ส่วนวัฒนธรรม Culture Division

ส่วนวัฒนธรรม Culture Division ส่วนวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ส่วนวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร เดิมคือ กองวัฒนธรรม สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร
(3)

เปิดเหมือนปกติ

วันอาสาฬหบูชา           วันอาสาฬหบูชา หรือวันอาสาฬหปุณณมีบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ เป็นวันที่พระจันทร์เส...
24/07/2021

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา หรือวันอาสาฬหปุณณมีบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ เป็นวันที่พระจันทร์เสวยอาสาฬหะฤกษ์ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลัง หากปีใดเป็นปีอธิกมาสคือมีเดือน ๘ สองหน มีความสำคัญด้วยเป็นวันที่พุทธศาสนามีองค์พระรัตนตรัยครบองค์ ๓ ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันวิสาขปุณณมี ทรงได้ปฏิบัติใคร่ครวญความรู้ที่ได้มาเป็นเวลา ๗ สัปดาห์ จึงเกิดประสงค์ที่จะเทศนาสั่งสอนและเผยแผ่พุทธศาสนาแก่ผู้อื่น
ในเบื้องแรกทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบสผู้เคยสั่งสอนความรู้ขั้นฌาน แต่ทั้งสองได้ตายไปเสียก่อนแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ หรือฤๅษีทั้ง ๕ ที่เคยอุปการะพระองค์เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นลำดับต่อมา ด้วยเห็นว่ามีความรู้และอุปนิสัยสามารถบรรลุธรรมได้ พระพุทธเจ้าจึงออกเดินทางไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี อันเป็นที่พำนักของเหล่าปัญจวัคคีย์ และแสดงปฐมเทศนา คือ "ธัมมจักกัปปวัตนสูตร" โปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ (เดือน ๘)
ธัมมจักกัปปวัตนสูตรที่แสดงแก่ปัญจวัคคีย์นั้น มีใจความสำคัญกล่าวถึงอริยสัจ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่
ทุกข์ หมายถึง สิ่งที่ทนอยู่ได้ยาก
สมุทัย หมายถึง เหตุแห่งการเกิดทุกข์
นิโรธ หมายถึง การดับทุกข์
มรรค หมายถึง หนทางแห่งการดับทุกข์
เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนาจบแล้ว โกณฑัญญะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์จึงได้บังเกิดดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นโสดาบัน และทูลขอพระพุทธเจ้าออกบวช โกณฑัญญะจึงได้รับประทาน เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ การออกบวชที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้อุปสมบทให้ เมื่อออกบวชแล้ว โกณฑัญญะได้รับฉายาทางธรรมว่า "อัญญาโกณฑัญญะ " นับเป็นเอตทัคคะในด้านรัตตัญญู คือเป็นผู้รู้ธรรมก่อนใครในพุทธศาสนาและได้บวชก่อนผู้อื่น วันอาสาฬหบูชา จึงเป็นวันที่พุทธศาสนามีพระรัตนตรัยครบองค์ ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว และยังเป็นวันที่พุทธศาสนาได้เผยแผ่ในโลกเป็นครั้งแรกอีกด้วย วันอาสาฬหบูชาจึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า
วันธรรมจักร มาจากธัมมจักกัปปวัตนสูตรอันเป็นชื่อเรียกการแสดงธรรมครั้งแรกของพระพุทธเจ้า
ในประเทศไทย แต่เดิมวันอาสาฬหบูชามิได้กำหนดให้เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาดังเช่นปัจจุบัน เป็นเพียงแต่การประกอบกิจสงฆ์เหมือนเช่นวันธรรมสวนะ หรือวันพระอื่นเท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) ครั้งดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษาได้เสนอต่อคณะสังฆมนตรีให้เพิ่มวันศาสนพิธีทำพุทธบูชาอีก ๑ วัน คือ วันธรรมจักรหรือวันอาสาฬหบูชา ด้วยเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
ปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตนสูตร คณะสังฆมนตรีจึงมีมติให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่ง ตามประกาศสังฆนายก เรื่องกำหนดพิธีอาสาฬหบูชา ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๗๕ ตอนที่ ๕๗ ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยให้มีข้อกำหนดให้วัดต่าง ๆ ถือปฏิบัติ ดังนี้
๑. เมื่อถึงวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ ให้เจ้าอาวาสทุกวัดแจ้งแก่ภิกษุ สามณร อุบาสก อุบาสิกา ในวัดให้ทราบล่วงหน้าว่า วันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันพิธีอาสาฬหบูชา
๒. ครั้นถึงวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ให้จัดเตรียมพิธีอาสาฬหบูชา เช่นเดียวกับทำงานวิสาขบูชา
๓. ให้ประดับธงธรรมจักร รอบพระอุโบสถเป็นพิเศษ เท่าที่สามารถจะจัดได้ เพื่อประกาศวันธรรมจักรให้ปรากฏแก่มหาชน เตือนใจให้ระลึกถึงสัจธรรมอันวิเศษ ที่ทรง
แสดงไว้ในพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร ปฐมเทศนา
๔. วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา เวลาเช้าและบ่าย มีธรรมสวนะตามปกติ เวลาค่ำ ให้ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา มาประชุมพร้อมกันที่หน้าพระอุโบสถ
หรือพระเจดีย์ นำดอกไม้ธูปเทียนมาร่วมประกอบพิธีเวียนเทียนประทักษิณ
๕. ภิกษุสามเณรเข้าในพระอุโบสถ บูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรค่ำ แล้วสวดพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร แล้วอุบาสก อุบาสิกาจึงทำวัตรค่ำ
๖. พระสังฆเถระแสดงพระธรรมเทศนาพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร
๗. หากภิกษุสามเณรในวัดสามารถสวดสรภัญญะ ก็พึงจัดให้สวดสรภัญญะ เพื่อเจริญศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนที่มาชุมนุมตามควรแก่เวลา
๘. พุทธศาสนิกชนเจริญภาวนามัยกุศล มีสวดมนต์ และธรรมสากัจฉา เป็นต้น ตามควรแก่อัธยาศัย
๙. เห็นควรทำพิธีอาสาฬหบูชาในค่ำคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ไม่เกินเวลา ๒๔.๐๐ น. เพราะภิกษุ สามเณร และพุทธศาสนิกชน จะต้องปฏิบัติศาสนกิจในวันรุ่งขึ้น อันเป็นวันปุริมพรรษา (เข้าพรรษา) แรม ๑ ค่ำ
ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ให้ถือวันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญของทางราชการ และให้ชักธงชาติในวันดังกล่าว ๑ วัน
ในวันอาสาฬหบูชา พุทธศาสนิกชนนิยมเข้าวัดทำบุญตักบาตร รักษาศีล ฟังธรรมเทศนาเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชา และฟังสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร และประกอบพิธีเวียนเทียน ณ ศาสนสถานในเวลาบ่ายหรือค่ำ

ที่มา
สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว, กรุงเทพมหานคร. (๒๕๕๗)
วันสำคัญทางประเพณี วัฒนธรรม และศาสนา. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนา.

ภาพ
พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ณ วัดพรหมวงศาราม (วัดหลวงพ่อเณร) เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา หรือวันอาสาฬหปุณณมีบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ เป็นวันที่พระจันทร์เสวยอาสาฬหะฤกษ์ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลัง หากปีใดเป็นปีอธิกมาสคือมีเดือน ๘ สองหน มีความสำคัญด้วยเป็นวันที่พุทธศาสนามีองค์พระรัตนตรัยครบองค์ ๓ ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันวิสาขปุณณมี ทรงได้ปฏิบัติใคร่ครวญความรู้ที่ได้มาเป็นเวลา ๗ สัปดาห์ จึงเกิดประสงค์ที่จะเทศนาสั่งสอนและเผยแผ่พุทธศาสนาแก่ผู้อื่น
ในเบื้องแรกทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบสผู้เคยสั่งสอนความรู้ขั้นฌาน แต่ทั้งสองได้ตายไปเสียก่อนแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ หรือฤๅษีทั้ง ๕ ที่เคยอุปการะพระองค์เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นลำดับต่อมา ด้วยเห็นว่ามีความรู้และอุปนิสัยสามารถบรรลุธรรมได้ พระพุทธเจ้าจึงออกเดินทางไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี อันเป็นที่พำนักของเหล่าปัญจวัคคีย์ และแสดงปฐมเทศนา คือ "ธัมมจักกัปปวัตนสูตร" โปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ (เดือน ๘)
ธัมมจักกัปปวัตนสูตรที่แสดงแก่ปัญจวัคคีย์นั้น มีใจความสำคัญกล่าวถึงอริยสัจ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่
ทุกข์ หมายถึง สิ่งที่ทนอยู่ได้ยาก
สมุทัย หมายถึง เหตุแห่งการเกิดทุกข์
นิโรธ หมายถึง การดับทุกข์
มรรค หมายถึง หนทางแห่งการดับทุกข์
เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนาจบแล้ว โกณฑัญญะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์จึงได้บังเกิดดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นโสดาบัน และทูลขอพระพุทธเจ้าออกบวช โกณฑัญญะจึงได้รับประทาน เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ การออกบวชที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้อุปสมบทให้ เมื่อออกบวชแล้ว โกณฑัญญะได้รับฉายาทางธรรมว่า "อัญญาโกณฑัญญะ " นับเป็นเอตทัคคะในด้านรัตตัญญู คือเป็นผู้รู้ธรรมก่อนใครในพุทธศาสนาและได้บวชก่อนผู้อื่น วันอาสาฬหบูชา จึงเป็นวันที่พุทธศาสนามีพระรัตนตรัยครบองค์ ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว และยังเป็นวันที่พุทธศาสนาได้เผยแผ่ในโลกเป็นครั้งแรกอีกด้วย วันอาสาฬหบูชาจึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า
วันธรรมจักร มาจากธัมมจักกัปปวัตนสูตรอันเป็นชื่อเรียกการแสดงธรรมครั้งแรกของพระพุทธเจ้า
ในประเทศไทย แต่เดิมวันอาสาฬหบูชามิได้กำหนดให้เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาดังเช่นปัจจุบัน เป็นเพียงแต่การประกอบกิจสงฆ์เหมือนเช่นวันธรรมสวนะ หรือวันพระอื่นเท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) ครั้งดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษาได้เสนอต่อคณะสังฆมนตรีให้เพิ่มวันศาสนพิธีทำพุทธบูชาอีก ๑ วัน คือ วันธรรมจักรหรือวันอาสาฬหบูชา ด้วยเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
ปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตนสูตร คณะสังฆมนตรีจึงมีมติให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่ง ตามประกาศสังฆนายก เรื่องกำหนดพิธีอาสาฬหบูชา ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๗๕ ตอนที่ ๕๗ ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยให้มีข้อกำหนดให้วัดต่าง ๆ ถือปฏิบัติ ดังนี้
๑. เมื่อถึงวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ ให้เจ้าอาวาสทุกวัดแจ้งแก่ภิกษุ สามณร อุบาสก อุบาสิกา ในวัดให้ทราบล่วงหน้าว่า วันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันพิธีอาสาฬหบูชา
๒. ครั้นถึงวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ให้จัดเตรียมพิธีอาสาฬหบูชา เช่นเดียวกับทำงานวิสาขบูชา
๓. ให้ประดับธงธรรมจักร รอบพระอุโบสถเป็นพิเศษ เท่าที่สามารถจะจัดได้ เพื่อประกาศวันธรรมจักรให้ปรากฏแก่มหาชน เตือนใจให้ระลึกถึงสัจธรรมอันวิเศษ ที่ทรง
แสดงไว้ในพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร ปฐมเทศนา
๔. วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา เวลาเช้าและบ่าย มีธรรมสวนะตามปกติ เวลาค่ำ ให้ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา มาประชุมพร้อมกันที่หน้าพระอุโบสถ
หรือพระเจดีย์ นำดอกไม้ธูปเทียนมาร่วมประกอบพิธีเวียนเทียนประทักษิณ
๕. ภิกษุสามเณรเข้าในพระอุโบสถ บูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรค่ำ แล้วสวดพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร แล้วอุบาสก อุบาสิกาจึงทำวัตรค่ำ
๖. พระสังฆเถระแสดงพระธรรมเทศนาพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร
๗. หากภิกษุสามเณรในวัดสามารถสวดสรภัญญะ ก็พึงจัดให้สวดสรภัญญะ เพื่อเจริญศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนที่มาชุมนุมตามควรแก่เวลา
๘. พุทธศาสนิกชนเจริญภาวนามัยกุศล มีสวดมนต์ และธรรมสากัจฉา เป็นต้น ตามควรแก่อัธยาศัย
๙. เห็นควรทำพิธีอาสาฬหบูชาในค่ำคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ไม่เกินเวลา ๒๔.๐๐ น. เพราะภิกษุ สามเณร และพุทธศาสนิกชน จะต้องปฏิบัติศาสนกิจในวันรุ่งขึ้น อันเป็นวันปุริมพรรษา (เข้าพรรษา) แรม ๑ ค่ำ
ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ให้ถือวันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญของทางราชการ และให้ชักธงชาติในวันดังกล่าว ๑ วัน
ในวันอาสาฬหบูชา พุทธศาสนิกชนนิยมเข้าวัดทำบุญตักบาตร รักษาศีล ฟังธรรมเทศนาเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชา และฟังสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร และประกอบพิธีเวียนเทียน ณ ศาสนสถานในเวลาบ่ายหรือค่ำ

ที่มา
สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว, กรุงเทพมหานคร. (๒๕๕๗)
วันสำคัญทางประเพณี วัฒนธรรม และศาสนา. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนา.

ภาพ
พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ณ วัดพรหมวงศาราม (วัดหลวงพ่อเณร) เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

#บำรุงชาติสาสนายาไทย #บ้านหมอหวาน วันนี้ดูรายการ ทางช่องไทยพีบีเอส เห็น คุณเอ๊ะ ภาสินี ญาโณทัย นึกขึ้นได้ว่า กรุงเทพมหาน...
19/07/2021
เปิดตำนานกับเผ่าทอง บ้านหมอหวาน16 05 64

#บำรุงชาติสาสนายาไทย #บ้านหมอหวาน วันนี้ดูรายการ ทางช่องไทยพีบีเอส เห็น คุณเอ๊ะ ภาสินี ญาโณทัย นึกขึ้นได้ว่า กรุงเทพมหานครได้ประกาศให้ ยาหอมตำรับบ้านหมอหวาน เขตพระนคร เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร สาขาความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ประจำปี 2561 ลองค้นหารายการต่างๆ ที่ไปถ่ายทำมีเยอะมาก ไม่เชื่อ ท่านก็ลองดูรายการ ยูทูป ที่กระผม คัดลอกลิงค์ เอามาลงข้างล่างนี้ครับ
*****
https://www.youtube.com/watch?v=35u9UBo3UCU
https://www.youtube.com/watch?v=CzZuOnEAI5w
https://www.youtube.com/watch?v=J_R3cVIQjX8
https://www.youtube.com/watch?v=9XJWP75UUN4
https://www.youtube.com/watch?v=JVpdGYy33ZY
https://www.youtube.com/watch?v=2PB6pNmERow
https://www.youtube.com/watch?v=z11iUbXLlbg
https://www.youtube.com/watch?v=G5Aa-ypOwQQ
https://www.youtube.com/watch?v=HfEUNtC7IGg
https://www.youtube.com/watch?v=JHArrk8JQuw
https://www.youtube.com/watch?v=rX_tY6Eg-b8
https://www.youtube.com/watch?v=TJeV_Dz3qyM
https://www.youtube.com/watch?v=iZvaUjYu3Xg
https://www.youtube.com/watch?v=2cA3rLpqik4
https://www.youtube.com/watch?v=w6--RMy90dw
https://www.youtube.com/watch?v=L8uZJoY73oA
https://www.youtube.com/watch?v=SP-DAicK1Cg
https://www.youtube.com/watch?v=qa9v_IaIVJ4
https://www.youtube.com/watch?v=4eHAiHyjkNo
https://www.youtube.com/watch?v=y9766GXAhBo
https://www.youtube.com/watch?v=SJpbpqShhOU
https://www.youtube.com/watch?v=40VVJedoA6w
https://www.youtube.com/watch?v=aYmt4dAE6TA
https://www.youtube.com/watch?v=35u9UBo3UCU
https://www.youtube.com/watch?v=u_rWn6F0lrI
https://www.youtube.com/watch?v=0RzALbw1Yg4
https://www.youtube.com/watch?v=HSPKdGVl1Fs
https://www.youtube.com/watch?v=FVnmhMsrCAc
https://www.youtube.com/watch?v=YuLkGbNpG-M
https://www.youtube.com/watch?v=PUhB4_DBSjU
https://www.youtube.com/watch?v=oV2eOt-n1-g
https://www.youtube.com/watch?v=CR3qlHOer-c
https://www.youtube.com/watch?v=yLW2KagEcx0
https://www.youtube.com/watch?v=plfZwa69fuA
https://www.youtube.com/watch?v=7HgI0Yiy-Tw
https://www.youtube.com/watch?v=HAPy7MQPTks
*****
แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (แบบ มภ. ๒)
ชื่อรายการ ยาหอมตำรับบ้านหมอหวาน
ชื่ิอเรียกในท้องถิ่น ยาหอมบ้านหมอหวาน
ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล
พื้นที่ปฏิบัติ บำรุงชาติสาสนายาไทย (บ้านหมอหวาน) เลขที่ ๙ ซอยเทศา ถนนบำรุงเมือง เขตพระนคร
สาระสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยสังเขป
ยาหอมตำรับบ้านหมอหวาน คือ ยาแผนไทยโบราณที่นายหวาน รอดม่วง แพทย์แผนโบราณ ได้ปรุงขึ้น เพื่อจำหน่ายที่ “บำรุงชาติสาสนายาไทย” หรือ “บ้านหมอหวาน” ย่านเสาชิงช้า ซึ่งเป็นสถานที่ปรุงยาแผนไทยโบราณ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2467 โดยยาหอมที่ได้รับความนิยมมี ๔ ตำรับ ได้แก่ ยาหอมสุรามฤทธิ์ ยาหอมอินทรโอสถ ยาหอมประจักร์ และยาหอมสว่างภพ
“ยาหอม” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในด้านการรักษาพยาบาลอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน มีสรรพคุณในการบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย แก้จุกเสียด คลื่นไส้อาเจียนอาการวิงเวียนหน้ามืด ปวดศีรษะ เป็นต้น ปรุงจากสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละตำรับ
ปัจจุบันยาหอมโบราณทั้ง ๔ ตำรับของหมอหวาน ที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต ยังคงได้รับการถ่ายทอดทั้งสูตร กรรมวิธี และกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม มาถึงทายาทรุ่นที่ 4 ที่ได้นำคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์ และบริบททางวัฒนธรรม มาผสมผสานให้ไม่เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวยาเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงถึงตัวอาคาร วัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ในบ้าน จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ควบคู่ไปกับการปรุงยาขายด้วย
ประวัติความเป็นมา
หมอหวาน รอดม่วง เป็นแพทย์แผนโบราณที่มีชีวิตอยู่ในสมัย รัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 (พ.ศ. 2413 - พ.ศ. 2488) เคยได้รับเกียรติให้เป็น แพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์-วโรปการ อัครมหาเสนาบดี สมัยรัชกาลที่ 6 หมอหวานเป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้ง “บำรุงชาติสาสนายาไทย” หรือบ้านหมอหวาน ใกล้สี่แยกเสาชิงช้า ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2467 หรือเพียง 1 ปี ภายหลังจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติการแพทย์ พ.ศ. 2466 ท่ามกลางกระแสความนิยม และอิทธิพลของการแพทย์แผนตะวันตกที่กำลังเพิ่มขึ้น สวนทางกับแพทย์ของไทยที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในยุคนั้น
แม้จะเป็นหมอแผนโบราณ แต่หมอหวานก็มิได้ปฏิเสธวิธีการรักษาและยาฝรั่ง เห็นได้จากภายในตัวอาคาร ที่นอกจากจะเต็มไปด้วยยาไทยจำนวนนับร้อยตำรับและเครื่องมือปรุงยาของไทยแล้ว ยังปรากฏอุปกรณ์การแพทย์ตะวันตก และอุปกรณ์ทดลองต่าง ๆ รวมถึงขวดยาที่ปิดฉลากชื่อยาทั้งชื่อไทย และชื่อยาฝรั่ง ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น ยาของหมอหวานได้รับการปรับตัวให้แข่งขันกับยาฝรั่งได้โดยปรับรูปแบบให้เป็นยาที่รับประทานได้ทันที พกพาสะดวก มีทั้งยาเม็ดและยาน้ำ
ประวัติของยาตำรับบ้านหมอหวาน สามารถสรุปเป็นยุคต่าง ๆ ตามการสืบทอดกิจการ จำนวน 4 ยุค ดังนี้
ยุคที่ 1 รุ่นก่อตั้ง : หมอหวาน รอดม่วง (พ.ศ. 2467 - 2488) หมอหวานได้สร้างอาคารบำรุงชาติ-สาสนายาไทยขึ้น ในปี พ.ศ. 2467 เพื่อเป็นร้านขายยา เป็นสถานที่ปรุงยา และเป็นคลินิก โดยได้นำเอาอุปกรณ์อย่างหมอฝรั่งมาใช้ประกอบการตรวจรักษา เช่น หูฟัง ปรอทวัดไข้ เป็นต้น และยังได้มีการปรับรูปแบบของยาไทยจากเดิมซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นยาผง ยาต้ม ยาหม้อ เปลี่ยนไปให้อยู่ในรูปแบบของยาเม็ด หรือ ยาน้ำ เพื่อให้มีความทันสมัยและกินได้ง่าย ยาที่หมอหวานปรุงมีนับร้อยตำรับ ทั้งยาถ่าย ยาเด็ก ยาสตรี ยากวาดคอ ยาแก้ไข้ ยาหอม ฯลฯ ตำรับยาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ “ยาหอม”
ยุคที่ 2 รุ่นลูก : นางเฉี่อย วรโภค (พ.ศ. 2488 - 2526) ภายหลังจากหมอหวานได้สิ้นชีวิตลงในปีพ.ศ. 2488 นางเฉื่อย วรโภค เภสัชกรแผนไทย บุตรสาวคนโตผู้เป็นกำลังสำคัญของครอบครัว รับช่วงในการดำเนินกิจการต่อมา แม้จะมีการลดทอนความเป็นคลินิกออกไป เหลือเพียงร้านขายยา และสถานที่ปรุงยาเท่านั้น แต่ยังมีตำรับยาที่ปรุงจำหน่ายอยู่หลายสิบตำรับ อาทิ ยากวาดแสงหมึก ยากล่อมนางนอน ยาเทวประสิทธิ์ รวมถึงยาหอมตำรับต่าง ๆ ในยุคนี้ นางสาวออระ วรโภค ได้นำเงินเก็บที่เป็นรายได้จากการทำงานประจำมามอบให้นางเฉื่อย วรโภค เพื่อซื้อเครื่องบดยาไฟฟ้า และนำมาใช้ทดแทนเครื่องบดยารุ่นเก่าอีกด้วย
ยุคที่ 3 รุ่นหลาน : นางสาวออระ วรโภค (พ.ศ. 2526 - 2551) หลังจากที่นางเฉื่อย วรโภค ได้สิ้นชีวิตลงในปี พ.ศ. 2526 นางสาวออระ วรโภค ผู้เป็นบุตรสาวได้สืบทอดกิจการ และทำงานประจำอยู่คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และศิริราชพยาบาล (ปัจจุบัน คือคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล) โดยใช้เวลาหลังจากเลิกงานในการฝึกปรุงยา แต่ความนิยมยาไทยในตอนนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ตำรับยาที่ปรุงขายจึงได้ลดจำนวนลงเหลือเพียงยาหอมสี่ตำรับ ได้แก่ ยาหอมสุรามฤทธิ์ ยาหอมอินทรโอสถ ยาหอมประจักร์ และยาหอมสว่างภพ อย่างไรก็ตามกิจการปรุงยาของบ้านหมอหวานยังดำเนินอยู่ต่อไป เพื่อดูแลลูกค้าเก่าแก่เฉพาะกลุ่ม ซึ่งเหลืออยู่ไม่ถึง 20 ราย
ยุคที่ 4 รุ่นเหลน : นางสาวภาสินี ญาโณทัย (พ.ศ.2551 - ปัจจุบัน) ในวัยเด็กภาสินีได้เติบโตขึ้นมาเห็นการปรุงยาของคุณยาย คุณป้า และสมาชิกในครอบครัว เมื่อจบการศึกษาและเข้าสู่วัยทำงาน ได้ตระหนักถึงคุณค่าของกิจการปรุงยาอันเป็นมรดกตกทอดของครอบครัว จึงศึกษาเพิ่มเติมในวิชาแพทย์แผนไทยจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อปูพื้นความรู้ทางทฤษฏี รวมทั้งฝึกหัดภาคปฏิบัติด้านการปรุงยากับนางสาวออระ ผู้เป็นป้า จนได้รับใบประกอบโรคศิลปะสาขาเภสัชกรรมไทย
ต่อมาภาสินีได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อกลับมาสืบทอดกิจการอย่างเต็มตัว เริ่มจากการรื้อฟื้นเรื่องราวของหมอหวานขึ้นมา และสร้างให้เกิดเป็นแบรนด์ “หมอหวาน” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและเผยแพร่ไปยังผู้คนในสังคมยุคปัจจุบันให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และมีทัศนคติที่ดีต่อยาไทย พร้อมกับได้นำยาหอมทั้ง 4 ตำรับ ซึ่งยังคงปรุงขายอยู่โดยยึดตามตำรับและกระบวนการปรุงดั้งเดิม มานำเสนอใหม่ในฐานะผลผลิตทางวัฒนธรรม โดยได้ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของยาไทยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตลอดจนได้นำยาหอมอินทจักร์ ซึ่งเป็นยาในตำรับยาที่บรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มาพัฒนาเป็น “ลูกอมชื่นจิตต์” ที่มีรูปแบบและรสชาดที่สามารถรับประทานได้ง่ายขึ้น จึงช่วยให้การใช้ยาหอมในสังคมไทยขยายวงกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปรุงอาคารบำรุงชาติสาสนายาไทย หรือ บ้านหมอหวาน ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ร้านขายยา เพื่อบอกเล่าถึงเจตนารมณ์ของหมอหวานที่ต้องการทำให้ยาไทยยังดำรงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป
ปัจจุบัน ตำรับยาหอมบ้านหมอหวานยังคงได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดีมาจนถึงทายาทรุ่นที่ 4 โดยมีการอนุรักษ์วิธีการปรุงยาด้วยเครื่องยาตรงตามตำรับ และกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจตนารมณ์ของหมอหวานในการบำรุงรักษาภูมิปัญญาของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทย ก็ยังคงได้รับการสืบทอดผ่านการเผยแพร่ยาไทยต่อไปในนามของ “หมอหวาน”
ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ตำรับยาบ้านหมอหวานที่ได้รับความนิยม คือยาหอมโบราณ ๔ ตำรับ ได้แก่ ยาหอมสุรามฤทธิ์ ยาหอมอินทรโอสถ ยาหอมประจักร์ และยาหอมสว่างภพ ซึ่งมีสรรพคุณ ขนาดรับประทาน และตัวยาที่สำคัญ ดังนี้
1. ยาหอมสุรามฤทธิ์
สรรพคุณ : - บำรุงหัวใจ แก้ใจสั่น เป็นลมเฉียบพลัน
- แก้เสมหะเหนียวข้น เรื้อรังในผู้สูงอายุ
- มีฤทธิ์ในการขับเสลดหางวัวที่พันคอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต
ในคนไข้ใกล้สิ้นใจได้
ขนาดรับประทาน : รับประทานเมื่อมีอาการครั้งละ ๑ เม็ด
ตัวยาสำคัญ : โสมเกาหลี, พิมเสนเกล็ด, อำพันทอง, หญ้าฝรั่น, ชะมดเช็ด, คุลิก่า
2. ยาหอมอินทรโอสถ
สรรพคุณ : แก้อ่อนเพลีย แก้เสมหะ บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง
ขนาดรับประทาน : รับประทานเมื่อมีอาการครั้งละ ๓ - ๕ เม็ด
ตัวยาสำคัญ : รากแฝกหอม, อบเชยญวน, เห็ดนมเสือ, หญ้าฝรั่น, ชะมดเช็ด, โคโรค
3. ยาหอมประจักร
สรรพคุณ : - แก้จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน
- ขับลมในเส้น แก้อาการปวดเนื้อตัว ของสตรีในวัยทอง และอารมณ์แปรปรวน
ในวัยทองของชายหญิง
ขนาดรับประทาน : รับประทานเมื่อมีอาการครั้งละ ๕ - ๗ - ๙ เม็ด
ตัวยาสำคัญ : โสมเกาหลี, พิมเสนเกล็ด, ชะมดเช็ด, หญ้าฝรั่น, เหง้าขิงแห้ง
4. ยาหอมสว่างภพ
สรรพคุณ : - แก้อาการวิงเวียนหน้ามืด ปวดศีรษะ
- แก้เหนื่อย อ่อนเพลีย ใจสั่น เพราะทำงานหนัก อดนอน และใช้สมองมาก
- บำรุงสมอง ป้องกันโรคความจำเสื่อม
- ช่วยการมองเห็นในผู้สูงอายุให้ดีขึ้น
ขนาดรับประทาน : รับประทานเมื่อมีอาการครั้งละ ๕ - ๗ เม็ด
ตัวยาสำคัญ : ใบพิมเสน, พิมเสนเกล็ด, หญ้าฝรั่น, โสมเกาหลี, ชะมดเช็ด
การรับประทานยาหอมของบ้านหมอหวาน สามารถรับประทานได้หลายวิธี ได้แก่
1. แช่น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ บดให้ละเอียด จิบรับประทาน
2. เคี้ยวหยาบ ๆ พอแหลก อมไว้ในปาก
๓. รับประทานทั้งเม็ด พร้อมดื่มน้ำตาม
“ยาหอม” ถือเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมายาวนาน มีสรรพคุณในการบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย แก้จุกเสียด คลื่นไส้อาเจียนอาการวิงเวียนหน้ามืด ปวดศีรษะ เป็นต้น ปรุงจากสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม เช่น เกสรดอกไม้ 5 อย่าง คือ เกสรมะลิ พิกุล บุนนาค สารภี และบัวหลวง หรือหญ้าฝรั่น (Saffron) เป็นต้น ซึ่งแตกต่างกันออกไปในแต่ละตำรับคนสมัยก่อนนอกจากจะใช้เป็นยาสามัญประจำบ้านแล้ว เวลาไปมาหาสู่กัน หากเจอตำรับยาหอมที่ดี ก็จะซื้อมาฝากกัน ถือเป็นวัฒนธรรมการให้ยาหอมที่เคยมีในอดีตของสังคมไทย
การทำยาหอมเริ่มจากนำสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบมาผสมกัน โดยเลือกชนิดของส่วนผสมจากความต้องการสรรพคุณของยาในการบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่แตกต่างกัน ปั้นให้เป็นเม็ดทรงกลม บางชนิดนำมาห่อด้วยแผ่นทองคำเปลว เช่น ยาหอมสุรามฤทธิ์ เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนโบราณในการเลือกสมุนไพรหลากหลายชนิดมาผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อรักษาโรค
นอกจากยาหอมโบราณ ๔ ตำรับโบราณแล้ว ยังมียาประเภทอื่น ๆ ที่นางสาวภาสสินี ทายาทรุ่นที่ 4 ได้นำมาต่อยอดจนได้รับความนิยมอีกหลายชนิด ได้แก่
1. ลูกอมชื่นจิตต์
สรรพคุณ : เป็นลูกอมช่วยย่อย แก้ท้องอืดเฟ้อ ให้ความสดชื่น และขับลมในเส้น หากอมก่อนนวดจะช่วยให้ตัวเบาสบาย
ขนาดและวิธีรับประทาน : อมครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร หรือเมื่อต้องการ ไม่ควรเกินวันละ 5 เม็ด
ตัวยาสำคัญ : โกศเชียง อบเชย ชะเอมเทศ เหง้าขิง เกล็ดสะระแหน่ น้ำตาล
“ลูกอมชื่นจิตต์” มีบรรจุภัณฑ์มี 3 รูปแบบ คือ ชนิดกล่อง ชนิดซอง และชนิดของขวัญ
2. น้ำมันทาเส้น
สรรพคุณ : แก้ปวดเมื่อย ปวดบวม ขัดยอก เส้นเอ็นเคล็ดแคลง ยืดตึง ประสานกระตุก แก้แผลสด สมานแผล กลิ่นหอมสดชื่น ช่วยให้หลับสบาย สามารถใช้ทาเพื่อป้องกันยุงกัดได้
วิธีใช้ : ใช้ทาให้ซึมเข้าไปในผิวบริเวณที่มีอาการโดยไม่จำเป็นต้องนวด เป็นอีกทางเลือกหนึ่งแทนการนวดเมื่อปวดเมื่อย
ตัวยาสำคัญ : ไพล ว่านเอ็นเหลือง เพชรสังฆาต
3. ขี้ผึ้งทาเส้น ขี้ผึ้งทาเส้นอีกรูปแบบหนึ่งของน้ำมันทาเส้น สำหรับผู้ที่ต้องการการนวดมากขึ้นและให้ตัวยาอยู่บนผิวนานขึ้น มีส่วนผสมของขี้ผึ้งแท้จากธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเย็นสบาย ไม่แสบผิว ไม่มีกลิ่นหืน แม้เก็บไว้นาน
สรรพคุณ : แก้ปวดเมื่อย ปวดบวม ขัดยอก เส้นเอ็นเคล็ดแคลง ยึดตึง บรรเทาอาการปวดกระดูก ปวดข้อ กระดูกแตก กระดูกร้าว กลิ่นหอมสดชื่น ช่วยให้หลับสบาย
วิธีใช้ : ใช้ทาและคลึงให้ซึมเข้าผิวบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย เคล็ดยอก ปวดกระดูก ปวดข้อ
ตัวยาสำคัญ : ไพล ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ว่านเอ็นหลือง เพขรสังฆาต และอื่น ๆ
4. ลูกแปลกแม่ ยาอายุวัฒนะซึ่งเป็นที่รู้จักดี ในวงการแพทย์แผนไทย ปรุงจากตำนานมะตูมนิ่ม พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ตามตำนานกล่าวถึงลูกชายที่ปรุงยาขนานหนึ่งเก็บไว้ แล้วเดินทางจากบ้านไป เมื่อแม่มาพบยานี้เข้าจึงกินเข้าไป อีกหลายปีต่อมาลูกชายกลับมาบ้าน ปรากฏว่าเขาจำแม่ของเขาไม่ได้ เพราะแม่ดูดีขึ้นผิดตา
สรรพคุณ : เป็นยาบำรุงร่างกาย มีรสร้อน ช่วยการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้นอนหลักได้สนิทขึ้น
วิธีรับประทาน : ครั้งละ 1 – 2 เม็ด ก่อนนอน
ตัวยาสำคัญ : มะตูมนิ่ม กล้วยน้ำไทย พริกไทยดำ น้ำผึ้ง
5. ยาทาแก้พิศม์ เป็นยาทาแก้พิษร้อน ผดผื่นคัน ตุ่มเม็ดคัน แดง อักเสบ พิษจากการแพ้ และแมลงสัตว์ กัดต่อย
6. ยาดมกลิ่นน้ำปรุง มีสรรพคุณแก้ลมวิงเวียน หน้ามืด บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น
7. ยาดมกลิ่นยาหอม ยาดมปรุงจากยาหอมอินทรโอสถ แก้ลมวิงเวียน บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น
ส่วนที่ ๒ คุณค่าและบทบาทของวิถีชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
๑. คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญ
1. “ยาหอมตำรับบ้านหมอหวาน” เป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งเสริม สนับสนุน ให้คนไทยตระหนักรู้ถึงความสำคัญของภูมิปัญญาคนไทยที่รู้จักนำเอาประโยชน์จากธรรมชาติมาผลิตเป็นยาประเภทต่าง ๆ เพื่อใช้ในการดูแลรักษาร่างกาย และด้วยส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีเจือปน และทำงานเข้ากับกลไกร่างกายได้ดีโดยไม่ทิ้งสารเคมีอันตรายตกค้าง จึงเป็นที่ได้รับความนิยมของคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น
2. การนำแนวคิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” มาปรับใช้ในการขับเคลื่อนกิจการปรุงยาแผนโบราณ อันเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ กล่าวคือ ได้มีการนำภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทย การใช้ความคิดสร้างสรรค์ มาเชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสืบทอดและต่อยอดให้เป็นกิจการที่สร้าง “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” และ “คุณค่าทางสังคม” สมดังเจตนารมย์ที่ปรากฎชัดตามชื่ออาคาร “บำรุงชาติสาสนายาไทย”
3. บ้านหมอหวาน เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม ซึ่งมีพันธกิจในการขับเคลื่อนสังคมให้หันกลับมาเห็นความสำคัญ และทำความเข้าใจกับรากฐานทางวัฒนธรรมของสังคมไทย
เพื่อช่วยกันรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้คงอยู่สืบต่อไป โดยบ้านหมอหวาน เป็นร้านขายยาแผนโบราณและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นย่านเสาชิงช้า ที่มีบทบาทในเผยแพร่ภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทย เพื่อให้คนไทยมีความเข้าใจที่ถูกต้องและมีความเชื่อมันศรัทธาในยาไทยมากยิ่งขึ้น
บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ในส่วนบทบาทของชุมชนที่มีต่อรายการ “บำรุงชาติสาสนายาไทย” หรือบ้านหมอหวาน อาจไม่มีโดยตรง แต่อาจจะเข้าไปมีบทบาททางอ้อม เช่น การพึ่งพาในการใช้ยาหอมเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย การรวมกลุ่มเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว ด้านประชาสังคม ร่วมกับย่านนางเลิ้ง ย่านตลาดหัวตะเข้ ย่านบ้านบุ หรือแม้แต่การศึกษาดูงานของคณะท่องเที่ยวเชิงชุมชน/เชิงท้องถิ่น/กลุ่มปั่นจักรยาน/Walking Bangkok ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ส่วนที่ ๓ มาตรการในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
๑. โครงการ กิจกรรมที่มีการดำเนินงานของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
 การอนุรักษ์ ฟื้นฟู
1. “ตำรับยา” ได้รับการสืบทอดทั้งสูตร กระบวนการ และกรรมวิธีในการปรุงยา ให้คงสรรพคุณไม่ต่างจากในสมัยที่หมอหวานยังมีชีวิตอยู่
2. “เจตนารมย์” มรดกทางความคิดของหมอหวาน รอดม่วง ที่ตั้งใจจะดำรงรักษาให้ยาไทยยังคงอยู่และเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพของสังคมไทยสืบไป ดังปรากฎเป็นชื่ออาคาร “บำรุงชาติสาสนายาไทย” ได้รับการสืบทอดให้เป็น “กิจการสร้างสรรค์” โดยนำกระบวนการขับเคลื่อนด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนและต่อลมหายใจให้กับกิจการร้านขายยาแผนโบราณที่มีอายุกว่า 100 ปี
3. “อาคารบำรุงชาติสาสนายาไทย” ได้รับการบูรณะซ่อมแซมโครงสร้างและการตกแต่งภายในให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เหมือนในอดีต และมีการปรับเปลี่ยนการใช้สอยให้สอดคล้องกับวิธีการดำเนินกิจการในยุคปัจจุบัน โดยนอกจากจะทำหน้าที่เป็นร้านขายยา และบ้านพักอาศัยของหมอหวาน ปัจจุบันยังเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
ที่ตั้งใจจะถ่ายทอดเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องให้กับยาไทย ซึ่งได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2557 ประเภทอาคารพาณิชย์ จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์
การสืบสานและถ่ายทอด
นางสาวภาสินี ญาโณทัย ในฐานะทายาทรุ่นที่ 4 ได้ตระหนักถึงการสืบทอดองค์ความรู้ และกิจการ โดยได้เริ่มต้นจากหาความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย จนได้รับใบประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ ในสาขาเภสัชกรรม (แพทย์แผนโบราณ) วัดโพธิ์ และพาตนเองเข้าสู่แวดวงอุตสาหกรรมยาไทย ศึกษาค้นคว้าเอกสารงานวิชาการ วิจัยต่าง ๆ เพื่อปูพื้นความรู้ของตนเอง รวมทั้งฝึกหัดภาคปฏิบัติด้านการปรุงยา และเริ่มดำเนินกิจการอย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากการรื้อฟื้นเรื่องราวของหมอหวานขึ้นมา และสร้างแบรนด์หมอหวาน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเผยแพร่ไปยังคนในยุคปัจจุบันให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และมีทัศนคติที่ดีต่อยาไทย พร้อมกับได้นำยาหอมทั้ง 4 ตำรับ ซึ่งยังคงปรุงขายอยู่โดยยึดสูตร และกระบวนการปรุงดั้งเดิม มานำเสนอใหม่ในฐานะผลผลิตทางวัฒนธรรม
นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปรุงอาคารบำรุงชาติสาสนายาไทย หรือ บ้านหมอหวาน เพื่อนำเสนอในฐานะของการเป็นพิพิธภัณฑ์ร้านขายยา เพื่อบอกเล่า และถ่ายทอดให้กับคนไทย ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของหมอหวานที่ต้องการทำให้ยาไทยยังดำรงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป
การพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญา
1. การ “Branding” ศูนย์ความรู้ด้านการออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ : TCDC (Thailand Creative & Design Center) ได้ร่วมกับนางสาวภาสินี ญาโณทัย ทายาทรุ่นที่ 4 ของบ้านหมอหวาน นำองค์ความรู้เรื่อง “ยา” ได้แก่ ประวัติความเป็นมา วัตถุดิบ กระบวนการในวิธีการปรุง การตั้งตำรับยาของแพทย์แผนโบราณ ภูมิปัญญาและศิลปะของหมอแผนโบราณ มาต่อยอดเป็นจุดขาย ดึงดูดความสนใจของคนในยุคปัจจุบัน รวมไปถึงการปรับทัศนคติ และความเข้าใจเดิมของคนที่มีต่อ “ยาหอม” ว่าเชย และใช้สำหรับคนชราหรือผู้สูงอายุ ไม่เป็นลมก็ไม่ต้องกิน ให้เข้าใจว่า “ยาหอม” เป็นยาสำหรับทุกคน ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ก็สามารถใช้ยาหอมได้ โดยได้นำเรื่องนี้เผยแพร่ออกไปอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน ที่เรียกว่าการ “Branding” เป็นตัวตนของคนในนาม “หมอหวาน”
จากนั้นจึงได้จัดทำ ตราสัญลักษณ์ บรรจุภัณฑ์ ที่นำบริบทแวดล้อมของอาคารบำรุงชาติสาสนายาไทยมาดำเนินการไม่ว่าจะเป็น สีของผนัง ตัวบ้าน ตัวอาคาร ตัวหนังสือฉลากยาเก่า นำมาใช้เป็นฟอนต์ในการพิมพ์สิ่งพิมพ์สื่อสารต่าง ๆ ตัวบรรจุภัณฑ์ที่เป็นกล่องไม้แกะสลัก ซึ่งหมอหวานได้รับพระราชทานจากเจ้านายสมัยก่อน ก็นำมาดัดแปลงเป็นบรรจุภัณฑ์ยาหอม 4 ตำรับ รวมถึงผ้าขาวบางที่นำมากรองผงยาในกระบวนการปรุงยาหอม ก็นำดัดแปลงมาทำบรรจุภัณฑ์ เป็นถุงผ้าเพื่อเป็นบรรจุภัณฑ์ให้ลูกค้า เป็นการทำความเข้าใจกับสิ่งที่มีอยู่แล้วมาขยายการรับรู้ การจดจำ ผ่านทางช่องทาง เช่น การออกบูธ กิจกรรม งานต่าง ๆ นอกสถานที่
2. เพิ่มช่องทางการสื่อสารและเผยแพร่ ให้สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ : www.mowaan.com, facebook : หมอหวาน และการออกบูธ จำหน่ายและสาธิต “การทำยาหอม” ทำให้มีกลุ่มคนที่ไม่รู้จักบ้านหมอหวานได้พบเห็น และเมื่อมีโอกาสผ่านมาย่านนี้ จึงมีผู้ซื้อเพิ่มมากขึ้น และมีสื่อต่าง ๆ เข้ามาบันทึกเทปออกอากาศประชาสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น
3. การพัฒนารูปแบบยา สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เข้ามาช่วยต่อยอดผลิตภัณฑ์ของ บ้านหมอหวาน ซึ่งมีทุนทางภูมิปัญญาดังกล่าว คือ ยาหอม ๔ ตำรับดั้งเดิม มาปรับปรุงและต่อยอดภายใต้แนวคิด “ลูกอม” โดยได้มีการร่วมกันทดลองกับผู้ที่มีความชำนาญ ในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ให้ยาสามารถรับประทานได้ง่ายขึ้น โดยการเคลือบความขมของยาหอมเอาไว้บางส่วน รับประทานโดยไม่ต้องชงกับน้ำ ลดทอนความขมเติมความหวาน และความเย็นลงไป ในขณะที่คงสรรพคุณดั้งเดิมของยาไว้ โดยใช้เวลานานเกือบ ๑ ปี จึงได้ผลิตภัณฑ์ “ลูกอมชื่นจิตต์” ที่สามารถขยายวงของการจำหน่ายได้กว้างมากขึ้น กลุ่มคนทำงาน วัยรุ่น สามารถใช้ได้
ปัจจุบันโดยได้รับการสนับสนุนและคัดเลือกจากสถาบันวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม กระทรวงอุตสาหกรรม ให้เป็นหนึ่งในสิบของนวัตกรรมสมุนไพร จากโครงการพัฒนามาตรฐานและศักยภาพธุรกิจสปาไทย ในปี พ.ศ. 2554
การดำเนินงานด้านอื่นๆ
1. การเพิ่มชนิดของสินค้า โดยการค้นคว้าตำรายาเก่าและศึกษาเพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้ว่ายาชนิดไหนเหมาะสมกับยุคปัจจุบัน
2. นำทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น ตึกมีความสวยงาม ประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจ มาใช้เป็นทุนในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญในย่านเสาชิงช้า เขตพระนคร
3. พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีรูปลักษณ์เป็น “ตลับยาหอม” เป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว และกลุ่มวัยรุ่น เพื่อเป็นการปรับแนวคิด โดยเน้นที่การเล่าเรื่อง ความนิยมการให้ของขวัญ ของฝาก ซึ่งไม่เพียงใช้เพื่อดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว แต่สามารถแบ่งบันความสุข ปันความห่วงใยและความปรารถนาดีให้ผู้อื่นได้
4. การร่วมเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ประกอบกับกระแสที่บุคคลถวิลหาอดีต เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวย่านเมืองเก่า การท่องเที่ยวเชิงชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงท้องถิ่น
5. การจัดทำทะเบียนวัตถุในบ้านหมอหวาน เช่น ขวดยา ฉลากยาเก่า อุปกรณ์ปรุงยา เป็นต้น เพื่อรองรับการพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์เต็มรูปแบบในอนาคต
****
ยูทูป
https://www.youtube.com/watch?v=35u9UBo3UCU
https://www.youtube.com/watch?v=CzZuOnEAI5w
https://www.youtube.com/watch?v=J_R3cVIQjX8
https://www.youtube.com/watch?v=9XJWP75UUN4
https://www.youtube.com/watch?v=JVpdGYy33ZY
https://www.youtube.com/watch?v=2PB6pNmERow
https://www.youtube.com/watch?v=z11iUbXLlbg
https://www.youtube.com/watch?v=G5Aa-ypOwQQ
https://www.youtube.com/watch?v=HfEUNtC7IGg
https://www.youtube.com/watch?v=JHArrk8JQuw
https://www.youtube.com/watch?v=rX_tY6Eg-b8
https://www.youtube.com/watch?v=TJeV_Dz3qyM
https://www.youtube.com/watch?v=iZvaUjYu3Xg
https://www.youtube.com/watch?v=2cA3rLpqik4
https://www.youtube.com/watch?v=w6--RMy90dw
https://www.youtube.com/watch?v=L8uZJoY73oA
https://www.youtube.com/watch?v=SP-DAicK1Cg
https://www.youtube.com/watch?v=qa9v_IaIVJ4
https://www.youtube.com/watch?v=4eHAiHyjkNo
https://www.youtube.com/watch?v=y9766GXAhBo
https://www.youtube.com/watch?v=SJpbpqShhOU
https://www.youtube.com/watch?v=40VVJedoA6w
https://www.youtube.com/watch?v=aYmt4dAE6TA
https://www.youtube.com/watch?v=35u9UBo3UCU
https://www.youtube.com/watch?v=u_rWn6F0lrI
https://www.youtube.com/watch?v=0RzALbw1Yg4
https://www.youtube.com/watch?v=HSPKdGVl1Fs
https://www.youtube.com/watch?v=FVnmhMsrCAc
https://www.youtube.com/watch?v=YuLkGbNpG-M
https://www.youtube.com/watch?v=PUhB4_DBSjU
https://www.youtube.com/watch?v=oV2eOt-n1-g
https://www.youtube.com/watch?v=CR3qlHOer-c
https://www.youtube.com/watch?v=yLW2KagEcx0
https://www.youtube.com/watch?v=plfZwa69fuA
https://www.youtube.com/watch?v=7HgI0Yiy-Tw
https://www.youtube.com/watch?v=HAPy7MQPTks

ที่อยู่

123 ถ.มิตรไมตรี ดินแดง
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6622032749

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ส่วนวัฒนธรรม Culture Divisionผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ส่วนวัฒนธรรม Culture Division:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

ขนาดฝรั่งยังทึ่งในตัวเธอ