23/08/2026
ปก วารสาร Lancet เขียนโดย editor แปลไทยได้ว่า การเคลื่อนไหวที่มุ่งลดทอนสิทธิของ LGBTQ+ มิได้กระทบเฉพาะคนกลุ่มหนึ่ง แต่สะท้อนความพยายามที่จะจำกัดเสรีภาพของเราทุกคน ทั้งเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของตนเอง และสิทธิในความเป็นส่วนตัว
สุขภาวะของคน LGBTQ+ เป็นเสมือนตัวชี้วัดมาอย่างยาวนานถึงความก้าวหน้าในภาพรวมของ สิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคด้านสุขภาพ ขบวนการเรียกร้องสิทธิของ LGBTQ+ ในยุคใหม่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการผลักดันให้ความหลากหลายทางเพศไม่ถูกมองว่าเป็นอาชญากรรมหรือเป็นภาวะทางพยาธิวิทยาอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่ได้มาอย่างยากลำบากเหล่านี้สามารถสูญหายได้โดยง่าย และในหลายส่วนของโลกไม่เพียงไม่มีความก้าวหน้าเพิ่มเติม แต่ LGBTQ+ ยังถูกปฏิเสธแม้กระทั่งสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่สุด
ปัจจุบัน การมีเพศสัมพันธ์โดยสมัครใจ เป็นการส่วนตัว ระหว่างคนเพศเดียวกัน ยังคงเป็นความผิดทางอาญาใน 65 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นในปี 2025 เป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งทศวรรษ และใน 7 ประเทศมีโทษถึงประหารชีวิต นอกจากนี้อย่างน้อย 63 ประเทศยังมีกฎหมายเพิ่มเติมที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออกเกี่ยวกับเพศสภาพ เพศวิถี หรือคุณลักษณะทางเพศ
สถานการณ์ที่กดขี่มากที่สุดพบในบางพื้นที่ของแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและแอฟริกา ตัวอย่างเช่น การประชุม African Inter-Parliamentary Conference on Family Values and Sovereignty ซึ่งจัดขึ้นที่กานาในเดือนมิถุนายน มีการหารือร่าง “African charter on family values” ที่มีแนวทางตัดเนื้อหาเรื่องเพศศึกษาออก และจำกัดสิทธิของ LGBTQ+ ในนามของการธำรงค่านิยมครอบครัวแบบดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บนการสมรสระหว่างชายและหญิงเท่านั้น ร่างดังกล่าวยังปฏิเสธสิทธิของผู้หญิงในการทำแท้งด้วย
ผู้สนับสนุนการประชุมดังกล่าวรวมถึงองค์กรคริสเตียนแนวอนุรักษนิยมในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่ง The Lancet มองว่าเป็นการสืบทอดอิทธิพลแบบอาณานิคมผ่านการผลักดันกฎหมายต่อต้าน LGBTQ+ ในแอฟริกา หากกฎบัตรนี้ได้รับการรับรอง ก็อาจเป็นความถดถอยครั้งใหญ่ต่อสุขภาพของผู้คนในทวีปแอฟริกา
การสนับสนุน LGBTQ+ ก็กำลังถดถอยในพื้นที่อื่นเช่นกัน ในสหรัฐอเมริกา การรื้อถอนระบบบริการสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงประกาศล่าสุดว่าจะ ยุติเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางสำหรับ gender-affirming care ในเยาวชน
วาทกรรมต่อต้าน LGBTQ+ ของนักการเมืองสหรัฐฯ ซึ่งมีทั้งการกล่าวถึงการทำให้ร่างกายพิการ การปลูกฝังความคิด และลัทธิสุดโต่ง ดูเหมือนกำลังมีผลต่อความคิดเห็นของสังคม การสำรวจล่าสุดพบว่าสัดส่วนชาวอเมริกันที่มองว่าการเปลี่ยนเพศของตนเอง “ยอมรับได้ในเชิงศีลธรรม” ลดลง 8 จุดเปอร์เซ็นต์จากปี 2021 เหลือ 38% ขณะที่สัดส่วนที่เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายรักชายหรือหญิงรักหญิงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ทางศีลธรรมก็ลดลงเหลือ 62% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2016
วาทกรรมต่อต้าน LGBTQ+ ในทางการเมืองและการเลือกตั้งพบได้ในหลายประเทศ ขบวนการประชานิยมและอำนาจนิยมกำลังใช้ประโยชน์จากความกังวลของประชาชนเรื่องการเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางวัฒนธรรมและครอบครัว และนำเสนอ LGBTQ+ ว่าเป็น “คนอื่น” ที่แตกต่างจาก “คนธรรมดา” เพื่อเสริมสร้างอำนาจของตนเอง
ผลกระทบด้านสุขภาพนั้นรุนแรงมาก
รายงานของ UNAIDS ปี 2024 ระบุว่า แม้จำนวนผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ในประชากรผู้ใหญ่จะลดลงทั่วโลก แต่กลับ เพิ่มขึ้นในกลุ่มชายรักชายและคนข้ามเพศ
ความก้าวหน้าในการควบคุม HIV ที่ใช้เวลาหลายสิบปีกำลังถูกคุกคาม ตัวอย่างเช่น ในเซเนกัล โทษจำคุกสูงสุดสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกันเพิ่งถูกเพิ่มเป็นสองเท่าเป็น 10 ปี ส่วนในรัสเซีย ศาลสูงสุดตัดสินให้สิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการ LGBT ระหว่างประเทศ” เป็นองค์กรหัวรุนแรง และห้ามสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ธงสีรุ้ง
ผู้ป่วย LGBTQ+ ในรัสเซียรายงานว่าหลีกเลี่ยงการไปพบแพทย์เพราะกลัวถูกเลือกปฏิบัติ
หลักฐานในระดับประชากรยังแสดงว่า LGBTQ+ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อ
* ปัญหาสุขภาพจิต
* การใช้สารเสพติด
* ความรุนแรง
* ความยากจน
* โรคหัวใจและเมแทบอลิซึม
* ความผิดปกติด้านการกิน
* โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ข้อมูลจาก CDC ยังพบว่านักเรียน LGBTQ+ มีแนวโน้มสูงกว่าที่จะถูกกลั่นแกล้ง ใช้ยาเสพติดผิดกฎหมาย มีความคิดฆ่าตัวตายอย่างจริงจัง และถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์
ข้อมูลจากอังกฤษและเวลส์พบว่า คน le***an, gay และ bisexual มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อ การเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ การเสียชีวิตจากยาเสพติด แอลกอฮอล์ และการฆ่าตัวตาย
ดังนั้น หลักฐานจึงชัดเจนว่า สุขภาพของประชากรกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างเพียงพอ
ในอีกด้านหนึ่ง หลักฐานก็ชี้ให้เห็นว่า กฎหมายและนโยบายที่เปิดกว้างมากขึ้น เช่น สิทธิในการสมรสที่เท่าเทียมและนโยบายโรงเรียนที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม สามารถส่งผลดีต่อสุขภาวะทางจิตสังคมของ LGBTQ+
ความเสมอภาคด้านสุขภาพ LGBTQ+ ไม่ใช่อุดมคติที่เป็นไปไม่ได้
เป้าหมายคือทำให้ LGBTQ+ สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้เมื่อจำเป็น โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่เพื่อสุขภาพ ความสุข และการแสดงออกถึงตัวตน
ยังมีเหตุผลให้มีความหวัง มีความก้าวหน้าเกิดขึ้นในเอเชียและยุโรป ตัวอย่างเช่น สเปนได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งด้านสิทธิ LGBTQ+ เนื่องจากมีกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติที่เข้มแข็ง มีหน่วยงานด้านความเสมอภาคที่เป็นอิสระ มียุทธศาสตร์ระดับชาติในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ LGBTQ+ และใช้แนวทางการดูแลคนข้ามเพศที่ไม่มองความหลากหลายทางเพศเป็นโรค
แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองตามกฎหมายได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยทางจิตเวชหรือรับฮอร์โมนบำบัดก่อน แม้จะมีการรณรงค์คัดค้านสิทธิของผู้หญิงและ LGBTQ+ จากพรรคขวาจัด Vox ก็ตาม
ข้อความสำคัญที่สุดของ Editorial
The Lancet ปิดท้ายว่า
“การถดถอยของสิทธิ LGBTQ+ คือสัญญาณเตือน เพราะขบวนการที่พยายามลดทอนสิทธิของ LGBTQ+ ก็คือขบวนการที่พยายามควบคุมพวกเราทุกคน ทั้งเสรีภาพในการแสดงออก การตัดสินใจทางการแพทย์ส่วนบุคคล และความเป็นส่วนตัวของเรา เราต้องต่อต้านการทำให้ชุมชน LGBTQ+ ถูกมองว่าเป็น ‘คนอื่น’ เพื่อปกป้องสุขภาพ สิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีของทุกคน”