SETA - Sustainable Energy Technology Asia

SETA - Sustainable Energy Technology Asia Sustainable Efficiency and Technology Asia (SETA): Asia's premier sustainable energy conference & exhibition

A resounding success,since 2016,its multi-streamed conference was attended by +1200 delegates comprising high level policy makers from government agencies, key players from stake holders of both the public and private sectors, industry suppliers, as well as the academia. SETA saw a highly collaborative dialogue between the government and private sectors, on a full spectrum of dynamic topics -- f

rom current strategic policies and planning to emerging sustainable energy alternatives for low carbon electricity generation, green solutions for transport, logistics and energy storages. In parallel with the conference, +hundred companies and organizations playing lead roles in the energy industry in Thailand and across the region, showcased cutting edged solutions to spearhead the age of sustainable energy to over seven thousands trade and professional visitors.

97% Overall Satisfaction
96% Overall satisfaction by the trade exhibitor
96% Overall will come back again to SETA2018
46% Participants are Owner &Operator in Energy industry
80% Participants are Influencer and Decision Makers

มาเรียนรู้และรู้จักกับโครงการที่น่าสนใจนี้ภายในงาน Powerverse Thailand 26 พย.นี้ ที่ไบเทคทบางนา
15/07/2026

มาเรียนรู้และรู้จักกับโครงการที่น่าสนใจนี้ภาย
ในงาน Powerverse Thailand 26 พย.นี้ ที่ไบเทคทบางนา

🇹🇭 ธนาคารโลกอนุมัติโครงการใหม่ สนับสนุนประเทศไทยขยายการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำและตลาดคาร์บอน 🌍⚡

🏙️ โครงการ Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project (LCC) คาดว่าจะสนับสนุนการสร้างงานในด้านการติดตั้งพลังงานสะอาด การเดินระบบและการบำรุงรักษา การให้บริการด้านพลังงาน การติดตามและตรวจวัดคาร์บอนด้วยระบบดิจิทัล รวมถึงการตรวจสอบและรับรองผล โดยคาดว่าจะสร้างการจ้างงานไม่น้อยกว่า 1,800 คน-ปี (job-years) ในช่วงการดำเนินโครงการ และจะก่อให้เกิดโอกาสการจ้างงานเพิ่มเติมเมื่อรูปแบบการดำเนินงานได้รับการขยายผลไปทั่วประเทศ

🔗 เรียนรู้เพิ่มเติม: https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2026/07/13/new-world-bank-group-support-for-thailand-to-scale-low-carbon-cities-and-carbon-markets

🇹🇭 New World Bank Group Support for Thailand to Scale Low-Carbon Cities and Carbon Markets 🌍⚡

🏙️ The Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project (LCC) is expected to support job creation in clean-energy installation, operations and maintenance, energy services, digital carbon monitoring, and verification activities and generate at least 1,800 job-years during implementation, with additional employment opportunities anticipated as the model is replicated across Thailand.

🔗 Learn more: https://bit.ly/4w3aFg4

Can’t wait to see the next step in implementing this feature!
20/06/2026

Can’t wait to see the next step in implementing this feature!

