สวท. กระบี่

สวท. กระบี่ คลื่นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน ในเมืองท่องเที่ยวนานาชาติ

รมว.ศึกษาธิการ เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(6 ก...
06/09/2026

รมว.ศึกษาธิการ เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

(6 ก.ย. 69) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาธิการ) เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผู้บริหารและบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ และนักเรียน เข้าร่วมงาน โดยมุ่งเสริมบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาไทยเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยนโยบายการศึกษาทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การคืนเวลาให้ครู การลดความเหลื่อมล้ำ การยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่รองรับกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ จะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนจากนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในโรงเรียน พร้อมเน้นย้ำให้บุคลากรทางการศึกษาทำงานอย่างมืออาชีพ ใช้ข้อมูลและเหตุผลในการตัดสินใจ มีเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลได้ และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน

ภายในกิจกรรม ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันออกแบบแนวทางนำนโยบายทั้ง 5 ด้านไปสู่การปฏิบัติผ่านกิจกรรมแบบ Station-based ทั้ง 5 สถานี พร้อมจัดทำ School Action Plan และ School Risk Map ด้านความปลอดภัยของโรงเรียน โดยตั้งเป้าให้ผู้บริหารสถานศึกษาจัดทำแผนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังเดินหน้าขับเคลื่อน Digital Transformation เพื่อนำฐานข้อมูลมาใช้ในการบริหารจัดการและพัฒนาการศึกษา ติดตามเส้นทางการพัฒนาของผู้เรียนและสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต

#รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ #ประเสริฐจันทรรวงทอง #กระทรวงศึกษาธิการ #พลังกรรมการสถานศึกษา #ยกระดับโรงเรียนไทย #การศึกษา #นโยบายการศึกษา #ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา #โรงเรียนปลอดภัย #คืนเวลาให้ครู #นครราชสีมา #โคราช #ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ #กรมประชาสัมพันธ์

สทนช. เฝ้าระวังน้ำท่วมขังและน้ำท่วมฉับพลัน 24 จังหวัด จากฝนตกหนักถึงหนักมาก ถึงวันที่ 8 กันยายนนี้(6 ก.ย.69) นายไพฑูรย์ ...
06/09/2026

สทนช. เฝ้าระวังน้ำท่วมขังและน้ำท่วมฉับพลัน 24 จังหวัด จากฝนตกหนักถึงหนักมาก ถึงวันที่ 8 กันยายนนี้
(6 ก.ย.69) นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เฝ้าระวังน้ำหลากและน้ำท่วมขังจนถึงวันที่ 8 กันยายนนี้ เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก
จึงขอให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ รวมถึง พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม จากปริมาณฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ อุบลราชธานี จันทบุรี และตราด
ข่าว : ปิยาพรรณ ยังเทียน สวท.
#สทนช #สถานการณ์น้ำ #น้ำท่วม

‘รองนายกฯศุภจี’ เผยข่าวดีข้ามทวีป หลังเจรจาปิดดีลเจรจาภาษีสหรัฐฯสำเร็จมั่นใจไทยถูกเก็บภาษีรวมไม่เกิน 19% แข่งขันกับภูมิภ...
06/09/2026

‘รองนายกฯศุภจี’ เผยข่าวดีข้ามทวีป หลังเจรจาปิดดีลเจรจาภาษีสหรัฐฯสำเร็จมั่นใจไทยถูกเก็บภาษีรวมไม่เกิน 19% แข่งขันกับภูมิภาคได้แน่นอน ระบุ ตลาดสหรัฐฯ มีมูลค่าส่งออกกว่า 2.37 ล้านล้านบาท เชื่อมโยงการจ้างงานคนไทยมากกว่า 400,000 ตำแหน่ง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการหารือกับนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR และนายริก สวิตเซอร์ รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า การหารือระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อสรุปร่วมกันในสาระสำคัญของการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ได้แล้ว
ขั้นตอนจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะให้ทีมเจรจาระดับเทคนิคเร่งเก็บรายละเอียดและประเด็นปลีกย่อยที่ยังเหลืออยู่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่า ไทยจะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีอย่างเป็นธรรมและอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ ก่อนสหรัฐฯ ประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
ภารกิจครั้งนี้ถือเป็นอีกช่วงสำคัญของการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หลังจากก่อนหน้านี้ไทยเคยถูกกำหนดอัตราภาษีต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariff ภายใต้กฎหมาย IEEPA สูงถึง 36% ก่อนที่การเจรจาและการจัดทำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะทำให้อัตราดังกล่าวลดลงเหลือ 19% และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้านภาษีของสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่า การจัดเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สหรัฐฯ จึงหันมาใช้มาตรา 122 จัดเก็บภาษีจากทุกประเทศในอัตรา 10% และเปิดการไต่สวนตามมาตรา 301 เพิ่มเติม ทั้งกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และกรณีประเทศที่ไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ
สำหรับกรณีแรงงานบังคับ ปัจจุบันสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีไว้ที่ 12.5% สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ขณะที่ประเทศซึ่งมีกฎหมายดังกล่าวหรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว จะถูกกำหนดอัตราที่ 10% ส่วนผลการไต่สวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
นางศุภจีระบุว่า เป้าหมายสำคัญของการเดินทางไปสหรัฐฯ ครั้งนี้ คือการทำให้อัตราภาษีของสินค้าไทยอยู่ในระดับที่แข่งขันกับประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งในภูมิภาคได้ เพราะสหรัฐฯ ถือเป็น ตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออกในปี 2568 มากกว่า 2.37 ล้านล้านบาท และเชื่อมโยงกับการจ้างงานในประเทศไทยมากกว่า 400,000 ตำแหน่ง
หากไทยสามารถสรุปความตกลง ART ได้สำเร็จ จะช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย รวมถึงช่วยประคองการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ART ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะเรื่องอัตราภาษีนำเข้า แต่ยังรวมถึงการจัดการอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การค้าดิจิทัล และการเปิดโอกาสทางการค้าระหว่างสองประเทศ โดยประเทศที่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มีโอกาสได้รับการพิจารณาอัตราภาษีในระดับที่ต่ำลงและรักษาความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น
ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวมมากกว่า 3 ล้านล้านบาท โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ 2.37 ล้านล้านบาท นำเข้าประมาณ 7 แสนล้านบาท และไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯ ประมาณ 1.68 ล้านล้านบาท
การหารือที่กรุงวอชิงตันจึงไม่ใช่เพียงการเจรจาตัวเลขภาษี แต่เป็นการรักษาตลาดส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ท่ามกลางการปรับกติกาการค้าโลก โดยเป้าหมายของไทยคือปิดรายละเอียด ART ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อให้อัตราภาษีของสินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ รักษาฐานการผลิต การลงทุน และงานของคนไทยในระยะยาว

06/09/2026

ระวัง‼️ ภัยนักศึกษา แก๊งคอลฯหลอกซ้ำซ้อน จากเหยื่อเพียงหนึ่ง หลอกถึงคนในครอบครัว

:“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมายบทสรุปรัฐบาลเล็งเ...
06/09/2026

:“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมาย
บทสรุป
รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำด้านบุคลากรสูงถึงร้อยละ 73ซึ่งรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์
นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้อ.ก.พ. กระทรวง ดำเนินการดังนี้1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป 2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570โดยครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-25753. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ และให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลัง และให้สำนักงาน ก.พ.จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง โดยความคืบหน้าขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลางและเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับกำลังคน 2. ปรับกระบวนงาน และ 3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจเน้นย้ำ “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ”ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไรกระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้และเป็นภาครัฐระบบเปิด (Open Government) ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน ประชาชนติดต่อราชการง่ายขึ้น ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

รายละเอียด
รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากสถานะทางการคลังของประเทศ งบประมาณรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก และรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ จึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็น
ตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม โดยให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการดังนี้
1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569
2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575
3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ (8) นายช่างภาพ (9) นายช่างศิลป์ (10) บรรณารักษ์ (ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม) และ (11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว
นอกจากนี้ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพ
การทำงานและการให้บริการประชาชน และให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.)จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมา
ใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
(5 ก.ย. 69) สำหรับความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส” ขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลางและเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว มอบหมายสำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไปนอกจากนี้ยังดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.ปรับกำลังคน 2.ปรับกระบวนงาน และ 3.ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ และประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนดีขึ้น
1.ปรับกำลังคน – เกษียณก่อนกำหนดควบคู่ตรึงอัตรามาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และ 2) ผู้มีอายุ 40–49 ปี ซึ่งมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเห็นชอบหลักการกำหนดเงินก้อนสูงสุดของทั้งสองกลุ่มในอัตราเท่ากัน ไม่เกิน 12 เท่าพร้อมเงื่อนไขไม่กลับเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐอีกโดยควบคุมและตรึงอัตรากำลังบริหารอัตราว่างและอัตราเกษียณ ลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง และรักษากำลังคนไว้ในภารกิจที่ประชาชนยังต้องการบริการจากภาครัฐเพื่อไม่ให้จำนวนบุคลากรและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
2.ปรับกระบวนงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐควบคู่กับการปรับกำลังคน โดยผลักดัน พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มกราคม 2570 เป็นกลไกสำคัญในการทบทวนกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ให้เหลือขั้นตอนเท่าที่จำเป็น ลดการเรียกเอกสารและข้อมูลซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ และลดการทุจริตโดยขณะนี้หน่วยงานของรัฐอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและทบทวนกระบวนงาน
3.ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยีโดยหน่วยงานภาครัฐนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานประจำที่ทำซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการขอเอกสารจากประชาชนในสิ่งที่ภาครัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว และให้ใช้บุคลากรภายนอกที่มีทักษะเฉพาะสนับสนุนงาน Digital Transformation แทนการเพิ่มอัตรากำลังประจำ
อีกทั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังได้เปิดเผยผ่านรายการ คุยกับ ครม.อนุทิน ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยถึงแนวคิด “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” และเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทนคำว่า “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่โจทย์สำคัญวันนี้คือการลงมือปรับกระบวนการทำงานให้เห็นผลจริงภายใต้ความท้าทาย ทั้งความผันผวนของการค้าโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนจัดและไฟป่า การเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ทำให้วัยแรงงานมีจำนวนน้อย หากไม่เร่งพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ ประเทศไทยจะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการนำไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่น ซึ่งประเทศเพื่อนบ้าน
ต่างปรับโครงสร้างระบบราชการและวิธีบริหารภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้วซึ่งปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างงบประมาณของประเทศไทย มีรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณ
ร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้ จะมีโอกาสขยับสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนาระบบราชการต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ ขณะเดียวกันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลต้องเป็น“ภาครัฐระบบเปิด” (Open Government) โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์อ่านและนำไปใช้ต่อได้ ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน และประชาชนควรติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน เป็นแบบOne Stop Service ทำให้บริการรวดเร็วขึ้น เพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต โดยได้เสนอช่องทางบริการแบบ Fast Track ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายกว่า 7,600 ฉบับโดยตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่งประชาชนสามารถจับต้องได้ คือการติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน สามารถตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น ขณะที่ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
#ปกรณ์ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ #ลดงานซ้ำซ้อน #ลดรายจ่าย #ปรับปรุงกฎหมาย #สำนักนายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

นายกฯ “อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ย้ำไทย–จีน “พี่น้อง” สู่ “หุ้นส่วนสร้างอนาคต” เชื่อมคนรุ่นใหม่–ธุรกิจ–เทคโน...
06/09/2026

นายกฯ “อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ย้ำไทย–จีน “พี่น้อง” สู่ “หุ้นส่วนสร้างอนาคต” เชื่อมคนรุ่นใหม่–ธุรกิจ–เทคโนโลยี
วันนี้ (6 ก.ย. 69) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี การสถาปนาชมรม 9 สมาคมจีน ณ หอประชุมจือปิงติ้ง สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย เขตสาทร กรุงเทพมหานคร โดยนายกฯ ระบุว่า สมาคมจีนมีบทบาทสำคัญทั้งด้านธุรกิจ การสร้างงาน การช่วยเหลือสังคม และเป็นสะพานเชื่อมประชาชนไทย–จีนไปสู่โอกาสใหม่
นายกฯ กล่าวอีกว่า อนาคตของความสัมพันธ์ไทย–จีน คือการเติบโตไปด้วยกันในโลกเศรษฐกิจใหม่ ทั้งการค้า การลงทุน AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยรัฐบาลเดินหน้าความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีน ผ่าน MOU 15 ฉบับ พร้อมเปิดสำนักงาน BOI ที่นครเฉิงตู เพื่อเชื่อมโยงการลงทุนในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ AI หุ่นยนต์ ยานยนต์ และพลังงานสะอาด
ทั้งนี้ ยังอยากให้ความสัมพันธ์ไทย–จีนในอนาคตเชื่อมโยงไปถึง คนรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศมองไทยและจีนเป็นพื้นที่สำหรับการลงทุน สร้างธุรกิจ นวัตกรรม และเติบโตไปด้วยกัน
นายกฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “จีน–ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” พร้อมต่อยอดจากความสัมพันธ์ที่มีอดีตร่วมกัน สู่การเป็น “หุ้นส่วนที่กำลังสร้างอนาคตร่วมกัน” เพื่อสร้างประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศในระยะยาว
#ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย
───────
👍Website : www.thaigov.go.th
👍Facebook/ X /: ไทยคู่ฟ้า
👍YouTube : ไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
👍TikTok : ไทยคู่ฟ้า ()
👍Instagram : ไทยคู่ฟ้า ()

✨จากไร่เลื่อนลอยสู่ "ห้องเรียนกลางขุนเขา" ดอยม่อนล้าน สร้างรากฐานความรู้เพื่อราษฎรไทยภูเขาอย่างยั่งยืนพลิกวิถีราษฎรไทยภู...
06/09/2026

✨จากไร่เลื่อนลอยสู่ "ห้องเรียนกลางขุนเขา"
ดอยม่อนล้าน สร้างรากฐานความรู้เพื่อราษฎรไทยภูเขาอย่างยั่งยืน

พลิกวิถีราษฎรไทยภูเขาดอยม่อนล้าน ด้วย "ห้องเรียนกลางขุนเขา"
จากอดีตผืนป่าที่เคยถูกทำลายจากการทำไร่เลื่อนลอยและการปลูกฝิ่น วันนี้ “ดอยม่อนล้าน” ได้พลิกฟื้นคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นโมเดลความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

จุดเริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณ
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ณ บ้านอาแย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนั้นทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพ “ดอยม่อนล้าน” ยอดเขาสูงซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ที่ประสบปัญหาความยากจน มีการทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่น จนทำให้ผืนป่าต้นน้ำที่สำคัญถูกทำลายลงอย่างน่าเสียดาย

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลและพระเมตตา ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ดอยม่อนล้าน” ขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การฟื้นฟูผืนป่าต้นน้ำให้กลับมาสมบูรณ์ ควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพที่มั่นคงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่

พลิกฟื้นผืนป่า สร้างรายได้สู่ชุมชน
ปัจจุบัน ผลลัพธ์จากพระราชดำริได้ประจักษ์ชัดเจน ผืนป่าต้นน้ำที่เคยแห้งแล้งได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาเขียวชอุ่มครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,950 ไร่ ขณะเดียวกัน ราษฎรใน 3 หมู่บ้านภายใต้การดูแลของสถานีฯ มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างพลิกฝ่ามือ

แต่ก่อนพวกเราลำบากมาก ทำแต่ไร่เลื่อนลอย รายได้ไม่แน่นอน แต่พอมีโครงการพระราชดำริของแม่หลวงเข้ามา ทุกอย่างก็ดีขึ้น ทั้งเรื่องการศึกษา ความเป็นอยู่ และปัญหายาเสพติดที่หมดไป ตอนนี้ชาวบ้านมีรายได้ที่มั่นคง มีความสุข และพร้อมใจกันช่วยดูแลป่าดูแลน้ำตอบแทนพระคุณ" ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่บอกเล่าด้วยความซาบซึ้ง

จากเดิมที่ราษฎรมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพียงไม่กี่พันบาทต่อปี ปัจจุบันจากการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมที่ถูกวิธี ทำให้หลายครอบครัวสามารถสร้างรายได้เสริมเพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาทต่อปี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและการศึกษาของบุตรหลานในชุมชนดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ห้องเรียนกลางขุนเขา และ "กำไรที่แท้จริง" ของแผ่นดิน
สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ ดอยม่อนล้าน จึงเปรียบเสมือน “ห้องเรียนกลางขุนเขา” ที่เปิดโอกาสให้ราษฎรและเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ระบบการเกษตรผสมผสานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพาะปลูก การดูแลปศุสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปผลผลิต ก่อนจะนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง

นอกจากนี้ สถานีฯ ยังช่วยสร้างงานสร้างอาชีพด้วยการรับแรงงานในชุมชนเข้ามาทำงาน โดยผลผลิตทั้งหมดจะถูกนำออกจำหน่ายเพื่อนำรายได้ส่งคืนให้แก่ศูนย์ศิลปาชีพตามพระราชประสงค์ แม้ว่าในเชิงบริหาร รายรับที่ได้อาจยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่หากมองในมิติของความยั่งยืน...

"เพราะผลกำไรที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ มูลค่าที่เป็นเม็ดเงิน หากแต่วัดจากรอยยิ้ม ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และความมั่นคงในชีวิตของประชาชน"

#คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
#สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
#จากไร่เลื่อนลอยสู่ห้องเรียนกลางขุนเขา
#ดอยม่อนล้าน
#กรมประชาสัมพันธ์ #สวท.กระบี่

✨ลายดอกรักราชกัญญา ประเภทผ้ามัดหมี่✨ผ้าไทยลายพระราชทานที่งดงาม เปี่ยมด้วยความหมาย สะท้อนสายใยแห่งความรัก ความผูกพัน และภ...
06/09/2026

✨ลายดอกรักราชกัญญา ประเภทผ้ามัดหมี่✨
ผ้าไทยลายพระราชทานที่งดงาม เปี่ยมด้วยความหมาย สะท้อนสายใยแห่งความรัก ความผูกพัน และภูมิปัญญาผ้าไทย 💙
ร่วมสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาผ้าไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน

ที่มา : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช

#ชุดไทย
#มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
#กรมประชาสัมพันธ์
#สวทกระบี่

✨จากสิ่งทอ สู่ 'ระบบวัฒนธรรมที่มีชีวิต'เมื่อประเทศไทยเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษ...
06/09/2026

✨จากสิ่งทอ สู่ 'ระบบวัฒนธรรมที่มีชีวิต'
เมื่อประเทศไทยเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก สิ่งที่คนไทยควรทำความเข้าใจร่วมกันคือ เราไม่ได้นำเสนอเพียง “ชุดไทยพระราชนิยม” 8 แบบ ในฐานะเครื่องแต่งกายเท่านั้น
สิ่งที่ประเทศไทยกำลังนำเสนอคือ “ระบบวัฒนธรรมที่มีชีวิต” ซึ่งเชื่อมโยงทั้งองค์ความรู้ที่สั่งสมมา งานฝีมือและงานช่างสิ่งทอที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ตลอดจนแนวปฏิบัติในการแต่งกายที่ยังคงอยู่ในวิถีชีวิตและประเพณีของคนไทย
คุณค่าของชุดไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงที่รูปแบบของเสื้อผ้า แต่อยู่ในองค์ความรู้ของผู้คน ตั้งแต่ช่างทอ ช่างปัก ช่างตัดเย็บ ไปจนถึงผู้สวมใส่และชุมชนที่ช่วยกันรักษาและส่งต่อภูมิปัญญาเหล่านี้ให้ดำรงอยู่ต่อไป
เพราะมรดกที่มีชีวิต ไม่ได้มีความหมายเพียงสิ่งที่เรารับมาจากอดีต แต่คือสิ่งที่ยังถูกใช้ สร้างสรรค์ และส่งต่ออยู่ในชีวิตของผู้คนในวันนี้

#สืบสานรักษาต่อยอด

#กรมประชาสัมพันธ์
#สวท. #กระบี่

✨ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองชนิดหนึ่งนิยมทำมานานแล้ว ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และบางท้องที่ในเขต...
06/09/2026

✨ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองชนิดหนึ่งนิยมทำมานานแล้ว ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และบางท้องที่ในเขตภาคกลาง เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี กาญจนบุรี ลพบุรี และชัยนาท วิธีการทำผ้ามัดหมี่คือการมัดด้ายให้เป็นลายที่เส้นพุ่งหรือเส้นยืนด้วยเชือกแล้วนำไปย้อมสี เพื่อให้สีและลายตามที่กำหนด
มัดหมี่ (Ikat) เป็นชื่อเรียกกรรมวิธีการสร้างลวดลายบนผืนผ้าแบบหนึ่ง ที่เกิดจากการมัดเส้นด้ายที่จะนำไปใช้ในการทอผืนผ้าโดยมัดเส้นด้ายให้เป็นเปลาะ ๆ ตามลวดลายที่กำหนดไว้ให้แน่นด้วยวัสดุต่าง ๆ ตามแต่ละท้องถิ่นนิยมใช้ เช่น เชือกกล้วย เส้นด้ายฝ้าย ใบว่านสากเหล็กหรือต่อเหล่าอี้ หรือเส้นเชือกพลาสติกเพื่อปิดกั้นไม่ให้เส้นด้ายที่มัดไว้สัมผัสกับสีย้อม แล้วนำเส้นด้ายที่มัดแล้วไปย้อมสี แล้วแกะวัสดุที่มัดนั้นออก หากต้องการให้เกิดลวดลายที่มีหลายสี ต้องมัดและย้อมสีทับกันหลายครั้งเพื่อให้ได้ลวดลาย สีสันตามต้องการ ผ่านกระบวนการเตรียมเส้นเพื่อใช้ทอเป็นผืนผ้า เมื่อทอออกมาเป็นผืนผ้าสำเร็จแล้วจะเกิดเป็นลวดลายและสีสันที่ต้องการ มัดหมี่ เป็นชื่อเรียกที่รู้จักกัน โดยทั่วไป ในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานซึ่งมีการทอผ้ามัดหมี่มากที่สุด ในภาคเหนือนิยมเรียกว่า มัดก่าน ในต่างประเทศนิยมใช้คำว่า ikatซึ่งเป็นคำศัพท์ภาษาอินโดนีเซีย-มลายูโดยกรรมวิธีการมัดหมี่แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้

มัดหมี่เส้นยืน (warp ikat) คือมัดหมี่ที่มัดเส้นด้ายเฉพาะที่ใช้เป็นเส้นยืน ส่วนเส้นพุ่งจะย้อมให้เป็นสีพื้นเพียงสีเดียว โดยไม่มีการมัดลวดลายใด ๆ เลย ลวดลายของมัดหมี่ชนิดนี้จะปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อนำเส้นยืนมาขึงโยงยึดเข้ากับกี่เรียบร้อยพร้อมที่จะทอแล้ว แม้ว่าจะยังไม่นำเส้นพุ่งมาสอดทอเลยก็ตาม

มัดหมี่เส้นพุ่ง (weft ikat) คือ มัดหมี่ที่มัดย้อมเส้นด้ายเฉพาะที่ใช้เป็นเส้นพุ่งลวดลายที่เกิดจากการมัดย้อมจะปรากฎให้เห็นได้ก็ต่อเมื่อทอออกมาเป็นผืนผ้าสำเร็จแล้วเท่านั้น

มัดหมี่สองทาง (double ikat) คือ มัดหมี่ที่ต้องมัดย้อมเส้นด้ายทั้งเส้นยืนและเส้นพุ่ง ด้วยความประณีตและซับซ้อนเป็นอย่างมาก เพราะต้องมีการคำนวณด้วยมาตราส่วนของช่างทอเอง เพื่อให้การมัดย้อมเส้นยืนและเส้นพุ่งมีลวดลายตรงกันเมื่อนำมาทอเป็นผืนผ้า และในขณะที่ทอนั้นเองก็ต้องมีความระมัดระวังมากต้องคอยขยับเส้นพุ่งที่ทอให้ตรงกับลวดลายที่มัดย้อมไว้ก่อนแล้วบนเส้นยืน จึงทำให้มัดหมี่ประเภทนี้มีราคาสูงมาก

การทอผ้ามัดหมี่โดยทั่วไป 2 ลักษณะ คือ
1.การทอผ้ามัดหมี่ 2 ตะกรอ เป็นลายขัดธรรมดา ผ้าจะใช้ได้เพียงหน้าเดียว
2. การทอผ้ามัดหมี่ 3 ตะกรอ เป็นการทอผ้าลายสอง เนื้อผ้าจะแน่น สามารถใช้ผ้าได้ทั้ง 2 ด้าน โดยด้านหน้าจะให้สีสดใส และลวดลายชัดกว่าด้านใน
ผ้ามัดหมี่มีการทำกันอย่างแพร่หลาย สามารถทำได้ดีทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหม โดยเฉพาะผ้าไหมจะมีความสวยงามมาก นอกจากตัวผ้าไหมเองแล้วลวดลายและสีสันยังเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความสวยงามให้มากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันมีการทอผ้ามัดหมี่หลากหลายรูปแบบ รวมทั้งมีการดัดแปลงลายพื้นบ้านผสมกับลายโบราณที่ถ่ายทอดสืบต่อมาเรื่อย ๆ นอกจากนี้ยังได้มีการนำผ้าไหมมัดหมี่มาออกแบบเสื้อผ้าสตรี-บุรุษได้อย่างสวยงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่นมากผ้าไหมมัดหมี่มีการผลิตกันมาก และเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ผ้าไหมมัดหมี่ลายต่างๆ ทั้ง 2 ตะกรอ และ 3 ตะกรอ ผ้าไหมมัดหมี่หน้านางธรรมดา ผ้ามัดหมี่หน้านางประยุกต์ ผ้ามัดหมี่หน้านางพิเศษ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีความยากง่ายในการมัด และทอต่างกัน ความสวยงามก็จะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความปราณีตละเอียดของขบวนการมัดหมี่และทอผ้าสำหรับลวดลายต่างๆ ที่ผู้ทอผ้ามัดหมี่ได้มีการออกแบบลวดลายนั้น ก็จะนำมาจากลวดลายเก่าแก่ที่ยังคงอยู่ ผสมกับแนวความคิดในการผสมลวดลายต่างๆ กัน เช่น ลายเครื่องตำลึง ลายพญานาคคู่ ลายลูกศร ลายมัดหมี่ผ้าปูมเขมร ลายขอพระเทพ เป็นต้น

ข้อมูลอ้างอิง

ประวัติผ้าไหมมัดหมี่.[ออนไลน์].สืบค้นเมื่อ 3 พฤษภาคม 2565, จาก:https://www.ketysmile.com/2020/11/13/ประวัติผ้าไหมมัดหมี่. 2563.
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. งานช่างฝีมือดั้งเดิม : มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ.พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2560.
เผ่าทอง ทองเจือ และกิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์. มัดหมี่ สายสัมพันธ์แห่งเอเชีย.พระนครศรีอยุธยา: ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน), 2559.
เรียบเรียงโดย : นางสุพัชรี ฉันทเลิศวิทยา บรรณารักษ์ชำนาญการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ

#ผ้าไหมมัดหมี่
#กรมประชาสัมพันธ์
#สวท.กระบี่

ที่อยู่

12/15 ถ. ท่าเรือ ต. ปากน้ำ อ. เมือง
Krabi
81000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6675611166

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สวท. กระบี่ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สวท. กระบี่:

ทางลัด

แชร์