Foreign Affairs Bureau, ONCB

Foreign Affairs Bureau, ONCB Foreign Affairs Bureau, ONCB. We are an agency under the Office of the Narcotics Control Board

สำนักงาน ป.ป.ส. เน้นย้ำความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในการประชุมเตรียมการสำหรับการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ...
31/07/2026

สำนักงาน ป.ป.ส. เน้นย้ำความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในการประชุมเตรียมการสำหรับการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ประจำปี 2569–2570

เมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. มอบหมายให้นางสาวศรีตระกูล เวลาดี ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการประสานงานด้านสหประชาชาติ องค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ และองค์การต่างประเทศ ครั้งที่ 2/2569 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานการประชุม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ประจำปี 2569–2570 ซึ่งจะจัดขึ้นในห้วงเดือนกันยายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการจัดทำท่าทีไทยสำหรับการประชุม UNGA81 ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการหลักต่าง ๆ ของสมัชชาสหประชาชาติ จำนวน 6 ด้าน ได้แก่ (1) คณะกรรมการ 1: การลดอาวุธและความมั่นคงระหว่างประเทศ (2) คณะกรรมการ 2: เศรษฐกิจ การเงิน และการพัฒนา (3) คณะกรรมการ 3: สังคม มนุษยธรรม และวัฒนธรรม (4) คณะกรรมการ 4: การเมืองพิเศษและการปลดปล่อยอาณานิคม (5) คณะกรรมการ 5: การบริหารจัดการและงบประมาณ และ (6) คณะกรรมการ 6: กฎหมาย รวมทั้งการประชุมเต็มคณะของ UNGA81 โดยสำนักงาน ป.ป.ส. มีบทบาทและภารกิจที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ 3 ซึ่งได้เห็นชอบต่อท่าทีของไทยในการเสนอข้อมติที่ประเทศไทยร่วมผลักดัน ได้แก่ ข้อมติเรื่อง Addressing and countering the world drug problem through a comprehensive, integrated and balanced approach และข้อมติเรื่อง Appendix to Complement the United Nations Guiding Principles on Alternative Development ซึ่งเป็นข้อมติที่ได้รับการรับรองโดยคณะกรรมาธิการยาเสพติด (Commission on Narcotic Drugs: CND) สมัยที่ 69 เมื่อเดือนมีนาคม 2569 และได้เสนอต่อคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Economic and Social Council: ECOSOC) เพื่อให้ความเห็นชอบในการเสนอเพื่อให้มีการรับรองในการประชุม UNGA81

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ยังได้ยืนยันท่าทีในการลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิก CND วาระปี ค.ศ. 2028–2031 ซึ่งจะมีกำหนดเลือกตั้งในเดือนเมษายน 2570 พร้อมทั้งการเตรียมการที่จะร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง (คกล.) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (มฟล.) จัดกิจกรรมเพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาทางเลือกของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโอกาสมหามงคลเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ในห้วงระหว่างการประชุม CND สมัยที่ 70 ในเดือนมีนาคม 2570 รวมถึงการจัดกิจกรรมคู่ขนานและนิทรรศการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการจัดทำร่างข้อมติ (Resolution) ด้านการพัฒนาทางเลือก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระราชดำริด้านการพัฒนาทางเลือก (Alternative Development) ซึ่งเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติต่อไป

รายงานสถานะกัญชาของประเทศสมาชิก UNODCโดย สำนักการต่างประเทศ สำนักงาน ป.ป.สข้อมูล ณ เดือน ก.ค. 2569
27/07/2026

รายงานสถานะกัญชาของประเทศสมาชิก UNODC
โดย สำนักการต่างประเทศ สำนักงาน ป.ป.ส
ข้อมูล ณ เดือน ก.ค. 2569

สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมงาน TICA Connect ครั้งที่ 11 ตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย–UN ตลอด 8 ทศวรรษวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 นางสา...
24/07/2026

สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมงาน TICA Connect ครั้งที่ 11 ตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย–UN ตลอด 8 ทศวรรษ

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 นางสาวศรีตระกูล เวลาดี ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส. เข้าร่วมงาน TICA Connect ครั้งที่ 11 ร่วมฉลอง 80 ปีที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ โดยมีนายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดงาน ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

งาน TICA Connect ครั้งที่ 11 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Thailand–United Nations Partnership for Inclusive and Sustainable Future through South-South and Triangular Cooperation” โดยตอกย้ำความสัมพันธ์ตลอด 80 ปี ระหว่างประเทศไทยและองค์การสหประชาชาติผ่านความร่วมมือใต้–ใต้ และความร่วมมือไตรภาคี รวมถึงส่งเสริมการสานต่อความร่วมมือในอนาคตท่ามกลางความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน และประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นการดำเนินงานพหุภาคีที่ครอบคลุม การปฏิบัติตามระเบียบโลก เพื่อบรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) รวมถึงให้ความสำคัญกับความร่วมมือในอนาคตที่เน้นการดำเนินงานโดยให้คนเป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมทางสังคม รวมถึงจิตอาสาที่จะนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืนในอนาคต

ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการจัดแสดงนิทรรศการที่นำเสนอผลลัพธ์โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศระหว่างไทย–โคลอมเบีย และไทย–เวียดนาม ซึ่งมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และการพัฒนาศักยภาพร่วมกันระหว่างประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ส. ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวลำน้ำโขง และ...
23/07/2026

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ส. ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวลำน้ำโขง และจุดตรวจยาเสพติดบ้านน้ำเกิ่ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว

เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) นำโดย พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานด้านการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนลุ่มแม่น้ำโขง ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย

จากข้อมูลสถิติการจับกุมและตรวจยึดยาบ้า โดยศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ป.ป.ส. พบว่า ในห้วงปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยสามารถจับกุมคดีที่เกี่ยวกับการลักลอบลำเลียงยาบ้าเข้าสู่ประเทศในพื้นที่ตามชายแดนไทย–ลาว จำนวน 370 คดี และตรวจยึดของกลางยาบ้าได้มากถึง 415 ล้านเม็ด ซึ่งสูงกว่าในพื้นที่ตามชายแดนไทย–เมียนมา สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางและแนวโน้มการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปัจจุบันเครือข่ายนักค้ายาเสพติดเลือก สปป.ลาว เป็นพื้นที่ทางผ่าน เช่นเดียวกันกับประเทศไทย

ในการนี้ คณะได้รับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตเชียงราย เกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศ สถานการณ์การลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ แนวทางการปฏิบัติการสกัดกั้นตามแนวลำน้ำโขง ตลอดจนหารือแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานในพื้นที่ จึงมีความประสงค์ที่จะตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ พร้อมทั้งมอบสิ่งของจำเป็นแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ อันมีหน่วยงานทั้ง 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1) หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง 2) หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตเชียงราย 3) ปกครองอำเภอเชียงแสน 4) ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน 5) ศุลกากรเชียงแสน 6) สถานีตำรวจภูธรเชียงแสน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งตลอดมา

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและคณะได้เดินทางทางเรือจากจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำไปยังท่าเรือบ้านมอม เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามลำน้ำโขง ตลอดจนได้เดินทางและศึกษาเส้นทางบกและการดำเนินงานสกัดกั้นยาเสพติดของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของแขวงบ่อแก้ว และจุดตรวจยาเสพติดบ้านน้ำเกิ่ง โดยได้หารือแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานให้การสกัดกั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนแนวทางการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกัน และหารือร่วมกันเพื่อยกระดับในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ พร้อมทั้งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว

ภายหลัง คณะได้เดินทางไปยังจุดตรวจยาเสพติดบ้านน้ำเกิ่ง เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดตรวจที่ฝ่ายไทยให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ของ สปป.ลาว ภายใต้ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระหว่างสองประเทศ ซึ่งในห้วง 12 ปีที่ผ่านมา สปป.ลาว ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากถึง 66,776,373 บาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของด่านตรวจยาเสพติดใน 5 แขวงของ สปป.ลาว (7 ด่านตรวจยาเสพติด) ได้แก่ แขวงบ่อแก้ว (ด่านน้ำเกิ่ง ด่านน้ำทุง และด่านปากทา) แขวงหลวงน้ำทา แขวงอุดมไซ แขวงบอลิคำไซ และแขวงเวียงจันทน์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง ก่อนเข้าสู่ประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาค

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและคณะผู้แทนไทยได้ประชุมหารือร่วมกับฝ่าย สปป.ลาว เกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนและแนวทางการยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยฝ่าย สปป.ลาว นำโดย พลจัตวา จันพอนเพ็ด คำสี หัวหน้ากองบัญชาการป้องกันความสงบ แขวงบ่อแก้ว และ พันเอก จันทอน เฮืองคำไซ หัวหน้าสำนักงานตรวจตราและควบคุมยาเสพติด โดยร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ แนวโน้มการลักลอบลำเลียงยาเสพติด และมาตรการบังคับใช้กฎหมายตามแนวชายแดน พร้อมทั้งนำคณะศึกษาสภาพพื้นที่และเส้นทางที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบลำเลียงยาเสพติด เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการสกัดกั้นและการปฏิบัติการร่วมระหว่างสองประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้ได้รับทราบข้อเท็จจริง สภาพปัญหา และข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายและสนับสนุนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมและสำนักงาน ป.ป.ส. จะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนและส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง อันเป็นกลไกสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของยาเสพติด ลดผลกระทบต่อประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ตลอดจนภูมิภาคอย่างยั่งยืน

สำนักงาน ป.ป.ส. เตรียมกำหนดแนวทางท่าทีประเทศไทยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ลดความเดือดร้อนของประชาชน ในโอกาสเป็นเจ้า...
21/07/2026

สำนักงาน ป.ป.ส. เตรียมกำหนดแนวทางท่าทีประเทศไทยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ลดความเดือดร้อนของประชาชน ในโอกาสเป็นเจ้าภาพประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ในเดือนตุลาคม 2569

เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2569 พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. มอบหมายให้นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นประธานการประชุมเตรียมการสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายฯ) ครั้งที่ 2 ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกร่วมกับกัมพูชา จีน ลาว เมียนมา เวียดนาม และสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) โดยได้มีการปรับกำหนดการจัดประชุมฯ เป็นระหว่างวันอาทิตย์ที่ 18–วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569