ส่องอนาคตการประเมินการกักเก็บคาร์บอนภาคป่าไม้และการเกษตรผ่านอวกาศ: รู้จัก “Carbon Forecast” ฟีเจอร์ใหม่ (ในธันวาคม 69 นี้) เพื่อสนับสนุนการเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต
การเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและพัฒนาประเทศ ภาคเศรษฐกิจจึงต้องอาศัยอุตสาหกรรมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ส่งผลให้ภาคการผลิตเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการจ้างงาน การขนส่ง ตลอดจนรายได้จากการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ผลที่ตามมาคือการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งส่งผลต่อการทำลายชั้นบรรยากาศโลก สาเหตุของภาวะโลกร้อนขึ้นในปัจจุบัน
“ภาวะโลกร้อน” ถือเป็นปัญหาที่ทำให้หลายภาคส่วนหันมาให้ความสนใจและร่วมกันวางแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อโลกในระยะยาว เนื่องจากปัญหานี้อาจสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศที่ไม่อาจประเมินได้ เช่น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ การเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต อีกทั้งในปัจจุบันภาวะโลกร้อนเริ่มส่งผลโดยตรงต่อมนุษย์ทั้งการเพิ่มของระดับน้ำทะเลที่ทำให้หลายพื้นที่เสี่ยงจมน้ำ รวมถึงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตในวงกว้าง
จากผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัว เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินควบคู่ไปกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ภาครัฐและเอกชนจึงร่วมกันผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ได้รับความสนใจคือการนำ “คาร์บอนเครดิต” มาเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้เกิดในอนาคต
“คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)” คือ หน่วยที่ใช้แสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละองค์กรลดการปล่อยหรือกักเก็บได้ โดยผู้ประกอบการที่สามารถควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) รวมถึงก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆ ต่ำกว่าระดับที่กำหนดในแต่ละปีองค์กรนั้นจะได้รับคาร์บอนเครดิตตามปริมาณที่ลดลง ซึ่งนำไปจำหน่ายหรือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรที่ต้องการระหว่างองค์กรในตลาดคาร์บอนเครดิต กลไกดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอน เพื่อขยายโอกาส ทางเศรษฐกิจและแหล่งรายได้ใหม่ให้ผู้ประกอบการควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำภายในปี 2050 ของภาครัฐ
ปัจจุบัน “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ของประเทศไทยถือว่าในอยู่ช่วงเริ่มต้น เนื่องจากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลายภาคส่วนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับประเด็นด้านคาร์บอนเครดิตเพิ่มมากขึ้นทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึงสถาบันต่างๆ ที่ได้ออกมาเผยแพร่ข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนเริ่มตื่นตัวกับการให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น แต่ถึงตลาดคาร์บอนในประเทศไทยจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อกังวลจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับโครงสร้างตลาด กระบวน การขึ้นทะเบียนและการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ตลอดจนความคุ้มค่าในการลงทุน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ เนื่องจากสาเหตุด้านการพัฒนาโครงการ รวมถึงการตรวจวัดและรับรองผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำเป็นต้องอาศัยต้นทุน เทคโนโลยี และทรัพยากรในการดำเนินงานค่อนข้างสูง
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้นำข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมมาประมวลผลร่วมกับเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เพื่อพัฒนาออกมาเป็นแพลตฟอร์มภูมิสารสนเทศ ได้แก่ “Carbon Atlas” เพื่อนำมาใช้ติดตามสถานการณ์และศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่การเกษตร ซึ่งเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่ปี 2567 และในปี 2568 ที่ผ่านมา แพลตฟอร์ม “Carbon Atlas” โดย GISTDA ได้รับการรับรองด้านระเบียบวิธีการประเมินการกักเก็บคาร์บอนใน 5 ประเภทข้อมูล ได้แก่ ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน และสวนยางพารา จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของแพลตฟอร์มดังกล่าว
ปัจจุบันแพลตฟอร์ม “Carbon Atlas” ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ครอบคลุมในทุกมิติและขยายกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ซึ่งขณะนี้มีการนำข้อมูลการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ป่าไม้และยางพาราทั่วประเทศในปี 2565, 2567 และ 2569 มาเป็นฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ เพื่อประเมินต้นทุนและผลกำไรสำหรับผู้ประกอบการ หรือผู้ซื้อขายคาร์บอนเครดิต รวมถึงคาดการณ์ปริมาณคาร์บอนเครดิตในปี 2570 และ 2572 ภายใต้ฟีเจอร์ใหม่ที่ชื่อว่า “Carbon Forecast”
เพราะเหตุใด GISTDA จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบคาดการณ์ปริมาณคาร์บอนเครดิตหรือ “Carbon Forecast” และฟีเจอร์นี้สามารถตอบโจทย์อะไรบ้างแก่ผู้ใช้งาน
1. ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการเข้าสู่ตลาดการซื้อ - ขายคาร์บอนเครดิต เนื่องจากในฟีเจอร์ Carbon Forecast ที่มีการกำลังพัฒนาสามารถเป็นข้อมูลคาดการณ์ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในอีก 1 ถึง 3 ปีข้างหน้า เพื่อประเมินพื้นที่เป้าหมายที่น่าสนใจว่า ในอนาคตจะมีการอัตราการเพิ่มของการกักเก็บปริมาณคาร์บอนไปในทิศทางใด อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ภาครัฐในเชิงนโยบายการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในแต่ละพื้นที่

2. ประเมินความคุ้มค่าต่อการลงทุนในตลาดซื้อ - ขายคาร์บอนเครดิตให้กับผู้ที่สนใจ เช่น เจ้าของธุรกิจขนาดย่อมหรือชุมชนท้องถิ่นในการลงทุน เพื่อการประเมินคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐาน Standard T-VER โดยฟีเจอร์ Carbon Forecast จะสามารถคำนวณต้นทุน ผลกำไร รวมถึงความคุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งพิจารณาจากต้นทุน ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนได้ และราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดของ อบก.
โดยขณะนี้ฟีเจอร์ Carbon Forecast อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์นี้จะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงเดือนธันวาคม 2569 นี้
__________

Exploring the Future of Carbon Sequestration in the Forest and Agriculture Sectors from Space : Introducing Carbon Forecast, a New Feature (Launching in December 2026) to Support Participation in the Carbon Credit Market.
Enhancing a country’s competitiveness and development requires the industrial sector to serve as a key driver of economic growth. As a result, the manufacturing sector continues to expand, contributing to employment, transportation activities, and revenue from the sale of consumer goods. However, one of the consequences is the burning of fossil fuel, which contributes to the degradation of the Earth's atmosphere and is a major cause of global warming.
Global Warming is one of the major challenges that has prompted various sectors to focus on developing solutions to reduce its long-term impacts on the planet. This issue can cause significant damage to the ecosystem that is difficult to quantify, including the deterioration of natural resources and an increased risk of species extinction. Currently, global warming is beginning to have a direct impact on human societies, including rising sea levels that increase the risk of flooding in many areas and higher average temperatures that affect human health.
In response to these impacts, the industrial sector has begun to adopt measures in order to ensure that economic growth can be achieved alongside environmental sustainability. Governments and the private sector are working together to reduce greenhouse gas emissions. One of the key measures attracting increasing attention is the use of carbon credits — a tool to encourage emission reductions and support the transition toward a low-carbon economy.
A carbon credit is a unit that represents the amount of greenhouse gas emissions that an organization has reduced through carbon sequestration. Organizations that are able to keep their carbon dioxide (CO₂) emissions and other greenhouse gas emissions below the prescribed limit each year are awarded carbon credits based on the amount of emissions they reduce. These carbon credits can be sold or used to offset greenhouse gas emissions for other organizations through trading in the carbon credit market. This mechanism is designed to encourage businesses to participate in the carbon credit market — creating new economic opportunities and additional sources for entrepreneurs while supporting greenhouse gas emissions reductions in line with the government’s low-carbon economy goals for 2050.
Currently, Thailand's carbon credit market is just beginning. In recent years, various sectors have shown growing interest in carbon credits, including government agencies, private companies, and academic and research institutions that have actively disseminated information and knowledge on the subject. This has led to greater public awareness of the importance of reducing greenhouse gas emissions. However, although Thailand’s carbon market continues to grow, concerns remain regarding its market structure, carbon credit registration and trading processes, and the overall cost-effectiveness of investment. These issues are of particular concern to businesses, as developing carbon credit projects — as well as measuring, verifying, and certifying greenhouse gas emission reductions — requires substantial financial resources, advanced technologies, and operational capacity.
The Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (Public Organization), or GISTDA, utilizes satellite imagery and geoinformatic technologies to develop the Carbon Atlas platform for monitoring carbon sequestration potential in forest and agricultural areas. Since its development began in 2024, the Carbon Atlas platform has continued to evolve. In 2025, Carbon Atlas, developed by GISTDA, received certification from the Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization) (TGO) for its methodology for assessing carbon sequestration in five land-cover types: evergreen forest, mixed deciduous forest, dry dipterocarp forest, mangrove forest, and rubber plantations. This certification represents another significant achievement for the platform.
Currently, the Carbon Atlas platform continues to be developed to support broader applications and expand its user base. The platform utilizes carbon sequestration data from forests and rubber plantations across Thailand for 2022, 2024, and 2026 as a baseline for analysis. These data are used to assess costs and potential returns for carbon credit project developers and market participants, as well as to forecast carbon credit potential for 2027 and 2029 through a new feature called Carbon Forecast.
Why did GISTDA develop the Carbon Forecast for the future, and how does it benefit?
1) Provides baseline data to support decision-making in the carbon credit market. Once fully developed, Carbon Forecast will provide projections of carbon sequestration potential over the next one to three years—helping users evaluate the carbon storage capacity of areas of interest. The feature will also support policy planning and contribute to efforts to expand green spaces and enhance carbon sequestration potential in the future.

2) Supports investment evaluation in the carbon credit market for stakeholders such as small business owners and local communities interested in developing projects under the Standard T-VER scheme. Carbon Forecast can estimate investment costs, potential revenues, and returns on investment (ROI) by considering project costs, carbon sequestration potential, and carbon credit prices based on market data from the Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization) (TGO).
Carbon Forecast is currently under development to further improve data accuracy and performance. The feature is expected to be fully launched in December 2026.
เรียบเรียงโดย: นฤพล ศรีเพียชัย
#อว
#ดาวเทียม #ภูมิสารสนเทศ

#คาร์บอนเครดิต

น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณล้ำ  ที่ทรงค้ำชูราษฎร์ศิระกรานพระเมตตาเปี่ยมฟ้าสุธาธาร      สถิตมานปวงชนนิรันดร์ไปขอพระองค์ทรงสถิต...
12/06/2026

น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณล้ำ ที่ทรงค้ำชูราษฎร์ศิระกรานพระเมตตาเปี่ยมฟ้าสุธาธาร สถิตมานปวงชนนิรันดร์ไปขอพระองค์ทรงสถิต ณ ทิพย์ห้อง สว่างส่องสรวงสวรรค์อันสดใสเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยอาลัยเทิดทูนรวยรินทรด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ฝากติดตาม 😃
09/06/2026

ฝากติดตาม 😃

💡 AI อาจไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังกลายเป็น “ไฟฟ้าแห่งศตวรรษที่ 21”ย้อนกลับไปในอดีต เมื่อไฟฟ้าเข้ามาเปลี่ยนโลก ไม่มี...
08/06/2026

💡 AI อาจไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังกลายเป็น “ไฟฟ้าแห่งศตวรรษที่ 21”

ย้อนกลับไปในอดีต เมื่อไฟฟ้าเข้ามาเปลี่ยนโลก ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของทุกอุตสาหกรรม ทุกธุรกิจ และทุกชีวิตประจำวัน

วันนี้ AI กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน

เมื่อ AI กลายเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานของโลก สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ พลังงาน การศึกษา การทำงาน และวิถีชีวิตของผู้คนทั้งโลก

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “AI จะมาแทนอะไร?” แต่คือ “เราเตรียมตัวอย่างไรในโลกที่ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกสิ่ง”

ชวนเปิดมุมมองใหม่ และสำรวจอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด

📖 อ่านเพิ่มเติมจากบทความต้นทางได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

เมื่อคืนฉันนั่งคุยกับกลุ่มเพื่อน expat ที่เจนีวา อากาศดีชะมัดทำเอาไวน์ขาวดีๆหมดไปสามขวด แสงอาทิตย์สุดท้ายกำลังจะลับหายไปจากแผ่นฟ้าข้างหน้าฉัน… แสงสีส้มอมแดงตัดกับสีเทอร์ควอยของเลคเจนีวา..

….พอๆ ไม่ต้องอิน ฉันไม่ได้ได้จะเล่าเรื่องนี้ เข้าเรื่องค่ะคุณ 🤣

เขาถามฉันว่า

“เธอคิดว่า SpaceX จะเป็นสัญญาณจุดสูงสุดของตลาดไหม”

ฉันตอบกลับไปว่า

“ไม่รู้สิ แต่ฉันกำลังสงสัยเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น”

เพราะในสัปดาห์นี้ ที่บริษัทแห่งหนึ่งกำลังจะเข้าตลาดด้วยมูลค่าเกือบ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ คนส่วนใหญ่กำลังถามว่าฟองสบู่กำลังจะแตกหรือยัง

แต่ฉันกลับกำลังคิดว่า

หรือจริง ๆ แล้วโลกกำลังจะเข้าสู่ช่วงที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์?

แน่นอน ตลาดที่ร้อนแรงเกินไปย่อมมีวันที่ต้องเย็นลง

หุ้นที่วิ่งแรงเกินไปย่อมมีวันที่ต้องพัก

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาตลอดในประวัติศาสตร์การลงทุน

แต่บางครั้งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเรา อาจไม่ใช่แค่เรื่องของราคาหุ้น

มันอาจเป็นเรื่องของโลกทั้งใบที่กำลังถูกสร้างใหม่ต่างหาก

ตลอดชีวิตการทำงานใน Private Banking ฉันสังเกตว่าคนส่วนใหญ่มักกลัวสิ่งเดียวกันเสมอเวลาตลาดขึ้นแรง

พวกเขากลัวว่าของจะแพงเกินไป

แต่คนที่สร้างความมั่งคั่งระดับมหาศาลจำนวนมาก กลับกลัวอีกเรื่องหนึ่ง

พวกเขากลัวว่าตัวเองจะประเมินขนาดของการเปลี่ยนแปลงต่ำเกินไป

ฟังดูคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้วต่างกันมาก อย่างที่ฉันเคยเล่าให้คุณฟังในบทความก่อนๆว่า

ปี 1995 คนส่วนใหญ่เถียงกันว่าอินเทอร์เน็ตแพงเกินไป

ไม่มีใครถามว่าอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนโลกมากแค่ไหน

ปี 2007 คนจำนวนมากเถียงกันว่า iPhone เป็นโทรศัพท์ที่แพงเกินเหตุ

ไม่มีใครถามว่ามันจะเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ทั้งโลกหรือไม่

และวันนี้ฉันเริ่มเห็นบทสนทนาแบบเดิมกลับมาอีกครั้ง

ทุกคนกำลังเถียงกันว่า AI แพงเกินไปหรือยัง

แต่แทบไม่มีใครถามว่า ถ้า AI คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลกจริง ๆ มันจะต้องใช้เงินอีกเท่าไร

เพราะยิ่งฉันศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น ฉันยิ่งรู้สึกว่าคนจำนวนมากยังเข้าใจ AI ผิด

พวกเขาคิดว่า AI คือ ChatGPT

พวกเขาคิดว่า AI คือ Nvidia

พวกเขาคิดว่า AI คือหุ้นเทคโนโลยีไม่กี่ตัว

แต่ยิ่งมองลึกลงไป ฉันยิ่งรู้สึกว่า AI อาจใกล้เคียงกับคำว่า “ไฟฟ้า” มากกว่า

และถ้าคุณมอง AI เป็นไฟฟ้า เรื่องทั้งหมดจะเปลี่ยนไปทันที

เพราะไฟฟ้าไม่ใช่ธุรกิจ

ไฟฟ้าคือระบบที่ทุกธุรกิจต้องใช้

AI ก็เช่นกัน

โรงพยาบาลต้องใช้ ธนาคารต้องใช้ โรงงานต้องใช้มหาวิทยาลัยต้องใช้ กองทัพต้องใช้ รัฐบาลต้องใช้

ธุรกิจขนาดเล็กต้องใช้ ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องใช้ … อะไรอีกล่ะ ช่วยฉันคิดด้วย 😆

ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่การซื้อซอฟต์แวร์เพิ่ม

แต่คือการสร้างโลกใหม่ทั้งใบเพื่อรองรับมัน

คุณลองคิดดูตามฉันนะ

ถ้าคุณอยากให้ AI ฉลาดขึ้น คุณต้องมี Data Center มากขึ้น

ถ้าคุณมี Data Center มากขึ้น คุณต้องมีไฟฟ้ามากขึ้น

ถ้าคุณต้องการไฟฟ้ามากขึ้น คุณต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

ถ้าคุณสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม คุณต้องสร้างระบบส่งไฟเพิ่ม

ถ้าคุณสร้างระบบส่งไฟเพิ่ม คุณต้องใช้ทองแดงเพิ่ม

คุณต้องใช้เหล็กเพิ่ม

คุณต้องใช้ปูนเพิ่ม

คุณต้องใช้แรงงานเพิ่ม

คุณต้องใช้วิศวกรเพิ่ม

คุณต้องใช้เงินเพิ่ม

ทันใดนั้น เรื่องที่เริ่มต้นจาก AI กลายเป็นเรื่องของพลังงาน เรื่องของวัตถุดิบ เรื่องของอสังหาริมทรัพย์ เรื่องของแรงงาน และเรื่องของการลงทุนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ

นี่คือเหตุผลที่ฉันเริ่มสงสัยว่า บางทีเราอาจกำลังมอง SpaceX ผิดมุม

คนจำนวนมากมองมันเป็นสัญญาณฟองสบู่

แต่ฉันเริ่มมองมันเหมือนป้ายบอกทางบางอย่าง

ป้ายที่กำลังบอกว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลอีกครั้ง

ลองมองรอบตัวดู

อเมริกากำลังสร้างโรงงานชิป

จีนกำลังสร้างระบบพลังงานสะอาด

ยุโรปกำลังพยายามสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีของตัวเอง

ประเทศต่าง ๆ กำลังเพิ่มงบกลาโหม

บริษัทต่าง ๆ กำลังลงทุนด้าน AI

โรงงานกำลังลงทุนระบบ Automation

แม้แต่ธุรกิจเล็ก ๆ ยังต้องลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เพื่อแข่งขัน

ทั้งหมดนี้คือการลงทุน

ไม่ใช่การบริโภค

และสิ่งที่น่าสนใจคือ การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้แยกจากกันเลย

AI ต้องใช้พลังงาน

พลังงานต้องใช้วัตถุดิบ

วัตถุดิบต้องใช้โรงงาน

โรงงานต้องใช้ชิป

ชิปต้องใช้ AI

มันเป็นวงจรที่เชื่อมต่อกันทั้งหมด

ยิ่งฉันมองภาพนี้มากขึ้น ฉันยิ่งนึกถึงบ้านหลังหนึ่งที่เจ้าของปล่อยทิ้งไว้ยี่สิบปี

วันหนึ่งเขาเดินกลับเข้ามาแล้วพบว่า หลังคาเริ่มรั่ว สายไฟเริ่มเก่า ท่อน้ำเริ่มแตก ผนังเริ่มทรุด

เขาอาจบ่นว่าแพง

แต่สุดท้ายเขาก็ต้องจ่าย

เพราะบ้านไม่สามารถซ่อมตัวเองได้

วันนี้โลกเศรษฐกิจก็คล้ายกัน

ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา เราใช้เวลาไปกับการลดต้นทุน ย้ายโรงงานไปประเทศที่ถูกที่สุด ใช้ห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพที่สุด และกู้เงินในดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด

แต่หลังโควิด หลังสงครามยูเครน หลังสงครามการค้า และหลังการมาถึงของ AI โลกเริ่มค้นพบความจริงข้อหนึ่ง

สิ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยที่สุดเสมอไป

และเมื่อความมั่นคงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ โลกก็ต้องลงทุนใหม่ทั้งหมด

นั่นคือเหตุผลที่ฉันยังไม่แน่ใจว่า SpaceX เป็นจุดสูงสุดของตลาด

เพราะยิ่งฉันมองภาพใหญ่ ฉันยิ่งรู้สึกว่าเราอาจไม่ได้อยู่ตอนจบของเรื่อง

เราอาจเพิ่งอยู่ในฉากเปิดเรื่องเท่านั้น

และถ้าฉันคิดถูก คำถามที่สำคัญที่สุดในอีกสิบปีข้างหน้าอาจไม่ใช่ว่า AI จะทำให้ใครรวย

แต่คือ โลกจะต้องใช้เงินอีกกี่ล้านล้านดอลลาร์เพื่อสร้างอนาคตที่ทุกคนกำลังพูดถึงอยู่ทุกวันนี้

เพราะถ้า AI คือไฟฟ้าของศตวรรษที่ 21 จริง

สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ อาจเป็นเพียงเสาไฟต้นแรกของเมืองใหม่ที่กำลังถูกสร้างขึ้นเท่านั้นไหมคะคุณ 😌

ออ นอ บอ
08.06.2026

🌍⭐ โลกกำลังส่งสัญญาณที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า Climate Change ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ‘หน้าที่ตา...
21/05/2026

🌍⭐ โลกกำลังส่งสัญญาณที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า Climate Change ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ‘หน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ’

ล่าสุด สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) ลงมติครั้งประวัติศาสตร์ เห็นชอบ 141 เสียง รับรองข้อมติที่สนับสนุนคำวินิจฉัยของศาลโลก (ICJ) ว่า“ทุกประเทศมีหน้าที่ในการแก้ปัญหาโลกร้อน และการเพิกเฉยอาจถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ”

ประเด็นสำคัญคือ ไม่ใช่แค่การลดคาร์บอนอีกต่อไป แต่รวมถึง⚡ การกดดันให้ยุติการอุดหนุนฟอสซิล⚡ การผลักดันเป้าหมาย 1.5°C อย่างจริงจัง⚡ และอาจนำไปสู่ “การเรียกร้องค่าชดเชย” จากประเทศหรือภาคส่วนที่สร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ

สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้น่าจับตามาก

เพราะแม้ข้อมติจะยังไม่มีผลผูกพันโดยตรง แต่แรงกดดันจากกติกาโลก การค้า การลงทุน และ Supply Chain จะเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกับประเทศที่ยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิล หรือยังไม่มีท่าทีชัดเจนด้าน Climate Policy

คำถามสำคัญคือ🇹🇭 “หน่วยงานรัฐไทยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการโลกร้อน จะมีความเคลื่อนไหวอย่างไรต่อจากนี้?”

ทั้งด้าน• กฎหมายสภาพภูมิอากาศ• การอุดหนุนพลังงานฟอสซิล• Carbon• ESG และ Net Zero Policy
• รวมถึงการปรับตัวของภาคพลังงานและอุตสาหกรรมไทย

โลกกำลังเดินเร็วขึ้น
ไทยจะ “react” และ “เอาจริง” แค่ไหนกับเรื่องนี้ คงต้องช่วยกันจับตา

ที่มา: UN Global Compact Network Thailand, The Guardian และ ABC News

⭐สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) ได้ลงมติครั้งประวัติศาสตร์ด้วยคะแนนเสียง เห็นชอบ 141 เสียง คัดค้าน 8 เสียง และงดออกเสียง 28 เสียง เพื่อรับรองข้อมติที่สนับสนุนคำวินิจฉัยของศาลโลก (ICJ)

โดยชี้ว่า "ทุกประเทศมีหน้าที่ตามกฎหมายในการแก้ปัญหาโลกร้อน และหากปล่อยปละละเลยจะถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" เพื่อสนับสนุนมาตรการที่เด็ดขาดในการป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2026

⭐สาระสำคัญของข้อมติประกอบด้วย:
-การรับรองแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศระดับชาติเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

-ทยอยยกเลิกการให้เงินอุดหนุนแก่การสำรวจ การผลิต และการแสวงหาประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล

-การเรียกร้องให้ประเทศที่ละเมิดข้อตกลง ต้องจ่าย "ค่าชดเชยอย่างเต็มรูปแบบ" ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

⭐2 ผลกระทบสำคัญต่อไทย
-แรงกดดันด้านกฎหมายและการค้าโครงสร้างใหม่: แม้ข้อมติจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่การที่ศาลโลกชี้ว่าการละเลยโลกร้อนคือ "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" จะทำให้ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมในประเทศให้เข้มงวดขึ้น รวมถึงอาจเจอมาตรการทางการค้าจากประเทศคู่ค้า ที่สามารถหยิบยกประเด็นนี้นำมาเป็นเงื่อนไข

-ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานแบบดั้งเดิม: ข้อเรียกร้องให้ "ทยอยยกเลิกเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล" จะกระทบต่อโครงสร้างราคาพลังงานในไทย การอุดหนุนราคาน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติในอนาคตจะทำได้ยากขึ้น และบีบให้ภาคธุรกิจพลังงานไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดเร็วขึ้นกว่าเดิม

ที่มา: the guardian และ abcnews

16/05/2026

“พลังงาน” ไม่ใช่แค่เรื่องของค่าไฟ
แต่คืออนาคตการแข่งขันของประเทศ

วันนี้หลายภาคส่วนเริ่มส่งเสียงตรงกันว่า
ประเทศไทยกำลังต้องการ “ทิศทางพลังงานที่ชัดเจน”
ทั้งด้านต้นทุน ความมั่นคง และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง”
จึงกลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่น่าจับตา
เมื่อผู้เล่นรายใหญ่ของอุตสาหกรรมพลังงานเข้าร่วมสะท้อนมุมมองกันอย่างพร้อมหน้า

หลังจากนี้…
นโยบายพลังงานไทยจะเดินเกมอย่างไร
ค่าไฟ ต้นทุนธุรกิจ และโอกาสใหม่ของประเทศ
อาจกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ

ดูเพิ่มเติม 👇
https://www.facebook.com/share/v/18TQES8mKz/?m

#พลังงานไทย
:::

ที่อยู่

19/117 Kubon Road, Ramindra, Kannayao
Bangkok
10230

เบอร์โทรศัพท์

+66943379588

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SETA - Sustainable Energy Technology Asiaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์