History TU สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ชวนอ่านบทความของคุณฉัตรฤทัย น้อยปั่น นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาประวัติศาสตร์ค่ะช่วงปิดภาคการศึกษาคุณฉัตรฤทัยได้ไปฝึกงาน...
05/08/2026

ชวนอ่านบทความของคุณฉัตรฤทัย น้อยปั่น นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาประวัติศาสตร์ค่ะ
ช่วงปิดภาคการศึกษาคุณฉัตรฤทัยได้ไปฝึกงานที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรค่ะ

เมื่อ ‘รัฐ’ รุกคืบบ้านปางแดงใน: บทสะท้อนอัตลักษณ์ อารมณ์ และความรู้สึกของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางภายใต้ระบบทุนนิยม
บทความนี้เป็นการทำความเข้าใจถึงกระบวนการก่อร่างสร้างตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางภายใต้บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลง โดยข้อมูลทางประวัติศาสตร์บอกเล่าจากบุคคลร่วมสมัยสะท้อนเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์ในอัตลักษณ์ อารมณ์ และความรู้สึก
ผู้เขียนได้ใช้กรอบคิดในการมองพื้นที่ผ่านแนวคิดทางประวัติศาสตร์สังคมและเศรษฐกิจ (Social and economic history) แนวคิดดังกล่าวเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ในระดับชุมชนที่อาศัยการตีความความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง และอธิบายพลวัตทางสังคมที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านปางแดงใน ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอาง อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวไม่ถูกกล่าวถึงและไม่เป็นที่รู้จักมากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในประเทศไทย เนื่องจากเพิ่งมีการอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อต้นทศวรรษ 2520 จนกระทั่งมีการจับกุมชาวดาราอางเมื่อ พ.ศ. 2532 ในข้อหาบุกรุกพื้นที่เขตป่าสงวนและมีการปล่อยตัวเมื่อปี พ.ศ. 2535 แต่ชาวดาราอางก็ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานแต่อย่างใด จนกระทั่งมีการเข้ามาของโครงการพัฒนา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจภายในชุมชน
ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ปางแดงในระบุว่า พื้นที่ปางแดงในเดิมทีเรียกว่า ‘บ้านห้วยหก’ เป็นหย่อมบ้านทุ่งหลุก หมู่ที่ 9 ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สาเหตุที่เรียก ‘บ้านห้วยหก’ นั้นเกิดขึ้นจากการที่มีลำห้วยหกสายไหลผ่านขนานกับหมู่บ้านและชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากลำห้วยนี้อุปโภคบริโภค แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เรียกว่า ‘บ้านปางแดงใน’ พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอาง คำว่า ‘ดาราอาง’ เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง โดยมีความหมายว่า ‘คนที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง’ หรือเรียก ว่า ‘ดาอาง’ ขณะที่ชาวไตในรัฐฉานส่วนใหญ่เรียกชาวดาราอางว่า ‘คุนลอย’ หมายถึง ‘คนดอย’ หรือ ‘คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูง’ อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางว่า ‘ปะหล่อง’ ซึ่งเป็นคำที่ชาวไทใหญ่และพม่าเรียก มีความหมายว่า ‘พวกชาวเขา’ โดยมีนัยที่สื่อความหมายถึงกลุ่มคนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ นอกจากนี้ยังมีการเรียกชื่อที่แตกต่างกันไป เช่น รูไม (Rumai) เตอะอั๋ง (Ta-ang) เบิงลอง คุนลอย (Kunloi) ฯลฯ เหล่านี้หมายถึงชาวดาราอาง
การเคลื่อนย้ายและการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือเกิดขึ้นภายใต้บริบทของทุนนิยมทางเศรษฐกิจที่เกิดการขยายตัวของพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ราบของอำเภอเชียงดาว ขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายและการตั้งถิ่นฐานส่วนใหญ่ของชาวดาราอางบ้านปางแดงในก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2532 เปิดช่องทางให้เกิดการเคลื่อนย้ายเข้าครอบครองพื้นที่และดำรงชีพด้วยการเป็นแรงงานรับจ้างภายหลังจากการอพยพตั้งถิ่นฐาน เนื่องจากรัฐมีความลักลั่นในการจัดการพื้นที่เขตป่า ปัญหาระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และภาครัฐจึงก่อตัวขึ้นภายใต้บริบทของการแสวงหาทรัพยากร
ในช่วงก่อนทศวรรษ 2520 มีการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอาง 2-3 ครอบครัว ประมาณ 10-20 คน อพยพจากดอยลาย รัฐฉาน ประเทศพม่า โดยมีนายคำ จองตาล เป็นผู้นำ หลังจากนั้นมีการย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านนอแล อำเภอฝาง และย้ายเข้ามาพักอยู่ในบ้านแม่จร อำเภอเชียงดาว ซึ่งมีชาวดาราอาง 3 ครัวเรือนมาอยู่ก่อน ระยะแรกชาวดาราอางมีการรับจ้างให้กับ ‘โครงการหลวงดอยอ่างขาง’ อีกทั้งยังมีการเดินทางข้ามพรมแดนไปเพาะปลูกพืชในเขตประเทศพม่า ต่อมาถูกอิทธิพลของ ‘ขุนส่า’ จาง ซีฟู (Chang Chi-fu) อดีตผู้นำกองทัพเมิงไต เข้าคุกคาม ยังผลให้กลุ่มชาวดาราอางอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสู่อำเภอเชียงดาว จนกระทั่งมีการอพยพมายังบ้านปางแดงในระยะต่อมา
การเคลื่อนย้ายและอพยพตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บ้านปางแดงใน ช่วงต้นทศวรรษ 2520 ชาวดาราอางจำนวน 11 ครัวเรือน ได้ย้ายถิ่นฐานจากบ้านแม่จอน ก่อนจะย้ายเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ป่าปางไม้แดง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม บริเวณลุ่มน้ำแม่เตาะ - ห้วยอีโก๋ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านปางแดงในปัจจุบัน โดยชาวดาราอางยังชีพด้วยการเป็นแรงงานรับจ้างเก็บใบชา และเป็นแรงงานรับจ้างในกิจกรรมการเกษตรของคนพื้นราบ ควบคู่กับการผลิตข้าวไร่เพื่อยังชีพในพื้นที่สวนชา
อย่างไรก็ตาม การอพยพระยะแรกยังไม่พบปัญหาความแตกต่างของฐานะทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการอพยพในระยะแรกเป็นการอพยพเฉพาะกลุ่มและจำนวนไม่มาก ทำให้แต่ละครัวเรือนสามารถเข้าถึงพื้นที่การผลิตได้ แต่ความแตกต่างของฐานะทางเศรษฐกิจปรากฏเด่นชัดเมื่อชาวดาราอางเริ่มอพยพเข้าสู่พื้นที่มากขึ้น โดยพื้นฐานของความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่เพื่อการผลิตแตกต่างกัน เพราะครัวเรือนที่อพยพมาภายหลัง มักมีพื้นที่การผลิตที่น้อยกว่าครอบครัวที่อพยพมาในระยะแรก ทำให้การผลิตเพื่อบริโภคของแต่ละครัวเรือนมีความแตกต่าง เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เด่นชัดอีกประการ คือการเกษตรเชิงพาณิชย์ ที่เปลี่ยนจากการผลิตเพื่อยังชีพสู่การผลิตพืชพาณิชย์ เป็นเหตุทำให้เกิดความแตกต่างในการสะสมทุนของแต่ละครัวเรือน ทว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากการผลิตเพื่อยังชีพสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ เกิดขึ้นเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2532 ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตต่อชุมชนอย่างมาก เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวชาวดาราอางบ้านปางแดงในถูกจับกุมข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าและเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากช่วงเวลาก่อนหน้าการประกาศเขตอุทยาน อำนาจที่รัฐอ้างในการครอบครองพื้นที่ปรากฏในพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2521 กำหนดบริเวณที่ดินป่าเชียงดาว ในตำบลเชียงดาว และตำบลอื่น ๆ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และต่อมามีการประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่ 988 (พ.ศ. 2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ให้เพิกถอนป่าเชียงดาว ในตำบลเชียงดาว และพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติบางส่วน จึงทำให้พื้นที่ป่าซึ่งรัฐอ้างความเป็นเจ้าของสร้างความคลุมเครือเป็นอย่างมากต่อการใช้พื้นที่
การเสด็จพระราชดำเนินในพื้นที่ดอยอ่างขางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อ พ.ศ. 2525 เป็นการเสด็จฯ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรชาวลาหู่และกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่อาศัยอยู่ในบริเวณโครงการหลวงอ่างขาง ในช่วงเวลาดังกล่าวชาวดาราอางที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนมารอรับเสด็จฯ พร้อมกับชาวลาหู่ ไทใหญ่ และจีนฮ่อ โดยชาวดาราอางได้เตรียมถวายพระพุทธรูป ขันดอก และเครื่องแต่งกายของหญิงดาราอาง ซึ่งเปรียบเสมือนกับตัวแทนของความจงรักภักดี และเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นพี่น้องกับคนไทยที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา สารัตถะที่สำคัญของการรับเสด็จฯ ในครั้งนี้คือการแสวงหาสถานะความเป็น ‘พลเมืองไทย’ ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากชาวดาราอางถูกจัดวางไว้ในพื้นที่ของความเป็นอื่น และต้องเผชิญกับการถูกทำให้เป็นผู้ไร้พื้นที่จากความสัมพันธ์บนโครงสร้างของกลุ่มอำนาจทั้งที่เป็นรัฐและทุน ในแง่หนึ่งความเป็นชายขอบจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการสถาปนาอำนาจของรัฐศูนย์กลาง ขณะเดียวกันในทางเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์กลางและชายขอบมีความสัมพันธ์ที่ขึ้นตรงต่อกันและพึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่วาทกรรมความเป็นชายขอบกลับปฏิเสธความสัมพันธ์ในเชิงพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมองคนชายขอบเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ซึ่งรวมเอาพวก ‘ชาวเขา’ เข้าด้วยกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวดาราอางเผชิญกับภาวะชายขอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภายหลังจากการปล่อยตัวชาวดาราอางบ้านปางแดงในที่เป็น ‘ผู้ชาย’ พ.ศ. 2535 ชุมชนชาวดาราอางมีความสัมพันธ์กับอำนาจนอกพื้นที่มากขึ้น ทั้งรัฐ คนเมือง กลุ่มนักพัฒนา และเป็นที่รู้จักจากภายนอก อย่างไรก็ตาม ความเป็นอื่นของชุมชนดาราอางถูกประกอบสร้างผ่านการนำเสนอภาพจำในฐานะ ‘หมู่บ้านด้อยการพัฒนา’ ในฐานะพื้นที่เป้าหมายของความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ผ่านโครงการพัฒนา การเข้ามาของโครงการพัฒนาต่าง ๆ เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการประสานงานด้านการพัฒนาในพื้นที่ชนบทระหว่างรัฐบาลกับองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งปรากฏการวางนโยบายพัฒนาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา แต่นโยบายด้านการพัฒนาเห็นได้เด่นชัดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 และฉบับที่ 9 ที่ให้ความสำคัญกับแนวคิด ‘การเน้นคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา’ มาเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ ดังนั้นการเข้ามาของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง พื้นที่อำเภอเชียงดาว จึงเป็นเรื่องของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของชุมชนดาราอางเพื่อแก้ปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือนจากสถานะทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดของการใช้ที่ดินทางการเกษตร และสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างการยื่นขอสัญชาติและบัตรประชาชน ตลอดจนปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะได้รับ เนื่องจากชุมชนดาราอางบ้านปางแดงในประสบปัญหาเรื่องไฟฟ้าและน้ำประปาที่ยังไม่มี โดยปกติจะใช้น้ำจากบ่อบาดาล ด้วยเหตุนี้ การเข้ามาของโครงการพัฒนาสิ่งที่ตามมานอกจาก ‘การพัฒนา’ ของชุมชน จึงรวมไปถึงการเข้ามาของไฟฟ้า น้ำประปา และถนนลาดยาง
ต่อมาชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงในเริ่มก่อตั้งกลุ่มหัตถกรรม ในปี พ.ศ. 2550 โดยเริ่มมาจากกลุ่มสตรีและผู้สูงอายุ กลุ่มหัตถกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาไปที่การย้อมสี ปักผ้า และทอผ้าลายปักโบราณ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากพม่า เช่น ลายโคโลง (แสดงถึงรุ้ง) ลายตีนหนู (แสดงถึงการทำนา), ลายตานกอินทรี (แสดงถึงการมองการณ์ไกล) และสามารถประยุกต์ลายได้ ในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 77 คน โดยเป็นสตรีทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีการย้อมผ้าฝ้ายจากสีธรรมชาติ และมีโครงการซึ่งช่วยเสริมให้การพัฒนาหัตถกรรมเกิดขึ้น เช่น ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้งานหัตถกรรม การศึกษาดูงานต่างประเทศ และการเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชน
ด้วยเหตุนี้ การผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงใน ในฐานะ ‘หมู่บ้านด้อยพัฒนา’ ถูกนำเสนอสู่ภายนอกด้วยการเข้ามาช่วยเหลือของโครงการพัฒนาซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิง ‘อุปถัมภ์’ เพื่อปรับเปลี่ยนภาพแทนของหมู่บ้านด้อยพัฒนาให้อยู่บนโครงสร้างของการพัฒนา นับตั้งแต่ทศวรรษ 2540 การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในชุมชนที่มีสถานีส่งเสริมการเกษตรของโครงการหลวง และในชุมชนบนภูเขาทั่วไป หรือชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมในการหารายได้ให้ประเทศ
ติดตามได้ในบทความ series ชาติพันธุ์ก็คือคนไทย "เมื่อ ‘รัฐ’ รุกคืบบ้านปางแดงใน: บทสะท้อนอัตลักษณ์ อารมณ์ และความรู้สึกของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางภายใต้ระบบทุนนิยม"
👉 https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/840
ฉัตรฤทัย น้อยปั่น: เขียน
#ชาติพันธุ์ก็คือคนไทย #ดาราอาง #อัตลักษณ์ #ชาติพันธุ์ #ระบบทุนนิยม #ศมส #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

ขอเชิญผู้สนใจร่วมงานเสวนาที่น่าสนใจนี้ ซึ่งมี ผศ.ดร.พนารัตน์ อานามวัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ร่วมเป็นวิทยากร...
20/07/2026

ขอเชิญผู้สนใจร่วมงานเสวนาที่น่าสนใจนี้ ซึ่งมี ผศ.ดร.พนารัตน์ อานามวัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ร่วมเป็นวิทยากรด้วยค่ะ

📜 เอกสารที่เดินทางกลับบ้าน… เพื่อบอกเล่าอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์

สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญร่วมรับฟังการเสวนาวิชาการและร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวเอกสารประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลของ Mr. Horace Glynne Jones อดีตอาจารย์โรงเรียนเตรียมอุดมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ชื่อในสมัยนั้น) และหนึ่งในพลเมืองสหราชอาณาจักรที่ถูกกักกัน ณ “ค่ายท่าช้างวังหน้า” หรือค่ายกักกันชนศัตรูภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เอกสารชุดนี้ประกอบด้วยสมุดบันทึกประจำวัน เอกสารราชการไทย ภาพถ่าย ใบปลิว เครื่องหมาย และหลักฐานสำคัญอีกจำนวนมาก ซึ่งทายาทของ Mr. Horace Glynne Jones มีความประสงค์ให้นำ “กลับบ้าน” มายังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันเป็นสถานที่ที่เอกสารเหล่านี้ถือกำเนิดขึ้น พร้อมอนุญาตให้เผยแพร่แก่สาธารณชนโดยไม่มีเงื่อนไข

นับเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมค้นพบหลักฐานที่ช่วยเติมเต็มเรื่องราวของ “ค่ายกักกันที่ตึกโดม” และเปิดมุมมองใหม่ต่อประวัติศาสตร์การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2484–2488)

🗓 วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569
🕜 เวลา 13.30–16.30 น.
📍 ห้องเธียเตอร์ ชั้น 2 อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ภายในงานจะมีการเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมถอดความหมายของเอกสารชุดประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่านี้ และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ขอเชิญผู้สนใจด้านประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุ สงครามโลกครั้งที่ 2 และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

#มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ #สถาบันไทยคดีศึกษา #หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ #ค่ายท่าช้างวังหน้า #สงครามโลกครั้งที่2 #ประวัติศาสตร์ #จดหมายเหตุ

20/07/2026

อรอนงค์ ทิพย์พิมล เขียนถึง 'ปาตานี' หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย ซึ่งชาวมลายูปาตานีอพยพเข้าไปอยู่อาศัย ตั้งถิ่นฐาน และสร้างบทบาทสำคัญทั้งทางการเมืองและศาสนาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน
อ่านฉบับเต็ม: https://www.the101.world/patani-and-indonesia/
"ชื่อหมู่บ้านปาตานีในสุลาเวสีใต้นั้น มาจากชื่อชาวมลายูปาตานีที่อพยพไปยังหมู่เกาะอินโดนีเซีย การอพยพเข้ามาของชาวมลายูสู่สุลาเวสีใต้เกิดขึ้นเป็นระลอกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-17 มีการอพยพจากอาณาจักรมลายูหลายแห่ง ได้แก่ ยะโฮร์ มินังกาเบา จามปา ปะหัง และปาตานี โดยมีจุดมุ่งหมายทั้งเพื่อขยายกิจการค้า เยี่ยมเยียนมิตรสหาย เผยแผ่ศาสนาอิสลาม และหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเมือง"
"การอพยพของชาวมลายูจากปาตานีเข้าสู่ซันโรโบเนสามารถแบ่งออกได้เป็นสองระยะ ระยะแรกเกิดขึ้นก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเผยแผ่เข้าสู่สุลาเวสีใต้ โดยมีบุคคลสำคัญคือ ดาตุก เลอัง อับดุล กาดีร์ (Datuk Leang Abd. Kadir) พร้อมด้วยภรรยาชื่อ ตวนฟาตีมะห์ (Tuan Fatima) ซึ่งมีภูมิลำเนามาจากปาตานี และเดินทางร่วมกับดาตุก มะห์โกตา สุลต่าน ปาการูยุง (Datuk Mahkota Sultan Pagaruyung) ผู้มาจากมินังกาเบา"
"ชาวมลายูจากปาตานีได้รับการยอมรับให้ตั้งถิ่นฐานและมีบทบาทสำคัญทั้งในอาณาจักรโกวาและอาณาจักรซันโรโบนี โดยหลายคนได้รับตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงในโครงสร้างการปกครองของอาณาจักร นับตั้งแต่รัชสมัยของกษัตริย์โกวาที่ 9 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการรับศาสนาอิสลาม ตำแหน่งหัวหน้าชะฮ์บันดาร์ (Syahbandar) หรือเจ้ากรมท่า ได้ตกทอดอยู่ในมือของชาวมลายูอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น นอกจากนี้ชาวมลายูยังดำรงตำแหน่งเสมียนหรืออาลักษณ์ประจำราชสำนัก ทำหน้าที่บันทึกและรวบรวมเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอาณาจักร จึงมีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์และถ่ายทอดความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้"
"ปาตานีมีความสำคัญกับประวัติศาสตร์และการศึกษาอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาก เนื่องจากปาตานีมีอูลามาหลายท่านที่มีบทบาทในการเผยแผ่ศาสนาอิสลามในภูมิภาค เช่น เชคดาวูด บิน อับดุลลอฮ์ อัล-ฟาฏอนี (Syeikh Daud Abdullah al-Fathani) ที่ไปเผยแผ่ศาสนาอิสลามในหมู่เกาะอินโดนีเซีย และเชคอะห์มัด อัล-มิรชาด (Syeikh Ahmad al-Mirshad) ไปเผยแผ่ศาสนาที่พื้นเบอตาวีหรือปัตตาเวีย (จาการ์ตาในปัจจุบัน)"
"เรื่องราวของปาตานีไม่ได้วนเวียนอยู่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างปาตานีกับสยามเท่านั้น หากทว่าอาณาจักรปาตานีเชื่อมโยงและเป็นส่วนหนึ่งของโลกมลายูมาหลายร้อยปีแล้วจนถึงปัจจุบัน"
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด

📸 ภาพบรรยากาศงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2569 ที่จัดขึ้นเมื่อวัน...
20/07/2026

📸 ภาพบรรยากาศงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2569 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

ภายในงาน นักศึกษาใหม่ได้ทำความรู้จักหลักสูตรสาขาวิชาประวัติศาสตร์ รับฟังคำแนะนำจากอาจารย์และรุ่นพี่ พร้อมทั้งพบปะพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตและการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย

สาขาวิชาประวัติศาสตร์ขอต้อนรับนักศึกษาใหม่ทุกคนเข้าสู่ครอบครัวประวัติศาสตร์ มธ. อย่างเป็นทางการ ขอให้ทุกคนสนุกกับการเรียนรู้ ค้นพบประสบการณ์ใหม่ ๆ และมีความสุขตลอดเส้นทางการศึกษาในมหาวิทยาลัย 🧡❤️

#ประวัติศาสตร์มธ #ปฐมนิเทศ69

ชวนอ่านบทความของคุณพลกฤต นฤพันธาวาทย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาประวัติศาสตร์ มธ. ค่ะ
17/07/2026

ชวนอ่านบทความของคุณพลกฤต นฤพันธาวาทย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาประวัติศาสตร์ มธ. ค่ะ

นับตั้งเเต่การอุบัติขึ้นของสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาได้รุกคืบเข้ามาในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ หนึ่งในนั้น คือ ประเทศไทย โดยเริ่มเข้ามาในช่วงรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม (พ.ศ.2491-2500) ผ่านการสร้าง ‘ถนนมิตรภาพ’ ก่อนจะเข้ามาเต็มรูปเเบบด้วยการตั้งฐานทัพในจังหวัดต่างๆ เช่น กรุงเทพฯ นครสวรรค์ นครราชสีมา อุบลราชธานี เป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์จนถึงรัฐบาลคึกฤทธิ์ (พ.ศ.2501-2519) ในบริบทดังกล่าวเป็นการเข้ามาอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่รัฐบาลไทยเลือกอยู่ข้างประเทศโลกเสรีตลอด 3 ทศวรรษ

