สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 กรมประชาสัมพันธ์

สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 6
กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี

จะเป็นเจ้าภาพที่ดีได้อย่างไร ต้องมีอะไรบ้าง?✨หัวใจคือ “น้ำใจแบบไทย” ที่อบอุ่นและจริงใจ พร้อมการสื่อสารที่ชัดเจน เสริมด้ว...
06/09/2026

จะเป็นเจ้าภาพที่ดีได้อย่างไร ต้องมีอะไรบ้าง?✨
หัวใจคือ “น้ำใจแบบไทย” ที่อบอุ่นและจริงใจ พร้อมการสื่อสารที่ชัดเจน เสริมด้วยบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ การใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวก การสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่มั่นใจได้ และพลังของ Local Hero ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างภาคภูมิใจ ทั้งหมดนี้คือกุญแจสำคัญ เพื่อให้คนไทยร่วมต้อนรับงานประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ในฐานะเจ้าบ้านที่ดีบนเวทีโลก 🌏💙
ขอเชิญคนไทยร่วมเป็นเจ้าภาพและต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.am2026thailand.go.th

“ปกรณ์” ชี้โลกเผชิญความท้าทาย ถึงเวลาพัฒนาระบบราชการจริงจัง รื้อขั้นตอน–เชื่อมข้อมูล ยกระดับขีดความสามารถประเทศนายปกรณ์ ...
05/09/2026

“ปกรณ์” ชี้โลกเผชิญความท้าทาย ถึงเวลาพัฒนาระบบราชการจริงจัง รื้อขั้นตอน–เชื่อมข้อมูล ยกระดับขีดความสามารถประเทศ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านรายการ คุยกับ ครม.อนุทิน ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ซึ่งประเดิมออกอากาศตอนแรกไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.ย.69 เวลา 09.05 น. ถึงแนวคิด "การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ"

รองนายกฯปกรณ์ ระบุถึงเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทนคำว่า “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่

โจทย์สำคัญวันนี้คือการลงมือปรับกระบวนการทำงานให้เห็นผลจริงในอดีตมีความพยายามปฏิรูประบบราชการมาหลายครั้ง แต่มักจบลงที่การตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน การศึกษา และการจัดทำนโยบาย แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งความผันผวนของการค้าโลก มาตรการกดดันระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนจัดและไฟป่า ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างปรับโครงสร้างและวิธีบริหารภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างงบประมาณของประเทศ ซึ่งมีรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้ ก็จะมีโอกาสขยับสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น

นายปกรณ์ย้ำว่า การพัฒนาระบบราชการไม่ควรเริ่มต้นจากการประกาศลดจำนวนข้าราชการ แต่ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้

“ผมไม่ได้บอกว่าเราจะลดคนไปเลยนะครับ มันคือการพัฒนาประสิทธิภาพ” นายปกรณ์กล่าว พร้อมอธิบายว่า เทคโนโลยีควรถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนงานบางประเภท ไม่ใช่มองว่าเป็นการทดแทนคน เช่น การส่งเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบสารบรรณดิจิทัล แทนการใช้เจ้าหน้าที่เดินถือแฟ้มระหว่างหน่วยงาน

ประสบการณ์การทำงานที่กฤษฎีกา ซึ่งเคยมีกระบวนงานประมาณ 170 กระบวนการ แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการนำเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานจากที่ใดก็ได้มาใช้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 หลายขั้นตอนที่เคยถูกมองว่าจำเป็นกลับสามารถลดหรือปรับเปลี่ยนได้ จึงควรนำบทเรียนดังกล่าวมาทบทวนกระบวนงานของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด

ในด้านโครงสร้าง นายปกรณ์เห็นว่า เมื่อภาครัฐได้รับภารกิจใหม่ ไม่ควรตอบสนองด้วยการตั้งหน่วยงาน กอง หรือคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง แต่ควรจัดทีมตามภารกิจ โดยดึงบุคลากรจากหลายส่วนมาทำงานร่วมกัน ลดโครงสร้างที่มีผู้บริหารจำนวนมาก และเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหา

สำหรับกำลังคนภาครัฐซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 ล้านคน ไม่ควรใช้ระบบบริหารบุคลากรแบบเดียวกับทุกอาชีพ เพราะครู แพทย์ พยาบาล ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในสายงานอื่นมีลักษณะงาน เวลา และภาระหน้าที่แตกต่างกัน แต่ละวิชาชีพจึงควรประเมินจำนวนคนจากปริมาณงานและคุณภาพของผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ

ขณะเดียวกันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลยังต้องเดินหน้าสู่ "ภาครัฐระบบเปิด" (Open Government) โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์อ่านและนำไปใช้ต่อได้ ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน และประชาชนควรติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน ซึ่งนอกจากจะทำให้บริการรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต

ในส่วนของการบริการประชาชนในอนาคตควรเปลี่ยนจากการทำงานแยกส่วนแบบหนึ่งหน่วยงานต่อหนึ่งเรื่อง ไปสู่การทำงานข้ามหน่วยงานและข้ามกระทรวง ประชาชนไม่ควรต้องนำข้อมูลชุดเดียวกันไปยื่นซ้ำ หรือติดต่อราชการหลายแห่งเพื่อดำเนินการเรื่องเดียว แต่ควรได้รับบริการแบบจุดเดียวจบ โดยหน่วยงานรัฐเป็นฝ่ายเชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานกันเอง

นายปกรณ์ยังเสนอให้พิจารณาช่องทางบริการแบบ Fast Track ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมาย โดยให้กฎหมายหลักกำหนดเฉพาะหลักการ ส่วนรายละเอียดควรอยู่ในกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้สามารถแก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

ผลสำเร็จของการพัฒนาระบบราชการต้องวัดจากสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ โดยเฉพาะระยะเวลาให้บริการ ซึ่งนายปกรณ์เห็นว่ากระบวนงานภาครัฐควรใช้เวลาลดลงอย่างน้อยประมาณร้อยละ 20–30 ภายหลังการปรับระบบและนำกฎหมายอำนวยความสะดวกมาใช้

โดยตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่งประชาชนสามารถจับต้องได้ คือการติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน สามารถตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น ขณะที่ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

ความพยายามพัฒนาระบบราชการครั้งนี้จึงไม่ควรสิ้นสุดลงที่ข้อเสนอหรือรายงานอีกครั้ง แต่ต้องลงมือรื้อกระบวนงาน เชื่อมโยงข้อมูล พัฒนาคน และวัดผลจากบริการที่ประชาชนได้รับ ซึ่งยังส่งผลต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเรียกคำนี้ว่า “การปฏิรูประบบราชการ” หรือ “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ก็ตาม หัวใจสำคัญคือ “ต้องลงมือทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ”

ศธ. เดินหน้าดูแล “ทายาทผู้ได้รับผลกระทบฯ ชายแดนใต้” จัดอบรมพัฒนาศักยภาพผู้รับทุน 285 คน เติมโอกาสทางการศึกษา สร้างพลังสู...
05/09/2026

ศธ. เดินหน้าดูแล “ทายาทผู้ได้รับผลกระทบฯ ชายแดนใต้” จัดอบรมพัฒนาศักยภาพผู้รับทุน 285 คน เติมโอกาสทางการศึกษา สร้างพลังสู่อนาคต

ปัตตานี - ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อติดตามและพัฒนาผู้ได้รับทุนการศึกษารายปีต่อเนื่องของทายาทผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งติดตามผลการศึกษา ดูแลความเป็นอยู่ เสริมสร้างทักษะชีวิต และเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพในอนาคต โดยมีนักเรียน นักศึกษา ครู และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรวม 285 คน

กิจกรรมจัดขึ้นวันที่ 4 กันยายน 2569 ณ ห้องพญาตานี 1 โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว ปัตตานี อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยมีนายนิกร เซ้งเถียร ผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานในพิธีเปิด และมีนายธนาวุฒิ ตรงนิตย์ รองผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวรายงาน

นายธนาวุฒิ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามและประเมินผลการศึกษา ความประพฤติ และความเป็นอยู่ของผู้ได้รับทุนให้เป็นไปตามเงื่อนไขและเกณฑ์ที่กำหนด ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การเรียนรู้ และการเตรียมความพร้อมสู่อาชีพ รวมทั้งสร้างขวัญกำลังใจ เปิดพื้นที่รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ ตลอดจนให้คำปรึกษาแก่ทายาทผู้ได้รับผลกระทบฯ และสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือระหว่างผู้รับทุน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ดูแลรับผิดชอบ

สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย นักเรียนและนักศึกษา 194 คน ครู 69 คน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่าย คณะทำงาน และวิทยากร รวมทั้งสิ้น 285 คน โดยตลอดการอบรม ผู้เข้าร่วมจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากรุ่นพี่ที่เคยได้รับทุน ผ่านกิจกรรม Story Telling “เรื่องเล่าจากพี่...สู่น้อง” และกิจกรรม Workshop เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดประสบการณ์สู่การพัฒนาตนเอง

ด้านนายนิกร เซ้งเถียร กล่าวในพิธีเปิดว่า ภารกิจของการจัดกิจกรรมไม่ได้มุ่งเพียงติดตามผลการเรียนและความประพฤติของผู้รับทุนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างทักษะชีวิต และสร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการดูแลและเยียวยาเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน พร้อมเน้นย้ำกับผู้ได้รับทุนว่า “ทุนการศึกษาที่ได้รับในวันนี้ คือ โอกาส” ทั้งโอกาสในการลดภาระของครอบครัว โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม และโอกาสในการพัฒนาตนเอง โดยขอให้ผู้รับทุนใช้โอกาสที่ได้รับในการตั้งใจศึกษา ฝึกฝนตนเอง เปิดรับความรู้ใหม่ ๆ และนำสิ่งที่ได้จากกิจกรรมไปเตรียมความพร้อมสำหรับการก้าวสู่อาชีพและการดำเนินชีวิตในอนาคตอย่างมั่นคง

“ทุนการศึกษา” ไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือ แต่คือการส่งต่อโอกาสและความหวัง
ทุนการศึกษารายปีต่อเนื่องของทายาทผู้ได้รับผลกระทบฯ เป็นทุนที่กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องตามศักยภาพของตนเอง

ทุนดังกล่าวจัดสรรตามระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับเด็กเล็กก่อนวัยเรียน 5,000 บาทต่อคนต่อปี ระดับอนุบาลและประถมศึกษา 6,000 บาทต่อคนต่อปี ระดับมัธยมศึกษา 10,000 บาทต่อคนต่อปี การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 5,000 บาทต่อคนต่อปี และระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่า 20,000 บาทต่อคนต่อปี โดยมุ่งหวังให้ผู้รับทุนพัฒนาความรู้ ทักษะ และศักยภาพของตนเอง เพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

การขับเคลื่อนทุนการศึกษาจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย หากแต่เป็นการใช้ “การศึกษา” เป็นกลไกสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัวและชุมชน พร้อมส่งต่อ “โอกาส” และ “ความหวัง” ให้เด็กและเยาวชนสามารถเดินหน้าบนเส้นทางการศึกษาอย่างมั่นคง มีเป้าหมายในชีวิต และเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคม และจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ยกระดับผู้บริหารสถานศึกษาชายแดนใต้ เปิดโลกเรียนรู้จาก 3 โรงเรียนต้นแบบ สู่การขับเคลื่อนการศึกษาในโลกยุคใหม่ศูนย์ขับเคลื่...
05/09/2026

ยกระดับผู้บริหารสถานศึกษาชายแดนใต้ เปิดโลกเรียนรู้จาก 3 โรงเรียนต้นแบบ สู่การขับเคลื่อนการศึกษาในโลกยุคใหม่

ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศค.จชต.) มุ่งยกระดับศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ผ่านกิจกรรม “ยกระดับศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ด้วยต้นแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รุ่นที่ 2” ภายใต้โครงการยกระดับการเรียนรู้ สร้างสรรค์อนาคตการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมุ่งให้ผู้บริหารได้เรียนรู้จากสถานศึกษาที่มีแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายการพัฒนาการศึกษาร่วมกัน

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–3 กันยายน 2569 โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษา
ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา จำนวน 118 คน เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านการศึกษาดูงานสถานศึกษาต้นแบบ 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวรพัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และโรงเรียนพัฒนาวิทยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ซึ่งแต่ละแห่งมีแนวทางและประสบการณ์ในการบริหารจัดการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ได้ตามบริบทของสถานศึกษา

การจัดกิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นให้ผู้บริหารได้เห็นแนวปฏิบัติจากพื้นที่จริง ทั้งด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา การพัฒนาศักยภาพครู การออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ตลอดจนการเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมอง และแนวคิดในการพัฒนาการศึกษาก่อนนำองค์ความรู้และประสบการณ์กลับไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงาน รุ่นที่ 1 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งมุ่งพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนด้านการบริหารสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริหารสถานศึกษาจากหลากหลายสังกัด จึงนำมาสู่การขยายผลและต่อยอดการเรียนรู้ รุ่นที่ 2
นอกจากการศึกษาดูงานแล้ว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมกันถอดบทเรียน แลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์จากสถานศึกษาต้นแบบ เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นายนิกร เซ้งเถียร ผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กระทรวงศึกษาธิการ) เป็นประธานในพิธีปิด พร้อมทั้ง พบปะ พูดคุย กับผู้เข้าร่วมประชุม

ศค.จชต. มุ่งหวังให้การพัฒนาครั้งนี้นำไปสู่การสร้าง “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา” ที่สามารถขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกภายในสถานศึกษา พัฒนาครูให้มีศักยภาพในการออกแบบการเรียนรู้ และสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ลงมือทำ และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่

05/09/2026

ตัวจริง เสียงจริง เธอ✨

กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมหารือเวที Shenzhen Sub-Forum เตรียมพร้อมปูทางสู่การประชุม Asia-Pacific Media Forum 5 ก.ย. นี้วันนี้...
04/09/2026

กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมหารือเวที Shenzhen Sub-Forum เตรียมพร้อมปูทาง
สู่การประชุม Asia-Pacific Media Forum 5 ก.ย. นี้

วันนี้ (4 กันยายน 2569) – นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมกิจกรรมเสวนา Shenzhen Sub-Forum ณ นครเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดโดยสำนักข่าวซินหัว (Xinhua News Agency) และเครือข่ายพันธมิตร เป็นกิจกรรมอุ่นเครื่องก่อนการประชุม Asia-Pacific Media Forum 2026 (APMF 2026) เพื่อรับฟังมุมมองและประสบการณ์จากเครือข่ายสื่อชั้นนำเกี่ยวกับบทบาทของสื่อในยุคดิจิทัล และแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

การจัดเวทีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมก่อนการประชุม Asia-Pacific Media Forum 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “Building A Path to Shared Prosperity for the Asia-Pacific Community: Media Consensus and Action” หรือ “ร่วมปูทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก: ฉันทามติและการขับเคลื่อนของสื่อ” โดยสำนักข่าวซินหัวได้เชิญผู้แทนประมาณ 200 คน จากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรสื่อชั้นนำ องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และผู้แทนสถานทูตจากประเทศต่าง ๆ จากทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยไฮไลท์สำคัญของงานวันพรุ่งนี้คือ เวทีปาฐกถาของผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในประเด็นสำคัญในการสื่อสารข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและภูมิทัศน์สื่อ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสื่อสารมวลชนในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในช่วง APEC China Year 2026 ก่อนนครเซินเจิ้นจะเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ สะท้อนบทบาทของสื่อในการเชื่อมโยงข้อมูล สร้างความเข้าใจ และสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย การเข้าร่วมของอธิบดีกรมประชา สัมพันธ์นับเป็นโอกาสสำคัญในการ ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรสื่อระหว่างประเทศ แลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ด้านการสื่อสาร ตลอดจนแสวงหาแนวทางพัฒนาความร่วมมือด้านข่าวและเนื้อหา เพื่อส่งเสริมการสื่อสารที่สร้างความเข้าใจและความร่วมมือในประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก

🛑 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเวที Workshop ขับเคลื่อนงานความมั่นคงภาคใต้ ย้ำ “บริหารความมั่นคงเชิงรุก” ผนึกกำล...
04/09/2026

