คณะประมง มก.

คณะประมง มก. ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก คณะประมง มก., Faculty of Fisheries, Kasetsart University, Bangkok.

เปิดเหมือนปกติ

จากที่คณะประมงได้ส่งบทสรุปและประมวลความรู้จากการเสวนา "การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน"  และ "มุมมองของภ...
08/10/2015

จากที่คณะประมงได้ส่งบทสรุปและประมวลความรู้จากการเสวนา "การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน" และ "มุมมองของภาคประชาชนต่อการจัดการประมงไทยอย่างยั่งยืน" และข้อเสนอแนะเพื่อการจัดการประมงทะเลไทยอย่างเหมาะสมและยั่งยืน ไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้วนั้น ทางเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ส่งหนังสือตอบกลับและแจ้งว่าได้นำเรียนนายกรัฐมนตรีแล้ว และได้ส่งต่อไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาประกอบการดำเนินการต่อไป..

ปัญหา...ที่ยังคงเป็นปัญหา ???? การสัมมนาของคณะประมง มก. ช่วงบ่ายของวันที่ 18 สิงหาคม ในประเด็น “มุมมองของภาคประชาชนต่อกา...
23/08/2015

ปัญหา...ที่ยังคงเป็นปัญหา ????

การสัมมนาของคณะประมง มก. ช่วงบ่ายของวันที่ 18 สิงหาคม ในประเด็น “มุมมองของภาคประชาชนต่อการจัดการประมงไทยอย่างยั่งยืน” จริงแล้วหลายท่านที่มาสัมมนาในวันนั้นคงเห็นพี่น้องชาวประมงมาตั้งแต่เช้ามืดมานั่งคอยนอนคอยเพื่อที่จะได้ร่วมเสนอความคิดเห็นของตนเองในช่วงบ่าย มันบ่งบอกถึงความเดือดร้อนที่ทุกคนต้องเผชิญทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะไม่มีคำตอบที่อยากฟังกลับบ้าน แต่พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนยังพยายามที่จะสะท้อนให้ทุกภาคส่วนเข้าใจและรับรู้ถึงปัญหาและความต้องการ เราได้เห็นพี่น้องชาวประมงจากปัตตานี สุราษฎร์ธานี ชุมพร สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ระยอง ตราด และอีกหลายจังหวัด เนื่องจากเวลามีจำกัด กติการ่วมกันที่กำหนดไห้ไว้ก่อนเริ่มสัมมนาฯ คือ ในห้องประชุมจะไม่มีการคุยถึงปัญหาแต่ให้พูดคุยกันถึงมาตรการที่จะช่วยกันบริหารจัดการประมงไทยให้ยั่งยืนได้อย่างไร

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นผ่านการเขียน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การเขียนจะใช้ได้น้อยมากสำหรับชาวประมง แต่จากสิ่งที่พบวันนั้นทำให้ “ทึ่ง” และ “อึ้ง” เพราะมีจำนวนคนที่ส่งการ์ดกลับคืนถึง 175 แผ่น บางคนบอกปัญหา บางคนบอกเฉพาะความต้องการ บางคนบ่น บางคนลงชื่อจริง นามสกุลจริง หรือแม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์ บางคนพยายามเขียนแม้จะไม่สันทัด หรือวานเพื่อนเขียนให้แต่ตนเองลงชื่อ แต่ทุกคนต้องการที่จะบอกเล่าถึงปัญหาและความต้องการของตน

จากการ์ดที่ส่งกลับมาทำให้ได้เห็นถึงความหลากหลายของกลุ่มคน ทั้งในส่วนของชาวประมง ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของผู้ที่ทำหน้าที่สนับสนุนการออกทำการประมง เช่น โรงน้ำแข็ง หรือผู้ซื้อผลผลิตสัตว์น้ำไปแปรรูป เช่น ปลากระตักต้ม-ตาก โรงน้ำปลา แรงงานทั้งในส่วนของเรือประมงและโรงงานประมง ผู้ให้บริการขนของในแพปลา จากข้อมูลปัญหาที่ดูเหมือนอาจจะซ้ำ ๆ กัน การวิเคราะห์ถึงปัญหาในวันนี้จึงจะนำเสนอออกมาในรูปแผนภาพปัญหา จุดศูนย์รวมของปัญหาคือ “เรือไม่ได้ออกทำการประมง” ซึ่งมาจากสาเหตุหลักคือ ไม่มีอาชญาบัตร อาชญาบัตรผิดประเภท หรือถูกห้ามตาม ม.44 และปัญหาที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดวันนี้และอาจเป็นปัญหาต่อไปในอนาคตถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรงขึ้น คือ “ภาวะหนี้สิน”


จากแผนภาพปัญหาและขอบเขตของปัญหาที่ได้รับจากการ์ดใบเล็ก ๆ แม้จำนวนไม่มากนักแต่จะชี้ให้เห็นว่าปัญหามันไม่จบที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มันจะเชื่อมโยงต่อไปเป็นปัญหาของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งต้องฝากให้ภาครัฐช่วยตระหนักถึงขอบเขตปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้มาตรการใด ๆ ก็ตาม ไม่มองเพียงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหลักเท่านั้น แต่ต้องมองให้ครอบคลุมกลุ่มทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย และพิจารณาอย่างลึกซึ้งถึงน้ำหนักของปัญหาและผลกระทบในแต่ละประเด็นอย่างแท้จริง ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบของแต่ละกลุ่มอย่างเป็นธรรม อาทิ กลุ่มที่มีภาระหนี้สินเป็นหลักล้าน กลุ่มที่ไม่มีรายได้ที่จะเข้ามาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพราะจะทำให้การกำหนดมาตรการใด ๆ ก็ตามสามารถจำกัดวงของผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ และดำเนินการแก้ไขปัญหาหรือการเยียวยาผลกระทบได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ฝ่ายวิชาการ / สมาคมวิทยาศาสตร์การประมงแห่งประเทศไทย / 23 ส.ค. 58

22/08/2015

มุมมองจากภาคประชาชน.. ในงานเสวนาทางวิชาการ
เรื่อง "การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน" และ “มุมมองของภาคประชาชนต่อการจัดการประมงไทยอย่างยั่งยืน”
วันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ น.
คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในช่วงบ่าย มีผู้เข้าร่วมเสวนารวมทั้งหมด 278 คน (จังหวัดที่เข้าร่วม อาทิ ตรัง ชุมพร สุราษฎร์ธานี เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และชลบุรี) ประกอบด้วย

- ตัวแทนกลุ่มอวนรุน (อาทิ จังหวัดสุราษฏร์ธานี เพชรบุรี)จำนวน 57 คน
- ตัวแทนกลุ่มอวนลาก ประกอบด้วย อวนลากเดี่ยวแผ่นตะเฆ่ อวนลากคานถ่าง อวนลากแขก (อาทิ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ตรัง) จำนวน 58 คน
- ตัวแทนกลุ่มอวนล้อมปลากะตัก อวนดำ เรือได (อาทิ จังหวัดชลบุรี) จำนวน 97 คน
- ตัวแทนชาวประมง (ไม่ได้ระบุเครื่องมือ) จำนวน 29 คน
- ผู้ประกอบการ/อุตสาหกรรมต่อเนื่อง (โรงงานต้มปลา โรงงานน้ำปลา บริษัทแปรรูปอาหาร อุปกรณ์ในเรือประมง) จำนวน 13 คน
- สมาคมทางการประมง (อาทิ สมาคมผู้ผลิตปลาป่นในประเทศไทย (นายก) สภาอุตสาหกรรมปัตตานี (รองประธานสภา) สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมประมงปากตะโก สมาคมเรือลากคู่ สหกรณ์ประมงบางจะเกร็ง-บางแก้ว จำกัด) จำนวน 14 คน
- ประชาสัมพันธ์ ศปมผ./ นักข่าวสารคดี จำนวน 3 คน
- นิสิตคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 7 คน

มุมมองของภาคประชาชนต่อการจัดการประมงไทยอย่างยั่งยืน

# อวนลาก

• เนื่องจากทรัพยากรเสื่อมโทรม ชาวประมงต้องร่วมมือกันโดยการถอยคนละก้าว ทั้งในมุมมองด้านวิชาการ เรือประมงทุกลำ ทุกเครื่องมือ เพื่อกำหนดทิศทางและยุติข้อปัญหาในการทำประมง

• ต้องการให้ภาครัฐมีการผ่อนผันให้มีการทำประมงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และให้ทำการปรึกษาหารือทางด้านวิชาการประกอบในภายหลัง

• การกำหนดขนาดตาอวนที่เหมาะสม (เนื่องจากขนาดตาอวน 5 ซม. นั้นจับสัตว์น้ำไม่ได้ และการปรับขนาดตาอวนควรมีการปรึกษาหารือร่วมกัน เช่น ขนาดตาอวนที่ 4 ซม. หรือ 3 ซม. ทั้งนี้ขึ้นกับกลุ่มสัตว์น้ำที่ต้องการ) และควรมีการศึกษาถึงอัตราการรอดระหว่างขนาดตาอวนที่แตกต่างกัน ความแตกต่างของตาอวนไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการคัดเลือกสัตว์น้ำ โดยผลจับสัตว์น้ำจะขึ้นอยู่กับเทคนิคการใช้เครื่องมือและเวลาในการลงแรงประมง

• ควรปรับขนาดความกว้างของปากอวนมากกว่าการกำหนดขนาดตาอวนก้นถุง

• ควรมีการจ่ายค่าชดเชยตั้งแต่ 1 ก.ค. 58

• ชุมชนควรให้ความร่วมมือกันในดูแลพื้นที่ใกล้ฝั่ง ที่จะขยายไปถึง 3 ไมล์ทะเล โดยอาจร่วมกันทิ้งแนวปะการังเพื่อเป็นแนวในการอนุรักษ์สัตว์น้ำวัยอ่อน และทำข้อตกลงร่วมกันในการแบ่งพื้นที่ทำประมง และกำหนดเครื่องมือให้เหมาะสมกับพื้นที่ใกล้ฝั่ง ไกลฝั่ง และใช้ระบบ VMS ในการควบคุมตรวจสอบพื้นที่การทำประมงของเรือพาณิชย์

• ความร่วมมือในการอนุรักษ์ โดยการกำหนดโซนการทำประมง การใช้ทรัพยากรร่วม และคนต้องอยู่ร่วมกันได้

• ให้มีการปรึกษาหารือหาแนวทางการจัดการร่วมกันระหว่างตัวแทนชาวประมงและเจ้าหน้าที่ประมงจังหวัด และร่วมมองภาพของปัญหาร่วมกัน การผิดประเภทของเรือ การใช้ผลงานวิชาการภายใต้ข้อเท็จจริงที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติ

# อวนล้อมปลากะตัก

• ควรผ่อนผันให้ทำประมงได้ในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ก่อน เพื่อให้เวลาชาวประมงในการปรับเปลี่ยนเครื่องมือ

• ควรให้มีการออกอาชญาบัตรชั่วคราวควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหา

• ควรกำหนดเขตในการทำประมงอวนล้อมปลากะตัก โดยพื้นที่อนุรักษ์ไม่ทำประมงอวนล้อมปลากะตัก (๑-๖ ไมล์) ทำประมงอวนล้อมปลากะตักโดยไม่ปั่นไฟ (ใช้การล้อมปลาด้วยจอเรดาร์) (๖-๑๒ ไมล์) และทำประมงล้อมปั่นไฟได้ (>๑๒ ไมล์) หรือการทำประมงโดยพิจารณาพื้นที่ตามระดับความลึกของน้ำ

# อวนรุน

• มาตรการการให้ชาวประมงเปลี่ยนอาชีพ/เครื่องมือประมง โดยเฉพาะกลุ่มเรือที่มีอาชญาบัตรถูกต้อง เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาดเรือ และประสบการณ์ด้านการทำประมง

• รัฐควรผ่อนผันให้ทำประมงได้ ควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัยการทำประมงอวนรุน เพื่อนำข้อมูลมาสรุป และกำหนดทางออกร่วมกัน

• ให้ภาครัฐสำรวจศึกษาการทำประมงอวนรุนอย่างแท้จริงก่อนประกาศยกเลิกการทำประมง

• ให้รัฐชดเชยค่าเสียเวลาจากการหยุดทำประมงตั้งแต่เริ่มต้นที่มีประกาศ

• การแบ่งเขตการทำประมงให้ชัดเจนระหว่าง ประมงพื้นบ้าน พาณิชย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

• ชาวประมงยินยอมลดการลงแรงประมง แต่ควรพิจารณาไปในแต่ละพื้นที่ถึงความเหมาะสมของทรัพยากรและรูปแบบของการจัดการของชุมชนในพื้นที่นั้น ๆ

# อุตสาหกรรมต่อเนื่อง

• เกิดความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ส่งออกปลากะตัก แพปลา ซูริมิ โรงงานน้ำปลา โรงงานปลาป่น เสียโอกาสทางการค้ากับประเทศในกลุ่มอาเซียน และต่อเนื่องถึงด้านแรงงาน การใช้แรงงาน การว่างงาน การกำหนดกฎระเบียบต้องใช้วิธีการพิจารณาทั้งระบบ

• รัฐควรฟังเสียงของชาวประมงและพิจารณาด้านความเดือดร้อน ควรให้มีการออกใบอาชญาบัตรชั่วคราว และทำวิจัยต่อเนื่องก่อนออกมาตรการมาบังคับใช้

• ควรศึกษาหาข้อมูลเชิงวิชาการร่วมกับกลุ่มต่าง ๆ มาตรการที่จำกัดพื้นที่หรือจำนวนเครื่องมือหรือกำหนดจำนวนเรือ ควรมีระยะเวลาให้ชาวประมงมีโอกาสในการปรับตัวและปรับเปลี่ยน

• ปรับปรุงกฎหมายที่ขัดแย้งกัน เพื่อให้เกิดโอกาสในการทำประมงได้ และการประกอบการไม่ใช่มีคู่ค้าเฉพาะ EU ทำให้ตลาดในภูมิภาคอื่นได้รับผลกระทบเกิดการขาดโอกาสในทางการค้า สู่คู่แข่งไม่ได้

# เลขาสมาคมประมงและผู้เชี่ยวชาญ

• ควรประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจชาวประมงถึงสถานภาพสภาวะทรัพยากรที่แท้จริง

• อวนลาก อวนรุน อวนล้อมกะตัก โพงพาง – เราจะถอยอย่างไรเพื่อให้รัฐเปิดโอกาสให้ชาวประมงสามารถทำประมงต่อไปได้?

• ควรเข้าใจในจุดอ่อนของข้อมูลทางวิชาการที่นำมาใช้ประกอบการกำหนดมาตรการ เช่น การเก็บข้อมูลไม่ครอบคลุมทุกฤดูกาลทำประมงในรอบปี และไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นตัวแทนของแต่ละระบบ

• เสนอให้ชาวประมงสามารถออกไปทำประมงได้ และนำข้อมูลผลจับมาใช้เพื่อการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน

• ควรมีแผนการจัดการประมงทั้งระยะสั้นและระยะยาว

• ควรมีการศึกษาทางออกในการใช้ระบบโควตาเพื่อเป้าหมายในการฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลไทย

• ระยะเวลาผ่อนผันที่จะสามารถปรับเปลี่ยนเครื่องมือได้ ที่ไม่นานเกินไปจนคิดว่าเป็นการถ่วงเวลา

• ทุกจังหวัดควรคิดหาการจัดการในจังหวัดตนเองและทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

• ทางสมาคมจึงได้มีการกำหนดข้อสรุปเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน โดยจัดทำเอกสารสรุปแนวทางทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และสัตยาบันของชาวประมงที่เข้าร่วม ให้แก่กรมประมง เพื่อการนำเสนอต่อผู้มีอำนาจต่อไป

ฝ่ายวิชาการ / คณะประมง มก. / 22 ส.ค. 58

มุมมอง “เป้าหมาย” ในการบริหารจัดการประมงจากการเสวนาวิชาการเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ในภาคเช้า ซึ่งเป็นการพูดคุยกันถึง “การบ...
21/08/2015

มุมมอง “เป้าหมาย” ในการบริหารจัดการประมง

จากการเสวนาวิชาการเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ในภาคเช้า ซึ่งเป็นการพูดคุยกันถึง “การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน” ซึ่งเป็นการระดมความคิดเห็นในมุมมองของนักวิชาการ ทั้งจากหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรเอกชน ในการเสวนาฯ ดังกล่าว ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนคำถามว่า “ท่านคิดว่าการบริหารจัดการประมงมีเป้าหมายเพื่ออะไร” และขอให้ตอบก่อนที่จะเข้าห้องประชุม หลายคนเริ่มสงสัยว่าจะเอาไปทำไมกัน…

