เวียงกุมกาม - Wiang Kum Kam

เวียงกุมกาม - Wiang Kum Kam 📣 ศูนย์บริการข้อมูลเวียงกุมกาม ปิดให้บริการชั่วคราว

“มกรคายมังกร” หนึ่งเดียวในล้านนา!ท่ามกลางโบราณสถานจำนวนมากของเวียงกุมกาม มีหลักฐานทางศิลปกรรมชิ้นหนึ่งที่มีความโดดเด่นแล...
24/08/2026

“มกรคายมังกร” หนึ่งเดียวในล้านนา!

ท่ามกลางโบราณสถานจำนวนมากของเวียงกุมกาม มีหลักฐานทางศิลปกรรมชิ้นหนึ่งที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจเป็นอย่างมาก นั่นคือ “มกรคายมังกร” ประติมากรรมปูนปั้นที่พบจากการขุดแต่ง วัดกู่ป้าด้อม ภายในพื้นที่เวียงกุมกาม

“มกร” เป็นสัตว์ในจินตนาการที่ปรากฏในศิลปกรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะของมกรมักเป็นสัตว์ผสม มีส่วนประกอบของสัตว์หลายชนิด ส่วน “มังกร” เป็นสัตว์ในคติจีนที่พบในงานศิลปกรรมจีนอย่างแพร่หลาย เมื่อทั้งสองปรากฏอยู่ร่วมกันในรูปแบบ “มกรคายมังกร” จึงกลายเป็นรูปแบบที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะโดยทั่วไปในศิลปกรรมล้านนามักพบรูป มกรคายนาค มากกว่า

จากการขุดแต่งวัดกู่ป้าด้อม พบประติมากรรมปูนปั้นรูปมกรคายมังกรเป็นส่วนหนึ่งของงานประดับสถาปัตยกรรมบริเวณราวบันได ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของลวดลายประดับที่พบในเวียงกุมกาม และสะท้อนฝีมือของช่างในอดีตที่สามารถนำรูปแบบต่าง ๆ มาผสมผสานเข้าด้วยกัน

ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงรูปลักษณ์ของสัตว์ในจินตนาการเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ แนวคิดและอิทธิพลทางศิลปกรรมที่อยู่เบื้องหลัง เพราะการปรากฏของ “มังกร” ซึ่งเป็นสัตว์ในคติจีน ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานถึงการรับรู้และการติดต่อกับวัฒนธรรมภายนอกของผู้คนในเวียงกุมกาม กรมศิลปากรจึงให้ความสำคัญกับหลักฐานชิ้นนี้ในฐานะงานศิลปกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ

มกรคายมังกรจากวัดกู่ป้าด้อมยังมีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ศิลปกรรม เพราะเป็นรูปแบบที่มีรายงานการค้นพบ เพียงแห่งเดียวในล้านนา ทำให้หลักฐานชิ้นนี้กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยสะท้อนความหลากหลายของศิลปกรรมเวียงกุมกาม ซึ่งไม่ได้มีเพียงรูปแบบที่เป็นที่คุ้นเคยของศิลปะล้านนาเท่านั้น แต่ยังมีร่องรอยของการรับและปรับใช้แนวคิดจากวัฒนธรรมอื่นร่วมอยู่ด้วย

และนี่คือเหตุผลที่ “มกรคายมังกร” จากวัดกู่ป้าด้อมมีคุณค่าเกินกว่าจะมองว่าเป็นเพียงปูนปั้นประดับโบราณสถาน เพราะเบื้องหลังรูปสัตว์ประหลาดในจินตนาการตัวนี้ คือหลักฐานเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า เวียงกุมกามเคยเป็นพื้นที่แห่งการพบปะและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างไร

อ้างอิง:
โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม และข้อมูลจากกรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่

🏺 เครื่องถ้วยจีน 55 ใบ กับเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ใต้ดินเวียงกุมกาม.....เมื่อพูดถึงเวียงกุมกาม หลายคนอาจนึกถึงเจดีย์และโบราณ...
11/08/2026

🏺 เครื่องถ้วยจีน 55 ใบ กับเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ใต้ดินเวียงกุมกาม.....

เมื่อพูดถึงเวียงกุมกาม หลายคนอาจนึกถึงเจดีย์และโบราณสถาน แต่สิ่งที่ช่วยให้นักโบราณคดีเข้าใจเรื่องราวของเมืองโบราณแห่งนี้ได้มากขึ้น กลับเป็นสิ่งของที่ถูกค้นพบอยู่ใต้ผืนดิน

หนึ่งในหลักฐานที่น่าสนใจอย่างมาก คือ “เครื่องถ้วยจีน” ที่พบจากการขุดแต่งโบราณสถานวัดหนานช้าง

กรมศิลปากรดำเนินการขุดแต่งและบูรณะวัดหนานช้างใน พ.ศ.2545-2546 และพบเครื่องถ้วยจีนจำนวน 55 ใบ โดยแบ่งตำแหน่งการพบออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกพบจำนวน 47 ใบ บริเวณด้านหลังอาคาร ติดกับกำแพงด้านทิศตะวันตก อยู่ลึกจากผิวดินปัจจุบันประมาณ 1.80-2.00 เมตร และอยู่ในชั้นดินก่อนถึงชั้นดินตะกอนน้ำท่วม

สิ่งที่น่าสนใจคือ เครื่องถ้วยจีนกลุ่มถูกบรรจุอยู่ภายในภาชนะดินเผาสีน้ำตาลทรงหม้อปากผายขนาดใหญ่ โดยด้านบนมีอิฐปิดทับ และมีภาชนะสำริดทรงกลมอยู่บริเวณปากภาชนะ

ภายในพบเครื่องถ้วยจีนและเครื่องใช้สำริดรวมกันกว่า 50 รายการ โดยเครื่องถ้วยส่วนใหญ่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีทั้งภาชนะที่เขียนลวดลายใต้เคลือบ และเครื่องถ้วยที่ตกแต่งด้วยสีต่าง ๆ พร้อมลวดลายรูปสัตว์และพรรณพฤกษา หลายชิ้นยังพบอักษรจีนบริเวณใต้ก้นภาชนะ

ส่วนเครื่องถ้วยจีนอีก 8 ใบ พบอยู่บริเวณบ่อน้ำนอกวัดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีลักษณะเรียงตัวล้มเอียงอยู่ในชั้นทรายตะกอนน้ำพัดพา ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มที่ถูกบรรจุรวมกันอยู่ในภาชนะขนาดใหญ่

หนึ่งในเครื่องถ้วยจีนที่พบจากกลุ่มแรกมีความสำคัญต่อการกำหนดช่วงเวลาของเหตุการณ์ในเวียงกุมกาม เพราะบริเวณใต้ก้นภาชนะปรากฏอักษรจีนว่า “ต้า หมิง หว่าน ลี่” ซึ่งหมายถึงสมัยรัชกาลจักรพรรดิหว่านลี่แห่งราชวงศ์หมิง ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2116 - 2162

เมื่อเครื่องถ้วยชิ้นนี้ถูกพบอยู่ใต้ชั้นตะกอนน้ำท่วม จึงใช้เป็นหลักฐานในการกำหนดช่วงเวลาของการเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่เวียงกุมกามได้ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมต้องเกิดขึ้นภายหลังช่วงเวลาที่เครื่องถ้วยชิ้นนี้ถูกผลิตขึ้น

หลักฐานจากวัดหนานช้างจึงมีความสำคัญไม่น้อย เพราะไม่ได้บอกเพียงว่า “เวียงกุมกามเคยมีเครื่องถ้วยจากจีน”

แต่ยังช่วยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเวียงกุมกามกับการติดต่อภายนอก

📚 อ้างอิง
กรมศิลปากร. โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร,2548.

🔎 นักโบราณคดีค้นพบเวียงกุมกามได้อย่างไร?ทุกวันนี้ เมื่อเอ่ยถึง “เวียงกุมกาม” หลายคนนึกถึงเมืองโบราณที่เต็มไปด้วยซากวัด เ...
10/08/2026

🔎 นักโบราณคดีค้นพบเวียงกุมกามได้อย่างไร?

ทุกวันนี้ เมื่อเอ่ยถึง “เวียงกุมกาม” หลายคนนึกถึงเมืองโบราณที่เต็มไปด้วยซากวัด เจดีย์ และโบราณสถานที่กระจายตัวอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเชียงใหม่ แต่หากย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีภาพเช่นที่เราเห็นในปัจจุบันเลย

ในอดีต พื้นที่เวียงกุมกามส่วนใหญ่เป็นเพียงชุมชนเกษตรกรรม มีบ้านเรือน ทุ่งนา และสวนลำไยกระจายอยู่ทั่วบริเวณ บางแห่งมีเนินดินเตี้ย ๆ และเศษอิฐโบราณโผล่พ้นพื้นดินอยู่บ้าง แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่คุ้นชินกับภาพเหล่านี้จนไม่มีใครคิดว่า ใต้ผืนดินที่เหยียบย่ำกันทุกวัน จะซ่อนเมืองสำคัญของอาณาจักรล้านนาเอาไว้ทั้งเมือง

ทั้งที่ความจริงแล้ว ชื่อ “เวียงกุมกาม” ไม่ได้หายไปจากประวัติศาสตร์เลย ตรงกันข้าม เมืองแห่งนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารสำคัญหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานมูลศาสนา ชินกาลมาลีปกรณ์ ตลอดจนศิลาจารึกวัดพระยืน ซึ่งกล่าวถึงชื่อ “กุมกาม” อย่างชัดเจน หลักฐานเหล่านี้ทำให้นักวิชาการทราบว่า เวียงกุมกามเคยเป็นราชธานีที่พญามังรายทรงสร้างขึ้นก่อนการสถาปนาเมืองเชียงใหม่ แต่ไม่มีหลักฐานใดสามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งของเมืองได้อย่างแน่ชัด เมืองทั้งเมืองจึงยังคงเป็นเพียงชื่อที่ปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์

กระทั่งช่วงต้นปี พ.ศ. 2527 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น เมื่อมีการพบพระพิมพ์ดินเผาจำนวนมากระหว่างการปรับพื้นที่บริเวณวัดช้างค้ำ การค้นพบครั้งนี้ทำให้กรมศิลปากรเห็นว่า ใต้ผืนดินแห่งนี้อาจมีร่องรอยของชุมชนโบราณหรือศาสนสถานขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ จึงส่งนักโบราณคดีเข้ามาสำรวจพื้นที่อย่างจริงจัง

หลายคนอาจจินตนาการว่า เมื่อนักโบราณคดีมาถึง พวกเขาจะเริ่มลงมือขุดค้นทันที แต่ในความเป็นจริง การทำงานทางโบราณคดีเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด นักโบราณคดีนำเอกสารประวัติศาสตร์ จารึก และตำนานล้านนามาเปรียบเทียบกับสภาพภูมิประเทศจริง เดินสำรวจพื้นที่ทีละจุด สังเกตแนวเนินดิน การกระจายตัวของเศษอิฐ เศษภาชนะดินเผา และร่องรอยโบราณสถานที่ยังหลงเหลืออยู่เหนือพื้นดิน พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลจากการค้นพบของชาวบ้านในพื้นที่

เมื่อหลักฐานจากเอกสารเริ่มสอดคล้องกับสิ่งที่ปรากฏในภาคสนาม กรมศิลปากรจึงเริ่มดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ การขุดค้นไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการค้นหาโบราณวัตถุ หากแต่เป็นการเปิดชั้นดินทีละชั้น บันทึกตำแหน่งของหลักฐานทุกชิ้นอย่างละเอียด เพราะแม้แต่ระดับความลึกของวัตถุ หรือชั้นดินที่พบ ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้

เมื่อการขุดค้นดำเนินต่อไป สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินก็เริ่มปรากฏให้เห็นทีละน้อย ทั้งฐานวิหาร ฐานเจดีย์ กำแพงแก้ว แนวอาคาร พระพิมพ์ดินเผา พระพุทธรูป เครื่องถ้วยจากจีน ภาชนะดินเผา และโบราณวัตถุอีกเป็นจำนวนมาก หลักฐานเหล่านี้ไม่ได้พบเพียงแห่งเดียว แต่กระจายตัวต่อเนื่องไปทั่วพื้นที่ จนสามารถเชื่อมโยงให้เห็นโครงสร้างของเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่สอดคล้องกับข้อมูลในเอกสารประวัติศาสตร์อย่างน่าทึ่ง

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา กรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจ ขุดค้น ขุดแต่ง บูรณะ และอนุรักษ์โบราณสถานเวียงกุมกามอย่างต่อเนื่อง จนสามารถค้นพบและขึ้นทะเบียนโบราณสถานได้รวม 29 แห่ง ทั้งภายในและภายนอกกำแพงเมือง ทำให้เรื่องราวของเมืองที่เคยสูญหายไปจากสายตาผู้คนเป็นเวลาหลายศตวรรษ กลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้ง

การค้นพบเวียงกุมกามจึงไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ หากเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของหลักฐานทางประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดี นักโบราณคดีไม่ได้เพียงขุดค้นซากอิฐที่ฝังอยู่ใต้ดิน แต่กำลังค่อย ๆ เปิดเผยเรื่องราวของอดีตราชธานีแห่งแรกของพญามังรายที่ถูกกาลเวลาและตะกอนดินจากแม่น้ำปิงปกคลุมมานานกว่าหกศตวรรษ จนทำให้ผู้คนในปัจจุบันได้มีโอกาสรู้จักและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเวียงกุมกามอีกครั้ง

อ้างอิง

กรมศิลปากร. โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม.
กรมศิลปากร. เวียงกุมกาม : รายงานการขุดแต่งศึกษาและบูรณะโบราณสถาน.

📜 ทำไม “วัดเจดีย์เหลี่ยม” จึงไม่ถูกฝังใต้ดินเหมือนโบราณสถานอื่นในเวียงกุมกาม?เมื่อกล่าวถึงเวียงกุมกาม หลายคนมักนึกถึงเมื...
06/08/2026

📜 ทำไม “วัดเจดีย์เหลี่ยม” จึงไม่ถูกฝังใต้ดินเหมือนโบราณสถานอื่นในเวียงกุมกาม?

เมื่อกล่าวถึงเวียงกุมกาม หลายคนมักนึกถึงเมืองโบราณที่ถูกตะกอนดินและทรายจากแม่น้ำปิงทับถม จนโบราณสถานจำนวนมากต้องอาศัยการขุดค้นของกรมศิลปากรจึงกลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้ง แต่ท่ามกลางโบราณสถานเหล่านั้น กลับมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ยังคงตั้งตระหง่านเหนือพื้นดินมาตลอด นั่นคือ วัดเจดีย์เหลี่ยม หรือวัดกู่คำ จึงเกิดคำถามขึ้นว่า เหตุใดวัดแห่งนี้จึงไม่ถูกฝังหายไปเหมือนโบราณสถานอีกหลายแห่งในเวียงกุมกาม

คำตอบไม่ได้อยู่ที่วัดแห่งนี้ไม่เคยประสบอุทกภัย เพราะหลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าพื้นที่วัดเจดีย์เหลี่ยมได้รับผลกระทบจากการทับถมของตะกอนเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นในเวียงกุมกาม หากแต่อยู่ที่ความต่อเนื่องของการใช้งานและการดูแลรักษา วัดแห่งนี้ยังคงเป็นศูนย์กลางของชุมชน มีพระสงฆ์จำพรรษา มีผู้คนประกอบศาสนกิจ และได้รับการบูรณะอยู่เป็นระยะ จึงไม่ถูกปล่อยร้างเป็นเวลานานเหมือนโบราณสถานอีกหลายแห่งที่ค่อย ๆ ถูกดินและทรายทับถมจนเลือนหายไปจากสายตาผู้คน

หลักฐานของกรมศิลปากรสนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้อย่างชัดเจน ในระหว่างการบูรณะวัดเจดีย์เหลี่ยมเมื่อ พ.ศ. 2539–2540 ได้มีการศึกษาชั้นดินบริเวณลานประทักษิณ และพบร่องรอยการก่อสร้าง การซ่อมแซม และการปรับปรุงพื้นที่ซ้อนทับกันถึง 7 สมัย สะท้อนให้เห็นว่าวัดแห่งนี้มีการใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอดหลายศตวรรษ ไม่ได้ถูกทอดทิ้งจนถูกตะกอนทับถมเหมือนโบราณสถานร้างหลายแห่งในเวียงกุมกาม

ในการบูรณะครั้งเดียวกัน ยังพบ จารึกวัดเจดีย์เหลี่ยม เวียงกุมกาม บริเวณด้านนอกกำแพงแก้วทางทิศตะวันตกขององค์เจดีย์ แม้จารึกจะชำรุดและมีข้อความหลงเหลือเพียงบางส่วน แต่ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันการใช้พื้นที่และพัฒนาการของวัดในช่วงเวลาต่อมา อีกทั้งยังช่วยเสริมข้อมูลจากการศึกษาทางโบราณคดีและเอกสารประวัติศาสตร์

หากย้อนกลับไปยังเอกสารสำคัญของล้านนา ไม่ว่าจะเป็น ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, ชินกาลมาลีปกรณ์ และ พงศาวดารโยนก ต่างกล่าวตรงกันว่า พญามังรายโปรดให้สร้าง เจดีย์กู่คำ เมื่อ พ.ศ. 1831 ภายหลังการสถาปนาเวียงกุมกาม เพื่อเป็นศาสนสถานสำคัญของเมือง และตลอดเวลาหลายร้อยปี วัดแห่งนี้ยังได้รับการบูรณะหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่สมัยพระเจ้ากาวิละ และการบูรณะครั้งสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้องค์เจดีย์ยังคงได้รับการดูแลและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น การกล่าวว่าวัดเจดีย์เหลี่ยม “ไม่ถูกฝังใต้ดิน” อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะวัดแห่งนี้ได้รับผลกระทบจากการสะสมของตะกอนเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นในเวียงกุมกาม เพียงแต่ไม่เคยถูกปล่อยร้างเป็นเวลานาน จึงมีการปรับพื้นที่ บูรณะ และใช้งานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้องค์เจดีย์ยังคงปรากฏอยู่เหนือพื้นดิน ต่างจากโบราณสถานอีกหลายแห่งที่ถูกทอดทิ้งจนต้องรอการขุดค้นของกรมศิลปากรในเวลาต่อมา

วัดเจดีย์เหลี่ยมจึงไม่ใช่โบราณสถานที่รอดพ้นจากภัยธรรมชาติ หากแต่เป็นโบราณสถานที่รอดพ้นจากการถูกลืมเลือน เพราะมีผู้คน ศรัทธา และการดูแลรักษาสืบต่อกันมาตลอดหลายศตวรรษ จนกลายเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวของเวียงกุมกามได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในปัจจุบัน

📚 อ้างอิง

• กรมศิลปากร. โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม (2548)
• กรมศิลปากร. เวียงกุมกาม : รายงานการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน (2534)
• จารึกล้านนา ภาค 2 เล่ม 1 : จารึกวัดเจดีย์เหลี่ยม เวียงกุมกาม

06/08/2026

ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ตอนที่ 5 ย้อนรอยอารยะแห่งล้านนา : เวียงกุมกาม นครใต้พิภพ

โดยคุณสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่

📜 “ศิลาจารึกวัดพระยืน” : การปรากฏชื่อ “กุมกาม” เป็นหลักฐานอย่างชัดเจนครั้งแรกจากเรื่องราวของเวียงกุมกามที่ปรากฏในหลักฐาน...
27/07/2026

📜 “ศิลาจารึกวัดพระยืน” : การปรากฏชื่อ “กุมกาม” เป็นหลักฐานอย่างชัดเจนครั้งแรก

จากเรื่องราวของเวียงกุมกามที่ปรากฏในหลักฐานเอกสารโบราณหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นตำนาน คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และพงศาวดารเมืองแล้ว ยังมีหลักฐานชั้นต้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ศิลาจารึก ซึ่งปรากฏคำว่า “กุมกาม” ไว้อย่างชัดเจน นั่นคือ ศิลาจารึกวัดพระยืน จังหวัดลำพูน

ศิลาจารึกหลักที่ ลพ. ๓๘ (จารึกวัดพระยืน จังหวัดลำพูน) เป็นหลักฐานเอกสารชั้นต้นที่จารึกด้วยภาษาไทย ใช้อักษรไทยล้านนา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอักษรสุโขทัย (อักษรฝักขาม) จารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๓ ในรัชสมัย พญากือนาธรรมิกราช พระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๘ แห่งราชวงศ์มังราย

เนื้อหาในศิลาจารึกกล่าวถึงการที่พญากือนาธรรมิกราชนิมนต์ พระสุมนเถระ จากกรุงสุโขทัยขึ้นมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ (อรัญญวาสี) ยังเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระสุมนเถระเดินทางมาถึงล้านนา ได้พำนักอยู่ ณ วัดพระยืน ต่อมาพญากือนาธรรมิกราชได้ถวายพระอาราม พร้อมทั้งกุฏิ สถาน และอาวาส แด่พระสุมนเถระ เพื่อให้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระยืน

ในโอกาสดังกล่าว มีผู้คนจาก เมืองหริภุญไชย เวียงกุมกาม และเชียงใหม่ เดินทางมาร่วมงานและแสดงศรัทธาต่อพระสุมนเถระเป็นจำนวนมาก โดยหลักฐานชื่อ “กุมกาม” ปรากฏอยู่ในจารึกด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๓๑ ความว่า

“…วันท่านเป็นพระเจ้าจักเถิง วันนั้น ตนท่านพระยาธรรมิกราชบริพารด้วยฝูงราชโยธา มหาชนพลลูกเจ้าลูกขุนมุขมนตรีทั้งหลาย ยายกัน ให้ถือกระทรง ข้าวตอกดอกไม้ ไต้ เทียน ตีพาทย์ ดังพิณ ฆ้อง กลอง ปี่สรไน พิสเนญชัย ทะเทียด กาหล แตรสังข์ มรทงค์ ดงเดือด เสียงเลิศเสียงก้อง อีกทั้งคนโห่อื้อดาสะท้านทั่วทั้งนครหริภุญไชยแล จึงไปรับพระมหาเถรเป็นเจ้า อัญเชิญเข้ามาในพระพิหาร โอยทานเวนทั้งกุฏิสถานอาวาสนี้ แก่พระมหาเถรเป็นเจ้านั้น แล้วจึงบำเรอแก่พระมหาเถรเป็นเจ้า แลฝูงสงฆ์ทั้งหลายด้วยจตุปัจจัยอันควรดี ฝูงคนอันอยู่ภาย กุมกาม เชียงใหม่ ก็ดี ฝูงคนอันมีในเมืองหริภุญไชยนี้ก็ดี เขามีใจศรัทธาแก่พระมหาเถรเป็นเจ้า…”

ข้อความดังกล่าวถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันการปรากฏชื่อ “กุมกาม” ในศิลาจารึก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในช่วงรัชสมัยพญากือนาธรรมิกราช เวียงกุมกามเป็นชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่ และมีความสัมพันธ์กับเมืองเชียงใหม่และเมืองหริภุญไชยผ่านกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา

ปัจจุบัน ศิลาจารึกวัดพระยืน (ลพ. ๓๘) ยังคงเก็บรักษาอยู่ ณ วัดพระยืน พระอารามหลวง ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นวัดโบราณสำคัญที่สร้างขึ้นในสมัยพญากือนาธรรมิกราช และเป็นศูนย์กลางของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในดินแดนล้านนา

ที่มาข้อมูล
เวียงกุมกาม : รายงานการขุดค้น ขุดแต่ง ศึกษาและบูรณะโบราณสถาน หน่วยศิลปากรที่ ๔ เชียงใหม่ กองโบราณคดี พ.ศ. ๒๕๓๑–๒๕๓๒

🌸สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่🌸ยินดีต้อนรับ นายเดชา สุดสวาทผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรีเนื่องในโอกาสไ...
27/07/2026

🌸สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่🌸

ยินดีต้อนรับ นายเดชา สุดสวาท
ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี

เนื่องในโอกาสได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่

📣กรมศิลปากร ขอเชิญเที่ยวชมบรรยากาศโบราณสถานยามค่ำคืน เนื่องในโอกาสการเฉลิมพระเกียรติ วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระ...
24/07/2026

📣กรมศิลปากร ขอเชิญเที่ยวชมบรรยากาศโบราณสถานยามค่ำคืน
เนื่องในโอกาสการเฉลิมพระเกียรติ วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙

🌼การประดับไฟโบราณสถานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยวยามค่ำคืน
บริเวณพื้นที่โบราณสถานเวียงกุมกาม ได้แก่ วัดเจดีย์เหลี่ยม
วัดธาตุขาว วัดปู่เปี้ย วัดอีก้าง วัดหนานช้าง และวัดกู่ป้าด้อม
เวียงกุมกาม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

🌸ทุกวัน เวลา ๑๘.๐๐ - ๒๒.๐๐ น.

🌟และอย่าลืมเก็บภาพสวยๆ ของโบราณสถานมาอวดกันได้
โดยติดแฮชแท็ก #กุมกามยามราตรี

📜 เวียงกุมกามในประวัติศาสตร์ล้านนา (จากหลักฐานทั้งหมด)เวียงกุมกามเป็นเมืองโบราณสำคัญแห่งหนึ่งในลุ่มน้ำปิง และเป็นหนึ่งใน...
24/07/2026

📜 เวียงกุมกามในประวัติศาสตร์ล้านนา (จากหลักฐานทั้งหมด)

เวียงกุมกามเป็นเมืองโบราณสำคัญแห่งหนึ่งในลุ่มน้ำปิง และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญของอาณาจักรล้านนา เรื่องราวของเมืองแห่งนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารโบราณหลายประเภท ทั้งตำนาน คัมภีร์ทางศาสนา พงศาวดาร และศิลาจารึก อาทิ ตำนานมูลศาสนา, ชินกาลมาลีปกรณ์, ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, พงศาวดารโยนก, พงศาวดารภาคที่ ๖๑, ตำนาน ๑๕ ราชวงศ์ ตลอดจนศิลาจารึกวัดพระยืน จังหวัดลำพูน ซึ่งกล่าวถึง “ชาวกุมกาม” ไว้อย่างชัดเจน

แม้เอกสารส่วนใหญ่จะกล่าวตรงกันว่าเวียงกุมกามถูกสร้างก่อนเมืองเชียงใหม่ แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดกลับพบว่าแต่ละฉบับระบุช่วงเวลาการสร้างแตกต่างกัน บางฉบับระบุศักราชไว้อย่างชัดเจน ขณะที่บางฉบับไม่ได้ระบุไว้ ทำให้เกิดข้อถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะข้อมูลใน ชินกาลมาลีปกรณ์ ซึ่งระบุว่าพญามังรายสร้างเวียงกุมกามภายหลังการสร้างเมืองเชียงใหม่ อันแตกต่างจากเอกสารอีกหลายฉบับ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการรวบรวมและเปรียบเทียบหลักฐานจากเอกสารต่าง ๆ เพื่อศึกษาลำดับเหตุการณ์การก่อกำเนิดเวียงกุมกามและเมืองเชียงใหม่

📕 เวียงกุมกามใน “ชินกาลมาลีปกรณ์”

ชินกาลมาลีปกรณ์ รจนาโดยพระรัตนปัญญาเถระ กล่าวถึงเหตุการณ์ว่า ภายหลังพญามังรายมีชัยชนะเหนือพระเจ้าญี่บาและได้ครอบครองหริภุญชัยแล้ว พระองค์ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ในพื้นที่ระหว่างดอยสุเทพกับแม่น้ำพิงค์ และต่อมาจึงโปรดให้สร้างนครกุมกาม พร้อมทั้งสร้างเจดีย์กู่คำภายในเมือง

จากข้อความในเอกสารระบุว่า เมืองเชียงใหม่สร้างขึ้นเมื่อ จุลศักราช ๖๕๘ และเวียงกุมกามสร้างขึ้นเมื่อ จุลศักราช ๖๖๕ แสดงว่าเวียงกุมกามถูกสร้างหลังเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๗ ปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับเอกสารโบราณฉบับอื่น

📗 เวียงกุมกามใน “ตำนานมูลศาสนา”

ตำนานมูลศาสนา ซึ่งถือกันว่าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ล้านนาที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นต้นเค้าของเอกสารรุ่นหลังหลายฉบับ บันทึกว่า พญามังรายประทับอยู่ที่เวียงกุมกามก่อน จากนั้นเสด็จไปยังเชิงดอยสุเทพ ทอดพระเนตรเห็นชัยภูมิอันเหมาะสม จึงโปรดให้สร้างเมืองใหม่ ขุดคูเมือง วางผังเมือง และสร้างพระราชวัง ก่อนพระราชทานนามว่า “เชียงใหม่”

เนื้อหาในตำนานมูลศาสนาจึงสะท้อนอย่างชัดเจนว่า เวียงกุมกามมีอยู่ก่อนการสถาปนาเมืองเชียงใหม่

📘 เวียงกุมกามใน “ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่”

ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเดิมเป็นเอกสารใบลาน และนายสงวน โชติสุขรัตน์ ได้รวบรวม ปริวรรต และจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ ระบุว่า

“…ถึงปีรวายเส็ด ศักราชได้ ๖๔๘ เจ้าพระยามังรายย้ายมาสร้างเวียงกุมกาม…”

จากข้อความดังกล่าว ทำให้ทราบว่าพญามังรายสร้างเวียงกุมกามเมื่อ จุลศักราช ๖๔๘ ซึ่งเก่ากว่าศักราชที่ปรากฏในชินกาลมาลีปกรณ์ถึง ๑๗ ปี

📙 เวียงกุมกามใน “พงศาวดารภาคที่ ๖๑”

พงศาวดารภาคที่ ๖๑ ซึ่งเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ล้านนาอีกฉบับหนึ่ง ระบุว่า พญามังรายย้ายมาตั้งชุมชนที่เชียงกุ่มกวมแม่ระมิง และตั้งบ้านอยู่ ๓ แห่ง คือ บ้านกลาง บ้านลุ่ม และบ้านแห้ม พร้อมกล่าวถึงปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน

ศักราชการสร้างเวียงกุมกามในพงศาวดารภาคที่ ๖๑ ตรงกับตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ คือ จุลศักราช ๖๔๘ ซึ่งสนับสนุนแนวคิดว่าเวียงกุมกามสร้างก่อนเมืองเชียงใหม่

📖 เวียงกุมกามใน “พงศาวดารโยนก”

พงศาวดารโยนก ซึ่งรวบรวมและเรียบเรียงโดยพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) เป็นเอกสารที่รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ล้านนาไว้อย่างละเอียด และมีการตรวจสอบศักราชจากเอกสารหลายฉบับ

พงศาวดารกล่าวว่า หลังจากพญามังรายตีเมืองหริภุญชัยได้สำเร็จ พระองค์ประทับอยู่ที่หริภุญชัยเป็นเวลา ๒ ปี ก่อนย้ายไปตั้งชุมชนที่ “ชะแว” ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ แต่เนื่องจากเกิดน้ำท่วมในฤดูฝน จึงโปรดย้ายมาสร้างเวียงกุมกามเมื่อ จุลศักราช ๖๔๘

ภายในเวียงกุมกาม โปรดให้ขุดคูเมืองทั้งสี่ด้าน ผันน้ำจากแม่น้ำพิงค์เข้าคูเมือง สร้างลำเวียงล้อมรอบเมือง ขุด “หนองต่าง” ไว้ใกล้พระราชวัง และจัดตั้ง “ตลาดกุมกาม” ให้เป็นศูนย์กลางการค้าของผู้คน

พงศาวดารยังบันทึกว่า พญามังรายทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชนเพื่อทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของราษฎร และเมื่อทอดพระเนตรเห็นความยากลำบากในการสัญจรทางน้ำ จึงโปรดให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำพิงค์

ต่อมาใน จุลศักราช ๖๕๐ โปรดให้นำดินจากการขุดหนองต่างมาก่อสร้าง เจดีย์กู่คำ ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญของเวียงกุมกาม

อย่างไรก็ตาม พงศาวดารโยนกยังระบุว่า เมืองเชียงใหม่สร้างขึ้นเมื่อ จุลศักราช ๖๕๘ เช่นเดียวกับชินกาลมาลีปกรณ์ แต่แตกต่างกันในเรื่องศักราชการสร้างเวียงกุมกาม

จากการพิจารณาหลักฐานทั้งหมด จะเห็นได้ว่าเอกสารแต่ละฉบับให้ข้อมูลแตกต่างกันในรายละเอียด โดยเฉพาะลำดับเวลาการสร้างเวียงกุมกามและเมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้ เนื่องจากเอกสารเหล่านี้ล้วนถูกรวบรวมและเรียบเรียงขึ้นหลังเหตุการณ์จริงหลายร้อยปี อาศัยการถ่ายทอดจากความทรงจำและคำบอกเล่าสืบต่อกันมา จึงไม่อาจสรุปข้อยุติจากเอกสารเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับหลักฐานทางโบราณคดี

📜 หลักฐานจากศิลาจารึก

ชื่อ “กุมกาม” ปรากฏเป็นหลักฐานชั้นต้นอย่างชัดเจนใน ศิลาจารึกวัดพระยืน (ลพ.๓๘) จังหวัดลำพูน จารึกขึ้นเมื่อ จุลศักราช ๗๓๒ ในรัชสมัยพญากือนา เนื้อหากล่าวถึงการอาราธนาพระสุมนเถระจากสุโขทัยมายังวัดพระยืน และบันทึกว่ามีพุทธศาสนิกชนจาก หริภุญชัย เวียงกุมกาม และเชียงใหม่ มาร่วมงานบุญเป็นจำนวนมาก

การปรากฏชื่อ “กุมกาม” ในศิลาจารึกซึ่งเป็นหลักฐานร่วมสมัย จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันการมีอยู่ของเวียงกุมกามในประวัติศาสตร์ล้านนา

🏛 หลักฐานทางโบราณคดี

นอกเหนือจากเอกสารโบราณแล้ว หลักฐานทางโบราณคดี ทั้งแนวกำแพงเมือง คูเมือง โบราณสถาน และโบราณวัตถุที่ยังคงปรากฏอยู่ในพื้นที่ เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าเวียงกุมกามเคยเป็นเมืองที่มีอยู่จริง

นักวิชาการสันนิษฐานว่า ภายหลังพญามังรายมีชัยชนะเหนือหริภุญชัยใน พ.ศ. ๑๘๒๔ พระองค์ประทับอยู่ที่หริภุญชัยระยะหนึ่ง ก่อนย้ายไปตั้งชุมชนที่ชะแว และสร้างเวียงกุมกามราว พ.ศ. ๑๘๒๙ ต่อมาเมื่อมีการสถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านนาในช่วง พ.ศ. ๑๘๓๙–๑๘๔๐ เวียงกุมกามซึ่งเคยมีฐานะเป็นเมืองหลวงในระยะเวลาสั้น ๆ จึงค่อย ๆ ลดความสำคัญลง แม้จะยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่และมีบทบาทต่อเนื่องอีกหลายร้อยปี

ดังนั้น การศึกษาประวัติศาสตร์เวียงกุมกามจึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งหลักฐานเอกสาร ศิลาจารึก และหลักฐานทางโบราณคดีประกอบกัน เพื่อให้เข้าใจพัฒนาการของเมืองโบราณแห่งนี้ได้อย่างรอบด้าน และใกล้เคียงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากที่สุด

📚 แหล่งอ้างอิง
เวียงกุมกาม : รายงานการขุดแต่งศึกษาและบูรณะโบราณสถาน หน่วยศิลปากรที่ ๔ เชียงใหม่ กองโบราณคดี พ.ศ. ๒๕๓๑–๒๕๓๒

22/07/2026

📜 กำเนิดเวียงกุมกาม หลักฐานจากเอกสารประวัติศาสตร์ (ต่อ)

📜ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กับการกำเนิดเวียงกุมกาม
หลังจากพญามังรายทรงตีเมืองหริภุญชัยได้สำเร็จ พระองค์มิได้เสด็จไปสร้างเมืองเชียงใหม่ในทันที หากแต่ทรงเลือกพื้นที่ริมแม่น้ำระมิงค์ หรือแม่น้ำปิงในปัจจุบัน เพื่อสร้างเมืองแห่งใหม่ขึ้นเป็นศูนย์กลางการปกครอง เมืองนั้นคือ "เวียงกุมกาม"

หลักฐานสำคัญที่กล่าวถึงเหตุการณ์นี้คือ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ล้านนาที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง โดยระบุว่าใน จุลศักราช 648 (พ.ศ. 1830) พญามังรายโปรดให้สร้างเวียงกุมกาม พร้อมทั้งขุดคูเมืองทั้งสี่ด้าน และผันน้ำจากแม่น้ำระมิงค์เข้าสู่คูเมือง ดังข้อความในตำนานว่า

"...เจ้าพระยามังรายย้ายมาสร้างเวียงกุมกาม หื้อขุดเวียงที่สี่ด้าน ไปเอาน้ำระมิงค์เข้าใส่ คือตั้งลำเวียงรอดทุกเบื้อง ตั้งบ้านเรือนอยู่มากนัก..."

ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเวียงกุมกามมิใช่เพียงชุมชนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เป็นเมืองที่ได้รับการวางผังอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มแรก มีการขุดคูเมืองล้อมรอบทั้งสี่ด้าน พร้อมจัดการระบบน้ำโดยผันน้ำจากแม่น้ำปิงเข้าสู่คูเมือง อันเป็นทั้งระบบป้องกันเมืองและแหล่งน้ำสำหรับการดำรงชีวิตของผู้คน

กรมศิลปากรอธิบายว่า ข้อความในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่สอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบในปัจจุบัน ทั้งแนวคูเมือง คันดิน และผังเมืองรูปสี่เหลี่ยมซึ่งวางตัวขนานไปกับแนวแม่น้ำปิงสายเดิม แสดงให้เห็นถึงการเลือกชัยภูมิและการวางผังเมืองที่ผ่านการวางแผนมาเป็นอย่างดี

แม้เวียงกุมกามจะมีฐานะเป็นราชธานีเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนการสถาปนาเมืองเชียงใหม่ แต่เมืองแห่งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการสร้างอาณาจักรล้านนา และเป็นหลักฐานที่สะท้อนพระปรีชาสามารถของพญามังรายในการวางรากฐานการปกครองและการสร้างเมืองอย่างเป็นระบบ ซึ่งยังคงปรากฏร่องรอยให้ศึกษาอยู่จนถึงปัจจุบัน

อ้างอิง
ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่
กรมศิลปากร, สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่. กำเนิดเวียงกุมกาม

ที่อยู่

ศูนย์ข้อมูลเวียงกุมกาม 142/2 หมู่ 2 ต. ท่าวังตาล อ. สารภี
Chiang Mai
50140

เบอร์โทรศัพท์

+66641758375

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เวียงกุมกาม - Wiang Kum Kamผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์