🛑 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเวที Workshop ขับเคลื่อนงานความมั่นคงภาคใต้ ย้ำ “บริหารความมั่นคงเชิงรุก” ผนึกกำลังฝ่ายปกครอง–ตำรวจ ใช้ข้อมูลนำการปฏิบัติ สร้างความปลอดภัยประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
วันนี้ (4 กันยายน 2569) ที่โรงแรมคริสตัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 3 (ภาคใต้) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ตลอดจนผู้แทนส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภัยคุกคามมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน การบริหารจัดการจึงไม่สามารถต่างคนต่างทำ หรือรอให้เกิดเหตุแล้วจึงเข้าแก้ไขได้อีกต่อไป กระทรวงมหาดไทยจึงมุ่งปรับแนวคิดสู่ “การบริหารความมั่นคงเชิงรุก” ด้วยการบูรณาการข้อมูลข่าวสาร การประเมินความเสี่ยง และการระดมสรรพกำลังจากทุกหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและเกิดผลเป็นรูปธรรม
พร้อมเน้นย้ำให้ฝ่ายปกครองและตำรวจทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมอำเภอ” โดยมีนายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเป็นกลไกสำคัญ ยึดหลัก “คิดร่วมกัน วางแผนพร้อมกัน และทำไปด้วยกัน” ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน หรือ One Data พร้อมบูรณาการงานด้านการข่าวผ่านกลไก “โต๊ะข่าว” เพื่อร่วมกันประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพิ่มความถี่ในการจัดตั้งจุดตรวจและจุดสกัด เพื่อป้องกันและสกัดกั้นอาวุธปืน ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณะ การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการทุจริตทางทะเบียนราษฎร การตรวจสอบธุรกิจนอมินีและทุนสีเทา การตรวจสอบเส้นทางการเงินและมาตรการป้องกันการฟอกเงิน การกวาดล้างผู้มีอิทธิพลและกลุ่มอันธพาล การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ตลอดจนการยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยและป้องกันการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ยังเน้นการขับเคลื่อน Operation 90 Days “ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดฟื้นฟู โดยเร่งนำผู้เสพกลุ่มสีแดงเข้าสู่ระบบการรักษา ควบคู่กับมาตรการควบคุมอาวุธปืน การตรวจเข้มสถานบริการและสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ การกำกับดูแลโรงแรม การป้องกันการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประชาชน รวมถึงการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซีย โดยให้ความสำคัญกับการข่าวเชิงรุกและแนวทาง “ความมั่นคงเดินคู่กับการพัฒนา” พร้อมนำความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
โอกาสนี้ นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมในนามจังหวัดสงขลา โดยกล่าวว่า จังหวัดสงขลาเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการคมนาคมที่สำคัญของภาคใต้ อีกทั้งมีนักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ ทั้งฝ่ายปกครองและตำรวจ จะได้รับทราบนโยบายโดยตรง พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกัน เพื่อให้การดำเนินงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นรูปธรรม
ด้านนายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็น “ผู้นำทีมจังหวัด” กำหนดลำดับความสำคัญของปัญหา และให้นายอำเภอร่วมกับตำรวจขับเคลื่อนแนวทางลงลึกถึงระดับตำบล ชุมชน และหมู่บ้าน โดยทุกจังหวัดต้องประเมินผลจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งปัญหาที่ลดลง ความปลอดภัยของประชาชนที่เพิ่มขึ้น และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
ขณะที่ พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 นำเสนอภาพรวมการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ โดยเน้นย้ำว่า ความมั่นคงที่แท้จริงคือความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการปฏิบัติงานในลักษณะ “ทีมเดียวกัน” ระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกระดับ โดยผลการดำเนินงานและแนวทางสำคัญของตำรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 ครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ การปราบปรามขบวนการนอมินีในพื้นที่ท่องเที่ยว สามารถยึดทรัพย์สินรวมกว่า 3,171 ล้านบาท การกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและบัญชีม้า จับกุมผู้กระทำความผิดได้กว่า 6,700 ราย พร้อมมุ่งเน้นการสกัดกั้น SimBox และตัดวงจรทางการเงิน รวมถึงการปราบปรามยาเสพติด สามารถยึดทรัพย์สินกว่า 1,609 ล้านบาท พร้อมเพิ่มความเข้มงวดบริเวณจุดตรวจชายแดนและระบบขนส่ง
นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว ด้วยการจัดตั้งศูนย์ Real-time Crime Center เชื่อมโยงเทคโนโลยี AI และกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันเหตุล่วงหน้า ตลอดจนการขับเคลื่อนงานความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยปรับกลยุทธ์สู่การใช้ข้อมูลนำการปฏิบัติ บูรณาการฐานข้อมูลยานพาหนะ นิติวิทยาศาสตร์ และ DNA ร่วมกับทหาร ฝ่ายปกครอง และ กอ.รมน. ควบคู่กับการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลและแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างเด็ดขาด
ด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวรายงานว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดนโยบายด้านความมั่นคง สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และบูรณาการการทำงานระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งยกระดับการทำงานเป็น “ทีมอำเภอ” ร่วมวิเคราะห์ปัญหา จัดทำแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดี เพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ การประชุมมีผู้เข้าร่วมจาก 14 จังหวัดภาคใต้ รวม 151 อำเภอ และ 247 สถานีตำรวจภูธร จำนวน 398 คน เพื่อร่วมกันกำหนดประเด็นสำคัญ จัดทำแผนงาน และเสนอแนวทางการสนับสนุนจากส่วนกลาง อันจะนำไปสู่การบูรณาการการทำงานด้านความมั่นคงในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา/ภาพ-ข่าว

จังหวัดตรัง จัดการแข่งขันรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ (ออฟโรด) รายการ "NAS Challenge 2026" ครั้งที่ 14  กระตุ้นเศรษฐกิจและการท...
04/09/2026

จังหวัดตรัง จัดการแข่งขันรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ (ออฟโรด) รายการ "NAS Challenge 2026" ครั้งที่ 14 กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว (Sport Tourism)
นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ (ออฟโรด) รายการ "NAS Challenge 2026" ครั้งที่ 14 โดยมี ประธานชมรมบูมเมอแรงออฟโรดจังหวัดตรัง พร้อมด้วย รองนายกเทศมนตรีนครตรัง การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง ตลอดจนคณะนักแข่ง สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน ณ บริเวณหอนาฬิกา จังหวัดตรัง
ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อจังหวัดตรัง นอกจากช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการแล้ว ยังช่วยประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล อีกทั้งกีฬายานยนต์ออฟโรดยังสะท้อนถึงทักษะ ความสามัคคี และความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน พร้อมขอขอบคุณคณะผู้จัดงานทุกฝ่ายและขออวยพรให้นักกีฬาทุกท่านประสบความสำเร็จและแข่งขันด้วยความปลอดภัย
การแข่งขันในครั้งนี้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 - 6 กันยายน 2569 โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากชมรมบูมเมอแรงออฟโรดจังหวัดตรัง, เทศบาลนครตรัง, สมาพันธ์ออฟโรดแห่งประเทศไทย, บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ วัตถุประสงค์และประโยชน์ของการจัดงาน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ดึงดูดผู้รักการผจญภัย นักแข่ง และนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้เดินทางมาสัมผัสความงดงามของธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ร้านค้า โรงแรม และชุมชนในพื้นที่จังหวัดตรัง ยกระดับกีฬายานยนต์ พัฒนาและส่งเสริมกีฬายานยนต์ออฟโรดในภูมิภาคให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในระดับสากล สานสัมพันธ์ผ่านกิจกรรม สร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านผ่านกิจกรรมกีฬายานยนต์

เทศบาลนครตรัง เดินหน้าปรับปรุงพื้นที่ เพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนนายแพทย์รักษ์ บุญเจริญ นายกเทศมนตรีนครตรัง มอบหมายเจ้าหน...
04/09/2026

เทศบาลนครตรัง เดินหน้าปรับปรุงพื้นที่ เพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน
นายแพทย์รักษ์ บุญเจริญ นายกเทศมนตรีนครตรัง มอบหมายเจ้าหน้าที่งานตีเส้นจราจร ดำเนินการ ทาสีกันลื่นบริเวณทางเท้าภายในสระเพิ่มสุข เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการลื่นล้ม และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาใช้บริการ พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่งานสาธารณูปโภค ดำเนินการ ซ่อมแซมฝาคูระบายน้ำคอนกรีต บริเวณถนนเจิมปัญญา
ทั้งนี้ เพื่อให้อยู่ในสภาพแข็งแรงและปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และช่วยให้ระบบระบายน้ำสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทศบาลนครตรัง มุ่งมั่นดูแลและพัฒนาสาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับประชาชนชาวนครตรัง

ที่อยู่

สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 ถนน นิพัทธ์สงเคราะห์ 1 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่
Hat Yai
90110

เบอร์โทรศัพท์

+66 74 231 332

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 กรมประชาสัมพันธ์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 กรมประชาสัมพันธ์:

ทางลัด

แชร์