ส่วนวัฒนธรรม Culture Division

ส่วนวัฒนธรรม Culture Division ส่วนวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ส่วนวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร เดิมคือ กองวัฒนธรรม สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร
(1)

เปิดเหมือนปกติ

เครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม
23/09/2020

เครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม

ปิดรับสมัคร
………………………
เสาร์นี้(26 ก.ย.63) สิบโมงเช้า
สถาบันไทยคดีศึกษา ร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง จะจัดกิจกรรมวิถีถิ่นสัญจรย่านนางเลิ้ง

ตอน "ตามหาเรื่องราวที่ซ่อนเร้น"
ฟังเรื่องราวเชื่อมโยงจิตวิญญาน ที่วัดญวนสะพานขาว , โศกนาฏกรรมที่บ้านขุนนางตระกูลบุนนาค , ความเชื่อเรื่องครูโขน บ้านนราศิลป์ และงานเครื่องหนังร้อยปี ที่เซ่งชง
... ปิดท้าย ด้วยการแสดงละครชาตรีศิลปินชั้นครู

** ไม่เสียค่าใช้จ่าย **

เปิดรับ 50 ท่าน
รับสมัคร โดยแจ้งชื่อ/ จำนวนคน ใต้โพสต์นี้
นัดหมายที่ลานหน้าโบสถ์วัดสุนทรธรรมทาน(วัดแคนางเลิ้ง)
ซอยหลานหลวง 1 เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม.
..............................................................
สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับชุมชนนางเลิ้ง ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น: เครื่องแต่งกายละครชาตรี ชุมชนนางเลิ้ง

ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2563
ณ ชุมชนนางเลิ้ง และบ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

ตั้งแต่เวลา 10.00-18.30 น.

ภายใต้โครงการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ปี 2562

เรื่อง การสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ: การจัดสร้างเครื่องแต่งตัวละครชาตรี

กำหนดการกิจกรรม

10.00 น.
• ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน จุดนัดหมายหน้าอุโบสถวัดสุนทรธรรมทาน

10.00 – 15.00 น.
• เยี่ยมชมสถานที่สำคัญในชุมชนนางเลิ้ง เรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
โดย นายระพีพัฒน์ เกษโกศล ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยววิถีถิ่น ร่วมกับคณะวิทยากรท้องถิ่น

12.00-13.00 น.
• พักรับประทานอาหารกลางวัน

15.00 - 15.30 น.
• ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ณ บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

15.30 – 16.00 น.
• กล่าวต้อนรับและเปิดงานภาคบ่าย โดย
รศ.โรจน์ คุณเอนก
ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

• ชมวีดิทัศน์ “สารคดีละครชาตรีนางเลิ้ง : เครื่องแต่งกายละครชาตรี” โดย น.ส.นวรัตน์ แววพลอยงาม ผู้นำกิจกรรมพัฒนาชุมชนนางเลิ้ง

16.00 – 18.00 น.
• ร่วมเสวนา “เครื่องแต่งกายละครชาตรี”
- ผศ. ดร.อนุชา ทีรคานนท์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- น.ส. วัลลภา สุทธิเนตร ผู้จัดทำชุดละครชาตรี นางเลิ้ง
- น.ส.นวรัตน์ แววพลอยงาม ผู้นำกิจกรรมพัฒนาชุมชนนางเลิ้ง
- น.ส.สุวัน แววพลอยงาม ผู้นำกิจกรรมพัฒนาชุมชนนางเลิ้ง

18.00 - 18.30 น.
• ชมสาธิตการแสดง “ละครชาตรี”
เรื่อง สังข์ทอง ตอน สลักชิ้นฟัก
โดย คณะแม่ครูกัญญา ทิพโยสถ

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ ดังตารางเวลาข้างต้น โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

*** ทั้งนี้ ขอให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประเพณีตักบาตรพระร้อยทางเรือ วัดสุทธาโภชน์ ในวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2563 ณ วัดสุทธาโภชน์ เขตลาดกระ...
16/09/2020

เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประเพณีตักบาตรพระร้อยทางเรือ วัดสุทธาโภชน์ ในวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2563 ณ วัดสุทธาโภชน์ เขตลาดกระบัง

ประเพณีตักบาตรพระร้อยทางเรือวัดสุทธาโภชน์ เขตลาดกระบัง เป็นประเพณีเนื่องในเทศกาลวันออกพรรษาที่สืบทอดมาอย่างยาวนานคู่กับการก่อตั้งวัดสุทธาโภชน์ตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2455 จนถึงปัจจุบัน กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์แรกหลังวันออกพรรษาของทุกปี บริเวณคลองลำปลาทิว หน้าวัดสุทธาโภชน์ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร คำว่า “พระร้อย” คือ การนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 100 กว่ารูป มารับบิณฑบาตจากประชาชนทางเรือ

กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย
ช่วงเช้า - มีการนิมนต์พระสงฆ์ จำนวนมากกว่า 100 รูป ลงเรือมาดขุดด้วยไม้ตะเคียนทั้งต้น จำนวน 60 ลำ ล่องมาตามคลองลำปลาทิวหน้าวัดสุทธาโภชน์ เพื่อรับบิณฑบาตรจากพุทธศาสนิกชนที่รออยู่ริมตลิ่งทั้งสองฝั่ง โดยไฮไลท์อยู่ที่เรือมาด ๔ แจว ของเจ้าจอมมารดากลิ่นหรือเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เป็นเรือนำขบวน
ช่วงเพล - ทางวัดจะเชิญชวนชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันถวายเพลพระสงฆ์ด้วยการจัดอาหารลงในสำรับคาวหวาน จำนวนกว่า ๑๐๐ ชุด ซึ่งเป็นของดั้งเดิม เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษในพื้นที่แถบนี้ โดยเฉพาะสำรับคาวหวานของเจ้าจอมมารดากลิ่นที่มีความสวยงามและแตกต่างจากชุดอื่นๆ คือ สำรับคาวจะเป็นถ้วยลายคราม สำรับหวานจะเป็นถ้วยแก้ว ฝาถ้วยเป็นรูปลอยสตรีนั่งพับเพียบจัดอยู่ในถาดทองเหลือง
ช่วงบ่าย - มีการแข่งขันเรือพายซึ่งเป็นเรือที่มีอยู่ในท้องถิ่นที่เรียกว่า เรือเพรียวและเรือมาด โดยจัดการแข่งขันเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของคนในท้องถิ่น และสืบสานประเพณีวัฒนธรรมของวิถีชีวิตริมน้ำให้คงอยู่คู่ชุมชน

วันอังคารที่ 15 กันยายน 2563 เวลา 17.00 น.นายสิงห์ ลิ้มพิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เป็นผู้แทนกรุ...
15/09/2020

วันอังคารที่ 15 กันยายน 2563 เวลา 17.00 น.นายสิงห์ ลิ้มพิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เป็นผู้แทนกรุงเทพมหานครพร้อมด้วยนายอภิศักดิ์ ภูริวัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนวัฒนธรรม และว่าที่ร้อยตรีประภพ เบญจกุล หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมงานวัฒนธรรม ร่วมพิธีเปิดงาน "มหกรรมวัฒนธรรมร่วมใจ รวมไทยสร้างชาติ"
ณ บริเวณลานกลางแจ้ง ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนเทียมร่วมมิตร กรุงเทพมหานคร โดยมีนายอิทธิพลคุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานในพิธี ในงานดังกล่าวมีการจัดแสดงทางวัฒนธรรม การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (Cultural Product
of Thailand : CPOT) ร้านอาหารอร่อย ๑๐๐ ปี และร้านอาหารหาชิมยาก
กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ "บวร on Tour"
ของชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงชับเคลื่อน
ด้วยพลัง บวร.ต้นแบบ ๔ ภาค
ชมการประดับตกแต่งไฟตระการตานับหมื่นดวง
งานมีระหว่างวันที่ 15 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2563 เวลา 10:00 น. ถึง 21:00 น. ณ ลานกิจกรรมกลางแจ้ งศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ประชาสัมพันธ์บทความเรื่อง "กรุงเทพมหานครกับการดำเนินงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย" ซึ่งบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำร...
15/09/2020
บทความเรื่อง กรุงเทพมหานครกับการดำเนินงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย - ส่วนวัฒนธรรม

ประชาสัมพันธ์บทความเรื่อง "กรุงเทพมหานครกับการดำเนินงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย" ซึ่งบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ 2563 จัดทำโดยกลุ่มงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ส่วนวัฒนธรรม สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ http://www.bangkok.go.th/culture/page/sub/20550/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2

ส่วนวัฒนธรรม,สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร หน่วยงานที่ดำเนินการด้านศิลปะวัฒนธรรมของ....

วันที่ 9 กันยายน 2563 ส่วนวัฒนธรรม นำโดยนายอำนวย รัตนบุรี หัวหน้ากลุ่มงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และนักวิชาการวัฒนธรรม ได้ร...
10/09/2020

วันที่ 9 กันยายน 2563 ส่วนวัฒนธรรม นำโดยนายอำนวย รัตนบุรี หัวหน้ากลุ่มงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และนักวิชาการวัฒนธรรม ได้รับความอนุเคราะห์ให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) โดยได้รับเกียรติจากคุณบงกช แสนวงษ์ ตำแหน่ง Head of Communication & Development พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย มาเป็นวิทยากรนำชมและให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ ซึ่งส่วนวัฒนธรรมสามารถนำมาเป็นองค์ความรู้ในการพัฒนางานด้านศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครต่อไป

เมื่อวันจันทร์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๓ เวลา ๑๔.๐๐ - ๑๕.๐๐ น. นายเกรียงไกร จงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่...
07/09/2020

เมื่อวันจันทร์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๓ เวลา ๑๔.๐๐ - ๑๕.๐๐ น. นายเกรียงไกร จงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ผู้แทนกรุงเทพมหานคร เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรับพระราชทานของที่ระลึก เนื่องในการจัดงานเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดกเฉลิมพระเกียรติ ณ หอประชุมพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

วันนี้ (3 กันยายน 2563) เวลา 14:00 น. เจ้าหน้าที่กลุ่มงานส่งเสริมเครือข่ายสภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครและสภาวัฒนธรรมไทยในต่า...
03/09/2020

วันนี้ (3 กันยายน 2563) เวลา 14:00 น. เจ้าหน้าที่กลุ่มงานส่งเสริมเครือข่ายสภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครและสภาวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศนำโดย ผอ. กลุ่มงานฯ คุณปฏิญญา สันติชาติงาม เข้าเยี่ยมคารวะท่านผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร เพื่อหารือแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมวัฒนธรรมกับกรุงเทพมหานคร โดยสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ

03/09/2020

#ตำนานท้าวอู่ทองของกรุงเทพมหานคร เป็นเรื่องเล่ามุขปาฐะที่เล่าสืบทอดกันมาและปรากฏเป็นภูมินามของ แขวงและเขตในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน ๓ แห่ง ได้แก่ เขตบางเขน เขตบางซื่อ และแขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา
เรื่องราวมีอยู่ว่า ท้าวอู่ทองพาข้าราชบริพารอพยพหนีโรคห่ามากจากแดนไกล ผ่านมาทางดอนเมือง โดยนำทองคำใส่เรือชะล่าเข็นมาตามคลอง เหตุที่ต้องเข็นเพราะว่าคลองบริเวณนี้ตื้นมาก เรือที่เคยพายได้จึงต้องเข็น จึงสันนิษฐานว่า คำว่า “บางเขน” อาจจะเพี้ยนมาจากคำว่า “ทองเข็น หรือ คลองเข็น” ตามตำนาน
นอกจากนี้ด้วยที่บริเวณนี้เป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง มีคลองคุ้งน้ำ ที่เรียกว่า “บาง” และยังใช้เป็นที่ทำนาเป็นส่วนใหญ่จึงเป็นที่มาของคำว่า “ทุ่งบางเขน” ด้วย
นอกจากนี้ในตำนานยังเล่าต่อว่า ท้าวอู่ทองให้คนเข็นเรือบรรทุกทองไปถึงสถานที่หนึ่งก็เอาทองคำซ่อนไว้ ต่อมาภายหลังเรียกบริเวณนั้นว่า “บางซ่อน” ซึ่งสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจาก “ทองซ่อน” อีกทั้งคนในชุมชนมีความซื่อสัตย์ใครถามเรื่องที่ซ่อนทองของท้าวอู่ทอง ก็จะตอบตามความจริงว่าทองซุกซ่อนไว้ที่บางซ่อน คนทั่วไปเห็นว่าชาวบ้านกลุ่มนี้มีความซื่อสัตย์ จึงเรียกสถานที่ที่ชาวบ้านกลุ่มนี้อาศัยอยู่ว่า “บางซื่อ”

#ตำนานท้าวอู่ทองทุ่งบางเขน
คุณปราณี กล่ำส้ม ได้อ้างถึง คำบอกเล่าของคุณยายแปลก พันธุ์ไม้ศรี อายุ 99 ปี (เมื่อ พ.ศ. 2539) ได้เล่าตำนานเกี่ยวกับทุ่งบางเขนว่า “มีท้าวอู่ทองและสมัครพรรคพวกได้อพยพหนีโรคห่ามากจากแดนไกล ผ่านมาทางดอนเมือง ท้าวอู่ทองนำทองคำใส่เรือชะล่าเข็นมาตามคลอง เหตุที่ต้องเข็นเพราะว่าคลองตื้นมาก เวลาน้ำลง น้ำในคลองจะแห้งขอด เรือที่เคยพายได้ก็ต้องเข็น พวกที่เข็นเรือมาเหนื่อยก็ขอน้ำกินจากชาวบ้าน แต่ไม่มีใครให้ ท้าวอู่ทองจึงแช่งไว้ว่า หากชาวบ้านเก็บทองคำที่ตกตามทางได้ก็ขอให้ทองคำเปลี่ยนเป็นทองเหลือง ท้าวอู่ทองให้คนเข็นเรือชะล่าบรรทุกทองไปถึงบริเวณก็เอาทองไปซ่อนไว้ ต่อมาภายหลังจึงเรียกบริเวณนั้นว่า “บางซ่อน” ซึ่งเพี้ยนมาจาก “ทองซ่อน” และสันนิษฐานกันว่า คำว่า “ทองเข็น”หรือ “คลองเข็น” เพี้ยนมาเป็น “บางเขน” หรืออาจจะเป็นด้วยเหตุที่บริเวณนี้เป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง มีคลองคุ้งน้ำที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าบาง ประกอบกับผู้คนในแถบนี้ทำนากันเป็นส่วนใหญ่จึงเรียกย่านนี้ว่า “ทุ่งบางเขน”
ตํานานท้าวอู่ทองซึ่งมิได้มีเฉพาะที่บางเขนเท่านั้น เรื่องราวทำนองเดียวกันนี้ยังปรากฏในพื้นที่ภาคกลางโดยทั่วไป ซึ่งรู้จักกันดีในนามของท้าวอู่ทองหรือพระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยา ในแถบจังหวัดปทุมธานี มีตำนานเล่าว่า ท้าวอู่ทองขนเงินทองมีโรคห่ามากองไว้จนเกิดเป็นโคกใหญ่ถึงสามโคก บริเวณนั้นต่อมาเรียกว่า “ตำบลสามโคก”
ในแถบจังหวัดนนทบุรีก็มีตำนานของวัดเขมาภิรตารามซึ่งมีเรื่องแล้วกันว่า พระเจ้าอู่ทองทรงส่งสินค้ามาทางเกวียน เกวียนมาพักในที่แห่งหนึ่ง พระเจ้าอู่ทองโปรดให้สร้างวัดขึ้น ณ ที่นั้น เรียกว่า “วัดเข็นมา” แต่มีผู้แย้งว่า เรื่องราวนี้เป็นเพียงแต่นิยายที่ผูกขึ้นโดยปราศจากความรอบคอบ เกวียนของพระเจ้าอู่ทองเข็นมาจากไหน จึงจะต้องมาพักในที่ซึ่งเป็นวัดเขมาในปัจจุบัน เพราะการคมนาคมจากอยุธยามากรุงเทพในเวลานั้น มาทางน้ำสะดวกที่สุด เหตุใดพระเจ้าอู่ทองจะทรงขนสินค้ามาทางเกวียน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม มีคติความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าอู่ทอง ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำรัสว่า
“...ธรรมดาคนเราเล่าอะไร ๆ ก็ไปสุดปลายจมูกเพียงพระเจ้าอู่ทอง ถือเสียว่าเก่าที่สุด ไม่ใคร่จะต้องทราบยิ่งขึ้นไปกว่านั้น...”

ซึ่งข้อมูลจากตำนานเหล่านี้มักจะนำเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องผูกเป็นเรื่องเป็นเรื่องราวตามสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นนั้นๆ จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญหรือไม่มิใช่น้อย

ย่านเก่าในกรุงเทพหน้า 217 - 219

#ตำนานท้าวอู่ทองย่านบางซื่อ
คุณปราณี กล่ำส้ม เขียนไว้ ในหนังสือย่านเก่าในกรุงเทพ.ฯ เล่ม 2 หน้า 19 ว่า เรื่องราวของชาวบางซื่อ ที่คนเฒ่าคนแก่เล่าสืบต่อกันมามีอยู่ว่า “กาลครั้งหนึ่ง ท้าวอู่ทองพาข้าราชบริพารอพยพหนีโรคห่ามากจากแดนไกลผ่านมาทางดอนเมือง ท้าวอู่ทองนำทองคำใส่เรือชะล่าเข็นมาตามคลอง แต่ด้วยสภาพคลองที่ตื้นมาก เมื่อถึงช่วงน้ำลง น้ำในคลองจะแห้งขอด เรือที่เคยพายได้ก็ต้องเข็น เมื่อกาลเวลาผ่านไปคำว่า “ทองเข็น” หรือ “คลองเข็น”ได้เพี้ยนมาเป็น “บางเขน” ท้าวอู่ทองให้คนเข็นเรือบรรทุกทองไปถึงสถานที่หนึ่งก็เอาทองคำซ่อนไว้ ต่อมาภายหลังเรียกบริเวณนั้นว่า “บางซ่อน” ซึ่งสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจาก “ทองซ่อน” และยังเล่าอีกว่าใกล้ๆ บางซ่อนมีชุมชนโบราณ ซึ่งคนในชุมชนมีความซื่อสัตย์ใครถามเรื่องก็จะตอบตามความจริง เมื่อมีคนถามว่าพระเจ้าอู่ทองนำทองซ่อนไว้ที่ไหน ชาวบ้านบอกว่าทองซุกซ่อนไว้ที่บางซ่อน คนทั่วไปเห็นว่าชาวบ้านกลุ่มนี้มีความซื่อสัตย์ จึงเรียกสถานที่ที่ชาวบ้านกลุ่มนี้อยู่ว่า “บางซื่อ” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อตำบล อำเภอในเวลาต่อมา
เรื่องตำนานท้าวอู่ทองนี้ มิได้มีอยู่เฉพาะแถวบางซื่อเท่านั้น ยังมีเรื่องราวทำนองนี้ปรากฏทั่วไปในพื้นที่ภาคกลาง โดยคนเฒ่าคนแก่เล่าขานสืบต่อกันมา ซึ่งกว่าจะมาถึงปัจจุบันก็อาจจะรางเลือนไปบ้าง

ที่มา : ปราณี กล่ำส้ม. (๒๕๔9). ตำนานย่านบางซื่อ. วิชญดา ทองแดง. บรรณาธิการ ย่านเก่าในกรุงเทพ เล่ม 2. กรุงเทพมหานคร : ด่านสุทธาการพิมพ์.
ปราณี กล่ำส้ม. (๒๕๔๕). ทุ่งบางเขน. อภิวันทน์ อดุลยพิเชฏฐ์. บรรณาธิการ ย่านเก่าในกรุงเทพ 21๗. กรุงเทพมหานคร : ด่านสุทธาการพิมพ์.

#ตำนานท้าวอู่ทองย่านช่องนนทรี เขตยานนาวา

นิทานพื้นเมืองเรื่อง “ตํานานท้าวอู่ทอง” ซึ่งผู้คนในย่านนี้ (เขตยานนาวา) เล่ากันว่า ท้าวอู่ทองกับมเหสีพร้อมทหารจํานวนหนึ่ง หนีโรคห่า (อหิวาตกโรค) มาจากเมืองอู่ทอง เมื่อเดินทางผ่านมาถึงตําบลหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้ทรงหยุดพักเหนื่อย พระเจ้าอู่ทองและมเหสีได้ปลอมพระองค์เป็นคนธรรมดา และโปรดให้มเหสีถอดรัดเกล้า (เครื่องประดับพระเศียร) ออก เพื่อความปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย สถานที่นั้นต่อมาจึงเรียกว่า “บางรัดเกล้า” และสมัยต่อๆมาเพี้ยนเป็น “บางกระเจ้า” จนถึงปัจจุบัน ท้าวอู่ทองให้ทหารขึงเชือกและต่อแพเพื่อจะข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปอีกฟากหนึ่ง ข้ามไปได้ไม่ทันไร ห่าก็ตามมาทันและพยายามไต่เชือกตามมา ท้าวอู่ทองจึงให้ตัดเชือก ห่าจึงข้ามฟากมาไม่ได้ ท้าวอู่ทองพามเหสีมาพักที่ตําบลหนึ่งอยู่เป็นเวลานาน จึงเรียกชื่อตําบลนั้นว่า “ช่องนางหนี” ต่อมาเพี้ยนเป็น “ช่องนนทรี” จนถึงปัจจุบัน

ที่มา : หนังสือ 100 ปี เขตยานนาวา

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม และวันอังคารที่ 1 กันยายน ๒๕๖๓ ว่าที่ร้อยตรีประภพ เบญจกุล หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมงานวัฒนธรร...
03/09/2020

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม และวันอังคารที่ 1 กันยายน ๒๕๖๓ ว่าที่ร้อยตรีประภพ เบญจกุล หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมงานวัฒนธรรม ส่วนวัฒนธรรม และคณะนักวิชาการวัฒนธรรม เข้าร่วมประชุมสัมมนาในหัวข้อ “เชื่อมเมืองเก่า สู่โอกาส : การสร้างเครือข่ายเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาสู่เมืองเก่าวิถีใหม่และความยั่งยืน” ณ ห้องประชุมทรูไอคอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและวิทยากร อาทิ
- ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน จากกรมศิลปากร ให้ข้อมูลในหัวข้อ “การสื่อความหมายทางประวัติศาสตร์และมรดกเมืองในบริบทร่วมสมัย”
- ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้ข้อมูลในหัวข้อ “สองทศวรรษการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า”
- ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา จากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ให้ข้อมูลในหัวข้อ “เมืองเก่ากับโอกาสและความท้าทายในการวิจัยเพื่อการพัฒนาระดับพื้นที่”
- ศาสตราจารย์ ดร. วรรณศิลป์ พีรพันธุ์ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลในหัวข้อ “แผนผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์”
ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าอย่างยั่งยืน

การสร้างเมืองมัณฑะเลย์เนื่องจากเมืองหลวงเก่าอย่างอังวะและอมรปุระนั้นประสบความอัปยศและความพ่ายแพ้ที่น่าโศกเศร้าของพม่าที่...
26/08/2020

