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านนอแล อำเภอฝาง และย้ายเข้ามาพักอยู่ในบ้านแม่จร อำเภอเชียงดาว ซึ่งมีชาวดาราอาง 3 ครัวเรือนมาอยู่ก่อน ระยะแรกชาวดาราอางมีการรับจ้างให้กับ ‘โครงการหลวงดอยอ่างขาง’ อีกทั้งยังมีการเดินทางข้ามพรมแดนไปเพาะปลูกพืชในเขตประเทศพม่า ต่อมาถูกอิทธิพลของ ‘ขุนส่า’ จาง ซีฟู (Chang Chi-fu) อดีตผู้นำกองทัพเมิงไต เข้าคุกคาม ยังผลให้กลุ่มชาวดาราอางอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสู่อำเภอเชียงดาว จนกระทั่งมีการอพยพมายังบ้านปางแดงในระยะต่อมา
การเคลื่อนย้ายและอพยพตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บ้านปางแดงใน ช่วงต้นทศวรรษ 2520 ชาวดาราอางจำนวน 11 ครัวเรือน ได้ย้ายถิ่นฐานจากบ้านแม่จอน ก่อนจะย้ายเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ป่าปางไม้แดง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม บริเวณลุ่มน้ำแม่เตาะ - ห้วยอีโก๋ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านปางแดงในปัจจุบัน โดยชาวดาราอางยังชีพด้วยการเป็นแรงงานรับจ้างเก็บใบชา และเป็นแรงงานรับจ้างในกิจกรรมการเกษตรของคนพื้นราบ ควบคู่กับการผลิตข้าวไร่เพื่อยังชีพในพื้นที่สวนชา
อย่างไรก็ตาม การอพยพระยะแรกยังไม่พบปัญหาความแตกต่างของฐานะทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการอพยพในระยะแรกเป็นการอพยพเฉพาะกลุ่มและจำนวนไม่มาก ทำให้แต่ละครัวเรือนสามารถเข้าถึงพื้นที่การผลิตได้ แต่ความแตกต่างของฐานะทางเศรษฐกิจปรากฏเด่นชัดเมื่อชาวดาราอางเริ่มอพยพเข้าสู่พื้นที่มากขึ้น โดยพื้นฐานของความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่เพื่อการผลิตแตกต่างกัน เพราะครัวเรือนที่อพยพมาภายหลัง มักมีพื้นที่การผลิตที่น้อยกว่าครอบครัวที่อพยพมาในระยะแรก ทำให้การผลิตเพื่อบริโภคของแต่ละครัวเรือนมีความแตกต่าง เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เด่นชัดอีกประการ คือการเกษตรเชิงพาณิชย์ ที่เปลี่ยนจากการผลิตเพื่อยังชีพสู่การผลิตพืชพาณิชย์ เป็นเหตุทำให้เกิดความแตกต่างในการสะสมทุนของแต่ละครัวเรือน ทว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากการผลิตเพื่อยังชีพสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ เกิดขึ้นเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2532 ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตต่อชุมชนอย่างมาก เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวชาวดาราอางบ้านปางแดงในถูกจับกุมข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าและเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากช่วงเวลาก่อนหน้าการประกาศเขตอุทยาน อำนาจที่รัฐอ้างในการครอบครองพื้นที่ปรากฏในพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2521 กำหนดบริเวณที่ดินป่าเชียงดาว ในตำบลเชียงดาว และตำบลอื่น ๆ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และต่อมามีการประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่ 988 (พ.ศ. 2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ให้เพิกถอนป่าเชียงดาว ในตำบลเชียงดาว และพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติบางส่วน จึงทำให้พื้นที่ป่าซึ่งรัฐอ้างความเป็นเจ้าของสร้างความคลุมเครือเป็นอย่างมากต่อการใช้พื้นที่
การเสด็จพระราชดำเนินในพื้นที่ดอยอ่างขางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อ พ.ศ. 2525 เป็นการเสด็จฯ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรชาวลาหู่และกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่อาศัยอยู่ในบริเวณโครงการหลวงอ่างขาง ในช่วงเวลาดังกล่าวชาวดาราอางที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนมารอรับเสด็จฯ พร้อมกับชาวลาหู่ ไทใหญ่ และจีนฮ่อ โดยชาวดาราอางได้เตรียมถวายพระพุทธรูป ขันดอก และเครื่องแต่งกายของหญิงดาราอาง ซึ่งเปรียบเสมือนกับตัวแทนของความจงรักภักดี และเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นพี่น้องกับคนไทยที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา สารัตถะที่สำคัญของการรับเสด็จฯ ในครั้งนี้คือการแสวงหาสถานะความเป็น ‘พลเมืองไทย’ ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากชาวดาราอางถูกจัดวางไว้ในพื้นที่ของความเป็นอื่น และต้องเผชิญกับการถูกทำให้เป็นผู้ไร้พื้นที่จากความสัมพันธ์บนโครงสร้างของกลุ่มอำนาจทั้งที่เป็นรัฐและทุน ในแง่หนึ่งความเป็นชายขอบจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการสถาปนาอำนาจของรัฐศูนย์กลาง ขณะเดียวกันในทางเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์กลางและชายขอบมีความสัมพันธ์ที่ขึ้นตรงต่อกันและพึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่วาทกรรมความเป็นชายขอบกลับปฏิเสธความสัมพันธ์ในเชิงพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมองคนชายขอบเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ซึ่งรวมเอาพวก ‘ชาวเขา’ เข้าด้วยกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวดาราอางเผชิญกับภาวะชายขอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภายหลังจากการปล่อยตัวชาวดาราอางบ้านปางแดงในที่เป็น ‘ผู้ชาย’ พ.ศ. 2535 ชุมชนชาวดาราอางมีความสัมพันธ์กับอำนาจนอกพื้นที่มากขึ้น ทั้งรัฐ คนเมือง กลุ่มนักพัฒนา และเป็นที่รู้จักจากภายนอก อย่างไรก็ตาม ความเป็นอื่นของชุมชนดาราอางถูกประกอบสร้างผ่านการนำเสนอภาพจำในฐานะ ‘หมู่บ้านด้อยการพัฒนา’ ในฐานะพื้นที่เป้าหมายของความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ผ่านโครงการพัฒนา การเข้ามาของโครงการพัฒนาต่าง ๆ เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการประสานงานด้านการพัฒนาในพื้นที่ชนบทระหว่างรัฐบาลกับองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งปรากฏการวางนโยบายพัฒนาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา แต่นโยบายด้านการพัฒนาเห็นได้เด่นชัดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 และฉบับที่ 9 ที่ให้ความสำคัญกับแนวคิด ‘การเน้นคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา’ มาเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ ดังนั้นการเข้ามาของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง พื้นที่อำเภอเชียงดาว จึงเป็นเรื่องของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของชุมชนดาราอางเพื่อแก้ปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือนจากสถานะทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดของการใช้ที่ดินทางการเกษตร และสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างการยื่นขอสัญชาติและบัตรประชาชน ตลอดจนปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะได้รับ เนื่องจากชุมชนดาราอางบ้านปางแดงในประสบปัญหาเรื่องไฟฟ้าและน้ำประปาที่ยังไม่มี โดยปกติจะใช้น้ำจากบ่อบาดาล ด้วยเหตุนี้ การเข้ามาของโครงการพัฒนาสิ่งที่ตามมานอกจาก ‘การพัฒนา’ ของชุมชน จึงรวมไปถึงการเข้ามาของไฟฟ้า น้ำประปา และถนนลาดยาง
ต่อมาชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงในเริ่มก่อตั้งกลุ่มหัตถกรรม ในปี พ.ศ. 2550 โดยเริ่มมาจากกลุ่มสตรีและผู้สูงอายุ กลุ่มหัตถกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาไปที่การย้อมสี ปักผ้า และทอผ้าลายปักโบราณ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากพม่า เช่น ลายโคโลง (แสดงถึงรุ้ง) ลายตีนหนู (แสดงถึงการทำนา), ลายตานกอินทรี (แสดงถึงการมองการณ์ไกล) และสามารถประยุกต์ลายได้ ในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 77 คน โดยเป็นสตรีทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีการย้อมผ้าฝ้ายจากสีธรรมชาติ และมีโครงการซึ่งช่วยเสริมให้การพัฒนาหัตถกรรมเกิดขึ้น เช่น ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้งานหัตถกรรม การศึกษาดูงานต่างประเทศ และการเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชน
ด้วยเหตุนี้ การผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงใน ในฐานะ ‘หมู่บ้านด้อยพัฒนา’ ถูกนำเสนอสู่ภายนอกด้วยการเข้ามาช่วยเหลือของโครงการพัฒนาซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิง ‘อุปถัมภ์’ เพื่อปรับเปลี่ยนภาพแทนของหมู่บ้านด้อยพัฒนาให้อยู่บนโครงสร้างของการพัฒนา นับตั้งแต่ทศวรรษ 2540 การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในชุมชนที่มีสถานีส่งเสริมการเกษตรของโครงการหลวง และในชุมชนบนภูเขาทั่วไป หรือชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมในการหารายได้ให้ประเทศ
ติดตามได้ในบทความ series ชาติพันธุ์ก็คือคนไทย "เมื่อ ‘รัฐ’ รุกคืบบ้านปางแดงใน: บทสะท้อนอัตลักษณ์ อารมณ์ และความรู้สึกของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางภายใต้ระบบทุนนิยม"
👉 https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/840
ฉัตรฤทัย น้อยปั่น: เขียน
#ชาติพันธุ์ก็คือคนไทย #ดาราอาง #อัตลักษณ์ #ชาติพันธุ์ #ระบบทุนนิยม #ศมส #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร