News NBT Songkhla

News NBT Songkhla สถานีข่าวสารความเคลื่อนไหว เพื่อประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

03/09/2026
🔴รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน SME ต้องรอด 2026 วาง SMEs Journey ยกระดับผู้ประกอบ...
22/08/2026

🔴รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน SME ต้องรอด 2026 วาง SMEs Journey ยกระดับผู้ประกอบการไทยจาก “ต้องรอด” สู่ “ต้องโต” อย่างมั่นคงและทั่วถึง
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “SME ต้องรอด 2026” ชี้โลกการค้ากำลังเปลี่ยนแปลงรอบด้าน จากการแข่งขันด้วยต้นทุนและขนาด สู่การแข่งขันด้วยความเร็ว คุณค่า มาตรฐาน และความน่าเชื่อถือ วาง SMEs Journey ยกระดับผู้ประกอบการจาก Start–Scale Up–Leader–Regional Player พร้อมเปิดแนวคิด “5 เปลี่ยน” และ TAM Model หนุนผู้ประกอบการปรับตัว เปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส พา SME ไทยจาก “ต้องรอด” สู่ “ต้องโต” อย่างมั่นคงและทั่วถึง
วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “โอกาสและทางรอดของเศรษฐกิจและ SMEs ไทย” ภายในงาน “SME ต้องรอด 2026” ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการ SMEs และ Startups และผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงานจำนวนมาก
นางศุภจี กล่าวว่า โลกวันนี้กำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย ตลอดจนความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ จากการเน้นต้นทุนต่ำที่สุด สู่ความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน จากการแข่งขันด้วยขนาด สู่การแข่งขันด้วยความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายเพียงสินค้า สู่การขายคุณค่า ประสบการณ์ มาตรฐาน และความไว้วางใจ
สำหรับเศรษฐกิจไทย GDP ในไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ซึ่งมี 2 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือภาคการส่งออกและการลงทุน แม้ GDP ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก แต่ยังสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่สภาพัฒน์ปรับประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีขึ้นเป็นร้อยละ 2.2 สำหรับการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวกว่าร้อยละ 17 ที่มูลค่า 6.2 ล้านล้านบาท เร่งขึ้นจากร้อยละ 13 ในปี 2568 ที่มีมูลค่าราว 11 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ และจีนมีสัดส่วนรวมกันมากกว่าร้อยละ 30 ของการส่งออกไทย ขณะที่ทั้งสองประเทศมีแนวนโยบายและมาตรการทางการค้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การยึดโยงกับตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออก
ปัจจุบันไทยมี SMEs มากกว่า 3.3 ล้านราย คิดเป็นกว่าร้อยละ 99 ของธุรกิจทั้งหมด สร้างการจ้างงานกว่า 13 ล้านคน หรือเกือบร้อยละ 69 ของการจ้างงานรวม แต่ในจำนวนผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียนกว่า 30,000 ราย แม้ผู้ส่งออก SMEs จะมีมากกว่า 22,000 ราย กลับมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกเพียงร้อยละ 14 ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงข้อจำกัด แต่สะท้อนถึงโอกาสการเติบโตอีกมาก หากช่วยให้ SMEs เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี มาตรฐาน เงินทุน ตลาด และเครือข่ายธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ
นางศุภจี ระบุว่า การผลักดัน SMEs ให้เติบโตต้องแก้ 4 Pain Points อย่างเป็นระบบ ได้แก่ (1) รากฐานธุรกิจยังไม่แข็งแรง ทั้งด้านการบริหาร บัญชี การเงิน ข้อมูล และเทคโนโลยี (2) การสร้างมูลค่าเพิ่มยังต้องเชื่อมกับความต้องการของตลาดมากขึ้น โดยการใช้ข้อมูล AI เทคโนโลยี Branding และ Storytelling (3) ช่องทางตลาดยังจำกัด โดย SMEs อาจต้องปรับตัวสู่ช่องท่างออนไลน์มากขึ้น และ (4) การสร้างสภาพการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงประเด็นปัญหานอมินี และสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ
ด้านแนวนโยบายเศรษฐกิจ นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องดูแลปัญหาเร่งด่วนวันนี้ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในวันข้างหน้า โดยในระยะสั้นจะลดภาระค่าครองชีพ ดูแลเสถียรภาพราคาสินค้า และช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสภาพคล่องและตลาด ส่วนในระยะยาวจะเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับสินค้าและบริการ พัฒนาทักษะและเทคโนโลยี และปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ
กระทรวงจึงขับเคลื่อนงานผ่าน 5 นโยบายหลัก ได้แก่ (1) ดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ และยกระดับชุมชน (2) รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร (3) สร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน (4) สร้างสมดุลการส่งออก และ (5) ยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ โดยในการสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน มีการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ สร้างตลาดและรายได้ เพิ่มมูลค่าสินค้าและเศรษฐกิจชุมชน และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ผ่านการปราบปรามนอมินี การตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และการใช้มาตรการ AD/CVD/SG
ในด้านกลไกขับเคลื่อน รัฐบาลดำเนินงานผ่านคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งมีนางศุภจีเป็นประธาน โดยจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้าน 4 คณะ ครอบคลุมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SMEs และการค้าระหว่างประเทศ โดยแบ่งการทำงานเป็น 2 ระยะ คือ Quick Big Win ที่มุ่งให้เกิดผลภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี และ Big Win สำหรับการปรับโครงสร้างระยะ 2-4 ปี สำหรับคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะมุ่งยกระดับผู้ประกอบการตลอดเส้นทางการเติบโต หรือ SMEs Journey ตั้งแต่ Start–Scale Up–Leader–Regional Player โดยออกแบบมาตรการสนับสนุนให้สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการในแต่ละช่วง ตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ การเพิ่มผลิตภาพและขยายตลาด ไปจนถึงการก้าวสู่ผู้ประกอบการระดับภูมิภาค
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs นางศุภจีเสนอแนวคิด “5 เปลี่ยน” เป็นแนวทางสำคัญในการปรับตัว ได้แก่ (1) เปลี่ยนจากแข่งขันด้วยราคา สู่แข่งขันด้วยคุณค่า (2) เปลี่ยนจากขายสินค้า สู่สร้างแบรนด์และประสบการณ์ (3) เปลี่ยนจากตัดสินใจด้วยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว สู่การใช้ข้อมูลและ AI (4) เปลี่ยนจากขายช่องทางเดียว สู่การเชื่อมทุกช่องทาง และ (5) เปลี่ยนจากทำคนเดียว สู่การสร้างเครือข่ายและพันธมิตร พร้อมฝากหลักคิด TAM Model - Think Big, Act Small, Move Right โดย Think Big คือมองเป้าหมายให้ไกล Act Small คือเริ่มลงมือจากก้าวที่ทำได้จริง และ Move Right คือเลือกจังหวะ ตลาด เทคโนโลยี และพันธมิตรที่เหมาะสม เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่สร้างผลลัพธ์ได้สูงสุด
นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า โลกที่ไม่เหมือนเดิมอาจทำให้การทำธุรกิจยากขึ้น แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มองเห็นและปรับตัวได้เร็วกว่า และ “ขอให้ช่วยกันเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส เปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นแรงผลักดัน และเปลี่ยนคำว่า ‘SME ต้องรอด’ ให้ก้าวไปสู่ ‘SME ไทยต้องโต’ อย่างมั่นคงและทั่วถึง”
#เศรษฐกิจไทย #ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ้องรอด2026 ้องโต #กระทรวงพาณิชย์ #5เปลี่ยน #ยกระดับSMEไทย

22/08/2026

นายกฯ เดินทางกลับไทย หลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ เตรียมลงพื้นที่น่านพรุ่งนี้ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

วันนี้ (22 ส.ค.69) เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครโอ๊คแลนด์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยา และคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ กลับประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในเวลาประมาณ 19.45 น. วันนี้ ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ก่อนเตรียมลงพื้นที่จังหวัดน่านในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย รับฟังปัญหา และเร่งประสานการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ในการเดินทางกลับ มีนายทาฮา แมคเฟอร์สัน (Mr. Taha Macpherson) รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและการค้า ด้านนโยบายและแผน ในฐานะผู้แทนรัฐบาลนิวซีแลนด์ พร้อมด้วยนางเรย์ลีน ซีอาลี ทากาลอ ลูฟาลานี (H.E. Ms. Raylene Siale Tagaloa Liufalani) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย นางสาวซาราห์ วอล์ช (Ms. Sarah Walsh) อธิบดีกรมพิธีการ กระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ และนางสาวรูธ ลูอิส (Ms. Ruth Lewis) หัวหน้าผู้รับผิดชอบการเยือน สำนักงานการเยือนและพิธีการ ร่วมส่งนายกรัฐมนตรีและคณะ โดยมีนายมงคล วิศิษฎ์สตัมภ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวลลิงตัน ร่วมด้วย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรีจะกลับมาปฏิบัติภารกิจภายในประเทศต่อทันที โดยให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่านและการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

#นายกรัฐมนตรี

22/08/2026
22/08/2026

จับตา 11 ชุมชน อ.บ่อเกลือ เสี่ยงเส้นทางถูกตัดขาด ❗️

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม โดย GISTDA ใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่วิเคราะห์ถนนและเส้นทางน้ำ เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง

สถานการณ์ฝนที่ตกต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ทำให้ต้องเฝ้าระวัง 11 ชุมชนที่มีความเสี่ยงต่อการถูกตัดขาดจากเส้นทางคมนาคม เนื่องจากหลายชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงและมีเส้นทางสัญจรเชื่อมต่ออย่างจำกัด หากเกิดฝนตกหนักหรือน้ำหลาก อาจส่งผลให้ถนนและเส้นทางเข้าถึงชุมชนได้รับความเสียหายจนไม่สามารถสัญจรได้

📍ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เฝ้าระวัง ได้แก่
บ้านแดงพัฒนา บ้านห้วยงอบ บ้านห้วย-ขุนดิน บ้านเตยลาง บ้านแดงหลวง บ้านคาเวียง บ้านน้ำถิ่น รวมถึงชุมชนอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ตามแนวพื้นที่เสี่ยงในอำเภอบ่อเกลือ

การวิเคราะห์สถานการณ์ครั้งนี้อาศัย ข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะข้อมูลโครงข่ายถนน เส้นทางคมนาคม และเส้นทางน้ำ มาวิเคราะห์ร่วมกับตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนและลักษณะภูมิประเทศ เพื่อประเมินว่าชุมชนใดมีความเสี่ยงที่เส้นทางเข้า-ออกอาจถูกตัดขาดเมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก หรือดินถล่ม

ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง ชุมชน–ถนน–เส้นทางน้ำ และระบุจุดที่อาจเป็นคอขวดของการเดินทางได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนเฝ้าระวัง เตรียมเส้นทางสำรอง และสนับสนุนการเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม

ทั้งนี้ การติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินความเสี่ยงของเส้นทางคมนาคมและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที

#น้ำท่วมน่าน

22/08/2026

ปภ. สั่งเฝ้าระวังภัยพิบัติเข้มข้นทุกระยะ หลัง ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เตือนฝนตกหนัก 24 ส.ค.นี้ ระลอกใหม่

นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณภัย กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ครั้งที่ 19/2569 ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยระบุว่า แม้จะเป็นวันหยุด แต่เราก็ติดตามสถานการณ์กันอย่างต่อเนื่อง เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ทางอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงได้สั่งการและเน้นย้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ว่าให้ติดตามสถานการณ์น้ำให้ได้ว่า มาจากไหน และจะไปในทิศทางไหน ดังนั้นขอให้กรมชลประทานและกรมอุตุนิยมวิทยาประเมินสถานการณ์ พร้อมวิเคราะห์พื้นที่ที่มีความเสี่ยง เพื่อให้ทางจังหวัดแจ้งมาที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติในการส่ง Cell broadcast ไปยังแต่ละพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

แต่หากเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขอให้ตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ และอพยพประชาชนให้ได้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้ประสานไปยังสาธารณสุขจังหวัด และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทหารและตำรวจ ให้ช่วยกันระดมสรรพกำลังเคลื่อนย้ายสิ่งของจำเป็น ตลอดจนรักษาชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน

ส่วนปลายน้ำ ขอให้มีการวางแผนฟื้นฟูและทำความสะอาดพื้นที่ที่ประสบภัย แต่หากต้องการทรัพยากร หรือ การสนับสนุนใดๆ ขอให้แจ้งมาที่ส่วนกลาง เพื่อเตรียมความพร้อมและดำเนินการกันช่วยเหลือต่อไป

ขณะที่ เงินทดลองราชการนั้น หากมีข้อขัดข้อง หรือ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ให้แจ้งกลับมา จะได้ดำเนินการนอกเหนือหลักเกณฑ์กับทางกรมบัญชีกลาง

นอกจากนี้ นางสาวชัชดาพร ยังได้เน้นย้ำว่า สถานการณ์จะผ่านไปแล้วระลอกหนึ่ง แม้จะวางใจได้แล้ว แต่อย่าไว้ใจ พร้อมขอให้ติดตามและเฝ้าระวังอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงที่จะมีฝนตกหนักให้เข้มข้นขึ้น อย่าให้ซ้ำรอย และให้เตือนภัยให้ดี พร้อมยังเปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ทางกรมบัญชีกลางได้อนุมัติงบทดลองราชการฉุกเฉินให้กับทางจังหวัดน่านแล้ว 100 ล้านบาท จะได้มีความคล่องตัวและดำเนินการในเรื่องอื่นๆ แต่หากมีอะไรที่ต้องดำเนินการนอกเหนือจากนี้ ขอให้แจ้งมา เพื่อให้หน่วยงานดำเนินการตามคำสั่งต่อไป

ด้าน ตัวแทนศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ รายงาน สภาพภูมิอากาศต่อ ว่า ขอให้เฝ้าระวังสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม เป็นต้นไป เนื่องจากจะมีฝนตกหนักและอาจมีน้ำฝนสะสม โดยเฉพาะทางภาคตะวันตก ที่มีร่องมรสุมพาดผ่าน

ขณะที่ ภาคเหนือตอนบนอย่างจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง นั้น ขอให้เฝ้าระวังในพื้นที่ด้วยเช่นกัน เพราะอาจจะเกิดฝนตกหนัก รวมถึงมีน้ำฝนที่เกิดนอกพื้นที่ไหลเข้ามาจึงต้องระวังน้ำหลาก ดังนั้นขอให้ในพื้นที่และภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเฝ้าระวังการปล่อยน้ำของแม่น้ำโขงที่อาจจะมีระดับน้ำเพิ่มมากขึ้น และตรวจสอบอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ รวมถึงเรดาร์ 24 ชั่วโมง

ส่วนภาคตะวันออก จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และ สระแก้ว ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า ขอให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในวันที่ 29-30 สิงหาคมนี้ จะมีฝนตกหนักอีกระลอกหนึ่ง

ด้าน ผู้แทนสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.น่าน สรุปสถานการณ์สาธารณภัยอุทกภัยจังหวัดน่าน ว่า ภาพรวมสถานการณ์วันนี้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังไม่มี ปริมาณน้ำท่าที่ไหลผ่านเทศบาลเมืองน่าน มีปริมาณต่ำกว่าระดับตลิ่ง 2.3 เมตร และอ่างเก็บน้ำก็มีความจุ 100% ของอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ของจังหวัดน่าน

สำหรับสถานการณ์ระดับน้ำในจังหวัดน่าน ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ลดลงในทุกสถานี ขณะที่ สถานการณ์น้ำรายชั่วโมง ก็มีสถานการณ์ลดลงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ส่วนการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยและการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน จ.น่านได้ประกาศเขตพื้นที่ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ อ.ปัว อ.ท่าวังผา อ.สันติสุข อ. ภูเพียง และ อ.เมือง เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ในเรื่องของการแจ้งเตือน Cell Broadcast สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานส่วนกลางในการแจ้งเตือนจำนวนทั้งหมด 18 ครั้ง ในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัย

ส่วนผลกระทบระดับพื้นที่ ได้เกิดเหตุทั้งหมด 7 อำเภอ 34 ตําบล 223 หมู่บ้าน 21,050 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้นประชาชนได้รับผลกระทบทั้งหมด 66,097 คน ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ระดับน้ำลดลงปกติแล้ว และเข้าสู่ระยะการฟื้นฟูเรียบร้อย มีเพียงแค่ 2 ตำบล ใน อ.เวียงสา คือ ต.น้ำปั้ว กับ ต.ไหล่น่าน ที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่บางส่วน

ขณะที่ การดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการให้ความช่วยเหลือนั้น ได้ระดมสรรพกำลัง ทรัพยากรจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 9 พิษณุโลก , เขต 10 ลำปาง , เขต 15 เชียงราย และ เขต 16 ชัยนาท ร่วมลงพื้นที่ในการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ระหว่างการฟื้นฟูสถานการณ์ภาพรวมค่อนข้างดี

ส่วนปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะในเรื่องของการดำเนินงานคือระบบสื่อสาร เครือข่ายโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ตค่อนข้างจะขัดข้อง ทำให้การประสานงานและการรายงานค่อนข้างจะไม่ต่อเนื่อง อาจจะล่าช้า และข้อมูลรายสถานการณ์จะมีการรายงานในรูปแบบของหลายๆหน่วยงานรวมกันทำให้การประมวลผลค่อนข้างช้า รวมถึงทรัพยากรและกำลังพลมีอยู่จำกัดเวลาเกิดสถานการณ์พร้อมกันก็ต้องจัดลำดับความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ที่ อ.ปัว จ.น่าน ยังมีศูนย์พักพิง
11 แห่ง เทศบาลเมืองมี 1 แห่ง ซึ่งตอนนี้ยังมีประชาชนอยู่บางส่วน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมีการตั้งโรงครัวจึงมีน้ำดื่ม อาหาร ที่ค่อนข้างเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน

ด้าน ปภ.จังหวัดแม่ฮ่องสอน รายงานสถานการณ์น้ำ กล่าวต่อว่า เมื่อวานนี้ระดับน้ำสูงสุดที่ อ.สบเมย วัดได้ 28 มิลลิเมตร ส่วนระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีอยู่ 2 อ่าง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน และ อ่างเก็บน้ำมัดตะแกรง ที่ปัจจุบันน้ำเกินความจุทั้ง 2 อ่าง ซึ่งเราได้มีการบริหารจัดการน้ำให้มีการพร่องน้ำบริเวณท้ายอ่าง ส่วนสถานการณ์น้ำหลาก ในพื้นที่มีแม่น้ำปาย ที่เป็นลำน้ำผ่านจากอำเภอปายเข้าสู่อำเภอเมือง กับแม่น้ำยวม เป็นลำน้ำผ่านอำเภอแม่ลาน้อยและอำเภอแม่สะเรียง ซึ่งในขณะนี้ทั้งสองแม่น้ำระดับน้ำยังถือว่าอยู่ต่ำกว่าตลิ่ง ยังไม่ถึงค่าวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนในวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ได้รับผลกระทบ 5 อำเภอ คือ อำเภอสบเมย อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอขุนยวม อำเภอแม่ลาน้อย และอำเภอแม่สะเรียง 21 ตำบล 117 หมู่บ้าน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 รายและเสียชีวิต 1 ราย สถานการณ์คลี่คลายแล้วอยู่ในช่วงระหว่างการฟื้นฟู การให้ความช่วยเหลือและเยียวยา ทั้งนี้ ได้มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย 1 อำเภอ คือ อำเภอขุนยวม การประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือ ในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอแม่ลาน้อย อำเภอแม่สะเรียง และอำเภอสบเมย รวม 4 อำเภอ 16 ตำบล 92 หมู่บ้าน

#ปภ #ฝนตกหนัก

22/08/2026

“ลุยตั้งแต่เช้า!” เจเศรษฐ์ ระดมเครื่องจักรกำลังคน ฟื้นฟู “ปัว” นำรถน้ำ ปภ. โยธา ล้างบ้านเรือน ย้ำสิ่งไหนทำได้ทำทันที ไม่ทิ้งประชาชน

วันนี้ (22 ส.ค.69) นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ลงพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ตั้งแต่ช่วงเช้า เดินหน้าภารกิจฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมโยธาธิการและผังเมือง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระดมกำลังและเครื่องจักรเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ภารกิจสำคัญวันนี้ คือเร่งทำความสะอาดและคืนสภาพพื้นที่หลังน้ำลด ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลศิลาแลง และตำบลวรนคร อำเภอปัว ทั้งการขนย้ายสิ่งของที่มากับน้ำและการทำความสะอาดพื้นที่ โดยนำรถบรรทุกและเครื่องจักรเข้าขนย้ายขยะ สิ่งปฏิกูล เศษวัสดุ และซากสิ่งของที่ถูกน้ำพัดพามาทับถมออกจากชุมชน พร้อมนำรถฉีดน้ำเข้าทำความสะอาดถนน พื้นที่สาธารณะ และบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อลดภาระของประชาชนและให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ระหว่างลงพื้นที่ มท.3 กำชับว่า “สิ่งไหนทำได้ ให้ทำทันที ไม่ต้องรอ” โดยเฉพาะการทำความสะอาด การขนย้ายสิ่งกีดขวาง และการนำเครื่องจักรเข้าช่วยเหลือประชาชน ให้ใช้กำลังคนและทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากพื้นที่ใดขาดแคลนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ ให้เร่งประสานหน่วยงานและพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้ภารกิจฟื้นฟูเดินหน้าอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วที่สุด

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า วันนี้เครื่องจักรกลสาธารณภัยของ ปภ. ได้เข้ามาสนับสนุนการฟื้นฟูจังหวัดน่านเพิ่มเติม ซึ่งตอนนี้ได้ถึงพื้นที่และรับมอบภารกิจจากจังหวัด เข้าฟื้นฟูตามจุดที่ได้รับมอบหมาย ส่วนกรม ปภ. ส่วนกลาง ยังติดตามสถานการณ์และวางแผนพร้อมสนับสนุนทรัพยากรมาให้พื้นที่เพื่อให้ปฏิบัติงานอย่างคล่องตัว

ด้านนายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้กำชับสำนักงานโยธาธิการและผังเมือจังหวัด เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักและอุทกภัยในพื้นที่ โดยตรวจสอบความพร้อมของคันป้องกันน้ำท่วมและสถานีสูบน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และตรวจสอบโครงการก่อสร้างของโยธาฯ ไม่ให้สิ่งก่อสร้างหรือวัสดุจากโครงการกีดขวางทางน้ำและทางระบายน้ำ

นายเจเศรษฐ์ ได้กล่าวย้ำเพิ่มเติมว่า “ก่อนน้ำมา–เมื่อน้ำมา–น้ำลด” ปภ. โยธา เตรียมพร้อมทุกจังหวัด

“ก่อนน้ำมา” ให้ ปภ. วิเคราะห์ติดตาม แจ้งเตือน ให้รวดเร็ว และเตรียมเครื่องจักรกลให้พร้อมประจำพื้นที่ล่วงหน้า ส่วนโยธาให้ตรวจสอบความพร้อมของคันป้องกันน้ำท่วมและสถานีสูบน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และตรวจสอบโครงการก่อสร้างของโยธาฯ ไม่ให้สิ่งก่อสร้างหรือวัสดุจากโครงการกีดขวางทางน้ำและทางระบายน้ำ

“เมื่อน้ำมา” ให้ทุกจังหวัดเตรียมกำลังคนและทรัพยากรเข้าช่วยเหลือทันที โดยเฉพาะการระดมเครื่องจักรกล และใช้บัญชีเครื่องจักรที่จัดเตรียมไว้เป็นฐานในการบริหารจัดการ หากจังหวัดใดมีเครื่องจักรไม่เพียงพอ สามารถประสานกรม ปภ. และกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อสนับสนุนได้ทันที

“เมื่อน้ำลด” ให้บูรณาการเครื่องจักรเข้าพื้นที่ทันที เพื่อทำความสะอาด ขนย้ายขยะ ดินโคลน สิ่งปฏิกูล และสิ่งกีดขวาง พร้อมสนับสนุนการสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนและอาคาร เพื่อให้การช่วยเหลือและฟื้นฟูประชาชนเดินหน้าได้โดยเร็ว

ทั้งนี้ มท.3 ยังกล่าวย้ำว่า “น้ำลด ไม่ได้แปลว่างานจบ วันนี้เราลุยกันต่อ งานฟื้นฟูต้องเริ่มทันที อะไรที่ทำได้ให้ทำเลย ไม่ต้องรอ เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับบ้าน กลับมาใช้ชีวิต และกลับมาประกอบอาชีพได้เร็วที่สุด” พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำงานร่วมกับ อปท. อย่างใกล้ชิด สำรวจจุดที่ได้รับผลกระทบ และเร่งจัดสรรเครื่องจักร รถบรรทุก และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้เพียงพอต่อการฟื้นฟูเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

#กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย #ปภของประชาชน #ปภ #น้ำท่วมน่าน

ที่อยู่

เลขที่ 40 ถ. นิพัทธ์สงเคราะห์ 1
Hat Yai
90110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ News NBT Songkhlaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์