…คำถามถึงเป้าหมายข้างต้น มีขึ้นเพื่อการเรียนรู้ว่า มุมมองของท่านที่แท้จริงที่ท่านให้ความสำคัญนั้น เป็นอย่างไร ก่อนที่จะมีการอภิปรายเรื่องอื่น ๆ กันต่อ

ผลจากเอกสารที่ตอบกลับทั้งสิ้น 46 ฉบับ พบว่าผู้เข้าร่วมเสวนาส่วนใหญ่ร้อยละ 77 มีความคิดเห็นว่าเป้าหมายในการบริหารจัดการประมงเพื่อทรัพยากรสัตว์น้ำที่ยั่งยืน และร้อยละ 48 ให้มุมมองเป้าหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งหมายรวมถึงความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 16 ที่มีมุมมองเกี่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย และที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ ผู้ที่ส่งเอกสารตอบกลับมีมุมมองที่คิดว่าการบริหารจัดการประมงมีเป้าหมายมุ่งเน้นเพื่อทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างเดียวถึงร้อยละ 46 ในขณะที่ร้อยละ 17 มีมุมมองในเชิงบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างเดียว (ภาพที่ 1) ซึ่งในภาพรวมเราจะเห็นได้ว่าแค่การประชุมที่เพียงไม่กี่ท่าน และมีความหลากหลายขององค์ความรู้และประสบการณ์ไม่มากนัก ก็ยังพบความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปได้อย่างมาก

มิติของเป้าหมายที่แตกต่างกันข้างต้น ย่อมส่งผลต่อมาตรการ/แนวทางการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน หากมาตรการ/แนวทางนั้นเน้นไปในมิติใดมิติหนึ่งมากกว่ากันแล้ว ก็อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาได้ ด้วยเหตุดังกล่าว การบริหารจัดการที่ดีนั้นควรที่จะมีการมองในมิติต่าง ๆ ที่มีอย่างรอบด้าน และมองด้วยความรอบคอบรัดกุม โดยให้ครอบคลุมในประเด็นที่หลาย ๆ คนอาจลืมคิด ทั้งนี้ เพื่อที่จะให้มาตรการ/แนวทางที่กำหนดขึ้นมีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบน้อยที่สุด ….

การกำหนดแนวนโยบายหรือมาตรการของรัฐ นับเป็นเรื่องที่เราควรให้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในทิศทางบวก และ ทางลบ ซึ่งอาจเป็นปัญหาในระยะยาวต่อไปได้…

ฝ่ายวิชาการ / สมาคมวิทยาศาสตร์การประมงแห่งประเทศไทย / 21 สิงหาคม 2558

21/08/2015

ลองอ่านกันดู … ผลการประมวลความรู้ จากเสวนาวิชาการ..

การเสวนาที่คณะประมง ในช่วงเช้าของวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ภายใต้ประเด็น "การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน" มุ่งเน้นการรับฟังมุมมองจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งที่เป็นตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน คณาจารย์จากสถาบันการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย..

พบว่ามีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมเสวนาถึง 111 คน ประกอบด้วยกลุ่มทหารเรือ/ศปมผ. (7 คน) กรมประมง (15 คน) องค์กรระหว่างประเทศ (NACA, SEAFDEC, องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ, ศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ รวม 7 คน) คณาจารย์จากสถาบันการศึกษา (ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ / สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, คณะเศรษฐศาสตร์ / คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวม 24 คน) นักวิชาการจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. (6 คน) สื่อมวลชน (ไทยทีวีสี ช่อง 3; 3 คน) NGO (4 คน) นิสิต (คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวม 16 คน) และผู้แทนชาวประมง/สมาคมทางการประมง (29 คน)

การประมวลความรู้จากการเสวนาครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นถึงมุมมองสำคัญที่เป็น “ทางออก” หรือ “แนวทางการจัดการประมง” ที่ทุกภาคส่วนควรหันมาพิจารณาและให้ความสำคัญร่วมกัน ใน 3 ด้าน ประกอบด้วย “การพัฒนาฐานความรู้ทางวิชาการ” “การพัฒนาเชิงมาตรการ” และ “การพัฒนาเชิงระบบและกลไกในการขับเคลื่อน” โดยมีประเด็นสำคัญต่อไปนี้

“แนวทางพัฒนาฐานความรู้ทางวิชาการ”
1. เน้นการให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูลทางวิชาการที่จะใช้ในการแปลผลหรือการวิเคราะห์ต่อยอด และเร่งสร้างความเชื่อมั่น/ความมั่นใจในข้อมูลวิชาการที่นำมาใช้เพื่อการบริหารจัดการประมง ให้เป็นที่ยอมรับในและเผยแพร่ในวงกว้างได้
2. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างกรมประมง องค์กรการศึกษา และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อการบูรณาการความรู้ และร่วมจัดทำฐานข้อมูลทางด้านสัตว์น้ำ เครื่องมือประมง และการจัดการประมง ที่จะเป็นประโยชน์ในระยะยาว
3. จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อการศึกษาวิเคราะห์ MSY, CPUE, รวมทั้งเร่งพัฒนาโมเดลทางชีววิทยาที่เหมาะสมกับลักษณะประชากรสัตว์น้ำระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อมทางน้ำของไทย โดยเป็นความร่วมมือจากนักวิชาการหลากหลายสาขา และจากชาวประมงที่มีประสบการณ์ความรู้มาร่วมช่วยกัน
4. ส่งเสริมการศึกษาวิจัยด้านประสิทธิภาพของเครื่องมือประมง/การลงแรงประมง ในแต่ละแหล่งทำประมงที่จำเพาะ หรือในเขตพื้นที่ที่ครอบคลุมระบบนิเวศต่าง ๆ ที่เรามี ตลอดจนศึกษาข้อมูลด้านจำนวนเรือ ประเภทเรือ อาชญาบัตร ต้นทุน/ผลตอบแทนการทำประมง ที่มีความทันสมัยและเป็นสถานการณ์จริงในปัจจุบัน
5. กลั่นกรองความรู้และประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับการกำหนดมาตรการ ในการควบคุมหรือจำกัดการทำประมงใด ๆ

“แนวทางการพัฒนาเชิงมาตรการ”
1. คำนึงถึงความถูกต้องและชัดเจนของข้อมูลทางวิชาการที่จะใช้กำหนดมาตรการควบคุมการทำประมง โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ
2. กำหนดมาตรการที่คำนึงถึงความสอดคล้องกับพฤติกรรมการทำประมงของชาวประมง และควรมีความจำเพาะหรือแตกต่างไปตามรูปแบบการทำประมงและพื้นที่ในการทำประมงที่มีปัจจุบัน
3. กำหนดมาตรการที่มีความครอบคลุม ให้เกิดการรักษาสมดุลทั้งด้านทรัพยากร สังคม/ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
4. กำหนดมาตรการที่คำนึงถึงความสำคัญของพื้นที่ ๓,๐๐๐ เมตรจากฝั่ง ซึ่งเป็นพื้นที่แพร่ขยายพันธุ์สัตว์น้ำ
5. กำหนดมาตรการที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติและสอดคล้องกับวิถีชีวิตและประสบการณ์ในอาชีพ
6. หาแนวทางที่สะดวกในการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการ (อาทิ การใช้สีทำเครื่องหมายเรือตามประเภทเครื่องมือ)
7. หากระบวนการที่สร้างการยอมรับในมาตรการ เพื่อการบังคับใช้ที่มีประสิทธิผล ภายใต้ระบบการจัดการประมงร่วมกัน
8. ศึกษาประเมินผลที่เกิดขึ้นจากการใช้มาตรการ (เช่น มาตรการขยายขนาดตาอวน มาตรการปิดอ่าว มาตรการลดจำนวนเรือ) ซึ่งการประเมินควรครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงทั้งด้าน ทรัพยากร สังคม/ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เพื่อการเรียนรู้และวางแผนพัฒนาได้อย่างเหมาะสม

