01/08/2026
Full text: China's Position on the So-called Excess Capacity Issue
BEIJING, July 28 (Xinhua) -- China's Ministry of Commerce on Tuesday released a document titled "China's Position on the So-called Excess Capacity Issue."
Please see the attachment for the document.
จุดยืนของจีนต่อข้อกล่าวอ้างเรื่อง "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน"
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม กระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เผยแพร่เอกสารเรื่อง "จุดยืนของจีนต่อข้อกล่าวอ้างเรื่อง 'ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน'" โดยมีเนื้อหาฉบับเต็มดังนี้
จุดยืนของจีนต่อข้อกล่าวอ้างเรื่อง "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน"
(กรกฎาคม ค.ศ. 2026)
กระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
คำนำ
โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของสินค้าและเงินทุน ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอารยธรรม ตลอดจนการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของประเทศต่าง ๆ และเป็นกระแสประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นหนทางสำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและส่งเสริมการพัฒนาร่วมกันของทุกประเทศ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภูมิทัศน์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง การแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจทวีความรุนแรง และห่วงโซ่การผลิตและอุปทานทั่วโลกอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างอย่างรวดเร็ว บางประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจวิตกกังวลมากขึ้นต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมและสถานะทางการตลาดของตน จึงทำให้ประเด็นเศรษฐกิจและการค้ากลายเป็นเรื่องการเมือง กระพือข้อกล่าวอ้างเรื่อง "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน" ของจีน กล่าวหาว่ากำลังการผลิตของจีนกระทบตลาดโลก และใช้เป็นข้ออ้างเพิ่มมาตรการจำกัดจีนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ลัทธิกีดกันทางการค้ารุนแรงขึ้น
จีนเห็นมาโดยตลอดว่า การพิจารณาประเด็นกำลังการผลิตต้องยึดหลักรอบด้าน เป็นกลาง และเป็นธรรม โดยมองทั้งในมิติประวัติศาสตร์และอย่างเป็นวิภาษวิธี พร้อมยึดมั่นในการเปิดกว้าง ความร่วมมือ และผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อร่วมกันคลี่คลายข้อขัดแย้งและความเห็นต่าง
การดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ามีแต่จะบั่นทอนระเบียบเศรษฐกิจและการค้าโลก กระทบต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของห่วงโซ่การผลิตและอุปทานทั่วโลก ตลอดจนขัดขวางความร่วมมือทางอุตสาหกรรมที่เป็นระเบียบและยั่งยืน ทั้งยังก่อให้เกิดความเสี่ยงระยะยาวต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเผยแพร่เอกสารฉบับนี้เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องและอธิบายจุดยืนเชิงนโยบายต่อข้อกล่าวอ้างเรื่อง "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน"
1. มองกำลังการผลิตทั่วโลกและข้อกล่าวอ้างเรื่อง "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน" อย่างรอบด้านและเป็นกลาง
1.1 วิวัฒนาการของโครงสร้างกำลังการผลิตโลกเป็นผลจากการแบ่งงานกันทำและความร่วมมือทางอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ
โครงสร้างกำลังการผลิตของโลกเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก เมื่อผลิตภาพพัฒนาขึ้นและโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจหยั่งรากลึก ปัจจัยการผลิตประเภทต่าง ๆ ก็เคลื่อนย้ายทั่วโลกอย่างรวดเร็วขึ้น ศูนย์กลางการผลิตและความต้องการจึงไม่ได้ตรึงอยู่กับประเทศหรือภูมิภาคใดเพียงแห่งเดียว การกระจายกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมระหว่างประเทศและภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงสัดส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมโลกของระบบเศรษฐกิจหลัก จึงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ในปี ค.ศ. 1880 สหราชอาณาจักรมีสัดส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมโลกสูงถึง 22.9% ต่อมาในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมโลกต่อจากสหราชอาณาจักร และมีสัดส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมโลกสูงถึง 44.7% ในปี ค.ศ. 1953 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โครงสร้างอุตสาหกรรมโลกค่อย ๆ เปลี่ยนจากศูนย์กลางเดียวเป็นหลายศูนย์กลาง เมื่อโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศลึกซึ้งขึ้น โลกจึงเกิดการย้ายฐานอุตสาหกรรมหลายระลอก จากสหรัฐอเมริกาไปยุโรป จากยุโรปและสหรัฐอเมริกาไปญี่ปุ่น แล้วต่อไปยังเอเชียตะวันออกและจีน ตลอดจนการย้ายอุตสาหกรรมบางส่วนจากจีนไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ๆ ในปัจจุบัน กระบวนการดังกล่าวก่อให้เกิดศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาคสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ อเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียตะวันออก ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภาคการผลิตของโลก 17% 17% และ 38% ตามลำดับ การที่จีนก้าวขึ้นเป็น "โรงงานของโลก" จึงเป็นผลจากการเข้าร่วมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศอย่างแข็งขัน และจีนก็เป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายการผลิตโลก
1.2 ทำความเข้าใจปรากฏการณ์ "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน" ในการพัฒนาเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นกลาง
"ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน" เป็นปรากฏการณ์ที่มีพลวัตในระบบเศรษฐกิจตลาด ภายใต้ระบบดังกล่าว อุปสงค์และอุปทานของกำลังการผลิตจะหมุนเวียนอยู่ในวัฏจักร "สมดุล-ไม่สมดุล-สมดุลใหม่" จึงไม่มีภาวะสมดุลที่คงอยู่ถาวร การจะมีกำลังการผลิตส่วนเกินหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน ซึ่งปรับเปลี่ยนอยู่เสมอตลอดวงจรชีวิตของอุตสาหกรรม กล่าวคือ ความสมดุลของอุปสงค์และอุปทานเป็นภาวะสัมพัทธ์ ส่วนความไม่สมดุลเกิดขึ้นเป็นเรื่องทั่วไปในยุคโลกาภิวัตน์การเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตของแต่ละประเทศยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานโลกด้วย ระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี กำลังการผลิตในอุตสาหกรรมเกิดใหม่จะสร้างอุปทานใหม่ ขณะที่กำลังการผลิตเดิมบางส่วนกลายเป็นส่วนเกิน จึงเกิดความไม่สมดุลด้านอุปสงค์และอุปทานทั้งเป็นช่วง ๆ และในเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม กลไกตลาดจะค่อย ๆ ปรับโครงสร้างอุปสงค์และอุปทานไปสู่สมดุลใหม่
แต่ละฝ่ายยังมีความเข้าใจต่อแนวคิด "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน" แตกต่างกัน และยังไม่มีฉันทามติอย่างกว้างขวางในระดับโลก ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียง และองค์การระหว่างประเทศสำคัญต่าง ๆ ยังไม่มีคำจำกัดความอย่างเป็นทางการ ความตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ไม่ได้ให้คำจำกัดความหรือกำหนดบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับ "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน" ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เห็นว่าเป็นแนวคิดที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาร่วมกับบริบททางเศรษฐกิจมหภาค นักเศรษฐศาสตร์มักอธิบายแนวคิดนี้ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค ในระดับมหภาค หมายถึงภาวะที่กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมโดยรวมสูงกว่าอุปสงค์ที่แท้จริงของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนในระดับจุลภาค หมายถึงภาวะที่ผลผลิตจริงของกิจการต่ำกว่าระดับเหมาะสมอันเนื่องมาจากการแข่งขันแบบกึ่งผูกขาด ในทางปฏิบัติ ความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจทำให้ภาวะที่กำลังการผลิตสูงกว่าอุปสงค์ที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ทั่วไป อย่างไรก็ดี ประเทศและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ใช้เกณฑ์และมุมมองแตกต่างกันมากในการวินิจฉัยภาวะดังกล่าว บางระบบเศรษฐกิจถึงกับสร้างเกณฑ์ใหม่ขึ้นจากแรงจูงใจทางภูมิรัฐศาสตร์หรือการกีดกันทางการค้า แล้วนิยามคำนี้อย่างง่าย ตายตัว หรือกว้างเกินควร เพื่อพยายามยัดเยียดเกณฑ์ดังกล่าวให้ประเทศอื่น ทั้งที่ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์การพัฒนาและสภาพจริงของแต่ละประเทศ จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
1.3 การประเมิน "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน" ของแต่ละระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมควรคำนึงถึงระยะและระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน
แม้อัตราการใช้กำลังการผลิตมักถูกนำมาใช้ประเมิน "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน" แต่จำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพจริงของแต่ละประเทศ
ในทางเศรษฐศาสตร์ อัตราการใช้กำลังการผลิตหมายถึงสัดส่วนระหว่างผลผลิตจริงกับผลผลิตศักยภาพ ช่วงอัตราที่เหมาะสมย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ละระบบเศรษฐกิจ จึงไม่มีเกณฑ์สากลที่ใช้ตัดสินได้กับทุกประเทศ ข้อมูลจากสถาบันที่เกี่ยวข้องระบุว่า ค่ากลางของอัตราการใช้กำลังการผลิตในประเทศพัฒนาแล้วและระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วส่วนใหญ่อยู่ที่ 75%-80% ขณะที่ประเทศพัฒนาน้อยกว่ามักอยู่ที่ 50%-64% เนื่องจากยังเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน และปัจจัยอื่น ๆ ทำให้ไม่สามารถใช้กำลังการผลิตได้อย่างเต็มที่
อัตราการใช้กำลังการผลิตยังแตกต่างกันมากระหว่างอุตสาหกรรม ข้อมูลล่าสุดจาก 725 อุตสาหกรรมในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศพบว่า 169 อุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 70% โดยอุตสาหกรรมดั้งเดิมบางประเภทต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างชัดเจน เช่น อุตสาหกรรมเครื่องดื่มและเฟอร์นิเจอร์ในบางประเทศอยู่ที่ประมาณ 65% ส่วนอุตสาหกรรมยาง เคมีภัณฑ์ และพลาสติกอยู่เพียง 40%-50% ข้อมูลล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตภาคการผลิตของสหรัฐฯ อยู่ที่ 75.7% แต่แตกต่างกันมากในแต่ละอุตสาหกรรม โดยคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงอยู่ที่ 83.2% ขณะที่สิ่งทอและเครื่องหนัง รถยนต์และชิ้นส่วน โลหะขั้นต้น เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอุปกรณ์สื่อสาร ล้วนต่ำกว่า 70% จากประสบการณ์ของประเทศต่าง ๆ อัตราการใช้กำลังการผลิตจึงเป็นดัชนีที่สะท้อนระดับการใช้กำลังการผลิตได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ควรนำมาใช้ตัดสินอย่างตายตัวว่าระบบเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมใดมีภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน
2. ทัศนะและจุดยืนต่อความสัมพันธ์ 4 ประการที่เกี่ยวข้องกับ "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน"
2.1 ความสัมพันธ์ระหว่างเงินอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมกับภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน
เงินอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมไม่ได้เชื่อมโยงกับภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินโดยตรง นโยบายเงินอุดหนุนที่สมเหตุสมผลช่วยแก้ไขความล้มเหลวของตลาด ส่งเสริมนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การลดความยากจน และการพัฒนาอย่างสมดุล โดยไม่จำเป็นต้องก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน" หลายประเทศต่างใช้นโยบายอุตสาหกรรมที่มีจุดเน้นแตกต่างกันตามสภาพของประเทศและความต้องการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น เงินอุดหนุนการวิจัยและพัฒนาสำหรับอุตสาหกรรมเกิดใหม่ หรือเงินอุดหนุนเพื่อรองรับความเสี่ยงในภาคเกษตร ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือนโยบายอุตสาหกรรมและการค้าที่สมาชิกองค์การการค้าโลกสามารถใช้ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย รายงานหลายฉบับของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ระบุว่า ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จำนวนนโยบายอุตสาหกรรมทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และการให้เงินอุดหนุนด้านการวิจัยและพัฒนา สิทธิประโยชน์ทางภาษี ตลอดจนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่อุตสาหกรรมเกิดใหม่ ได้กลายเป็นแนวปฏิบัติทั่วไปในระดับนานาชาติ
โดยทั่วไป สมาชิกองค์การการค้าโลกต่างมุ่งให้เงินอุดหนุนอย่างเป็นธรรม ครอบคลุม และโปร่งใส ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ควรเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านเงินอุดหนุน
เงินอุดหนุนไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง แต่ต้องใช้อย่างสมเหตุสมผลภายใต้หลักความเปิดกว้าง ความเป็นธรรม และการปฏิบัติตามกฎขององค์การการค้าโลก ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นผู้นำการพัฒนาอุตสาหกรรมโลก และนโยบายของประเทศเหล่านี้ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนและเป็นแบบอย่างต่อประเทศอื่น จึงควรเป็นผู้นำในการคัดค้านการใช้เงินอุดหนุนในทางที่ผิดและนโยบายเงินอุดหนุนที่เลือกปฏิบัติ กฎหมายลดเงินเฟ้อของสหรัฐฯ วางแผนให้เงินอุดหนุนประเภทต่าง ๆ รวม 7.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี ค.ศ. 2022-2031 โดยกำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับเงินอุดหนุนต้องเป็นไปตามเงื่อนไขด้านการผลิตและการจำหน่ายในสหรัฐฯ หรืออเมริกาเหนือ ซึ่งกีดกันสมาชิกองค์การการค้าโลกอื่นออกไป ขณะเดียวกัน เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ของสหรัฐฯ ก็สูงกว่าประเทศอื่นทั้งหมดอย่างมาก ส่วนคณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่าจะให้เงินอุดหนุนประเภทต่าง ๆ มากกว่า 1.44 ล้านล้านยูโรในช่วงปี ค.ศ. 2021-2030 และกฎหมายเร่งรัดอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปเชื่อมโยงสัดส่วนวัตถุดิบหรือการผลิตในท้องถิ่นเข้ากับการสนับสนุนทางการเงินโดยตรงผ่านข้อกำหนด "แหล่งกำเนิดในสหภาพยุโรป" ทุกประเทศควรมุ่งขยายผลประโยชน์จากการพัฒนาโลก และกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมรวมถึงเงินอุดหนุนอย่างสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับกฎ แทนที่จะใช้เป็นเครื่องมือจำกัดการพัฒนาของประเทศอื่น จีนยินดีหารือกับทุกฝ่ายเกี่ยวกับนโยบายเงินอุดหนุนภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก เพื่อร่วมกันกำกับแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
จีนปฏิบัติตามกฎขององค์การการค้าโลกอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด และมุ่งสร้างระบบเงินอุดหนุนที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนปรับปรุงนโยบายเงินอุดหนุนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการปฏิบัติตามกฎ ความเหมาะสม และความโปร่งใส พร้อมทั้งตรวจสอบและแก้ไขแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นมาตรฐานในบางท้องถิ่น และจัดตั้งกลไกบัญชีรายการข้อห้ามที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับเงินอุดหนุนของรัฐบาลท้องถิ่น รัฐบาลจีนยังปฏิบัติตามพันธกรณีด้านความโปร่งใสอย่างจริงจัง ทันท่วงที และครบถ้วน โดยรายงานนโยบายเงินอุดหนุนของรัฐบาลกลางและท้องถิ่นประจำปี ค.ศ. 2023-2024 ซึ่งยื่นเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2025 ครอบคลุมทั่วประเทศ เงินอุดหนุนของจีนใช้กับผู้ประกอบการทุกประเภทอย่างเท่าเทียม โดยมุ่งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม และการบริโภคในตลาดเป็นหลัก อีกทั้งใช้มาตรการทางอ้อมที่อาศัยกลไกตลาดและการชี้นำมากขึ้น เช่น บริการสาธารณะ มาตรฐานทางเทคนิค และการฝึกอบรมทักษะ โดยเน้นการวิจัยและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนการประหยัดพลังงานและการพัฒนาสีเขียว ตัวอย่างเช่น มาตรการนำสินค้าอุปโภคบริโภคเก่ามาแลกซื้อใหม่ยึดหลักปฏิบัติต่อกิจการในประเทศและต่างประเทศอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ตลอดจนผลิตภัณฑ์ดิจิทัลและอัจฉริยะ ทำให้กิจการต่างชาติเข้าร่วมและได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาค
2.2 ความสัมพันธ์ระหว่างการเกินดุลการค้ากับภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน
การส่งออกในปริมาณมากและการเกินดุลการค้าสูงไม่ได้หมายความว่ามีภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน
การเกินดุลการค้าสะท้อนส่วนต่างระหว่างเงินออมรวมกับการลงทุนรวมภายในประเทศ โดยครอบคลุมการเกินดุลทั้งด้านสินค้าและบริการ เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก ประเทศมหาอำนาจด้านการผลิต เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเยอรมนี ต่างเคยเกินดุลมาเป็นเวลานาน และเยอรมนีกับญี่ปุ่นก็มักมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงกว่า 6% ของ GDP ตลาดเกิดใหม่หลายแห่งมีการส่งออกเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยอินโดนีเซียและเม็กซิโกกลายเป็นประเทศเกินดุล ขณะที่บราซิลและเวียดนามเกินดุลการค้าต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี หากพิจารณารายอุตสาหกรรม ชิปของสหรัฐฯ 80% ผลิตเพื่อส่งออก และเครื่องบินพาณิชย์ที่โบอิ้งส่งมอบประมาณสองในสามจำหน่ายให้ลูกค้านอกอเมริกาเหนือ ส่วนในปี ค.ศ. 2025 สหภาพยุโรปเกินดุลการค้ารถยนต์ ยา และเครื่องสำอาง 9.22 หมื่นล้าน 2.146 แสนล้าน และ 1.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ หากใช้ตรรกะว่าการเกินดุลสูงย่อมหมายถึงภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน อุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็ควรถูกมองว่ามีภาวะดังกล่าวด้วยหรือไม่ การเกินดุลการค้าเป็นผลร่วมกันของการแบ่งงานทางอุตสาหกรรมโลกและโครงสร้างอุปสงค์กับอุปทาน จึงไม่ได้หมายถึงภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน
จีนไม่เคยมุ่งแสวงหาการเกินดุลการค้าโดยเจตนา การเติบโตของการส่งออกจีนเกิดจากทั้งการประหยัดต่อขนาด ความสามารถด้านนวัตกรรมที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความต้องการจากการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การส่งออกของจีนไปยุโรปที่เติบโตขึ้นส่วนใหญ่กระจุกตัวในผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่ลิเธียม และผลิตภัณฑ์เคมี ซึ่งสะท้อนทั้งความต้องการผลิตภัณฑ์พลังงานจากการเปลี่ยนผ่านสีเขียว และต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมเคมีในยุโรปที่สูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน จีนไม่เคยมุ่งเพิ่มสัดส่วนการส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นโดยเจตนา โดยสัดส่วนดังกล่าวลดลงจาก 20.7% ในปี ค.ศ. 2012 เหลือ 15.1% ในปี ค.ศ. 2025 ในแง่การกระจายผลประโยชน์ทางการค้า กล่าวได้ว่า "การเกินดุลอยู่ที่จีน แต่ผลประโยชน์กระจายสู่ทุกฝ่าย" โดยในปี ค.ศ. 2025 กิจการต่างชาติมีสัดส่วน 27% ของการส่งออกจีนและ 16% ของการเกินดุล ทั้งยังมีอัตราการเติบโตของการเกินดุลและผลกำไรสูงกว่ากิจการในประเทศ เมื่อพิจารณาดุลการชำระเงินโดยรวม แม้จีนจะเกินดุลการค้าสินค้าในระดับสูง แต่ขาดดุลด้านบริการและรายได้จากการลงทุน ดังนั้น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดโดยรวมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.7% ของ GDP จึงยังอยู่ในช่วงที่นานาชาติยอมรับ
จีนส่งเสริมการพัฒนาการนำเข้าและส่งออกอย่างสมดุลมาโดยตลอด โดยมีมูลค่าการนำเข้าสูงเป็นอันดับสองของโลกติดต่อกัน 17 ปี และเป็นตลาดส่งออกสำคัญของเกือบ 80 ประเทศ จีนดำเนินนโยบายภาษีศูนย์กับ 63 ประเทศ และเป็นระบบเศรษฐกิจหลักแห่งแรกของโลกที่ให้สิทธิภาษีศูนย์ครอบคลุมประเทศในแอฟริกาทุกแห่งที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน รวมถึงประเทศพัฒนาน้อยที่สุดทุกแห่งที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน นอกจากนี้ จีนยังเป็นประเทศเดียวที่จัดงานมหกรรมนำเข้านานาชาติ โดยจัดมาแล้ว 8 ครั้ง และมีมูลค่าธุรกรรมตามเจตจำนงสะสมมากกว่า 5.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันจีนกำลังดำเนินกิจกรรมชุด "ส่งออกสู่จีน" เพิ่มการ "ซื้อจากทั่วโลก" อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้สินค้าและบริการคุณภาพสูงจากทั่วโลกเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 จีนมีมูลค่าการนำเข้าสะสมมากกว่า 90 ล้านล้านหยวน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจีนไม่เพียงเป็น "โรงงานของโลก" แต่ยังเป็น "ตลาดของโลก" ด้วย
ปัจจุบัน ลัทธิเอกภาคีนิยมและลัทธิกีดกันทางการค้ากำลังเพิ่มสูงขึ้น มาตรการกีดกันทางการค้าประเภทต่าง ๆ ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รบกวนการแลกเปลี่ยนและระเบียบการค้าตามปกติอย่างรุนแรง ตลอดจนบั่นทอนการเคลื่อนย้ายและการจัดวางกำลังการผลิตทั่วโลกอย่างสมเหตุสมผล ทุกฝ่าย โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทางการค้า จึงควรเดินเข้าหากัน ร่วมกันพิทักษ์การค้าเสรี ดำเนินมาตรการที่เอื้อต่อความสะดวกและความคล่องตัวให้มากขึ้น พร้อมลดการสร้างกำแพงและอุปสรรค เพื่อผลักดันการค้าโลกให้สมดุลและยั่งยืน รวมทั้งรักษาเสถียรภาพและความคล่องตัวของห่วงโซ่การผลิตและอุปทานทั่วโลก
2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจกับภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน
ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดและมีสาเหตุซับซ้อน ภายใต้ระบบการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศ ตลอดจนระเบียบเศรษฐกิจและการเงินที่ก่อตัวขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจโลกมักเข้าสู่วงจรสะสมและระบายความเสี่ยงจากความไม่สมดุลราวทุก 10 ปี และบางครั้งถึงขั้นก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลก การอภิปรายในประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับสาเหตุของความไม่สมดุลดังกล่าวก็เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ครอบคลุมทั้งปัจจัยตลาด เช่น โครงสร้างการออมและการลงทุน และการแบ่งงานในห่วงโซ่การผลิตและอุปทาน ตลอดจนปัจจัยเชิงสถาบัน เช่น ระบบการเงินระหว่างประเทศและผลสะท้อนร่วมของนโยบายมหภาค ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ความไม่สมดุลโลกมีลักษณะใหม่ โดยสถาบันต่าง ๆ รวมถึง IMF เห็นว่านโยบายมหภาคของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะนโยบายการคลัง มีบทบาทสำคัญต่อความไม่สมดุลโลก สหรัฐอเมริกาสะสมภาวะหนี้ในระดับสูงจึงควรปรับปรุงฐานะการคลัง ยุโรปมีการลงทุนไม่เพียงพอจึงควรยกระดับผลิตภาพ ส่วนจีนควรขยายอุปสงค์ภายในประเทศ มุมมองเหล่านี้สะท้อนว่าความไม่สมดุลโลกเป็นปัญหาเชิงระบบและซับซ้อน ดังนั้น การเชื่อมโยงความไม่สมดุลดังกล่าวกับ "ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน" แล้วสรุปสาเหตุอย่างง่าย จึงเป็นการจงใจปะปนแนวคิด มีข้อผิดพลาดทางตรรกะ และอาจแฝงเจตนาอื่น
ข้อกล่าวอ้างที่ว่า "อุปสงค์ภายในประเทศของจีนไม่เพียงพอจนนำไปสู่ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน" ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จีนไม่เพียงเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ยังเป็นประเทศผู้บริโภครายใหญ่ด้วย อุปสงค์ภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจีนมาโดยตลอด โดยในช่วงปี ค.ศ. 2013-2024 มีส่วนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเฉลี่ย 93% แบ่งเป็นการบริโภค 55% และการลงทุน 38% ยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภครวมของจีนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 23.8 ล้านล้านหยวนในปี ค.ศ. 2013 เป็น 50.1 ล้านล้านหยวนในปี ค.ศ. 2025 เมื่อคำนวณตามความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อของธนาคารโลก ยอดค้าปลีกรวมของจีนในปี ค.ศ. 2025 เท่ากับ 1.7 เท่าของสหรัฐอเมริกา ทำให้จีนเป็นตลาดบริโภคสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในทางพฤตินัย ปัจจุบัน จีนมีปริมาณการบริโภคสินค้าสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก และการบริโภคสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภทต่อหัวต่อปีใกล้เคียงระดับประเทศพัฒนาแล้ว ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเติบโตของยอดค้าปลีกจีนชะลอลง ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจจีนจากการเติบโตอย่างรวดเร็วสู่การพัฒนาคุณภาพสูง และสะท้อนแนวโน้มการยกระดับโครงสร้างการบริโภค โดยการบริโภคสินค้าค่อนข้างทรงตัว ขณะที่การบริโภคบริการเติบโตอย่างรวดเร็ว และค่าใช้จ่ายด้านบริการต่อหัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8.5% ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การมองว่าการเติบโตของยอดค้าปลีกที่ชะลอลงเท่ากับอุปสงค์ภายในประเทศไม่เพียงพอจึงไม่เป็นกลางและไม่รอบด้าน ยิ่งไปกว่านั้น ข้อกล่าวอ้างว่าอุปสงค์ภายในประเทศของจีนไม่เพียงพอจนทำให้กำลังการผลิตส่วนเกิน เป็นการสลับแนวคิดและนำปรากฏการณ์ระดับจุลภาคมาครอบโครงสร้างระดับมหภาค
จีนเดินหน้าขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทานในระดับที่สูงขึ้น ตลาดภายในประเทศที่แข็งแกร่งเป็นฐานยุทธศาสตร์ของความทันสมัยแบบจีน และอุปสงค์ภายในประเทศครอบคลุมทั้งการลงทุนและการบริโภค แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีนจัดทำเนื้อหาเฉพาะว่าด้วยการสร้างตลาดภายในประเทศที่แข็งแกร่ง โดยเน้นการยึดการขยายอุปสงค์ภายในประเทศเป็นฐานยุทธศาสตร์ เพิ่มการลงทุนที่มีประสิทธิผล ดำเนินมาตรการเฉพาะเพื่อกระตุ้นการบริโภค ส่งเสริมการขยายตัวและยกระดับการบริโภคสินค้า ปลดปล่อยศักยภาพการบริโภคบริการ เสริมฐานการบริโภคของประชาชน และปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังใช้ความต้องการใหม่ชี้นำอุปทานใหม่ และใช้อุปทานใหม่สร้างความต้องการใหม่ เพื่อให้การบริโภคกับการลงทุน ตลอดจนอุปทานกับอุปสงค์ หมุนเวียนเกื้อหนุนกัน ในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า ประชากรรายได้ปานกลางของจีนจะมีมากกว่า 800 ล้านคน และ GDP ต่อหัวจะขึ้นสู่ระดับประเทศพัฒนาแล้วปานกลาง จีนจึงยังมีพื้นที่และศักยภาพด้านการบริโภคมหาศาล ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจีนและอัดฉีดพลังให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง