22/08/2026
พอช.อีสานบน 1 เปิดเวทีสานพลังภาคี เชื่อมข้อมูล–ทรัพยากร ขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่
อุดรธานี – เมื่อวันที่ 21- 22 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมสยามแกรนด์ จังหวัดอุดรธานี สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดเวทีประชุมหารือแนวทางความร่วมมือภาคี ยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยมี นางสาวสุวิมล มีแสง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงาน (พื้นที่) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ พอช. ขบวนองค์กรชุมชนกลุ่มจังหวัดอีสานบน 1 และหน่วยงานภาคีเข้าร่วมแลกเปลี่ยน เพื่อสร้างความเข้าใจบทบาทของแต่ละหน่วยงาน และร่วมกันกำหนดแนวทางการทำงานที่ตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนในพื้นที่
เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง พอช. ขบวนองค์กรชุมชน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หน่วยงานด้านสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเปลี่ยนจากการทำงานแบบแยกส่วนตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ไปสู่การทำงานบน “ประเด็นร่วม พื้นที่ร่วม และเป้าหมายร่วม”
นางสาวสุวิมล มีแสง กล่าวว่า การพัฒนาเชิงพื้นที่ไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องนำจุดแข็งของแต่ละองค์กรมาเชื่อมโยงกัน โดยเปรียบเสมือน “จิ๊กซอว์” ที่แต่ละหน่วยงานมีบทบาทแตกต่างกัน แต่สามารถเติมเต็มกันได้ ทั้งด้านข้อมูล องค์ความรู้ งบประมาณ กลไก และบุคลากร โดยสิ่งสำคัญคือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและรู้จักบทบาทของกันและกัน ก่อนพัฒนาไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม
ใช้ “พื้นที่” เป็นตัวตั้ง เปลี่ยนโครงการให้เป็นเครื่องมือ
พอช. เสนอแนวทางการทำงานระยะต่อไปจาก “โครงการนำพื้นที่” เป็น “พื้นที่นำโครงการ” โดยให้เริ่มจากการมองว่าพื้นที่กำลังเผชิญปัญหาอะไร ใครได้รับผลกระทบ และมีกลไกหรือทรัพยากรใดอยู่แล้ว ก่อนนำโครงการและงบประมาณของแต่ละหน่วยงานเข้ามาสนับสนุน
โดยกำหนดให้ “ตำบลเป็นหน่วยปฏิบัติการ” เนื่องจากเป็นระดับที่มีกลไกใกล้ชิดกับประชาชน ทั้งสภาองค์กรชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนสุขภาพระดับพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลไกด้านการจัดการทรัพยากรต่าง ๆ จากนั้นจึงเชื่อมโยงการทำงานขึ้นสู่ระดับอำเภอ จังหวัด และภูมิภาค
ขณะเดียวกัน พอช. เน้นให้ “ครัวเรือนเป็นเป้าหมายร่วม” เพราะปัญหาของครัวเรือนมีความเชื่อมโยงหลายด้าน ทั้งที่อยู่อาศัย สุขภาพ การศึกษา รายได้ ผู้สูงอายุ คนพิการ และเด็กนอกระบบการศึกษา ดังนั้น การช่วยเหลือจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ต้องเชื่อมโยงภาคีที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาร่วมดูแล
สช. นำบทเรียน “สมัชชาสุขภาพ–ธรรมนูญสุขภาพ” เชื่อมจากนโยบายสู่พื้นที่
ด้าน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้นำเสนอบทเรียนการทำงานผ่าน สมัชชาสุขภาพจังหวัด เขตสุขภาพเพื่อประชาชน และธรรมนูญสุขภาพ ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างพื้นที่กลางให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และประชาชนเข้ามาร่วมกำหนดประเด็นสุขภาวะตามบริบทของแต่ละพื้นที่
ตัวอย่างรูปธรรมคือการขับเคลื่อน ปัญหา PM2.5 จังหวัดอุดรธานี ที่ใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพเปิดพื้นที่รับฟังปัญหา พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย ก่อนเชื่อมต่อไปยังกลไกระดับตำบลและกองทุนสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน เช่น การลดการเผาและจัดการจุดเสี่ยงในพื้นที่
บทเรียนดังกล่าวสะท้อนการเชื่อมโยงตั้งแต่ “นโยบาย กลไกพื้นที่ เครื่องมือ ทรัพยากร” และชี้ให้เห็นว่าแต่ละหน่วยงานไม่จำเป็นต้องทำทุกเรื่องด้วยตนเอง แต่สามารถ “แตะมือ” ส่งต่องานให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น
เชื่อมข้อมูลกองทุนสวัสดิการ สู่ระบบค้นหา–ช่วยเหลือ–ส่งต่อ
อีกประเด็นสำคัญของเวที คือการพัฒนาระบบข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลจาก กองทุนสวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชน บ้านพอเพียง บ้านมั่นคง และข้อมูลของหน่วยงานภาคี เพื่อให้สามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกันและใช้เป็นฐานในการจัดการปัญหาของพื้นที่
แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนจากการรู้เพียงว่า “มีสมาชิกกี่คน” ไปสู่การรู้ว่า “สมาชิกมีปัญหาอะไร” เช่น เด็กนอกระบบการศึกษา คนว่างงาน คนคืนถิ่น ผู้พิการ ผู้มีปัญหาสุขภาพ หรือครัวเรือนที่มีปัญหาที่อยู่อาศัย
เมื่อพบปัญหาแล้ว จะใช้ระบบ ค้นหา–คัดกรอง–ช่วยเหลือ–ส่งต่อ–ติดตามผล โดยเชื่อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เด็กนอกระบบเชื่อมกับ กสศ. และหน่วยงานการศึกษา ผู้มีปัญหาสุขภาพเชื่อมกับ สปสช. และหน่วยงานสาธารณสุข ผู้มีปัญหาที่อยู่อาศัยเชื่อมกับ พอช. และท้องถิ่น ส่วนคนว่างงานและคนคืนถิ่นเชื่อมกับภาคีด้านอาชีพ ตลาด และเศรษฐกิจชุมชน
ผลจากเวที เตรียมเลือก “พื้นที่นำร่อง” เดินหน้าปี 2570
ผลจากการหารือ ที่ประชุมเห็นแนวทางร่วมกันว่า ในปี 2570 ควรยกระดับเรื่อง “การสานพลังภาคีและการบูรณาการข้อมูลเพื่อการจัดการพื้นที่” เป็นประเด็นสำคัญของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 โดยไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกันทุกจังหวัด แต่ให้แต่ละพื้นที่ออกแบบตามบริบทและความพร้อม
แนวทางดำเนินการต่อประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่
1. เลือกพื้นที่ คัดเลือกตำบล อำเภอ หรือจังหวัดที่มีกลไกชุมชนเข้มแข็ง มีภาคีพร้อมร่วมมือ และมีปัญหาชัดเจน
2. เปิดข้อมูล เชื่อมข้อมูลจาก พอช. ขบวนองค์กรชุมชน กองทุนสวัสดิการ ท้องถิ่น และหน่วยงานภาคี เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน
3. กำหนดวาระร่วม ระบุให้ชัดว่า “ใครมีปัญหาอะไร” และพื้นที่ต้องการแก้ปัญหาใด เช่น เด็กนอกระบบการศึกษา คนคืนถิ่นและการมีงานทำ ที่อยู่อาศัยกลุ่มเปราะบาง หรือการพัฒนาอาชีพ
และออกแบบระบบช่วยเหลือและส่งต่อ กำหนดบทบาทเจ้าภาพ ภาคีสนับสนุน ทรัพยากร และระบบติดตามผล เพื่อให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด
ทั้งนี้ แต่ละจังหวัดจะกลับไปหารือร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนและเจ้าหน้าที่ พอช. เพื่อ คัดเลือกพื้นที่นำร่องและประเด็นที่จะทดลองดำเนินการ ก่อนนำผลมาแลกเปลี่ยนและถอดบทเรียนร่วมกัน เพื่อพัฒนาเป็น “Model การจัดการพื้นที่ของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1” ต่อไป
การประชุมครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “พื้นที่กลางของภาคี” ที่จะนำข้อมูล คน ความรู้ ทรัพยากร และกลไกของแต่ละองค์กรมาเชื่อมโยงกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ทำให้ประชาชนได้รับการดูแลตรงกับปัญหา และทำให้ชุมชนสามารถจัดการปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
**หมายเหตุ:** ข่าวประชาสัมพันธ์นี้นำเสนอข้อมูลในภาพรวมของการดำเนินงาน โดยคำนึงถึงสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ทั้งนี้ ภาพถ่ายที่เผยแพร่ได้รับความยินยอมจากบุคคลที่ปรากฏในภาพก่อนการบันทึกและนำไปใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์เรียบร้อยแล้ว
#พอช #พอชอีสาน #พอชอีสานบน1 #สานพลังภาคี #ภาคียุทธศาสตร์ #การพัฒนาเชิงพื้นที่ #พื้นที่นำโครงการ #โครงการเป็นเครื่องมือ #ข้อมูลเพื่อการพัฒนา #บูรณาการข้อมูล #จัดการข้อมูลชุมชน #ชุมชนเข้มแข็ง #องค์กรชุมชน #สภาองค์กรชุมชน #กองทุนสวัสดิการชุมชน #การพัฒนาคุณภาพชีวิต #ภาคีเครือข่าย #พลังชุมชน #ประชาชนเป็นศูนย์กลาง #อุดรธานี #อีสานบน1 #พัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน #ค้นหาช่วยเหลือส่งต่อ #พื้นที่กลางของภาคี ัดการพื้นที่