การประชุมเตรียมการฯ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นเพื่อกำหนดท่าทีประเทศไทยในการหารือด้านสารัตถะสำหรับการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสฯ โดยมอบหมายกอง/สำนักที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอผลลัพธ์การปราบปรามปัญหายาเสพติดในประเทศไทย รวมถึงบทบาทในการให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกผ่านโครงการเสริมสร้างศักยภาพเจ้าหน้าที่ด้านยาเสพติด มุ่งเน้นเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันยาเสพติด การควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ และการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พร้อมเรียกร้องให้เร่งลดความเหลื่อมล้ำด้านกฎหมายเพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างกันในอนุภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมอบหมายสำนักงาน ป.ป.ส. ภ.2 เตรียมการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อจัดการศึกษาดูงานที่สามารถนำเสนอผลลัพธ์การดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชลบุรีที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกลุ่มแม่น้ำโขง

ป.ป.ส. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการข่าวกรองอาชญากรรมแห่งออสเตรเลีย เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ มุ่งยกระดับคว...
21/07/2026

ป.ป.ส. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการข่าวกรองอาชญากรรมแห่งออสเตรเลีย เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ มุ่งยกระดับความร่วมมือด้านข่าวกรองและการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องรับรอง เภา สารสิน สำนักงาน ป.ป.ส. พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. มอบหมายให้นายอำนาจ เหล่ากอที รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ให้การต้อนรับนายอดัม เมเยอร์ (Mr. Adam Meyer) รองประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองอาชญากรรมแห่งออสเตรเลีย (Australian Criminal Intelligence Commission: ACIC) และนายฮันเตอร์ แมคกี (Mr. Hunter McGee) เจ้าหน้าที่ประสานงาน ACIC ประจำสถานเอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและศึกษาดูงานศูนย์ปฏิบัติการสำนักงาน ป.ป.ส. โดยมีผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส. ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จากสำนักการต่างประเทศ สำนักป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สถาบันตรวจพิสูจน์ยาเสพติด และสำนักปราบปรามยาเสพติด เข้าร่วมให้การต้อนรับ

ในการเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ นายอดัม เมเยอร์ ได้กล่าวขอบคุณสำนักงาน ป.ป.ส. สำหรับการต้อนรับและความร่วมมืออันใกล้ชิดที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสนับสนุนการปฏิบัติงานของ ACIC ในประเทศไทย และแสดงความยินดีที่นายฮันเตอร์ แมคกี ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากสำนักงาน ป.ป.ส. เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลกที่ผ่านมา

ขณะที่รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลออสเตรเลียสำหรับความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน พร้อมย้ำว่าประเทศไทยและออสเตรเลียต่างได้รับผลกระทบจากเครือข่ายค้ายาเสพติดเดียวกัน โดยประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่าน ส่วนออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศปลายทาง จึงเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการยกระดับความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรองเชิงลึก การวิเคราะห์แนวโน้มและรูปแบบการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ตลอดจนการพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งนี้ ฝ่าย ACIC ได้แสดงความสนใจในการผลักดันการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ระหว่างสองหน่วยงาน เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติให้มีความเป็นระบบและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือความร่วมมือด้านโครงการตรวจวิเคราะห์ยาเสพติดในน้ำเสีย (Wastewater Management Project) โดยฝ่ายไทยได้ขอบคุณรัฐบาลออสเตรเลียที่ให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าว พร้อมแจ้งความประสงค์ที่จะส่งตัวอย่างน้ำเสียไปศึกษาร่วมกับออสเตรเลีย รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่เข้ารับการฝึกอบรมด้านนิติวิทยาศาสตร์ แม้ว่าประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรและการเก็บตัวอย่าง เนื่องจากโครงสร้างระบบระบายน้ำที่แตกต่างจากออสเตรเลีย ขณะที่ฝ่าย ACIC ได้แบ่งปันประสบการณ์การดำเนินโครงการซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี และยินดีสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ เพื่อพัฒนาแนวทางการตรวจวิเคราะห์ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมทั้งมอบรายงานผลการวิเคราะห์น้ำเสียประจำปีให้แก่ฝ่ายไทย

นอกจากนี้ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทยและสำนักงาน ป.ป.ส. ในการเร่งรัดแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วน 90 วันของรัฐบาล ซึ่งมุ่งบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานเพื่อเร่งปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญ ตัดวงจรการเงินของขบวนการค้ายา และลดผลกระทบต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ซึ่งเป็นช่องทางรับแจ้งเบาะแสและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับยาเสพติดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อนำข้อมูลไปสู่การสืบสวน ขยายผล และการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงแนวทางยกระดับความร่วมมือในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน ท่าเรือ และระบบขนส่งพัสดุ โดยสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วย Airport Interdiction Task Force (AITF), Seaport Interdiction Task Force (SITF) และ Parcel Interdiction Task Force (PITF) เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดจากประเทศไทยถูกลำเลียงไปยังประเทศปลายทาง รวมถึงออสเตรเลีย

