27/08/2026
#อย่าให้ความกลัวว่าจะถูกฟ้องทำให้ประชาชนหยุดตั้งคำถาม
ช่วงที่ประชาชนรวมตัวกันติดตามปัญหา กลิ่น ฝุ่น ควัน ความปลอดภัย และผลกระทบต่อชุมชนจากการประกอบกิจการของโรงงาน สิ่งหนึ่งที่อาจทำให้หลายคนเริ่มกังวลคือ
“ถ้าเราพูด ถ้าเราโพสต์ ถ้าเราออกมาเรียกร้อง แล้วถูกฟ้องจะทำอย่างไร?”
เราอยากชวนทุกคนทำความเข้าใจเรื่องหนึ่งครับ การถูกฟ้อง ≠ การเป็นคนผิด และการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อปกป้องชุมชน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือประโยชน์สาธารณะ เป็นเรื่องที่แตกต่างจากการใส่ร้ายหรือกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน
รู้จักคำว่า “ฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP
SLAPP มาจากคำว่า Strategic Lawsuit Against Public Participation
โดยทั่วไปหมายถึงการนำกระบวนการทางกฎหมายมาใช้ในลักษณะที่มุ่งสร้างแรงกดดัน ข่มขู่ หรือสร้างภาระแก่บุคคลที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ตรวจสอบ ร้องเรียน หรือมีส่วนร่วมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ จนอาจทำให้คนเหล่านั้นไม่กล้าพูดหรือหยุดการเคลื่อนไหว
ที่สำคัญ การพิจารณาว่าคดีใดมีลักษณะเป็นการฟ้องปิดปาก ไม่ได้ดูเพียงว่าใครเป็นคนฟ้องใคร
บริษัทฟ้องประชาชน อาจต้องตรวจสอบว่าเป็น SLAPP หรือไม่ และแม้แต่ “ประชาชนฟ้องประชาชนด้วยกันเอง” ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตัดประเด็นนี้ทิ้งโดยอัตโนมัติ สิ่งสำคัญคือ ต้องดู เหตุแห่งการฟ้อง เนื้อหาของคดี วัตถุประสงค์ และพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด
แล้วถ้าเกิดกรณี “ชาวบ้านฟ้องชาวบ้าน” ล่ะ?
ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ เดิมมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งร่วมกันตรวจสอบผลกระทบจากโรงงาน ต่อมาชาวบ้านบางคนเปลี่ยนท่าที และภายหลังมีการดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับแกนนำหรือผู้ที่ยังคงเคลื่อนไหวตรวจสอบโรงงานอยู่ เรายังไม่ควรด่วนสรุปว่าใครอยู่เบื้องหลังการฟ้อง หากยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ แต่ขณะเดียวกัน ผู้ถูกฟ้องก็มีสิทธิรวบรวมข้อเท็จจริงและขอให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาว่า การฟ้องนั้นเกิดขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิของผู้เสียหายจริง ๆ หรือมีพฤติการณ์ที่มุ่งกดดันให้ผู้ถูกฟ้องหยุดการตรวจสอบเรื่องสาธารณะหรือไม่
นี่คือเหตุผลที่เราควร “รู้กฎหมาย” มากกว่า “กลัวกฎหมาย”
กฎหมายไทยก็มีหลักคุ้มครองเรื่องนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 วางกลไกสำหรับกรณีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หากปรากฏต่อศาลว่าการฟ้องเป็นไปโดยไม่สุจริต บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย หรือมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2569 ยังมีคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 ซึ่งให้แนวทางในการพิจารณาพฤติการณ์ของคดีลักษณะดังกล่าว รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ เรียกร้อง หรือแสดงความคิดเห็นเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม หรือประโยชน์สาธารณะ
แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกคดีที่เกิดจากความขัดแย้งเรื่องสิ่งแวดล้อมจะเป็น “ฟ้องปิดปาก” โดยอัตโนมัติ แต่ละคดีต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักฐาน เพราะฉะนั้น สิ่งที่พวกเราควรทำไม่ใช่ “หยุดพูดเพราะกลัวถูกฟ้อง” แต่คือ พูดอย่างมีความรับผิดชอบ พูดในสิ่งที่เราพบเห็นจริง มีหลักฐานก็เก็บหลักฐาน มีเอกสารก็อ้างอิงเอกสาร เป็นข้อสงสัย ให้บอกว่าเป็น “ข้อสงสัย” เป็นข้อเท็จจริง ให้บอกเฉพาะสิ่งที่พิสูจน์ได้ ไม่เติมแต่ง ไม่ใส่ร้าย ไม่กล่าวหาว่าใครกระทำผิดโดยไม่มีหลักฐาน
เปลี่ยนความกลัวให้เป็นหลักฐาน เปลี่ยนความโกรธให้เป็นข้อเท็จจริง และเปลี่ยนข้อสงสัยให้เป็นคำถามที่หน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบ อย่ากลัวจนไม่กล้าพูด แต่ก็อย่าพูดจนเกินกว่าหลักฐานที่เรามี
การตรวจสอบโรงงานไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นศัตรูกับโรงงาน การตั้งคำถามไม่ได้หมายความว่าเรากล่าวหาว่าใครเป็นคนผิด และการเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าเราตัดสินความผิดแทนเจ้าหน้าที่หรือศาล สิ่งที่ประชาชนกำลังเรียกร้องมีเพียงหลักง่าย ๆ ว่า ถ้าการประกอบกิจการมีความปลอดภัย ก็ขอให้พิสูจน์ด้วยข้อมูลและมาตรฐาน ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องผลกระทบ ก็ขอให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เข้ามาตรวจสอบอย่างโปร่งใส
และหากประชาชนคนใดถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อปกป้องประโยชน์ของชุมชน สิ่งที่พวกเราควรทำคือ ไม่ทอดทิ้งกัน ช่วยกันเก็บหลักฐาน ช่วยกันหาความรู้ ช่วยกันเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้อง
และช่วยกันยืนยันว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นส่วนสำคัญของสังคมประชาธิปไตย
เราไม่จำเป็นต้องกลัวกฎหมาย แต่เราต้องรู้กฎหมาย และใช้สิทธิของเราอย่างรับผิดชอบ เพราะท้ายที่สุดแล้ว “การฟ้องคดี ไม่ใช่คำพิพากษา การถูกกล่าวหา ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้กระทำผิด และความกลัว ไม่ควรทำให้ประชาชนหยุดปกป้องชุมชนของตัวเอง”
#ฟ้องปิดปาก #สิทธิชุมชน #สิ่งแวดล้อม #รู้กฎหมายไม่กลัวกฎหมาย #ประชาชนต้องไม่ทอดทิ้งกัน