อ่าน: อุดม ละอองคำ: อดีต รพช. ผู้สร้างทางในยุคสงครามเย็น “ไม่คิดว่าจะพัฒนาได้ขนาดนี้”

https://theisaanrecord.co/2026/07/17/a-former-who-built-roads-during-the-cold-war-era/

---
เรื่อง: รณรต วงษ์ผักเบี้ย, พลกฤต นฤพันธาวาทย์

ชวนอ่านงานของคุณศิริลักษณ์ เอมเปีย ว่าที่มหาบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ มธ. ค่ะ
17/07/2026

ชวนอ่านงานของคุณศิริลักษณ์ เอมเปีย ว่าที่มหาบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ มธ. ค่ะ

‘อนาคตของอดีต’ มองการคัดค้านผลการเลือกตั้ง พ.ศ. 2476 ด้วยกรอบมานุษยวิทยาว่าด้วยอนาคต
การคัดค้านผลการเลือกตั้งของราษฎรในหลายพื้นที่เมื่อปี พ.ศ. 2476 ไม่ใช่เพียงความไม่พอใจในตัวบุคคล แต่เป็นการกระทำของราษฎรเพื่อแสดงความคาดหวังและปกป้องอนาคตของระบอบประชาธิปไตยที่พวกเขาวาดภาพไว้
ท่ามกลางศักยภาพอันแฝงเร้นของระบอบใหม่ที่ยังไม่นิ่งและเต็มไปด้วยความเปราะบางพร้อมจะพลิกผันไปได้ทั้งในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง ปฏิบัติการร้องเรียนของราษฎรจึงเป็นความพยายามเข้าไปกำหนดทิศทางให้กับศักยภาพอันแฝงเร้นนี้ เพื่อปฏิเสธไม่ให้เกิดอนาคตบิดเบี้ยวไปด้วยการทุจริตการเลือกตั้งในท้องถิ่น
บรรยากาศหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 เต็มไปด้วยพลังแห่งความหวังและการก่อตัวของจินตนาการใหม่ ๆ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2476 กลายเป็นพื้นที่ที่สามัญชนได้สัมผัสกับอำนาจอธิปไตยเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตามในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น นครปฐม มหาสารคาม สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี และปัตตานี ราษฎรในท้องถิ่นได้ร้องเรียนและคัดค้านผลการเลือกตั้ง แม้ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความวุ่นวาย หรือความไม่เข้าใจในกติกาใหม่ แต่หากพิจารณาผ่านกรอบมานุษยวิทยา นี่คือหลักฐานการตื่นตัวอย่างยิ่งของผู้คนยุคเปลี่ยนผ่านการปกครอง
การเลือกตั้งครั้งแรกนี้เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม 2 ชั้น โดยราษฎรจะเลือกตั้งผู้แทนตำบลก่อน จากนั้นผู้แทนตำบลจะไปออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกต่อหนึ่ง กติกาเช่นนี้ทำให้ตำแหน่งผู้แทนตำบลกลายเป็น “ตัวแทนความหวัง” ในการส่งผ่านอำนาจขึ้นสู่ส่วนกลาง อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งสองชั้นนี้กลับเปิดโอกาสให้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นพยายามควบคุมเสียงของผู้แทนตำบล เกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างอุดมคติของระบอบใหม่กับความเป็นจริงในเชิงปฏิบัติ
ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ยังดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศที่เปราะบางและตึงเครียดอย่างยิ่ง ในระหว่างการเลือกตั้งผู้แทนตำบล ตลอดเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 ได้เกิด “กบฏบวรเดช” ซึ่งเป็นการปะทะด้วยกำลังทหารระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมกับรัฐบาลคณะราษฎร การเลือกตั้งครั้งแรกของสยามจึงต้องดำเนินไปควบคู่กับปฏิบัติการปราบปรามการจลาจลและการประกาศกฎอัยการศึก (2476) บริบทความรุนแรงในพระนครทำให้ราษฎรตระหนักว่าอนาคตของระบอบใหม่กำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนและการต่อต้านจากระบอบเก่า จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดการส่งเสียงคัดค้านผลการเลือกตั้งเพื่อปกป้องอนาคตของระบอบรัฐธรรมนูญ
กรอบทฤษฎีมานุษยวิทยาว่าด้วยอนาคต (The Anthropology of the Future) โดยรีเบกกา ไบรอันต์ (Rebecca Bryant) และแดเนียล เอ็ม. ไนต์ (Daniel M. Knight) เสนอให้ใช้อนาคตเป็นศูนย์กลางการศึกษา โดยมองว่าการกระทำในปัจจุบันของมนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยอนาคต ไม่ใช่อดีตเพียงอย่างเดียว ทฤษฎีนี้ประกอบด้วย 3 แนวคิดหลัก คือ 1) ความเป็นเวลาและสิ่งวัตถุ สิ่งของรอบตัวสร้างมิติเวลาที่หลากหลายและเร่งด่วนต่างกัน 2) อันตวิทยาแบบเปิดกว้าง การกระทำโดยเป้าหมายสู่อนาคตที่เปลี่ยนผันได้ ไม่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และ 3) กลุ่มก้อนของแนวปฏิบัติและพื้นที่-เวลา สังคมอุบัติขึ้นผ่านเครือข่ายวัตถุและแนวปฏิบัติที่สร้างเป้าหมายและอารมณ์ความรู้สึกร่วม จนเกิดเป็นมิติเวลาร่วมของกลุ่มคน
ทฤษฎีนี้มีเครื่องมือตรวจสอบทิศทางสู่อนาคตผ่าน 6 เส้นทางหลัก เช่น ความคาดหวัง, ศักยภาพอันแฝงเร้น, การคาดการณ์เชิงรับมือความเสี่ยง ฯลฯ กรอบคิดนี้ช่วยให้นักประวัติศาสตร์เข้าใจ “อนาคตในอดีต” ว่าคนในยุคก่อนใช้จินตนาการเรื่องอนาคตเป็นเครื่องมือในการกระทำทางการเมืองในเวลานั้นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จดหมายคัดค้านผลการเลือกตั้งได้กลายเป็น “วัตถุที่มุ่งสู่อนาคต” ที่สะท้อนว่าพวกเขากำลังกำหนดทิศทางของระบอบรัฐธรรมนูญเช่นไรด้วย
กลไกการร้องเรียนผลการเลือกตั้งระบุไว้ในพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2476 ฉบับที่ 2 (2476, มาตรา 33) ที่เปิดช่องไว้ว่า ภายใน 20 วันนับแต่วันจัดการเลือกตั้ง หากผู้ใดเห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยชอบธรรม สามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ โดยสภาจะมีหน้าที่วินิจฉัยว่าให้เลือกตั้งใหม่หรือไม่ต่อไป ในแง่หนึ่ง ตัวบทกฎหมายนี้คือความพยายามของรัฐในการกำหนดกติกาให้ชัดเจน แต่ในอีกแง่หนึ่ง กฎหมายนี้ได้ไปปะทะกับศักยภาพอันแฝงเร้นหรือความคลุมเครือทางการเมืองให้แก่ราษฎร เนื่องจากกติกาที่เพิ่งอุบัติใหม่นี้ยังไม่เคยถูกทดลองใช้ และยังไม่มีใครรู้ว่าผลลัพธ์ปลายทางของมันจะนำพาสังคมไปสู่ทิศทางใด การส่งจดหมายทักท้วงของราษฎรนอกจากจะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายแล้ว ยังเป็นปฏิบัติการที่ขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังที่มีต่อระบอบใหม่ เพื่อจัดการกับความไม่แน่นอนของศักยภาพอันแฝงเร้นนั้นด้วย
การคัดค้านผลการเลือกตั้ง พ.ศ. 2476 ไม่ใช่ภาพสะท้อนว่าราษฎรยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย แต่คือหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าราษฎรไทยมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการกำหนดทิศทางของอนาคต เมื่อพิจารณาผ่านกรอบทฤษฎีมานุษยวิทยาว่าด้วยอนาคตข้างต้น คำร้องเรียนเหล่านี้คือปฏิบัติการทางเวลาที่แสดงให้เห็นถึงการจัดวางทิศทางใหม่ของโชคชะตา จากเดิมที่เคยสยบยอมต่อชะตากรรมในระบอบเก่า มาสู่การผูกศรัทธาไว้กับรัฐธรรมนูญ พร้อมขับเคลื่อนอนาคตด้วยความคาดหวังต่อกติกาใหม่ การเผชิญหน้ากับศักยภาพอันแฝงเร้นของยุคเปลี่ยนผ่าน และการคาดการณ์เพื่อรับมือความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองเพื่อปกป้องระบอบใหม่ การคัดค้านผลการเลือกตั้งในปี 2476 จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า จินตนาการถึงอนาคตที่เสมอภาคและเป็นธรรมได้หยั่งรากในสังคมไทยมาตั้งแต่รุ่งอรุณของประชาธิปไตยแล้ว
ติดตามได้ในบทความ series มานุษยวิทยาอนาคต "‘อนาคตของอดีต’ มองการคัดค้านผลการเลือกตั้ง พ.ศ. 2476 ด้วยกรอบมานุษยวิทยาว่าด้วยอนาคต"
👉 https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/837
ศิริลักษณ์ เอมเปีย: เขียน
#มานุษยวิทยาอนาคต #การคัดค้าน #ผลการเลือกตั้ง2476 #มานุษยวิทยาว่าด้วยอนาคต #ศมส #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