ในโอกาสนี้ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้เสนอขอรับการสนับสนุนในการพัฒนาศักยภาพด้านการสืบสวนอาชญากรรมไซเบอร์ การติดตามธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการสืบสวน ขยายผล และตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายยาเสพติด รวมทั้งขอให้ฝ่าย ACIC พิจารณาสนับสนุนวิทยาลัยป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระหว่างประเทศ (International Narcotics Control College: INCC) ให้เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในระดับภูมิภาค โดยอาจสนับสนุนวิทยากรหรือถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะทางในประเด็นดังกล่าวให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมของวิทยาลัย INCC ทั้งนี้ ฝ่าย ACIC ยินดีรับข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการสนับสนุนที่เหมาะสมในอนาคต

ในช่วงท้าย นายอดัม เมเยอร์ ได้กล่าวขอบคุณรองเลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะสำหรับการต้อนรับและการจัดการศึกษาดูงานเป็นอย่างดียิ่ง พร้อมยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ ACIC ในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือกับสำนักงาน ป.ป.ส. ในทุกมิติ เพื่อร่วมกันรับมือกับภัยคุกคามจากยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ UNODC จัดการประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับประเทศด้านการป้องกันการใช้ยาเสพติดและการศึกษา ขับเคลื...
14/07/2026

สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ UNODC จัดการประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับประเทศด้านการป้องกันการใช้ยาเสพติดและการศึกษา ขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กรอบ Mekong MOU

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้มอบหมายให้นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นผู้แทนเปิดการประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับประเทศด้านการป้องกันการใช้ยาเสพติดและการศึกษา (National Stakeholders Meeting on Drug Use Prevention and Education) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) และสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว ณ สำนักงาน ป.ป.ส.

โดยมีผู้แทนจากสำนักงาน ป.ป.ส. ผู้แทนจาก UNODC ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยครุศาสตร์ยูนนาน (Yunnan Normal University: YNNU) สาธารณรัฐประชาชนจีน และผู้แทนจากหน่วยงานภาคีด้านการป้องกันการใช้ยาเสพติดในประเทศไทย ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมสุขภาพจิต กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กระทรวงแรงงาน และสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมการประชุมฯ

ในห้วงพิธีเปิดการประชุมฯ นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ ได้กล่าวเปิดในรูปแบบวีดิทัศน์ ขอบคุณ UNODC มหาวิทยาลัยครุศาสตร์ยูนนาน และหน่วยงานภาคีของประเทศไทยที่ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการป้องกันการใช้ยาเสพติด และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งภาคการศึกษา สาธารณสุข และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัย และยกระดับประสิทธิภาพของระบบการป้องกันการใช้ยาเสพติดของประเทศอย่างยั่งยืน

ในห้วงการประชุมฯ ผู้แทน UNODC ได้นำเสนอสถานการณ์ปัญหาและความสำคัญของการดำเนินงานด้านการป้องกันการใช้ยาเสพติด พร้อมชี้แจงวัตถุประสงค์ ขอบเขต และผลผลิตที่คาดหวังของการจัดการประชุมฯ ขณะที่ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส. ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานด้านการป้องกันการใช้ยาเสพติดของประเทศไทย

จากนั้น ผู้แทนจากหน่วยงานภาคีด้านการป้องกันการใช้ยาเสพติดในประเทศไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวทาง และผลการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อสะท้อนภาพรวมของระบบการป้องกันการใช้ยาเสพติดของประเทศไทยในทุกมิติ

ในช่วงท้ายของการประชุมฯ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยครุศาสตร์ยูนนานได้นำเสนอประสบการณ์และแนวปฏิบัติด้านการป้องกันการใช้ยาเสพติดของจีน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนจากหน่วยงานภาคีของประเทศไทย

ทั้งนี้ ข้อมูลและข้อคิดเห็นที่ได้รับจากการประชุมฯ จะนำไปประกอบการจัดทำรายงานการศึกษาภาพรวมด้านการป้องกันการใช้ยาเสพติดของประเทศไทย ซึ่งจะส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยได้ร่วมกันพิจารณา เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันการใช้ยาเสพติดให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยต่อไป

สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับประเทศสมาชิกบันทึกความเข้าใจลุ่มแม่น้ำโขง และ UNODC ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในอนุภูมิภาคร่...
10/07/2026

สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับประเทศสมาชิกบันทึกความเข้าใจลุ่มแม่น้ำโขง และ UNODC ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในอนุภูมิภาคร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ระหว่างวันที่ 9–10 กรกฎาคม 2569 คณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ส. เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานด้านยาเสพติดสังเคราะห์ภายใต้เอกสารข้อริเริ่มของจีนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดสังเคราะห์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมีการแบ่งกลุ่มตามคณะทำงาน 3 ด้าน ได้แก่ 1) คณะทำงานด้านการป้องกันยาเสพติด 2) คณะทำงานด้านการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ และ 3) คณะทำงานด้านการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด

ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับประเทศสมาชิกแลกเปลี่ยนสถานการณ์ หารือความท้าทาย และแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในอนุภูมิภาค โดยที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้

1) คณะทำงานด้านการป้องกันยาเสพติด โดย UNODC ได้เสนอแนวทางการประเมินผลการดำเนินมาตรการรวมถึงระบบการป้องกันยาเสพติดภายในประเทศ เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถนำไปปรับปรุงแนวนโยบายให้เข้ากับบริบทภายในประเทศ และวางแผนกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในห้วงระหว่างปี พ.ศ. 2569–2570 โดยยังคงสานต่อการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการป้องกันยาเสพติดในสถานศึกษา การจัดกิจกรรมเวทีเยาวชนระดับภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม Friends in Focus ต่อไป

2) คณะทำงานด้านการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ได้ร่วมกันกำหนดกิจกรรมและแผนการดำเนินงานในห้วงปี พ.ศ. 2569–2570 ที่สำคัญ ได้แก่ การประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคว่าด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนว่าด้วยการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ การจัดทำรายงานแผนผังหน่วยงานเกี่ยวกับสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ในระดับภูมิภาค การปฏิบัติการสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะนำไปลักลอบผลิตยาเสพติด การฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ด่านหน้าหรือชายแดนในการสกัดกั้นสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ การจัดการฝึกอบรมการใช้เครื่องมือควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ตลอดจนการหารือเกี่ยวกับกฎหมายในการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ในระดับภูมิภาค

3) คณะทำงานด้านการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด มีการนำเสนอสถานการณ์ยาเสพติดที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยการลักลอบผลิตยาเสพติดมีขนาดระดับอุตสาหกรรมและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง สะท้อนจากปริมาณยาบ้าและไอซ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการอำพรางยาเสพติดด้วยวิธีที่ซับซ้อน ตลอดจนการแพร่ระบาดของสาร Etomidate ในบุหรี่ไฟฟ้า และตกลงร่วมกันในการกำหนดกิจกรรมและแผนการดำเนินงานในห้วงปี พ.ศ. 2569–2570 ได้แก่ การประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคด้านยาเสพติดสังเคราะห์ การประชุมเพื่อผลักดันการจัดทำคู่มือการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดทางกายภาพ การจัดอบรมห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดให้แก่เมียนมาและกัมพูชาโดยเจ้าหน้าที่จากจีน และการจัดอบรมการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดทางกายภาพให้แก่ไทย กัมพูชา และเวียดนาม

ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพด้านการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดให้แก่ประเทศสมาชิก และเสนอให้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการตรวจพิสูจน์ทางกายภาพและทางเคมีในปี พ.ศ. 2570–2571 พร้อมให้ความร่วมมือในการดำเนินงานของคณะทำงานอย่างเต็มที่

ที่ประชุมยังมีมติเลือกประธานสำหรับการประชุมคณะทำงานทั้ง 3 ด้านสำหรับปี พ.ศ. 2570–2572 โดยกัมพูชารับเป็นประธานคณะทำงานด้านการป้องกันยาเสพติดต่อจากไทย จีนยินดีที่จะเป็นประธานในคณะทำงานด้านการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ต่อไป และไทยรับเป็นประธานคณะทำงานด้านการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดต่อจากจีน

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายการประชุม ที่ประชุมมีมติให้จัดทำรายงานผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567–2570 ในห้วงการประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2570 ซึ่งกำหนดจัดในเดือนกรกฎาคม 2570 ก่อนนำเสนอในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีภายใต้บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายฯ ซึ่งเวียดนามเป็นเจ้าภาพในช่วงเดือนตุลาคม 2570

ในช่วงบ่าย คณะทำงานฯ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานการดำเนินงานศูนย์บำบัดฟื้นฟูและศึกษาผู้ติดยาเสพติดเขตซานถาง เมืองหนานหนิง ประเทศจีน ซึ่งจัดตั้งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบำบัด ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดและสนับสนุนการคืนสู่สังคมและสร้างความตระหนักรู้ด้านยาเสพติดแก่ชุมชน มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างตำรวจ เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ และชุมชน เน้นการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา และการมีส่วนร่วมของผู้ผ่านการบำบัดในกระบวนการบำบัดฟื้นฟู ทั้งนี้ สามารถติดตามผู้ติดยาเสพติดที่ลงทะเบียนในระบบได้ผ่านการใช้ AI

นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมการดำเนินงานศูนย์กระจายพัสดุบริษัท SF Express ซึ่งเป็นศูนย์รวบรวมและคัดแยกพัสดุประจำกวางซี บริษัทดำเนินงานการคัดแยกพัสดุทั่วไปด้วยระบบอัตโนมัติและมีมาตรการในการตรวจสอบและคัดแยกพัสดุต้องสงสัยโดยใช้เครื่องสแกนร่วมกับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยประจำศูนย์คัดแยก ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบต่อไป รวมถึงมีการอบรมเจ้าหน้าที่ขนส่งพัสดุถึงการจัดการและความรู้เบื้องต้นด้านพัสดุต้องสงสัยว่าเป็นยาเสพติด โดยร่วมมือกับคณะกรรมาธิการควบคุมยาเสพติดแห่งประเทศจีน

ที่ประชุมสิ้นสุดลงด้วยความเป็นมิตร และเห็นพ้องกันถึงความคืบหน้าในการดำเนินความร่วมมือระหว่างกันผ่านกลไกคณะทำงานทั้งสามคณะที่มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นในทุกด้าน

สำนักงาน ป.ป.ส. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนมหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู...
09/07/2026

สำนักงาน ป.ป.ส. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนมหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงวิชาการด้านการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดและกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. มอบหมายให้นายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์ ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นประธานให้การต้อนรับ ดร.ระชิตา ชาร์มา (Dr. Rachita Sharma) ศาสตราจารย์และหัวหน้าภาควิชาการฟื้นฟูสมรรถภาพและบริการด้านสุขภาพ และ ดร. เฮลีย์ เซตเลอร์ (Dr. Haley Zettler) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส สหรัฐอเมริกา (University of North Texas: UNT) ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงวิชาการด้านการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดและกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ณ ห้องรับรอง เภา สารสิน อาคาร 1 ชั้น 2 สำนักงาน ป.ป.ส.

นายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์ ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้แทน UNT และแสดงความขอบคุณสำหรับการต้อนรับคณะผู้แทนไทยอย่างอบอุ่นในโอกาสเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมกราคม 2568 พร้อมทั้งกล่าวถึงความร่วมมือที่ผ่านมา โดยเฉพาะการที่สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ให้การต้อนรับผู้พิพากษาหัวหน้าศาลและผู้จัดการโครงการศาลยาเสพติดของเทศมณฑลเดนตัน รัฐเท็กซัส ซึ่งเดินทางมาศึกษาดูงานและร่วมเป็นวิทยากรในการประชุมเชิงปฏิบัติการของสำนักงานศาลยุติธรรม เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งการแลกเปลี่ยนดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจต่อแนวทางการใช้กระบวนการยุติธรรมที่มุ่งเน้นการบำบัด ฟื้นฟู และสนับสนุนให้ผู้ใช้ยาเสพติดปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แทนการมุ่งเน้นมาตรการลงโทษเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่าย

ในการนี้ คณะผู้แทน UNT ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานของศาลยาเสพติด (Drug Court) ของสหรัฐอเมริกาว่า โดยระบบดังกล่าวจัดตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1989 ณ เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา เพื่อแก้ปัญหาแทนการส่งตัวผู้ติดยาเสพติดเข้าคุก ซึ่งไม่มีระบบการบำบัดรักษาที่มีคุณภาพ จนนำไปสู่ปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก ศาลยาเสพติดจึงถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นทางออกสำหรับปัญหาดังกล่าวและเป็นแนวทางสายกลางระหว่างการคุมประพฤติกับการคุมตัวในเรือนจำ โดยให้ความสำคัญกับการบำบัดรักษามากขึ้น ปัจจุบันสหรัฐฯ มีศาลยาเสพติดมากกว่า 200 แห่ง โดยแบ่งเป็นศาลสำหรับผู้ใหญ่ ศาลเยาวชน และศาลครอบครัว

อย่างไรก็ดี คดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้นไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ศาลยาเสพติดทั้งหมด โดยระบบศาลยาเสพติดนี้จะมุ่งเน้นไปที่ผู้กระทำความผิดที่มีความเสี่ยงสูง หรือผู้ที่ตรวจพบโรคติดสารเสพติด ซึ่งต้องอาศัยการควบคุมดูแลที่เข้มงวดมากกว่ากลุ่มผู้มีความเสี่ยงต่ำ ที่สามารถส่งเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาได้โดยตรง

นอกจากนี้ คณะผู้แทน UNT ยังได้สะท้อนถึงประเด็นทางจิตเวชและระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะภาวะปัญหาสุขภาพจิตกับการใช้สารเสพติด (Co-occurring Disorders) เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล ซึ่งมักผลักดันให้ประชาชนหันไปพึ่งยาเสพติด โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่เผชิญข้อจำกัดเรื่องการขาดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Healthcare) ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาด้านสุขภาพจิตได้ยาก และมีแนวโน้มหันไปพึ่งยาเสพติดได้ง่าย

ในอดีตระบบของสหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่การบำบัดรักษาการติดยาเสพติดเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้เกิดอัตราการเสพซ้ำสูงหากละเลยการรักษาสุขภาพจิต ปัจจุบันจึงต้องใช้แนวทางรักษาอาการทางจิตควบคู่ไปกับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติด

ในช่วงท้าย ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการขยายความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น (Certificate Program) การสนับสนุนการศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาเอกแก่บุคลากรของสำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการดำเนินงานวิจัยร่วมในประเด็นยาเสพติดสังเคราะห์ การบำบัดและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด การลดอันตรายจากยาเสพติด (Harm Reduction) และการประเมินผลนโยบายยาเสพติด รวมถึงการแลกเปลี่ยนนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญผ่านการบรรยาย การสัมมนา และการศึกษาดูงาน

โดยผู้แทน UNT ยืนยันถึงความพร้อมในการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยและการดำเนินความร่วมมือทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ภายหลังจากการเยี่ยมคารวะ คณะผู้แทน UNT พร้อมด้วยคณะนักศึกษา รวมจำนวน 16 คน ได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับนโยบายยาเสพติด และระบบการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดของประเทศไทย ก่อนที่จะเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนีในห้วงบ่าย

สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับประเทศสมาชิกบันทึกความเข้าใจลุ่มแม่น้ำโขง และ UNODC ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธร...
09/07/2026

สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับประเทศสมาชิกบันทึกความเข้าใจลุ่มแม่น้ำโขง และ UNODC ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้คณะทำงานด้านยาเสพติดสังเคราะห์ภายใต้เอกสารข้อริเริ่มของสาธารณรัฐประชาชนจีนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดสังเคราะห์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ในห้วงระหว่างวันพุธที่ 8 - วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักการต่างประเทศ สำนักพัฒนาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สำนักปราบปรามยาเสพติด และสถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด เป็นคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานด้านยาเสพติดสังเคราะห์ภายใต้เอกสารข้อริเริ่มของจีนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดสังเคราะห์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ. 2569 ร่วมกับผู้แทนจากประเทศภาคีสมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม รวมถึงสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ณ นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีคณะกรรมาธิการควบคุมยาเสพติดแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน (National Narcotics Control Commission: NNCC) เป็นเจ้าภาพร่วมกับ UNODC ในการจัดการประชุมดังกล่าว

เมื่อวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 การประชุมฯ เริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดการประชุมโดยผู้แทนจีนจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และ NNCC แห่งเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง รวมทั้งนางสาวเดลฟีน ช้านท์ซ (Ms. Delphine Schantz) ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ซึ่งได้ร่วมกันเน้นย้ำถึงปัญหายาเสพติดสังเคราะห์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่มีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกล่าวว่ากิจกรรมการดำเนินงานภายใต้คณะทำงานยาเสพติดสังเคราะห์ภายใต้เอกสารข้อริเริ่มของจีนฯ จำนวนทั้งหมด 3 คณะ ได้แก่ (1) คณะทำงานด้านการศึกษาเพื่อการป้องกันยาเสพติด (2) คณะทำงานด้านการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ และ (3) คณะทำงานด้านการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด จะเป็นกลไกที่สำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวในมิติที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม อันจะส่งผลให้ปัญหายาเสพติดสังเคราะห์ลดลงได้อย่างต่อเนื่องและสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในประเทศสมาชิกของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงต่อไปในอนาคต

ต่อมาผู้แทน UNODC ได้นำเสนอภาพรวมการใช้ยาเสพติดและการบำบัดผู้ติดยาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยพบว่าเมทแอมเฟตามีนยังคงเป็นตัวยาหลักที่เป็นข้อกังวลในระดับภูมิภาคฯ รวมทั้งยังพบการใช้คีตามีนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการตรวจพบสารเสพติดในผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย อีกทั้ง UNODC ยังแสดงความกังวลต่อการใช้ยาเสพติดในกลุ่มเยาวชน หลังพบความเสี่ยงในการใช้ยาเสพติดที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งงานวิจัยบางส่วนระบุว่าสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญช่องทางหนึ่งที่ทำให้เยาวชนเข้าถึงยาเสพติดได้ ทั้งนี้ UNODC ได้ทิ้งท้ายและชี้ให้ที่ประชุมฯ เห็นถึงความสำคัญของมาตรการด้านการป้องกัน ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่มีประสิทธิผล คุ้มค่าในเชิงงบประมาณที่สามารถลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหากขาดการป้องกันยาเสพติด

ขณะเดียวกัน UNODC ยังได้รายงานสถานการณ์แนวโน้มการลักลอบผลิตและค้ายาเสพติดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ซึ่งพบแนวโน้มที่สำคัญในปี ค.ศ. 2025 ไม่ว่าจะเป็นการยึดเมทแอมเฟตามีนมากสุดเป็นประวัติการณ์ในภูมิภาคฯ มากถึง 349 ตัน ซึ่งยังคงเป็นยาเสพติดที่น่ากังวลมากที่สุดในภูมิภาคฯ การลักลอบปลูกฝิ่นในเมียนมาในปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2005 - 2025) การยึดเฮโรอีนที่ลักลอบส่งจากอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงไปยังทวีปแอฟริกาและยุโรปมากขึ้น การลงทุนในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของกลุ่มองค์กรอาชญากรรมทั้งการลักลอบผลิตยาเสพติด อุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ และธุรกิจผิดกฎหมายอื่น ๆ การลักลอบลำเลียงเมทแอมเฟตามีนปริมาณมากโดยใช้เส้นทางทางทะเลหลายแห่ง อาทิ น่านน้ำรอบ ๆ ประเทศจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ และไทย การใช้ส่วนผสมของเอฟีดรีน (Ephedrine) และซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) ในการผลิตเมทแอมเฟตามีนในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ UNODC ยังได้รายงานว่าราคายาเสพติดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงลดอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ค่าความบริสุทธิ์ยังคงสูงเท่าเดิม พบการยึดคีตามีนในภูมิภาคฯ ในปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์มากถึง 52.5 ตัน พบแพ็กเกจบรรจุคีตามีนในซองผงชา พบการขยายตัวของการลักลอบผลิตยาอีและมีความเชื่อมโยงกับทวีปยุโรป พบการใช้สารเอโทมิเดตมากขึ้นในภูมิภาคฯ รวมถึงทวีปอื่น ๆ ได้แก่ ยุโรป อเมริกาเหนือ และโอเชียเนีย ตลอดจนพบแหล่งลักลอบผลิตสารเอโทมิเดตที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มองค์กรอาชญากรรมในจีน ไทย และเวียดนาม

จากนั้นคณะทำงานทั้ง 3 ด้านได้นำเสนอความคืบหน้าในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในห้วงปี พ.ศ. 2568 - 2569 โดยผู้แทนไทยในฐานะประธานได้นำเสนอการดำเนินงานของคณะทำงานฯ ในห้วงปีที่ผ่านมา ได้แก่ การฝึกอบรมระดับภูมิภาคว่าด้วยทักษะทางครอบครัว เมื่อวันจันทร์ที่ 20 - วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว การฝึกอบรมและประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับภูมิภาคว่าด้วยการป้องกันการใช้สารเสพติดในโรงเรียนและสถานศึกษา เมื่อวันอังคารที่ 18 - วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดเชียงราย และโครงการพัฒนาเครือข่ายเยาวชนระหว่างประเทศเพื่อการป้องกันยาเสพติดรุ่นที่ 5 เมื่อวันจันทร์ที่ 11 - วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ส. จัดร่วมกับ UNODC ณ กรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนนำเสนอการดำเนินงานในด้านที่เกี่ยวข้องที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ ผู้แทนไทยยังได้ร่วมนำเสนอความก้าวหน้าในการดำเนินงานของคณะทำงานทั้ง 3 คณะ โดยการดำเนินงานของคณะทำงานด้านการศึกษาฯ ก่อให้เกิดการเสริมสร้างเครือข่ายเยาวชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในวงกว้างมากขึ้นนอกเหนือจากในระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ในขณะที่การดำเนินงานของคณะทำงานด้านการควบคุมฯ ได้ต่อยอดให้ประเทศไทยได้แบ่งปันรายการสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่หน่วยงานภาครัฐที่ไทยควบคุมให้แก่ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้ในการเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้สารดังกล่าวรั่วไหลไปสู่แหล่งผลิตยาเสพติด

ส่วนคณะทำงานด้านการตรวจพิสูจน์ฯ ได้ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับข้อมูลจากจีนเกี่ยวกับข้อมูลมอโนกราฟ (Monograph) ของสารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทชนิดใหม่ (NPS) ทำให้ห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดในประเทศสามารถตรวจสิ่งเจือปนของ NPS ได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถพัฒนามอโนกราฟของตนเองบนฐานข้อมูลของเครื่อง Gas Chromatography - Mass Spectrometry (GC - MS) เพื่อให้สามารถตรวจสารเติมแต่ง (Adulterant) ในยาเสพติดและสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนะการยกระดับการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องของคณะทำงาน 3 คณะที่สำคัญ ได้แก่ การขยายเครือข่ายเยาวชนป้องกันยาเสพติดให้ครอบคลุมไปสู่ระดับภูมิภาคมากขึ้น การเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคในการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ตามแนวชายแดน ตลอดจนการพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับการวิเคราะห์และตรวจพิสูจน์ยาเสพติดในระดับภูมิภาค

ทั้งนี้ คณะทำงานด้านยาเสพติดสังเคราะห์ทั้ง 3 คณะ อยู่ภายใต้เอกสารข้อริเริ่มของจีนฯ ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค (Mekong MOU) ระหว่าง 6 ประเทศและ UNODC ซึ่งได้มีการรับรองโดยประเทศสมาชิกในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส [Senior Officials Committee (SOC) Meetings] ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 ณ สปป.ลาว โดยการประชุมคณะทำงานฯ ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 จนถึงปัจจุบัน รวมแล้วจำนวน 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2567 เมื่อวันอังคารที่ 2 - วันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2567 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งที่ประชุมฯ มีมติให้ประเทศไทยเป็นประธานในคณะทำงานด้านการศึกษาฯ และประเทศจีนเป็นประธานในคณะทำงานด้านการควบคุมฯ และคณะทำงานด้านการตรวจพิสูจน์ฯ (ประธานคณะทำงานแต่ละคณะดำรงตำแหน่งประจำทุก 2 ปี) ตลอดจนร่วมกันกำหนดกิจกรรมของทั้ง 3 คณะ ในกรอบระยะเวลา 1 ปี ในห้วงปี พ.ศ. 2567 - 2568

ในขณะที่ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2568 เมื่อวันอังคารที่ 1 - วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2568 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งที่ประชุมฯ ได้มีการติดตามกิจกรรมในห้วงปี พ.ศ. 2567 - 2568 รวมทั้งร่วมกันกำหนดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในกรอบระยะเวลา 1 ปี ในห้วงปี พ.ศ. 2568 - 2569 ตลอดจนครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ. 2569 ในระหว่างวันพุธที่ 8 - วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 ณ นครหนานหนิง

ที่อยู่

5 ถนนดินแดง แขวงสามเสนใน เขตพญาไท
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 09:00 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Foreign Affairs Bureau, ONCBผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์