การสร้างเมืองมัณฑะเลย์

เนื่องจากเมืองหลวงเก่าอย่างอังวะและอมรปุระนั้นประสบความอัปยศและความพ่ายแพ้ที่น่าโศกเศร้าของพม่าที่มีต่ออังกฤษในสงครามทั้งสองครั้ง เมื่อปี 1824-1826 และปี 1852 พระเจ้ามินดง กษัตริย์พม่า จึงโปรดให้สร้างเมืองหลวงใหม่ขึ้น นั่นคือเมืองมัณฑะเลย์ให้ยิ่งใหญ่และมีความวิจิตรงดงาม เมืองมัณฑะเลย์เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1857 พระเจ้ามินดงทรงย้ายราชสำนักมายังเมืองหลวงใหม่เมื่อปี 1858 หลังจากสร้างเพียงพระราชวังเสร็จเท่านั้น กระทั่งเมืองมัณฑะเลย์สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1861 หลังจากดูฤกษ์ยามและให้เจ้าพนักงานไปสำรวจพื้นที่แล้ว จึงเลือกพื้นที่ใกล้เขามัณฑะเลย์สร้างเป็นเมืองหลวงใหม่ ในเดือนเมษายนปี 1857 (พ.ศ. 2400) พระเจ้ามินดงพระราชทานโค กระบือ พันธุ์ข้าว และเครื่องมือต่าง ๆ ให้เจ้าพนักงานเดินทางไปหักร้างถางพกเมืองหลวงแห่งใหม่ล่วงหน้า พร้อมกับให้ชาวบ้านเข้าจับจองพื้นที่ และทรงตรัสกำชับให้เร่งสร้างพระราชวัง พระตำหนัก ศาลาราชการอื่น ๆ ให้แล้วเสร็จตามฤกษ์ยามที่กำหนด ทว่าในระหว่างนั้นกลับเกิดอาเพศที่คนโบราณเชื่อว่าเป็นสัญญาณเตือนของการย้ายเมืองหลวงใหม่ ทั้งพระเศวตกุญชร ช้างหลวงของพระเจ้ามินดงล้ม และไฟไหม้พลับพลาพระมหายุวราชา แต่โหรหลวงก็ถวายคำทำนายไปในทางที่ดี ต่อมาในปี 1858 (พ.ศ. 2401) เกิดพายุใหญ่ ฟ้าผ่าปราสาทที่สร้างขึ้นใหม่ในพระราชวังหลวงที่เมืองมัณฑะเลย์ แต่พระเจ้ามินดงก็ทรงเชื่อว่าเป็นศุภนิมิตอันดีว่าจะมีชัยต่อข้าศึกศัตรู เมื่อถึงกำหนดมงคลฤกษ์แล้ว พระเจ้ามินดงพร้อมด้วยข้าราชบริพารจึงเสด็จสู่พระราชวังหลวงแห่งใหม่ บำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ มากมายเพื่อเฉลิมฉลองพระราชวังหลวงให้รุ่งเรืองสมเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่ของอาณาจักร

พระราชวังมัณฑะเลย์มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีคูน้ำขนาดใหญ่และกำแพงสูงตระหง่านล้อมรอบทั้งสี่ด้าน กำแพงแต่ละด้านมีประตูใหญ่ 3 ประตู รวม 12 ประตู แต่ในช่วงการสร้างพระราชวังมัณฑะเลย์นั้น มีบันทึกในพงศาวดารพม่าและเอกสารของชาวต่างประเทศ ที่บันทึกเกี่ยวกับความโหดเหี้ยมสยดสยองของธรรมเนียมพม่าที่ต้องเลือกคนมาฝังทั้งเป็นแต่ละจุดก่อนจะลงเสาหลักและเริ่มการก่อสร้างเพื่อให้เป็นเทพารักษ์ประจำเมือง พระเจ้ามินดงรับสั่งให้จับคน 52 คน มาขุดหลุมฝังทั้งเป็น เพื่อเป็นเครื่องสังเวยและให้เป็นเทพารักษ์ประจำเมือง โดยให้เจ้าพนักงานขุดหลุมฝังไว้ตามแต่ละจุด กล่าวคือ บริเวณประตูทั้ง 12 ประตู ฝังหลุมละ 3 คน บริเวณมุมกำแพงทั้งสี่มุม ฝังหลุมละ 1 คน บริเวณท้องพระโรงสำหรับออกว่าราชการ ฝังอีก 4 คน ส่วนที่เหลือให้ฝังยังบริเวณต่าง ๆ กระจายทั่วพระราชวังหลวง โดยมากจะฝังไว้ตรงประตูที่จะเข้าสู่พระราชมณเฑียรชั้นใน ในหนังสือราชบัลลังก์พม่า เล่าถึงการเลือกคนมาฝังทั้งเป็นไว้ดังนี้

“…ตํารวจส่งเจ้าหน้าที่ไปเลือกเอาคนชั้นผู้ดีมีตระกูล ซึ่งเกิดมาในวันตามฤกษ์ เห็นจะถือเอาคนเกิดวันเสาร์กับวันอังคารที่นับว่าเป็นวันแข็งที่สุดในสัปดาห์ ถ้าเป็นผู้ชาย เลือกเอาผู้ชายที่มีร่างกายบริสุทธิ์ปราศจากรอยสัก ซึ่งตามธรรมเนียมคนพม่าพอเกิดมาชอบสักกันเต็มตัว อย่างน้อยมักสักลงในส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ถ้าเป็นผู้หญิง ต้องเลือกเอาผู้หญิงที่ยังไม่ได้เจาะหู ข้อนี้ก็เป็นเรื่องหาได้ยาก เพราะพวกผู้หญิงพม่าที่เกิดมาพ่อแม่ก็จัดพิธีเจาะหูตามธรรมเนียมไว้ก่อนทุกคน

แต่เรื่องที่จะเลือกเอาแต่ผู้ชายที่ไม่มีรอยสักและผู้หญิงไม่มีรอยเจาะหูนั้นไม่มีคนทั้งหลายรู้ ชาวเมืองรู้กันแต่ว่าทางบ้านเมืองจะมาจับคนไปฝังทั้งเป็นเพื่อเป็นเทพารักษ์ประจำเมือง พอข่าวนี้ล่วงรู้กันไปในหมู่พลเมือง เล่ากันว่าทางกรุงอมรปุระ เมืองหลวงเก่าและตามบ้านเรือนทุกแห่ง มีสภาพเหมือนเมืองร้าง คนทั้งหลายพากันหนีเข้าป่าหมด ไม่มีใครอยู่รอรับเคราะห์กรรม อากาศที่เคยสว่างกลับมืดมิด ความอบอุ่นที่เคยมีกลายเป็นความหนาวสั่นเพราะความกลัวภัย

ฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่หาคนมาฝัง เมื่อเห็นราษฎรพากันหนีหน้าไปหมดก็ใช้ความดุร้ายเป็นเครื่องแทนความฉลาด ใช้วิธีล่อหลอกราษฎรด้วยวิธีตั้งโรงละครสาธารณะ มีการแสดงต่าง ๆ อันเป็นที่พอใจของราษฎร แล้วประกาศลวงเอาแก่ราษฎรว่าให้เข้ามาชมละครในคราวฉลองเมืองใหม่ ฝ่ายราษฎรไม่รู้เท่าถึงการณ์อยากจะดูละครหลวงมากกว่ากลัวตาย หรือเพราะไม่รู้ว่าตนจะต้องถึงแก่ความตาย ก็พากันออกจากป่าเข้ามาดูละคร พวกเจ้าหน้าที่เห็นราษฎรดูละครเพลินอยู่จึงตรงเข้าจับกุม เลือกเอาคนที่ตนต้องการ… ปรากฏว่าในวันนั้นมีคนถูกจับไปเป็นจํานวน 52 คน ตามกําหนดที่พราหมณ์ผู้ฉลาดทูลแด่พระเจ้ามินดงไว้ ครั้นแล้วพิธีฝังคนทั้งเป็นก็เริ่ม…”

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกเล่าเรื่องนี้ไว้ว่า “…ที่มุมเมืองข้างภายนอกมีศาลเทพารักษ์และว่ามีรูปยักษ์อยู่ในนั้นทั้ง 4 มุม แต่ฉันไม่ได้เห็นแก่ตา การฝั่งอาถรรพณ์เมืองมัณฑเลมีในหนังสือฝรั่งแต่งบางเรื่องว่าเอาคนฝังทั้งเป็น ณ ที่ต่าง ๆ ถึง 52 คน แต่มีผู้แต่งคนหนึ่งกล่าวว่า การที่เอาคนฝังทั้งเป็นนั้นมีในตำราจริง และเคยทำกันแม้ในยุโรปเมื่อดึกดำบรรพ์ แต่พม่าเลิกเสียแล้วช้านาน ใช้โอ่งใส่น้ำมันฝังเป็นอาถรรพณ์แทน…”

ที่มา : นิตยสารศิลปวัฒนธรรมออนไลน์

ที่อยู่

123 ถ.มิตรไมตรี ดินแดง
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6622466144

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ส่วนวัฒนธรรม Culture Divisionผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ส่วนวัฒนธรรม Culture Division:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

ขนาดฝรั่งยังทึ่งในตัวเธอ