Clicky

กรมการพัฒนาชุมชน Fanpage

กรมการพัฒนาชุมชน Fanpage กรมการพัฒนาชุมชนเป็นหน่วยราชการ
สังกัดกระทรวงมหาดไทย

กลุ่มงานสื่อสารภาพลักษณ์องค์การ สำนักงานเลขานุการกรม กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย,
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ

เปิดเหมือนปกติ

พช. เรียกบรรจุพัฒนากรล็อตใหญ่ ลงเคลื่อนงานเต็มพื้นที่ชุมชน เน้นอุดมการณ์งานพัฒนาชุมชน มุ่งเศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ...
28/10/2022

พช. เรียกบรรจุพัฒนากรล็อตใหญ่ ลงเคลื่อนงานเต็มพื้นที่ชุมชน เน้นอุดมการณ์งานพัฒนาชุมชน มุ่งเศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

วันที่ 27 ตุลาคม 2565 เวลา 09.00 น.

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานกล่าวมอบนโยบายการปฏิบัติราชการและพบปะผู้สอบแข่งขันได้ จำนวน 340 คน โดยมี นายนพรัตน์ ธำรงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ นายเฉลิมเกียรติ แผนกิจเจริญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย นายไชยา พิมสิงห์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและประเมินบุคคล และคณะทำงานกองการเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมฯ ณ ห้องประชุม 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน

นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวมอบนโยบายการปฏิบัติราชการแก่ผู้สอบแข่งขันได้ ถึงทิศทางแนวทางในการขับเคลื่อนภารกิจงานต่างๆ ที่สำคัญทั้งในระดับกระทรวงและระดับกรม โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กรมการพัฒนาชุมชน มุ่งสู่วิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ตามที่แผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) ซึ่งประกอบด้วย 6 แนวทางการพัฒนา ได้แก่ 1) สร้างและพัฒนากลไกขับเคลื่อนสัมมาชีพชุมชนหนุนเสริมเศรษฐกิจฐานราก 2) พัฒนาเศรษฐกิจ ฐานรากให้เข้มแข็ง และมีขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยกลไกประชารัฐและการรวมกลุ่มผู้ประกอบการในชุมชน 3) สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน และส่งเสริมช่องทางการตลาด 4) ยกระดับชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เพื่อเศรษฐกิจชุมชนอย่างครบวงจร 5) ปรับระบบบริหารจัดการทุนชุมชนให้มีธรรมาภิบาล เพื่อการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชนให้พึ่งตนเอง และ 6) แก้ไขปัญหาความยากจนลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยระบบปฏิบัติการเชิงรุกที่เข้าถึงประชาชนรายครัวเรือนโดยมีเข็มมุ่งสำคัญ คือ มุ่งหวังให้เศรษฐกิจฐานรากมีความมั่นคง คนในชุมชนมีงาน มีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยชี้แนวทางปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับบทบาท หน้าที่ของพัฒนากรในปัจจุบันที่กรมจะส่งลงพื้นที่ไปในชุมชนในอำเภอต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตอบสนองวิสัยทัศน์ เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ต่อไป

ด้าน นายนพรัตน์ ธำรงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กล่าวว่า ในปี 2566 กรมการพัฒนาชุมชน ได้มีทิศทางการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน โดยมุ่งเน้นการทำงานครบทุกมิติ ในกระบวนการ “งาน งบ ระบบ คน” เพื่อมุ่งสู่ชุมชนเข้มแข็ง (ตำบลเข้มแข็ง) “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ มีเศรษฐกิจฐานราก และมีความสุขมวลรวม ผ่านโครงการต่างๆ ของกรมการพัฒนาชุมชน อาทิ การพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง (เดิม) ขยายผลหมู่บ้านใหม่ ขับเคลื่อนและต่อยอดพื้นที่ต้นแบบ โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน ด้วยหลัก 5 P ยกระดับศูนย์เรียนรู้ชุมชน ศูนย์ผู้นำจิตอาสาพัฒนาชุมชน เสริมสร้างความเข้มแข็งกองทุนแม่ของแผ่นดิน ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนธรรมาภิบาล และงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ในด้านเศรษฐกิจฐานราก มีการกระตุ้นส่งเสริมโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ทั้งผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์ ภูมิปัญญาผ้าไทย และช่องทางการตลาด ส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยภาคีเครือข่าย พร้อมขอให้ผู้สอบแข่งขันได้ทุกท่านตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติงานและวางแผนในการทำงานพร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจงานดังกล่าวในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มุ่งไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต่อไป

ในการนี้ นายเฉลิมเกียรติ แผนกิจเจริญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการพัฒนาชุมชน ได้กล่าวชี้แจงการเตรียมตัวเข้ารับการอบรมหลักสูตรพัฒนากรก่อนประจำการ และนายไชยา พิมสิงห์ ฐานะรักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการกลุ่มงานบรรจุแต่งตั้ง กล่าวชี้แจงการบรรจุเข้ารับราชการ การจัดทำหนังสือตรวจสอบประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือ การจัดเตรียมแฟ้มประวัติและการบันทึก ก.พ.7 อิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ กองการเจ้าหน้าที่ กรมการพัฒนาชุมชน ได้เรียกผู้สอบแข่งขันได้ในตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชน (พัฒนากร) รายงานตัวเพื่อตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ พร้อมทั้งชี้แจงขั้นตอนการเตรียมตัวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุเข้ารับราชการ ภายใต้มาตรการคัดกรองอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยสวมใส่หน้ากากอนามัย บริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ทุกจุดบริเวณห้องประชุมและทำความสะอาดพื้นที่อย่าสม่ำเสมออีกด้วย

อธิบดี พช.ร่วมกิจกรรมตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน วัดพระวรราชาทินัดดามาตุ      วันที่ 27 ตุลาคม 65 เวลา...
28/10/2022

อธิบดี พช.ร่วมกิจกรรมตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน วัดพระวรราชาทินัดดามาตุ

วันที่ 27 ตุลาคม 65 เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน พื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Community Lab Model for quality of life : CLM) ระดับตำบล วัดพระวรราชาทินัดดามาตุ หมู่ที่ 5 ต.หนองย่างทอย อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย นางนวลจันทร์ ศรีมงคล ผู้ตรวจราชการกรม นางสาวนิภา ทองก้อน ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน และนางสาวมนทิรา เข็มทอง พัฒนาการจังหวัดเพชรบูรณ์ ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้ชุมชนฯ และร่วมกันปลูกต้นยางนา โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานตัดริบบิ้นเปิดป้าย "ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน พื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Community Lab Model for quality of life : CLM) ระดับตำบล วัดพระวรราชาทินัดดามาตุ"

ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีผู้แทนส่วนราชการระดับกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกิจกรรม พร้อมพบปะกับภาคีเครือข่าย โดยได้รับเมตตาจาก พระภาวนามังคลาจารย์ วิ. เจ้าอาวาสวัดพระวรราชาทินัดดามาตุ และคณะสงฆ์ในพื้นที่ ร่วมกิจกรรม โดยมี นายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายสุเมธ ธีรนิติ นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและนำตรวจเยี่ยม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า "พี่น้องทุกคนคือผู้เป็นความหวังของแผ่นดิน" เพราะท่านเป็นผู้น้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงมีความมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อันเป็นที่ประจักษ์ และเป็นจริงแท้ในการพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน อันเป็นพื้นที่ที่ช่วยทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี ลูกหลานของพวกเราในอนาคตก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดไป

"ดังที่วัดพระวรราชาทินัดดามาตุแห่งนี้ ทุกท่านจะเห็นว่าสถานที่แห่งนี้ เมื่อปีที่แล้วกับวันนี้ไม่เหมือนกัน ท่านเจ้าคุณเณร ได้พาพวกเราเดินตากแดดไปทั่วแปลง ปีที่แล้วก็คือดินดาน ดินหิน ไม่มีต้นไม้เลยสักต้น แต่วันนี้ หลังจากเราได้น้อมนำพระราชปณิธานมาขับเคลื่อนก็ยังผลให้เกิดความเขียวชอุ่ม มองแล้วชื่นตาชื่นใจ มองแล้วรู้สึกมีความสุข ภายใต้การนำของท่านเจ้าคุณหลวงพ่อเณร ผู้เป็นเจ้าอาวาส ได้เมตตาเป็นผู้นำ เสียสละพื้นที่ที่เป็นของวัด นำมาเข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา เพื่อให้สถานที่แห่งนี้ เป็นเสมือนโรงเรียนให้พวกเราเห็นทันตาว่า คนที่น้อมนำทำตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์ได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทย ความว่า "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป" และต่อมาทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่ข้าราชบริพารของพระองค์ท่านว่า "ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งคำว่า "แก้ไขในสิ่งผิด" พระองค์ท่านเตือนพวกเราว่า แม้เราเคยมีความเชื่อ เคยดำรงชีวิตแบบไหนที่คนหรือสังคมทั่วไปอาจจะบอกว่า 'มันไม่ดี' สามารถปรับเปลี่ยนได้ คนที่เคยติดยาเสพติดก็สามารถเปลี่ยนเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง มีความประพฤติดี เลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดได้ คนที่เคยขี้เกียจเกกมะเหรกเกเรไม่ยอมอ่านหนังสือ ก็อาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้ถ้ารู้จัก 'แก้ไขในสิ่งผิด'" นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวเน้นย้ำว่า ชาวเพชรบูรณ์โชคดีที่เรามีศูนย์เรียนรู้ฯ แปลง CLM 5 แปลง ซึ่งแปลงหนึ่งในนั้น เรามีพระผู้ใหญ่ที่เป็นที่นับถือ เป็นที่พึ่งของญาติโยม คือ พระภาวนามังคลาจารย์ วิ. หรือ "ท่านเจ้าคุณเณร" ซึ่งท่านเมตตาเสียสละ เป็นบัวพ้นน้ำ แม้ว่าจะเป็นทางโลกนิมิต คือ การเป็นพื้นที่ต้นแบบในการน้อมนำทฤษฎีใหม่ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในพื้นที่ จนก่อให้เกิดกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ ที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า "โคก หนอง นา" ตามพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงอรรถาธิบาย และสรุปว่ามัน คือ "อารยเกษตร" ซึ่งพระองค์ท่านทรงลงมือทำมาก่อน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการ "แก้ไขในสิ่งผิด" ที่พระองค์ทรงมีเป้าหมายให้พวกเราทุกคนได้น้อมนำมาปฏิบัติตาม โดยเป้าหมายที่ 1 'ประเทศต้องมั่นคง' ต้องเกิดจากความรักความสามัคคี คนไม่ติดยาเสพติด คนไม่มั่วสุมอบายมุข ต้องรักษาประเพณีวัฒนธรรม มีความกตัญญูกตเวที เป็นคนดี เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ 2 'ประชาชนต้องมีความสุข' ซึ่งท่านเจ้าคุณเณรสามารถทำให้ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ในการที่จะทำให้ประชาชนเกิดความสุข เกิดความชื่นอกชื่นใจและความเลื่อมใสแก่ผู้มาพบเห็น เราต้องช่วยกันขยายกระจายผลแห่งความสำเร็จนี้ไปให้ถ้วนทั่ว เพื่อให้สิ่งที่อุดมสมบูรณ์ สิ่งที่เป็นความสุข ดังปรากฏอยู่ ณ แปลงโคก หนอง นาแห่งนี้ ช่วยทำให้พี่น้องที่เป็นกำลังหลักของแผ่นดินได้ช่วยทำให้เกิดขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ เพราะ "เศรษฐกิจพอเพียงเริ่มได้จากทุกครัวเรือน"

"ครอบครัวจะมีความสุขไม่มีหนี้สิน ต้องลดรายจ่าย โดยเฉพาะรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในชีวิต พวกค่าบุหรี่ เหล้า ต่อมา คือ รายจ่ายที่จำเป็น ก็สามารถลดได้ ด้วยการน้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยการปลูกผักสวนครัวสร้างความมั่นคงด้านอาหาร เพื่อลดรายจ่าย และทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะผักสวนครัวที่ปลูกไว้กินเองปลอดสารพิษ ปลอดภัย ปลอดสารเคมี ไม่ต้องเสียเงินไปหาหมอ และที่สำคัญที่สุดช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ทำให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมความรักความอบอุ่นในครอบครัว ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานไว้หลายโครงการ ได้แก่ บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน ทหารพันธุ์ดี ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งเสริมให้เกิดการ "พึ่งพาตนเอง" จึงขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ ส่งเสริมให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พี่น้องประชาชน กลุ่มผู้ประกอบการ OTOP และทุกภาคส่วน ได้น้อมนำพระราชดำริ ช่วยกันปลูกผักสวนครัวไว้ในบ้านเยอะ ๆ ปลูกไว้กินเอง และแจกจ่ายเพื่อนบ้าน ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน เน้นส่งเสริมให้ปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้ให้ผลที่สามารถเก็บกินได้ เช่น มะม่วง ขนุน มะนาว มะกรูด ในพื้นที่สาธารณะข้างทาง โดยมีชาวบ้านช่วยกันดูแล เพื่อเป็นประโยชน์กับสาธารณะ กับชุมชน ทำให้บ้านเมืองร่มรื่น สิ่งแวดล้อมดี ซึ่งการจะทำให้ทุกครัวเรือนปลูกผักสวนครัวภายในบ้านครบ 100% ได้ "ผู้นำต้องทำก่อน" เมื่อผู้นำดี ทีมงานดี สิ่งดี ๆ ก็จะเกิดขึ้น" นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวต่อ

"ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ และท่านนายอำเภอทั้ง 11 อำเภอ เป็นผู้นำที่มี Passion ช่วยกันส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนด้วยการรณรงค์เชิญชวนให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไปครัวเรือนละ 1 คน ได้ตระหนักถึงภัยคุกคามของปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง จนทำให้เกิดภาวะโลกร้อน อากาศวิปริตแปรปรวน ให้เข้ามาร่วมสมัครเป็นอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก พ.ศ. 2561 เพื่อร่วมมือกันดูแลครอบครัวให้รู้จักคัดแยกขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะพิษ รวมทั้งเป็นผู้นำในการสร้างจิตสำนึกให้แก่คนในครอบครัว ชุมชน ตำบล และหมู่บ้าน ให้มีส่วนร่วมในกางรรรนนรบริหารจัดการขยะมูลฝอย โดยใช้หลัก 3Rs หรือ 3ช : ใช้น้อย Reduce ใช้ซ้ำ Reuse และนำมาผลิตเพื่อใช้ใหม่ Recycle โดยเริ่มจากการปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในวัยเด็ก ให้รวมกลุ่มเป็นเครือข่ายเพื่อช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและถ่ายทอดความรู้ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับบุคคลหรือประชาชน พร้อมทั้งรณรงค์ให้ทุกครัวเรือน จัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน ซึ่งเป็นถังขยะเปียกคัดแยกขยะครัวเรือน ณ ต้นทาง ตั้งแต่แหล่งกำเนิด ให้ครบ 100% ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 และน้อมนำพระราชดำริ มาใช้ในชีวิตประจำวัน เกิดการพึ่งพาตนเอง ช่วยกัน Change for Good ดูแลรักษาโลกใบเดียวนี้ของพวกเราให้มีอายุยืนยาว เพื่อทำให้เกิดความสุขที่แท้จริง เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีชั่วลูกชั่วหลานอย่างยั่ง" นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ กล่าวว่าศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Community Lab Model for quality of life : CLM) ระดับตำบล แปลงวัดพระวรราชาทินัดดามาตุ ตำบลหนองย่างทอย อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “ โคก หนอง นา โมเดล”
แต่เดิมพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (CLM) ระดับตำบล ต้นแบบ วัดพระวรราชาทินัดดามาตุ เป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ที่ปลูกพืชขึ้น ท่านเจ้าอาวาสวัดพระวรราชาทินัดดามาตุ (พระภาวนามังคลาจารย์) ได้มีแนวคิดที่จะปรับปรุงพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบโคก หนอง นา โมเดล จึงได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” พื้นที่ 15 ไร่ โดยได้รับคำแนะนำจาก ท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เมื่อปี พ.ศ.2564 และมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นหน่วยงานขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อกิจการสาธารณูปโภคและกิจการอื่นๆ ในเขตปฏิรูปที่ดิน
จังหวัดเพชรบูรณ์มีพื้นที่ดำเนินงานโคก หญิง นา โมเดล จำนวน 1,532 แปลง ดังนี้
งบเงินกู้ จำนวน 1,081 แปลง แบ่งเป็น
แปลง 1 ไร่ จำนวน 202 แปลง, แปลง 3 ไร่ จำนวน 874 แปลง, แปลง 15 ไร่ จำนวน 5 แปลง
งบยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน จำนวน 451 แปลง แบ่งเป็น แปลง 1 ไร่ จำนวน 342 แปลง, แปลง 3 ไร่ จำนวน 109 แปลง
ขอขอบคุณทีมงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ทุ่มเทกำลังความสามารถ แรงกาย แรงใจในกายขับเคลื่อนการดำเนินงานจนเป็นที่ประจักษ์ สามารถเป็นต้นแบบการเรียนรู้ความสำเร็จของการดำเนินงาน ขอให้เพียรพยายามรักษาความดีนี้ไว้ให้ยิ่งขึ้นไป และอยากให้เป็นตัวอย่างให้กับจังหวัดต่าง ๆ ได้นำไปเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนต่อไป นายอรรษิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

กรมการพัฒนาชุมชน จัดแสดงนิทรรศการกิจกรรม“ Weaving the Future เส้นใยแห่งภูมิปัญญา”นำผลงานการออกแบบและผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาที...
28/10/2022

กรมการพัฒนาชุมชน จัดแสดงนิทรรศการกิจกรรม“ Weaving the Future เส้นใยแห่งภูมิปัญญา”
นำผลงานการออกแบบและผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาที่นำมาจัดแสดง กว่า 100 รายการ อวดสายตาชาวกรุง

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ 2565
ณ ลานไอคอนคราฟต์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการ “Weaving the Future เส้นใยแห่งภูมิปัญญา” ภายใต้โครงการพัฒนารูปแบบชุมชนภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมีนายวรงค์ แสงเมือง ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวรายงานฯ ในการนี้ คุณปารีสา จาตนิลพันธุ์ ผู้บริหารไอคอนคราฟต์ โดยมีนายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ผู้อำนวยการสำนักงานบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมในงานฯ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งมีบทบาทและภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ได้จัดโครงการ “พัฒนารูปแบบชุมชนภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์” ขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของภูมิปัญญาสืบสาน อนุรักษ์ ภูมิปัญญาไทย ให้สามารถสร้างรายได้สู่ชุมชน เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้วยการต่อยอดภูมิปัญญาต้นแบบให้มีความร่วมสมัย ตอบสนองความต้องการของตลาดในปัจจุบัน โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 กรมการพัฒนาชุมชนมีชุมชนเป้าหมาย ดำเนินการจำนวน 4 ชุมชน และได้ดำเนินการตามกิจกรรมในพื้นที่ชุมชนภูมิปัญญา ดังนี้ ภาคเหนือ บ้านหนองเงือก หมู่ที่ 5 ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ภาคกลาง บ้านโคกหม้อ หมู่ที่ 3 ตำบลโคกหม้อ อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บ้านโนนกอก หมู่ที่ 18 ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี และภาคใต้ บ้านสวนทุเรียน หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศในสาขาต่าง ๆ อาทิ คุณธีระ ฉันทสวัสดิ์ คุณปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ ดร.วุฒิไกร ศิริผล คุณหิรัญกฤษฏิ์ ภัทรพิบูลย์กุล ผศ.ดร. วิทวัน จันทร ดร.สุภาวิณี จรุงเกียรติกุล คุณเอก ทองประเสริฐ ดร.นวัทตกร อุมาศิลป์ อาจารย์ปัญญา พูลศิลป์ ดร.เรืองลดา ปุณยลิขิต อาจารย์ชัยนรินทร์ ชลธนานารถ ร่วมลงพื้นที่พัฒนาศักยภาพให้แก่ชุมชนภูมิปัญญาทั้ง 4 แห่ง และก่อให้เกิดผลงานการออกแบบและผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาที่นำมาจัดแสดงภายในนิทรรศการแห่งนี้ กว่า 100 รายการ โดยจะจัดแสดงตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2565 ณ ลานไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดแสดงนิทรรศการแสดงผลงานการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา หรือ “Weaving the Future เส้นใยแห่งภูมิปัญญา”เป็นอีกหนึ่งโครงการที่กระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้ชุมชนภูมิปัญญาต้นแบบ ได้ต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ ตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรีตนราชกัญญา ที่ทรงมีพระประสงค์ เพื่อจะนำเอาอัตลักษณ์ และเอกลักษณ์ของผ้าไทยให้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ความเป็นสากล รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาดให้แก่ชุมชน และสร้างช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน รวมถึงการจัดการระบบกระจายสินค้าของชุมชนให้มีระบบระเบียบเพื่อช่วยในการบริหารจัดการสินค้า และต้นทุน

โดยนิทรรศการที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการถอดองค์ความรู้ของชุมชนภูมิปัญญา ทั้ง 4 จากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ จากอัตลักษณ์พื้นถิ่น สู่การแนะนำและพัฒนาจากฝีมือของผู้เชี่ยวชาญ และนักออกแบบที่มีฝีมือในระดับประเทศ สู่การจัดแสดงในรูปแบบของ กิจกรรมสาธิต หรือ Display Show Case ที่จะทำให้เห็นถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นในช่วง 3 วัย ได้แก่ รุ่นปู่ย่า ตายาย ถ่ายทอดสู่รุ่นลูก และ จากรุ่นลูกสู่รุ่นหลาน และได้นำมาต่อยอดเป็นผลงานผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาในครั้งนี้ กว่า 100 ผลิตภัณฑ์ และยังได้จัดแสดง ณ ICON CRAFT ซึ่งเป็นศูนย์รวมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญานี้ให้เป็นที่ประจักษ์ในสายตาของสาธารณะชน อีกทั้งเรายังได้พัฒนารูปแบบของการสร้างตลาดออนไลน์ให้แก่ชุมชนด้วยการสร้าง FACEBOOK PAGE ให้แก่ชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมสินค้า หรือติดต่อได้โดยตรง ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่ได้สืบสานและดำเนินงานภายใต้พระราชดำริ ขอให้ทุกท่านที่มาร่วมงานเป็นอีกหนึ่งแรงใจ และแรงผลักดันให้กับชุมชนภูมิปัญญาต้นแบบ ทั้ง 4 แห่ง ให้สามารถเติบโต ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่สินค้าที่เป็น ICON ความสำเร็จระดับสากล และขอถือโอกาสนี้เชิญชวนพี่น้องประชาชน ได้มาเยี่ยมชมนิทรรศการครั้งนี้เพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่ผู้ประกอบการ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2565 ณ ลานไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม อธิบดี พช. กล่าวเชิญชวน

พช. สานพลังความต่อเนื่องปฏิบัติการตามแนวพระราชดำริฯ ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร สู่ชุมชนเข้มแข็ง เป็นมิต...
28/10/2022

พช. สานพลังความต่อเนื่องปฏิบัติการตามแนวพระราชดำริฯ ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร สู่ชุมชนเข้มแข็ง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า กรมการพัฒนาชุมชน สานพลังความต่อเนื่องปฏิบัติการตามแนวพระราชดำริฯ ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร สู่ชุมชนเข้มแข็ง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยสืบสาน รักษา และต่อยอดการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข และแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่ปฏิบัติการปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ที่กลายเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยต้องชะงักงัน สินค้าอุปโภค บริโภค กระทบหนัก ขาดแคลนและราคาสูงขึ้น โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่ปฏิบัติการปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยเริ่มต้นจากแผนปฏิบัติการ “Quick win” 90 วัน ปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ขยายผลสู่ระยะที่ 2 สร้างวัฒนธรรมปลูกพืชผักประจำครัวเรือน และต่อยอดการดำเนินงานในรอบ 2 ด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ผ่านอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ในการขับเคลื่อนปฏิบัติการ ซึ่งการขับเคลื่อนดำเนินการดังกล่าวได้รณรงค์ให้ประชาชน 12.9 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ดำเนินการปลูกผัก สวนครัวรั้วกินได้ 5 – 10 ชนิด ปลูกกล้วย 5 หน่อ มะละกอ 5 ต้น รวมถึงพืชสมุนไพรต้านโควิด พริก ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย ฟ้าทะลายโจร เพื่อสร้างพลังความต่อเนื่องในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและยา เน้นการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิต รวมกลุ่มแปรรูปผลผลิต วิสาหกิจชุมชน สร้างชุมชนสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน และการบริหารจัดการขยะ สร้างนวัตกรรมด้านอาหาร ได้แก่ เมนูอาหารรักษ์สุขภาพ ตลาดนัดสีเขียวผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้าน มีความรักความสามัคคี และความเกื้อกูลของคนในชุมชน สร้างสวัสดิการชุมชน ศูนย์แบ่งปันเมล็ดพันธุ์และต้นกล้า สร้างเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย สร้างรายได้ ระยะสั้นทั้งในระดับครัวเรือนและระดับกลุ่มอาชีพ สร้างวัฒนธรรมและภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งผลการดำเนินงานในปัจจุบัน มีผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วยนายกเหล่ากาชาด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น คณะกรรมการพัฒนาบทบาทสตรี ผู้นำทางศาสนา บุคลากรในสังกัด และประชาชน เข้าร่วมดำเนินการอย่างคึกคัก พร้อมทั้งเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนทุกครัวเรือนในพื้นที่ปลูกพืชผักสมุนไพรให้ครบทุกบ้าน เน้นการพึ่งตนเอง ประกอบเมนูสุขภาพจากสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ผลการดำเนินงานจากโปรแกรม Plant for Good Report แบบ Real - Time มีประชาชนเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่องจำนวน 11,379,606 ล้านครัวเรือน และมีผู้นำต้นแบบเข้าร่วมจำนวน 160,246 คน

เพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวมีความต่อเนื่อง อีกทั้งเป็นการลดรายจ่ายของครัวเรือนให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน (ตามเป้าหมายการจัดเก็บข้อมูล จปฐ.) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 นี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้มอบนโยบายขับเคลื่อนปฏิบัติการปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวทางรอบ 2 อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “จะพัฒนาใครเขา ต้องพัฒนาเราก่อน” สร้างกระแสรณรงค์ปลูกผักสวนครัวผ่าน “ผู้นำต้นแบบตัวอย่างที่เห็นจริง” ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด-นายกเหล่ากาชาดจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด พัฒนาการจังหวัด นายอำเภอ พัฒนาการอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำทางศาสนา กลุ่มสตรี และ บุคลากรในสังกัด ใช้ทีมนักพัฒนา 3 ประสานร่วมเป็นกลไกขับเคลื่อนปฏิบัติการ สู่ทุกครัวเรือนคือคลังอาหาร ทุกหมู่บ้านคือศูนย์แบ่งปัน เกิดทักษะชีวิตใหม่ เยาวชนไทยสร้างอาหารเป็น เกิดชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ในการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน สร้างโมเดลต้นแบบที่มีความมั่นคงทางอาหาร 878 แห่ง จาก 878 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบในการนำไปปรับใช้ในการพัฒนาชุมชน/หมู่บ้าน ให้มีความมั่นคงทางอาหาร มีความพร้อมสู่โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” ในพระราชดำริ และโครงการตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยใช้พลังชุมชนในการพัฒนาชุมชนรณรงค์ส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนได้ปลูกผักสวนครัวไม่น้อยกว่า 10 ชนิด ให้ครอบคลุมเต็มพื้นที่ ครบ 100% ทั่วประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนในครัวเรือน 90% ทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 พฤศจิกายน 2565 บันทึกรายงานผลผ่านระบบ Plant for Good Report แบบ Real – Time พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้นำที่เข้าร่วมโครงการทุกกลุ่มเป้าหมายร่วมนำเสนอและแชร์ภาพประสบการณ์การลงมือปฏิบัติปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ผ่านช่องทาง Facebook Group “ปลูกพืช ปลูกผัก ปลูกรักกับ พช.” จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงทางอาหารไปด้วยกัน” นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกล่าวเชิญชวน

อธิบดี พช. เดินหน้าขับเคลื่อนการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุ...
28/10/2022

อธิบดี พช. เดินหน้าขับเคลื่อนการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สร้างความมั่นคงทางอาหาร สู่ปฏิบัติการปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ย้ำภายใน 30 พฤศจิกายน 2565 ทุกจังหวัด ปลูกพืชผักสวนครัว ครบ 100 %

26 ตุลาคม 2565 เวลา 09.00 น.

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกรมการพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 10/2565 โดยมีผู้ตรวจราชการกรม ผอ.สำนัก ศูนย์ฯ กอง ผู้บริหารส่วนภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุม ผ่านระบบการประชุมทางไกล Video Conference ไปยังสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด 76 จังหวัด กำกับ ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินกิจกรรมตามยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน ณ ห้อง War Room ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกของผม ในการมารับตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นโอกาสอันดีที่จะได้สื่อสารกับท่านพัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ ทุกจังหวัดในการขับเคลื่อนงานของกรมการพัฒนาชุมชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความเป็นอยู่ทีดี มีความสุขภายใต้วิสัยทัศน์ เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีภารกิจสำคัญที่เราต้องช่วยกันขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เช่น การประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม ระดับประเทศ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สร้างความมั่นคงทางอาหาร สู่ปฏิบัติการปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ที่ผ่านมาได้ติดตามโครงการปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นนโยบายของท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ) โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สร้างความมั่นคงทางอาหาร มาเป็นแนวปฏิบัติมุ่งหวังให้ทุกครัวเรือนมีความมั่นคงทางอาหาร อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลที่ได้รับรางวัลระดับเขต และระดับประเทศให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และขยายผลไปยังตำบลอื่นๆ ให้เกิดความเข้มแข็ง ปัจจุบันประเทศไทยได้เผชิญกับภัยธรรมชาติต่างๆ มากมาย เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง และการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid -19) ที่ยังคงมีอยู่ ทำให้มีผลกระทบกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน จึงขอฝากผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน ช่วยติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยรณรงค์ให้มีการปลูกผักสวนครัวทั่วประเทศ เน้นการพึ่งตนเอง โดยการปลูกพืชผักสวนครัวครัวเรือนไม่น้อยกว่า 10 ชนิด เพื่อบริโภคในครัวเรือน และเป็นการลดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ขอให้ช่วยกันรณรงค์ให้มีการปลูกพืชผักสวนครัวในครัวเรือนเป้าหมาย ให้ครบ 100% และบันทึกในระบบรายงาน Plant for Good Report ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ขอให้ช่วยกันรณรงค์อย่างต่อเนื่องจนเป็นวัฒนธรรมการปลูกพืชผักสวนครัวสร้างความมั่นคงด้านอาหารได้อย่างยั่งยืนต่อไป อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าว

อธิบดี พช. ร่วมเปิดนิทรรศการ 50 ปี “นาหว้าโมเดล” สืบสานพระราชปณิธาน “พระพันปีหลวง” สู่การน้อมนำพระปณิธาน “พระองค์หญิง” เ...
28/10/2022

อธิบดี พช. ร่วมเปิดนิทรรศการ 50 ปี “นาหว้าโมเดล” สืบสานพระราชปณิธาน “พระพันปีหลวง” สู่การน้อมนำพระปณิธาน “พระองค์หญิง” เพื่อต่อยอดพัฒนาผ้าไทยให้ถูกใจคนทุกเพศ ทุกวัย ให้เกิดความยั่งยืน

วันที่ 21 ตุลาคม 65 เวลา 11.00 น. ที่ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม ถ.เจริญนคร แขวงคลองต้นไทร เขต
คลองสาน กทม. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานเปิดนิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของชุมชน วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการทอผ้าของชุมชน และกิจกรรมจัดแสดงผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปีโครงการศิลปาชีพ โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน นางจิรวรรณ เพ็ญพาส อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย คุณรติรส จุลชาต นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ดร. ศรินดา จามรมาน คุณศิริชัย ทหรานนท์ นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข คุณพีรพงศ์ พงษ์ประภาพันธ์ คุณอารยา จิตตโรภาส คุณปารีสา จาตนิลพันธุ์ ผู้แทนกลุ่มทอผ้าทั้ง 6 กลุ่มจาก อ.นาหว้า จ.นครพนม ได้แก่ ศูนย์หัตถกรรมและจำหน่ายสินค้าพื้นบ้านวัดธาตุประสิทธิ์ กลุ่มศิลปาชีพทอผ้าไหมบ้านท่าเรือ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองวัดศรีบุญเรือง บ้านนางัว กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านโคกสะอาด กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาหว้า กลุ่มคนรุ่นใหม่หัวใจคือชุมชน และภาคีเครือข่าย ร่วมงานเป็นจำนวนมาก
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่ง เพราะเป็นวันแห่งความภาคภูมิใจที่คนมีหัวใจเดียวกัน คือ “หัวใจแห่งความมุ่งมั่นที่จะแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี” ด้วยการนำเอาสิ่งที่เป็นพระวินิจฉัยของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ไปขยายผลให้คนที่สนใจเหมือนกันได้ร่วมกันแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี อันเป็นความสำเร็จที่ประจักษ์ชัดในสังคมแล้วว่า พระองค์ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาความเป็นไทยและพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าไทย ให้เป็นที่ถูกอกถูกใจคนทุกเพศ ทุกวัย ก่อให้เกิดรายได้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องที่ อ.นาหว้า จ.นครพนม ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ห่างไกลมากและส่วนใหญ่ก็เป็นเกษตรกรที่มีฐานะยากจน แต่คนเหล่านี้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการสืบทอดวัฒนธรรมการทอผ้า
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวว่า หลังเกิดสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ แผ่นดินนาหว้าหลายจุดได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปช่วยเหลือพี่น้องชาวนาหว้า เมื่อปี 2513 ซึ่งสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ของพระองค์ที่มีต่อคนนาหว้า และคนไทยทั้งปวง เปรียบประดุจอนุสาวรีย์ที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ทรงมีความรัก ความห่วงใย ความเมตตาต่อพวกเราชาวไทย ปรากฏอยู่ข้างวัดพระธาตุประสิทธิ์ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม อันเป็นความรักความห่วงใยที่คนนาหว้ามีอยู่แล้ว ไปขยายผลจนเกิดเป็นศูนย์ศิลปาชีพแห่งแรกในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และได้รับการพัฒนาเป็นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นอกจากนี้ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้พระราชทานเมล็ดกล้าพันธุ์ที่แข็งแกร่ง คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา กล่าวคือ 1. พระองค์ทรงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขโดยแท้ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 2. ทรงโดยเสด็จพระราชดำเนินพร้อมสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงไปพื้นที่ต่าง ๆ ได้ทรงทอดพระเนตรงาน ทรงซาบซึ้ง และน้อมนำมาสืบสาน รักษา และต่อยอด 3. ทรงเป็นเมล็ดพันธุ์ที่กล้าแกร่ง เพราะพระองค์เติบโตมาช่วงอารยธรรมการแต่งกายของชาติตะวันตกแผ่ขยายทุกตารางนิ้วของประเทศ แต่ก็ไม่ทำให้ความมุ่งมั่นที่จะทรงสืบสานพระราชปณิธานจางหายไป แต่พระองค์ท่านทรงมุ่งมั่นและดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง และนับเป็นโอกาสดีที่ชาวมหาดไทยทุกคนได้มีวาสนาที่ดีที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยในการรับกระแสพระราชดำริและพระราชวินิจฉัยไปทำงานร่วมกับพี่น้องประชาชน “เครื่องหมายแห่งความรัก ความห่วงใย ความปรารถนาดีที่ทรงอยากเห็นพี่น้องคนนาหว้า และคนไทยทั้งประเทศ มีความสุขอย่างยั่งยืน ได้พระราชทานผ่าน “ตราสัญลักษณ์โครงการนาหว้าโมเดล” ซึ่งมีแนวคิดในการออกแบบด้วยการนำภาพดอกจานที่เป็นดอกไม้พื้นถิ่นแถบอีสานเหนือมาจัดวางให้เป็นรัศมีของดวงอาทิตย์ เพื่อสื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ที่เปล่งประกายสดใส เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2565 ซึ่งเป็นวันที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเยี่ยมบ้านนาหว้า จังหวัดนครพนม เป็นช่วงที่ดอกจานเริ่มบานสะพรั่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นการพัฒนารูปแบบใหม่ ซึ่งภาพดอกจาน 10 กลีบ สื่อถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 มีการออกแบบรัศมีดอกจานให้วนขวา เป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าและความเป็นมงคล ส่วนตัวอักษร S สองตัวตรงกลาง หมายถึง สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และโครงสร้างสีส้มเป็นสีประจำพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และยังหมายถึงความมุ่งมั่นและพลังแห่งการพัฒนาผ้าไทยให้มีความร่วมสมัยก้าวไกลสู่ระดับสากล” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวว่า กว่าจะมีวันนี้ได้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานแนวทางให้กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และคณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก มาขับเคลื่อนการพัฒนาต่อยอดผ้าไทยตามแนวพระดำริ ได้แก่ 1) ช่างทอผ้าและผู้ประกอบการผ้าไทย ต้องยอมรับในเรื่องของ know-how องค์ความรู้ใหม่ ๆ ของวงการแฟชั่น 2) ผ้าไทยต้องกลับมาสู่สิ่งที่เราเรียกว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือเป็นผ้าไทยที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับโลกของเรา รวมถึงชีวิตผ้าไทยและชีวิตของคนที่สวมใส่ด้วย โดยใช้ “สีธรรมชาติ” ใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติล้วน ๆ 3) ยึดถือนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในวิถีชีวิต ด้วยการนำวัตถุดิบทั้งหลายที่จะต้องนำมาทอผ้าผลิตเป็นชิ้นผ้า รวมทั้งต้องรู้จักที่จะปลูกฝ้าย ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และปลูกต้นไม้ที่ให้สีต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อทำให้ผ้าที่ใช้สีเคมีลดลง ซึ่งได้รับการยืนยันจากพี่น้องประชาชนกลุ่มทอผ้าบ้านนาหว้าแล้วว่า คือ ผ้าสีธรรมชาติขายดีมากและได้ราคาดีด้วย เพราะผู้บริโภคผ้าก็อยากให้โลกของเราเป็นโลกที่สวยงามมีอายุยืนยาว และเขารู้ดีว่าสีเคมีเป็นอันตรายกับธรรมชาติ และอันตรายต่อร่างกายด้วย เหล่านี้เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานและคนอำเภอนาหว้าก็พร้อมใจดำเนินการบังเกิดผลดีเป็นรูปธรรม ซึ่งมีตัวชี้วัดที่สำคัญ คือ ทุกวันนี้ผืนผ้าทุกชิ้นงานมีออเดอร์ไม่ว่างเว้น ใครจะซื้อต้องเข้าคิวรอเป็นระยะเวลานานมาก
“สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง วันนี้เป็นวันที่แสดงให้เห็นว่าผ้าไทยไม่ใช่ของโบราณที่คนรุ่นใหม่แตะต้องไม่ได้ แต่ผ้าไทยกลายเป็นชิ้นงานของศิลปะที่ทันยุค ทันสมัย และขณะเดียวกันผ้าไทยที่เป็นอัตลักษณ์ดั้งเดิมก็ยังได้รับการรักษาเอาไว้ด้วยการทำให้เกิดความน่าสนใจและเป็นที่นิยมมากขึ้นใน ทั้งการออกแบบลวดลายโดยเอาลายเก่ามาประยุกต์ด้วยการลดย่อขนาด เพิ่มไซส์ เพิ่มช่องว่าง เพื่อให้ถูกใจผู้บริโภค และประการต่อมา คือ ออกแบบใหม่และพัฒนาการตัดเย็บ ซึ่งผ้าไทยสามารถตัดเย็บได้ในหลายรูปแบบ สามารถตัดเย็บให้คนทุกเพศ ทุกวัย สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ทำให้ยิ่งเพิ่มจำนวนกลุ่มลูกค้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ หลักการตลาดสมัยใหม่ที่พระองค์ท่านพระราชทานผ่านคณะทำงานผ้าไทยใส่ให้สนุกมา ก็จะก่อให้เกิดมิติใหม่ของวงการผ้า ทั้งในเรื่อง Packaging เรื่องของ Branding มี Story มีเรื่องราวความเป็นมา ซึ่งแนวทางทั้งหลายทั้งปวงในพระราชวินิจฉัยจะเห็นได้ว่า พระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญกับคน ให้กับพวกเราคนทำงาน ทั้งข้าราชการ นักวิชาการ จิตอาสาที่มีความรู้เรื่องผ้า ให้เราตระหนักถึงการที่จะต้องไปให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนช่างทอผ้า ทำให้เขาได้เห็นดีเห็นงามด้วยใจ ด้วยปัญญาของเขาเอง ไม่เป็นการบังคับ ซึ่งพระองค์จะทรงหยิบยกชิ้นงานที่ดีแล้วมาเป็นตัวอย่าง เช่น บ้านดอนกอย อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร และทรงใช้กุศโลบายในการทรงงาน ด้วยการจะทรงหยิบชิ้นงานมาชื่นชมและเสริมองค์ความรู้ด้วยการพระราชทานพระวินิจฉัยให้คำแนะนำ เช่น ลายนาคชูสน (ของเดิม) ให้ลองลดขนาดดูหน่อย และลองทำอีกด้านหนึ่งซ้อนลงมา หรือการเพิ่มความกว้างของกี่ จาก 80 เซนติเมตรเป็น 1.5 เมตร หรือ 2 เมตร เพราะช่างทอผ้าจะเคยชินกับการทอผ้าหน้าแคบที่ใช้กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ พระองค์ท่านก็ทรงเข้าไปจุดประกายชี้ให้เห็นว่า วงการแฟชั่นปัจจุบันต้องใช้ผ้าขนาดกว้างในการตัดเย็บ รวมไปถึงเรื่องของเฉดสีที่ต้องเป็นสีแพนโทน และการช่วยกันถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน เป็นต้น” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า นับเป็นระยะเวลากว่า ๖๐ ปี ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปีพุทธศักราช 2498 ได้ทอดพระเนตรเห็นราษฎรนุ่งซิ่นไหมมัดหมี่กันเป็นส่วนใหญ่ จึงได้มีพระราชดำริว่าควรจะมีการนำภูมิปัญญาของราษฎรที่ได้ทอผ้าไว้ใช้กันอยู่มาพัฒนาเป็นอาชีพให้เกิดรายได้แก่ราษฎร ซึ่งในเวลาต่อมาได้ทรงก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขึ้น เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ปีพุทธศักราช 2519 เพื่อทำการฝึกอาชีพเสริมให้กับราษฎร อีกทั้งยังมีพระประสงค์ เพื่อการอนุรักษ์และ สืบสานภูมิปัญญาของคนไทยให้คงอยู่สืบไป
กรมการพัฒนาชุมชน สำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน ราชกัญญา ในการสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในโอกาสครบรอบ 50 ปี โครงการศิลปาชีพ ตลอดจนเล็งเห็นถึงความสำคัญ ของการพัฒนาชุมชนต้นแบบการทอผ้า และการพัฒนายกระดับผ้าไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ จึงได้จัดทำโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปี โครงการศิลปาชีพ ดำเนินการ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม โดยมีทั้งหมด 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.ศูนย์หัตถกรรมและจำหน่ายสินค้าพื้นบ้านวัดธาตุประสิทธิ์ ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม 2. กลุ่มศิลปาชีพทอผ้าไหมบ้านท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม 3. กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองวัดศรีบุญเรือง บ้านนางัว หมู่ที่ 2 ตำบลนางัว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม 4. กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านโคกสะอาด ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม 5. กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านาหว้า หมู่ที่ 3 ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม 6. กลุ่มคนรุ่นใหม่หัวใจคือชุมชน อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกฝ่ายทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการที่ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอให้กลับมามีชีวิตชีวา สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงห่วงใยและส่งเสริมมาตลอดระยะเวลายาวนาน จึงของฝากให้ช่วยกันรักษา และอนุรักษ์ภูมิปัญญานี้ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย และที่สำคัญต้องหันกลับมาใช้เทคนิคการย้อมสีธรรมชาติเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้และของผู้ผลิตเอง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวทิ้งท้าย

ที่อยู่

อาคารรัฐประศาสนภักดี
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:00 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:00 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6621416045

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กรมการพัฒนาชุมชน Fanpageผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง กรมการพัฒนาชุมชน Fanpage:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร : ผลสำเร็จของการดำเนินโครงการ ปลูกผักฯ
https://www.youtube.com/watch?v=S5u__0fbOKM
มนต์รักโคก หนอง นา จังหวัดกาฬสินธุ์ HLM
https://youtu.be/DCeu7fB2J_8
โคก หนอง นา โมเดล แก้ปัญหาภัยแล้งและสร้างรายได้ให้คนในจังหวัดกาฬสินธุ์ (CLM)
https://youtu.be/xIMrWYEAT0Q
📣ขอเชิญรับฟังการสัมภาษณ์ ในรายการ “พช. พบประชาชน” ทางสถานีวิทยุปากเกร็ด FM93.75 MHz

โดย นางทัศนีย์ ชัยคุณแสง
ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาทุนและองค์การการเงินชุมชน

ในประเด็น : “การดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนืองมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)

วันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2565 เวลา 18.00 - 18.30 น.
ดำเนินรายการโดยนางสาวสาวิตรี อุดมพันธ์ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ส่งกระจายเสียงผ่านสถานีวิทยุเครือข่ายสมาคมสื่อช่อสะอาด พร้อมกันทั่วประเทศ

กรมการพัฒนาชุมชน
https://www.cdd.go.th

สมาคมสื่อช่อสะอาด
https://www.chorsaard.or.th

การรับลิ้งก์สัญญาณถ่ายทอดเสียง (สด)
http://radio1.chorsaard.net:9999

ฟังรายการย้อนหลัง
https://www.youtube.com/watch?v=kYiU1o_ETeU&list=PLGMLybXvLRg8szbFFAOZXxWpPC2SvBqs_

ลิ้งค์รายการ https://youtu.be/Q9VPZke6xow
การจัดการเงินทุนชุมชนบ้านโนนตูม ศูนย์จัดการกองทุนชุมชน
https://youtu.be/T7GaB6C01Mg
3 ที่ปรึกษา ปลัด มท. ประกาศศักดา "มหานครโคก หนอง นา" อุบลราชธานี พร้อมเดินหน้า "ศรีแสงธรรมโมเดล" นำร่องสู่เขตเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ รองศาสตราจารย์วรวรรณ โรจนไพบูลย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย เดินทางลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ "โคก หนอง นา โมเดล" และการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง Sufficiency Economy Development Zones for Sustainable Development Goals (SEDZ for SDGs) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 19-21 มกราคม 2565

โดยในวันแรก (19 มกราคม 2565) เวลา 14.30 น. รองศาสตราจารย์วรวรรณ โรจนไพบูลย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษากระทรวงทหาดไทย ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ "โคก หนอง นา โมเดล" และการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ณ วัดป่าศรีแสงธรรม บ้านดงดิบ หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยยาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับได้รับความเมตตาจากพระปัญญาวชิรโมลี เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวสรุปผลการดำเนินงานโครงการฯ และกล่าวอำนวยอวยพรแด่ที่ปรึกษาทั้ง 2 ท่าน ที่มาเยือนจังหวัดอุบลราชธานี

นอกจากนั้น ยังได้รับเกียรติจาก นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายวินิจ เทพนิต นายอำเภอโขงเจียม นางสาววิจิตร หลงชิน ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน รักษาราชการแทน พัฒนาการจังหวัดอุบลราชธานี นายธนะรัชต์ สุภาพันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี นางไพรวัลย์ คำจริง พัฒนาการอำเภอโขงเจียม หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และตัวแทนครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ "โคก หนอง นา โมเดล" และผู้ที่สมัครเข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ในพื้นที่อำเภอโขงเจียม ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงาน

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์วรวรรณ โรจนไพบูลย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้พบปะและมอบแนวทางในการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ "โคก หนอง นา โมเดล" และต่อยอดความสำเร็จในการนำผลผลิตมาสู่โครงการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ว่า "กระทรวงมหาดไทย มุ่งเน้นที่จะพัฒนาคน พัฒนาศักยภาพ และฟื้นฟูป่าและสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงกับวาระแห่งชาติเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) หรือ BCG ทั้งในด้านการเกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยว ตามแต่ละบริบทของพื้นที่ โดยมีภาครัฐช่วยลงทุน ส่วนผู้เข้าร่วมโครงการมีหน้าที่ลงแรง และภาควิชาการ จะมีหน้าที่ลงความรู้และสนับสนุนการดำเนินงาน ทั้งในส่วนของเจ้าภาพหลักคือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องประสานความร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน มีความพออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น ร่วมสานต่อแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 สืบสาน รักษา และต่อยอดสู่ในหลวงรัชกาลที่ 10 โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี นั้น มีความโชคดีที่มีที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ถึงสองท่าน คือพระพิพัฒน์วชิโภาส และพระปัญญาวชิรโมลี ที่ได้เมตตาเสียสละช่วยเหลือสนับสุนพี่น้องประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ยิ่งขึ้นตลอดมา

ขณะที่ นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้สรุปแผนงานและผลการดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ในภาพรวมของจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้มอบหมายให้นายอำเภอทุกอำเภอ ได้ไปติดตามเยี่ยมเยือนและแก้ไขปัญหา ทั้งโครงการ "โคก หนอง นา โมเดล" ทั้ง 4,044 แปลง โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และการขยายผลโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ อย่างใกล้ชิด ตลอดจนประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่และรายงานความคืบหน้าต่อกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนสร้างการรับรู้เพื่อให้สาธารณชนรับทราบอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งการทำเขตเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ก็เปรียบเหมือนนิคมอุตสาหกรรมที่ทุกคนจะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน เช่น แหล่งน้ำ ป่าไม้ และวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งในขณะนี้นั้น จังหวัดอุบลราชธานี มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 2 หมื่น ไร่ โอกาสนี้ จึงขอขอบคุณ ท่านที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ได้มอบองค์ความรู้ต่างๆ และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาและที่จะก้าวต่อไปในอนาคตด้วย

จากนั้น พระปัญญาวชริโมลี ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะ เยี่ยมชมพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ "โคก หนอง นา โมเดล" แปลงศูนย์เรียนรู้ระดับตำบล (Community Lab Model for quality of Life : CLM) และงบพัฒนาจังหวัด รวมไปถึงโครงการ "โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง" และฐานการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งได้ทำการถอดบทเรียนและสร้างหลักสูตรเรียนรู้ "ศรีแสงธรรมโมเดล" จากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ในการพัฒนาหลักสูตรให้สามารถเรียนรู้ได้ทั่วประเทศ ในพื้นที่วัดป่าศรีแสงธรรม หรือ "โคกอีโด่ยวัลเลย์" แห่งนี้ ซึ่งในอนาคตจะเป็นศูนย์เรียนรู้โครงการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่สำคัญ ตามแนวทางที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้บัญชาและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดให้ดำเนินโครงการฯ ในพื้นที่แห่งนี้ เป็นจุดนำร่อง จนกระทั่งที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มาติดตามความคืบหน้าในพื้นที่เป็นจังหวัดแรก ก่อนขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป




#กรมการพัฒนาชุมชน



ผู้ว่าฯ กระบี่ เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เปิดตลาดประชารัฐคนไทยยิ้มได้เหนือคลอง เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมนำผลผลิตของเกษตรกรจากโครงการ "โคก หนอง นา โมเดล" จำหน่ายราคาถูก
วันที่ 19 มกราคม 2565 เวลา 17.00 น.
นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยนายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นางสุภาเพ็ญ ศิริมาตย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดกระบี่ ลงพื้นที่ตลาดประชารัฐคนไทยยิ้มได้อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เพื่อพบปะ พูดคุย และให้กำลังใจผู้ประกอบการในตลาดประชารัฐ หลังจากที่ตลาดฯ
แห่งนี้หยุดดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหลายเดือน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส
โคโรนา 2019 (Covid-19) ส่งผลให้ผู้ประกอบการชุมชนได้รับผลกระทบเนื่องจากขาดรายได้เป็นจำนวนมาก โดยมี นายวิสูตร พฤกษสุวรรณ นายอำเภอเหนือคลอง นายสงัด พืชพันธุ์ พัฒนาการจังหวัดกระบี่ นายรัชพล สารดิษฐ์ พัฒนาการอำเภอเหนือคลอง นายปองพล ซ้ายเซ้ง นายกเทศมนตรีตำบลเหนือคลอง และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอำเภอเหนือคลองร่วมต้อนรับและให้ข้อมูล
สำหรับการกลับมาเปิดตลาดในครั้งนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันและ
อยู่ภายใต้มาตรการบังคับการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) อย่างเคร่งครัด โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปและเป็นจุดเด่นของตลาดในครั้งนี้ คือการนำผลผลิตจากโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ตามแนวทางที่นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเร่งช่วยเหลือประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้
จังหวัดเชียงใหม่ขานรับนโยบายกระทรวงมหาดไทย จัดตลาดนัดประชารัฐคนไทยยิ้มได้ จังหวัดเชียงใหม่ (วันที่ 17-19 มกราคม 2565)

นายเจริญ สีวาโย พัฒนาการจังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินโครงการส่งเสริมช่องทางการตลาดตามนโยบายกระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 17-19 มกราคม 2565 ตลาดประชารัฐคนไทยยิ้มได้ ณ ตลาดหน้าศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่

โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมทั้งได้นำสินค้าจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP สินค้าเกษตร สินค้าผัก ผลไม้ จากสัมมาชีพชุมชน สินค้าราคาถูก ร่วมกับหน่วยงานส่วนราชการระดับจังหวัด เช่น ไข่ไก่ ราคาถูก ฟองละ 1 บาท, ไก่สด ,ปลา นิล ปลาดุก, เครื่องใช้อุปโภค บริโภค

ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด ดำเนินการแก้ไขและบรรเทาปัญหาค่าครองชีพครัวเรือน จากการปรับราคาสินค้าอุปโภค บริโภคในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ปัญหาด้านค่าครองชีพครัวเรือน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนในทุกระดับ เพื่อให้การแก้ไขปัญหา และบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนเป็นไป ด้วยการจัดตลาดนัด ตลาดชุมชน จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด พร้อมทั้งบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจสินค้า ไม่ให้มีการจำหน่ายเกินราคา กักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่ายสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ หากพบการกระทำผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวเชียงใหม่ มาซื้อสินค้าราคาประหยัดที่ทางจังหวัดได้จัดขึ้นในวันที่ 17-19 มกราคม 2565 ณ หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

** ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ได้ดำเนินกิจกรรมและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)อย่างเคร่งครัด

#ทีมงานสารสนเทศ พช.เชียงใหม่ รายงาน สถานีข่าวพช เชียงใหม่CNS

#กรมการพัฒนาชุมชน





ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ลุยพื้นที่ติดตามผลการดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.จังหวัดสุโขทัย

(. วันที่ 19 มกราคม 2565 เวลา 09.30 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทร ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขตตรวจราชการที่ 17 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 พร้อมด้วยสมเจตน์ เปลื้องนุช ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง นางนวลจันทร์ ศรีมงคล ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน เขตตรวจราชการที่ 17 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อติดตามผลการดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ณ ห้องประชุมศรีสำโรง ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดสุโขทัย

ในการนี้นายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย มอบหมายนางสาวพัชรอร วงศ์กำแหง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวต้อนรับ โดยนายธวัช ใสสม พัฒนาการจังหวัดสุโขทัย นำเสนอสรุปผลการดำเนินโครงการฯ ดังกล่าว โดยมีนายณัฏฐพงศ์ สุขวิสิฎฐ์ ปลัดจังหวัดสุโขทัย หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมประชุม ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับความก้าวหน้าการดำเนินงาน การจัดซื้อจัดจ้าง ข้อเสนอแนะ ปัญหา/อุปสรรค และตอบข้อซักถามต่างๆของโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.”จังหวัดสุโขทัย และลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” พื้นที่ครัวเรือนเป้าหมาย จำนวน 2 ครัวเรือนดังนี้

1. พื้นที่แปลง CLM ระดับตำบล พื้นที่ขนาด 15 ไร่ ของนายกฤษณะ ทองเชื้อ หมู่ที่ 7 ตำบลท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ โดยนายสุพัฒน์ ศรีสวัสดิ์ นายอำเภอกงไกรลาศ ให้การต้อนรับ และนำเสนอสรุปผลการดำเนินงานโครงการฯ ดังกล่าว โดยมีนางลำพา สุขเกษม พัฒนาการอำเภอกงไกรลาศ ร่วมนำเสนอสรุปผลการดำเนินงาน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ท้องที่ ท้องถิ่น ให้การต้อนรับ โดยเจ้าของแปลง CLM กล่าวขอบคุณผู้บริหารทุกระดับ ที่ลงพื้นที่มาตรวจเยี่ยมแปลงในครั้งนี้ และเปิดเผยว่า มีความพึงพอใจเป็นอย่างมากที่ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ "โคก หนอง นา พช." เพราะได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ได้จริงในพื้นที่ รวมทั้งการดำเนินงานตามโครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำการเกษตร ทำให้สามารถสร้างผลผลิตเพิ่มมากขึ้น เป็นการลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว โดยมีความมุ่งหวังว่าจะพัฒนาพื้นที่ตนเองเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบเพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้าน ตำบล ได้มาศึกษาเรียนรู้ โดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน

2. พื้นที่แปลง HLM ของนางดารัตน์ สุริยันต์ หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย โดยนายสมพงค์ ชมชัย นายอำเภอศรีสัชนาลัย ให้การต้อนรับ และนำเสนอสรุปผลการดำเนินงานโครงการฯ ดังกล่าว โดยมีนางเพ็ญนภา พุ่มสิโล พัฒนาการอำเภอศรีสัชนาลัย ร่วมนำเสนอสรุปผลการดำเนินงาน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ท้องที่ ท้องถิ่น ให้การต้อนรับ และเจ้าของแปลง HLM พาเยี่ยมชมแปลงในพื้นที่ตนเอง พร้อมขอบคุณผู้บริหารทุกระดับ ในการลงตรวจเยี่ยมพื้นที่ในครั้งนี้
ทั้งนี้ ผู้ตรวจกระทรวงมหาดไทย และผู้ตรวจกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจแก่เจ้าของแปลง CLM และแปลง HLM และได้เน้นย้ำให้หน่วยงานราชการในพื้นที่ ดำเนินโครงการฯ ด้วยความถูกต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ รวมถึงขยายผลการดำเนินงานฯ สร้างเครือข่าย ฯ เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

#กรมการพัฒนาชุมชน





x

องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok (แสดงผลทั้งหมด)

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทร กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบ Thailand Digital Outlook Internship/Cooperative Education - NCSA กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยาก สถาบันพัฒนาการเมืองและการเ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานกิจการยุติธรรม TFO Thailand Film Office สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ Bangkok Immigration-กองบังคับการตรวจคนเข สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุง วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้อง Homestaystandardthailand