16/07/2026

การศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียม (SDG 4) ไม่ได้หมายถึงแค่การเข้าถึงห้องเรียน แต่รวมถึง "คุณภาพของเนื้อหา" ที่ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) และความเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ แต่เมื่อพิจารณารายวิชา "ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง" ในปัจจุบัน จากมุมมองของทั้งศิษย์เก่าและนักเรียนปัจจุบัน กลับพบข้อจำกัดสำคัญร่วมกันคือ
1️⃣ การเรียนการสอนยังคงเน้นการจดจำเนื้อหามากกว่าความเข้าใจ
2️⃣ การนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองหลักเพียงด้านเดียว
3️⃣ ขาดการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ตั้งคำถามและถกเถียงต่อประเด็นต่าง ๆ

ข้อจำกัดเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อบทบาทของระบบการศึกษาไทยในการบ่มเพาะพลเมืองตามแนวทางพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญทุกท่านร่วมอ่านบทวิเคราะห์และมุมมองเชิงลึกจาก ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ เพื่อร่วมกันออกแบบห้องเรียนที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและบริบทโลกอย่างแท้จริง

#ประวัติศาสตร์ #หน้าที่พลเมือง #การศึกษาไทย #คณะศิลปศาสตร์ #มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การประชุมวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม ครั้งที่ 4 ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ สำหรับผู้สนใจ รายละเอียดต...
15/07/2026

การประชุมวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม ครั้งที่ 4 ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ สำหรับผู้สนใจ รายละเอียดตามโพสต์ต้นทาง

ชวนอ่าน! บทความ “The First Ancient DNA Evidence of Zebu Husbandry in Thailand During the Prehistoric Through the Histori...
07/07/2026

ชวนอ่าน!
บทความ “The First Ancient DNA Evidence of Zebu Husbandry in Thailand During the Prehistoric Through the Historic Periods”
ร่วมเขียนโดย ผศ. ดร. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ และคณาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อ่านได้ที่ https://www.mdpi.com/2076-2615/16/12/1904

เมื่อวันที่ 2–3 กรกฎาคม 2569 สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาวิชาการ "Past and P...
06/07/2026

เมื่อวันที่ 2–3 กรกฎาคม 2569 สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาวิชาการ "Past and Present: Impact of Climate Change" ณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ท่าพระจันทร์ โดยได้รับเกียรติจากนักวิชาการและนักวิจัยจากหลากหลายประเทศร่วมนำเสนอผลงานวิชาการ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในมิติทางประวัติศาสตร์ สังคม และสิ่งแวดล้อม

การเสวนาครั้งนี้เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสำคัญด้านประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ภูมิอากาศ และประวัติศาสตร์ธรรมชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมบทสนทนาที่มีคุณค่าระหว่างนักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจจากหลากหลายสาขา

สาขาวิชาประวัติศาสตร์ขอขอบพระคุณวิทยากร ผู้ดำเนินรายการ ผู้เข้าร่วมงาน และผู้มีส่วนร่วมทุกท่าน ที่ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ตลอดการจัดงาน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้มีโอกาสต้อนรับทุกท่านอีกในกิจกรรมวิชาการครั้งต่อไป
On 2–3 July 2026, the History Program, Faculty of Liberal Arts, Thammasat University, hosted the academic symposium Past and Present: Impact of Climate Change at the Faculty of Liberal Arts, Thammasat University (Tha Phra Chan Campus). The symposium brought together scholars and researchers from various countries to present their research and exchange knowledge and perspectives on the impacts of climate change in Southeast Asia from historical, social, and environmental perspectives.

The symposium provided a valuable platform for discussions on environmental history, climate history, and natural history, fostering meaningful dialogue among scholars, students, and members of the public with an interest in these fields.

The History Program would like to express its sincere gratitude to all speakers, session chairs, participants, and everyone who contributed to the success of this event. We greatly appreciate your engagement and support, and we look forward to welcoming you again at future academic events.

ที่อยู่

Amphoe Khlong Luang
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ History TUผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์