“แนวทางการพัฒนาเชิงระบบและกลไกในการขับเคลื่อน”
1. “เปิดใจยอมรับ” ถึงจุดอ่อนในการจัดการประมงที่เรามีอยู่ และทำความเข้าใจว่าการจัดระเบียบการประมงเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา โดยควรมีการนำแนวคิดหรือแบบอย่างที่ดีจากนานาชาติมาประยุกต์ใช้ในการจัดการ
2. วิเคราะห์เป้าหมายที่แท้จริงของ EU และทบทวนข้อเสนอแนะด้าน IUU ของ EU ให้เข้าใจถ่องแท้ และวิเคราะห์โอกาสหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการได้ “ใบแดง” ทั้งนี้ ควรใช้ความรู้ทางวิชาการมาเป็นสิ่งสนับสนุนในการแก้ไขปัญหา IUU เพื่อการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด และเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยเราอย่างแท้จริง
3. ส่งเสริมให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน นักวิชาการ คณาจารย์ และชาวประมง ได้มีโอกาสเป็นตัวแทนในการพูดคุยกับ EU หรือมีส่วนร่วมในการใช้ความรู้จากประสบการณ์ที่หลากหลาย มาช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศ
4. เปลี่ยนวิกฤต IUU ให้เป็น “โอกาส” สำหรับภาครัฐ ในการกลับมาศึกษาวิเคราะห์ตนเอง และริเริ่มมิติใหม่สำหรับการพัฒนาประมงทะเลของประเทศไทยอย่างเร่งด่วน
5. เน้นการปฏิรูปในเชิงบวก โดยทุกภาคส่วนควรมีเป้าหมายเดียวกัน และมุ่งทำให้ดีขึ้นทั้งทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่มีความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมที่สุด
6. เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากภาคชาวประมง หรือส่งเสริมการบริหารจัดการโดยชาวประมงในพื้นที่ โดยให้ชาวประมงได้มีบทบาทในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการมากขึ้น และสร้างแนวคิดของการยอมรับซึ่งกันและกัน สร้างความรู้สึกที่ดี การยอมรับ และการปฏิบัติร่วมกันให้ได้
7. มีเวทีที่ต่อเนื่องสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างความเข้าใจร่วมกัน สร้างระบบคิดที่เป็นกลาง และเห็นความสำคัญของส่วนรวมเป็นหลัก และสร้างเครือข่ายทางวิชาการที่สร้างสรรค์ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

แนวทางที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมาดังกล่าว เกิดจากการพูดคุยในเบื้องต้น ถึง “จุดอ่อน” ที่เรามีอยู่ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีมาก ที่ทุกคนพยามรับฟัง อย่างเปิดใจ ยอมรับในข้อบกพร่องต่าง ๆ และได้เสนอแนวคิดและมุมมอง ที่น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา..

ภาพจากการประชุมในภาคเช้าของวันที่ 18 สิงหาคม 2558 นี้ สะท้อนให้เห็นนิมิตหมายที่ดี ที่นอกจากสังคมในวงกว้างจะได้รับการกระตุ้นให้หันมาสนใจภาคประมงกันบ้างแล้ว “คนประมง” ของเราเอง รวมทั้ง เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ..จากหลายวงวิชาการ ยังได้มาร่วมกันมองไปข้างหน้า ซึ่งอาจยังไม่ครบถ้วนนัก แต่เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่ออนาคตที่ดี ที่ยั่งยืนของการประมงทะเลไทย ซึ่งเป็นความพยายามในการรักษาสมดุล หรือการให้ความสำคัญ ในทั้งทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และผู้คน .. เพื่อให้ทุกด้าน ได้ขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันให้จงได้

…จากนี้ ในเชิงวิชาการ อาจต้องใช้ระยะเวลา สร้างการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน และคงมีเวทีที่จะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในแต่ละประเด็นข้างต้นในเร็ว ๆ นี้ เพื่อการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมที่จะชัดเจนขึ้นตามลำดับ… อย่างไรก็ตาม .. ในเชิงการจัดการ หรือการหาทางออกเพื่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ในสภาวะความกดดันและความลำบากอย่างรุนแรงของชาวประมงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทุกคนที่ทราบปัญหา และมีบทบาทในการขับเคลื่อน หรือการตัดสินใจได้ ควรช่วยกันหาออกอย่างเร่งด่วน และที่ดีที่สุด ..

ฝ่ายวิชาการ / คณะประมง มก. / 21 สิงหาคม 2558

ที่อยู่

Faculty Of Fisheries, Kasetsart University
Bangkok
10200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คณะประมง มก.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง คณะประมง มก.:

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด