สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี ประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ

06/09/2026

เตือนภัย ‼ วัยเกษียณ มิจอ้างหลอกช่วยเหลือ

📢 เตือนผู้สูงอายุ วัยเกษียณ ผู้รับบำนาญ หรือบุตรหลานข้าราชการ ระวัง! มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่โทรหา ส่งเอกสารราชการปลอมให้ผ่านไลน์ปลอม แล้วหลอกว่าจะช่วยเหลือเรื่องเงินสวัสดิการตกค้าง ก่อนจะลวงเอาข้อมูลและดูดเงินไปจนหมด ❗

#รู้ทันมิจฉาชีพ #สแกมเมอร์
#เตือนภัยมิจฉาชีพออนไลน์

Cr. สำนักงานสถิติจังหวัดลพบุรี

จากไร่เลื่อนลอยสู่ "ห้องเรียนกลางขุนเขา" ดอยม่อนล้าน สร้างรากฐานความรู้เพื่อราษฎรไทยภูเขาอย่างยั่งยืนพลิกวิถีราษฎรไทยภูเ...
06/09/2026

จากไร่เลื่อนลอยสู่ "ห้องเรียนกลางขุนเขา" ดอยม่อนล้าน สร้างรากฐานความรู้เพื่อราษฎรไทยภูเขาอย่างยั่งยืน

พลิกวิถีราษฎรไทยภูเขาดอยม่อนล้าน ด้วย "ห้องเรียนกลางขุนเขา"
จากอดีตผืนป่าที่เคยถูกทำลายจากการทำไร่เลื่อนลอยและการปลูกฝิ่น วันนี้ “ดอยม่อนล้าน” ได้พลิกฟื้นคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นโมเดลความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน
จุดเริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณ
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ณ บ้านอาแย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนั้นทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพ “ดอยม่อนล้าน” ยอดเขาสูงซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ที่ประสบปัญหาความยากจน มีการทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่น จนทำให้ผืนป่าต้นน้ำที่สำคัญถูกทำลายลงอย่างน่าเสียดาย
ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลและพระเมตตา ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ดอยม่อนล้าน” ขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การฟื้นฟูผืนป่าต้นน้ำให้กลับมาสมบูรณ์ ควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพที่มั่นคงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่
พลิกฟื้นผืนป่า สร้างรายได้สู่ชุมชน
ปัจจุบัน ผลลัพธ์จากพระราชดำริได้ประจักษ์ชัดเจน ผืนป่าต้นน้ำที่เคยแห้งแล้งได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาเขียวชอุ่มครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,950 ไร่ ขณะเดียวกัน ราษฎรใน 3 หมู่บ้านภายใต้การดูแลของสถานีฯ มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างพลิกฝ่ามือ

แต่ก่อนพวกเราลำบากมาก ทำแต่ไร่เลื่อนลอย รายได้ไม่แน่นอน แต่พอมีโครงการพระราชดำริของแม่หลวงเข้ามา ทุกอย่างก็ดีขึ้น ทั้งเรื่องการศึกษา ความเป็นอยู่ และปัญหายาเสพติดที่หมดไป ตอนนี้ชาวบ้านมีรายได้ที่มั่นคง มีความสุข และพร้อมใจกันช่วยดูแลป่าดูแลน้ำตอบแทนพระคุณ" ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่บอกเล่าด้วยความซาบซึ้ง
จากเดิมที่ราษฎรมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพียงไม่กี่พันบาทต่อปี ปัจจุบันจากการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมที่ถูกวิธี ทำให้หลายครอบครัวสามารถสร้างรายได้เสริมเพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาทต่อปี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและการศึกษาของบุตรหลานในชุมชนดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ห้องเรียนกลางขุนเขา และ "กำไรที่แท้จริง" ของแผ่นดิน
สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ ดอยม่อนล้าน จึงเปรียบเสมือน “ห้องเรียนกลางขุนเขา” ที่เปิดโอกาสให้ราษฎรและเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ระบบการเกษตรผสมผสานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพาะปลูก การดูแลปศุสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปผลผลิต ก่อนจะนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง
นอกจากนี้ สถานีฯ ยังช่วยสร้างงานสร้างอาชีพด้วยการรับแรงงานในชุมชนเข้ามาทำงาน โดยผลผลิตทั้งหมดจะถูกนำออกจำหน่ายเพื่อนำรายได้ส่งคืนให้แก่ศูนย์ศิลปาชีพตามพระราชประสงค์ แม้ว่าในเชิงบริหาร รายรับที่ได้อาจยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่หากมองในมิติของความยั่งยืน...

"เพราะผลกำไรที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ มูลค่าที่เป็นเม็ดเงิน หากแต่วัดจากรอยยิ้ม ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และความมั่นคงในชีวิตของประชาชน"
#คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
#สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมายรัฐบาลเล็งเห็นถึงค...
06/09/2026

“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมาย

รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำด้านบุคลากรสูงถึงร้อยละ 73 ซึ่งรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์
นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ อ.ก.พ. กระทรวง ดำเนินการดังนี้ 1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป 2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ และให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลัง และให้ สำนักงาน ก.พ. จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง โดยความคืบหน้าขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับกำลังคน 2. ปรับกระบวนงาน และ 3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ เน้นย้ำ “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ และเป็นภาครัฐระบบเปิด (Open Government) ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน ประชาชนติดต่อราชการง่ายขึ้น ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

วันเสาร์ ที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๙.๒๑ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิ...
05/09/2026

วันเสาร์ ที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๙.๒๑ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปทอดพระเนตรการแสดงคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด” (Opera Goes To Hollywood) โดยศิลปินจากคณะ “นิวยอร์ก ซิตี้ โอเปรา” (New York City Opera) เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพ ฯ ครั้งที่ ๒๘ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายจาสปาล ซิงห์ อูเบอรอย ประธานบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล คัลเจอรัล โปรโมชั่น จำกัด ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพ ฯ ครั้งที่ ๒๘ พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน ฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ จากนั้น เสด็จเข้าหอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นางสาวรพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ต่อจากนั้น นายจาสปาล ซิงห์ อูเบอรอย ประธานคณะกรรมการจัดงาน ฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดการแสดงคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด” (Opera Goes To Hollywood) พร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญทอดพระเนตรการแสดง จากนั้น ทอดพระเนตรการแสดงคอนเสิร์ต ฯ ซึ่งประกอบด้วย การขับร้องและบรรเลงบทเพลงโอเปราคลาสสิกจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดระดับตำนาน และบทเพลงโอเปรายอดนิยม จำนวนกว่า ๒๐ เพลง เมื่อจบการแสดงแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิญดอกไม้พระราชทานไปมอบแก่ผู้แทนศิลปิน และวาทยกร สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

คอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด” (Opera Goes To Hollywood) เป็นการแสดงเปิดเทศกาลมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพ ฯ ครั้งที่ ๒๘ ซึ่งเป็นเทศกาลศิลปะการแสดงและดนตรีที่จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยนำการแสดงทางด้านศิลปวัฒนธรรมและดนตรีจากคณะการแสดงและศิลปินที่มีชื่อเสียงจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกหลากหลายประเภท อาทิ การแสดงโอเปรา การแสดงบัลเลต์ การเต้นร่วมสมัย การแสดงซิมโฟนีคอนเสิร์ต ละครเพลง มาจัดแสดง โดยมุ่งหวังให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรมของโลก ซึ่งคอนเสิร์ตนี้เป็นการถ่ายทอดบทเพลงโอเปราคลาสสิกจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดระดับตำนาน อาทิ เดอะก็อตฟาเธอร์ (The Godfather) มิสชั่นอิมพอสสิเบิ้ล (Mission Impossible) และอเมริกันบิวตี้ (American Beauty) รวมถึงบทเพลงโอเปรายอดนิยมจำนวนมาก โดยคณะโอเปราจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า ๘๐ ปี ซึ่งได้รวมศิลปินที่มีความสามารถและได้รับการยกย่องในระดับสากล อาทิ มาร์นี เบรกเคนริดจ์ (Marnie Breckenridge) เทเตฟ บาโรยัน (Tatev Baroyan) และเอคาเทริน บัวชิดเซ (Ekaterine
Buachidze) นักร้องโอเปรา อาซี มาธาเธียส (Asi Matathias) นักไวโอลิน และคริสตินา เรโกะ คูเปอร์ (Kristina Reiko Cooper) นักเชลโล ภายใต้การอำนวยเพลงของคอนสแตนติน ออร์เบเลียน (Constantine Orbelian) วาทยกร ผู้อำนวยการบริหารและผู้อำนวยเพลงของคณะ “นิวยอร์ก ซิตี้ โอเปรา” (New York City Opera) การจัดแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้ จะทำให้ผู้รับชมรับฟังเปลี่ยนนิยามของการแสดงโอเปราที่หรูหรา ทรงพลัง ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นตามแบบฉบับของชาวนิวยอร์กอีกด้วย

#ทรงพระเจริญ #สืบสานรักษาต่อยอด
#มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯครั้งที่๒๘

https://www.facebook.com/share/p/1LkQggsZm8/

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของช่วยเหลือป...
05/09/2026

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของช่วยเหลือประชาชนชาวเนปาล ในเหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันและดินถล่มรุนแรงทางตอนเหนือของเนปาล

วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๕๕ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ นายธัน พหาทุร โอลิ (Mr. Dhan Bahadur Oli) เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย ณ โรงเก็บอากาศยาน กองบิน ๖ กองบัญชาการกองทัพอากาศ เพื่อนำไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนชาวเนปาลที่ประสบภัยพิบัติจากเหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันและดินถล่มรุนแรงทางตอนเหนือของเนปาล เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๙ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย และผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ตลอดจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือน ทรัพย์สิน และโครงการสร้างพื้นฐานเป็นบริเวณกว้าง

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงติดตามสถานการณ์ และทรงห่วงใยการเกิดเหตุอุทกภัยดังกล่าว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังประธานาธิบดีแห่งเนปาลในนามของประชาชนชาวไทย ด้วยแล้ว

พระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงแสดงถึงความห่วงใยและความปรารถนาดีต่อประชาชนของมิตรประเทศ โดยที่ผ่านมา ในห้วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดส่งเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น พร้อมสิ่งของพระราชทานต่าง ๆ เพื่อช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนชาวเนปาล

ทั้งนี้ กองทัพอากาศ จะดำเนินการจัดส่งสิ่งของพระราชทานไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำเนปาล สำหรับมอบแก่รัฐบาลเนปาล เพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยฉับพลันและดินถล่มรุนแรง และผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อไป สำหรับสิ่งของพระราชทานที่จะไปช่วยบรรเทาทุกข์ในครั้งนี้ประกอบด้วย เต็นท์นอน ถุงนอนฉุกเฉิน ถุงพระราชทานสำหรับเด็ก เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไฟฉาย หมวกนิรภัย ตลอดจนสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ

#ทรงพระเจริญ
#สืบสานรักษาต่อยอด

https://www.facebook.com/share/19MsvYE9YU/

ภราดรเปิดเวที “เมืองเล็ก หัวใจสิงห์” ชวนแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่นวันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 17.30 น.นายภรา...
05/09/2026

ภราดรเปิดเวที “เมืองเล็ก หัวใจสิงห์” ชวนแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่น

วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 17.30 น.นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเวทีเสวนา “เมืองเล็ก หัวใจสิงห์” ด้านการสื่อสารและการสร้างอัตลักษณ์ ณ ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี ร.ศ.130 เพื่อรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการสื่อสารยุคใหม่ ตลอดจนแนวทางการสร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้มีความโดดเด่นและเป็นที่จดจำ

โดยมีนายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วยนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และประชาชน ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นการสื่อสาร การสร้างภาพลักษณ์ และแนวทางการพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล มีบทบาทในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ซึ่งรวมถึงจังหวัดสิงห์บุรี โดยเวทีดังกล่าวมุ่งเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมสะท้อนความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การสื่อสารอัตลักษณ์ของจังหวัดสิงห์บุรีให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่และสร้างการรับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

✨“สุดฤทัย” อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ชูบทบาท “นักเล่าเรื่อง” สร้างความเข้าใจ เชื่อมโยงผู้คน สู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันบนเ...
05/09/2026

✨“สุดฤทัย” อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ชูบทบาท “นักเล่าเรื่อง” สร้างความเข้าใจ เชื่อมโยงผู้คน สู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันบนเวทีสื่อเอเชีย-แปซิฟิก ที่จีน

🔹วันนี้ (5 กันยายน 2569) นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมการประชุมสื่อ Asia-Pacific Media Forum 2026 (APMF 2026) ณ นครเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดโดยสำนักข่าวซินหัวและเครือข่ายพันธมิตร ภายใต้หัวข้อ “Building A Path to Shared Prosperity for the Asia-Pacific Community: Media Consensus and Action” หรือ “ปูทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก: สานพลังสื่อ สู่ความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว”

🔹พิธีเปิดได้รับเกียรติจากนายหลี่ เล่อเฉิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธาน และนางสี ยั่นชวน รองประธานบริหาร​ สำนักข่าวซินหัว ในฐานะผู้แทนหน่วยงานเจ้าภาพร่วมกล่าวต้อนรับ

🔹กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์​ของผู้นำสื่อ ผู้บริหาร นักวิชาการ และสื่อมวลชนกว่า 300 คน จากกว่า 20 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงเขตเศรษฐกิจเอเปค ในช่วงที่นครเซินเจิ้นเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค APEC Shenzhen 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้

🔹อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวปาฐกถา หัวข้อ “Stories of Mutual Learning Among Civilizations (เรื่องราวแห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกันในอารยธรรมที่หลากหลาย)​”ระบุว่า การสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ไม่ได้เกิดจากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย ความเข้าใจซึ่งกันและกันและความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม โดยสื่อมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสะพานเชื่อมโยงผู้คนและสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ​

✨“พร้อมเน้นย้ำว่า สื่อยุคใหม่ต้องก้าวข้ามบทบาทของผู้ส่งสาร สู่การเป็น “นักเล่าเรื่อง” (Storytellers) ที่ถ่ายทอดความหลากหลายของแต่ละสังคม และนำเสียงที่แตกต่างมาสร้างความเข้าใจและความกลมกลืนบนพื้นฐานของ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเข้มแข็ง และความก้าวหน้าร่วมกัน โดยความร่วมมือและการผลิตเนื้อหาร่วมกันระหว่างสื่อของประเทศต่าง ๆ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจในภูมิภาค ”

🔹นอกจากนี้ ไทยพร้อมสนับสนุนทิศทางของ APEC “China Year” ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ การเปิดกว้าง นวัตกรรม​ และความร่วมมือ ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

🔹นางสุดฤทัย ยังกล่าวถึงการที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และ World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่า ความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เสถียรภาพร่วมกัน และภูมิปัญญาของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำสื่อร่วมกันสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน ยกระดับการนำเสนอข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และเปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นจุดแข็งร่วมกัน เพื่อใช้พลังของสื่อในการให้ความรู้ สร้างภูมิปัญญา และขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

#สุดฤทัยเลิศเกษม #อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
#นักเล่าเรื่อง #สื่อเอเชียแปซิฟิก #จีน
#กรมประชาสัมพันธ์

พัฒนาระบบราชการ โจทย์ใหญ่รัฐบาล ที่พูดแล้วต้องลงมือทำ “ให้สำเร็จ”“ปฏิรูประบบราชการ” คำที่คุ้นหูคนไทยมายาวนาน แต่มักจบลงแ...
05/09/2026

พัฒนาระบบราชการ โจทย์ใหญ่รัฐบาล ที่พูดแล้วต้องลงมือทำ “ให้สำเร็จ”

“ปฏิรูประบบราชการ” คำที่คุ้นหูคนไทยมายาวนาน แต่มักจบลงแค่การตั้งคณะทำงาน คณะกรรมการ ขึ้นมาศึกษา แต่ไม่ลงมือทำ จนกลายเป็นภาพจำแห่งความล้มเหลว

นี่คือบทสนทนาเริ่มต้นของรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ที่รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เปิดประเด็นชวนคิดไว้ตอนต้นรายการ

หากเปรียบ “ระบบราชการ” เหมือนบ้านหลังใหญ่ที่สร้างและต่อเติมมาหลายยุค ห้องหนึ่งถูกเพิ่มขึ้นเพื่อรับภารกิจใหม่ ประตูอีกบานถูกติดตั้งเพื่อเพิ่มการตรวจสอบ ทางเดินอีกช่วงถูกสร้างเพื่อให้การทำงานเป็นระเบียบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป บ้านหลังนี้กลับมีประตูมากเกินไป มีทางเดินที่วกวน และบางครั้งเจ้าของบ้านตัวจริงอย่างประชาชนต้องเดินผ่านหลายห้อง เพียงเพื่อติดต่อเรื่องเดียว

ประเทศไทยพูดเรื่องซ่อมแซมบ้านหลังนี้มานาน ตั้งคณะกรรมการมาแล้วหลายชุด ตั้งคณะทำงาน ศึกษาวิจัย เขียนนโยบาย และวางแนวทางกันมาหลายยุคหลายสมัย แต่ภาพจำของคำว่า “ปฏิรูประบบราชการ” กลับไม่ใช่ภาพของบ้านที่ใช้งานได้ดีขึ้น หากเป็นภาพของแบบแปลนกองโตที่ยังวางอยู่บนโต๊ะประชุมนี่จึงเป็นเหตุผลที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เลือกพูดอย่างตรงไปตรงมาในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ว่า ไม่อยากใช้คำว่า “ปฏิรูป” แต่อยากเรียกสิ่งที่จะทำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ”

แน่นอนว่าการเปลี่ยนคำเรียก คงไม่ทำให้สิ่งที่ทำไม่สำเร็จมาหลายยุคสมัย เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ในรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯที่ชื่อ “อนุทิน” แต่มุมคิดใหม่ คำถามใหม่ ความท้าทายใหม่ และเทคโนโลยีใหม่ หรือไม่ ที่น่าจะพอทำให้คนไทยมีความหวังในเรื่องขึ้นมาได้อีกครั้ง

ตัวเลขที่ รองนายกฯปกรณ์หยิบขึ้นมาอธิบาย ทำให้เราเห็นความท้าทายใหญ่ของประเทศที่รออยู่
งบประมาณรายจ่ายประจำถูกระบุว่าสูงถึงราว 73% ของงบประมาณประเทศ
ขณะที่งบลงทุนมีเพียงประมาณ 20%

หากเปรียบว่าคนในบ้านหลังนี้หาเงินมาได้ 100 บาท มีรายจ่ายประจำต้องใช้ไปแล้วถึง 73 บาท
จึงไม่เหลือเงินไปใช้ เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือมีเงินไปพัฒนาทักษะใหม่ ๆ
เมื่อกลับมามองภาพของประเทศ ก็เหมือนเราไม่เหลือเงินไปลงทุน เพื่อพัฒนาประเทศให้แข่งขันได้ หรือมีรายได้รูปแบบใหม่ ๆ เข้ามา

ยังไม่นับรวมปัญหาใหม่ที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งความผันผวนของการค้าโลก มาตรการกดดันระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ภัยจากสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ความร้อน และไฟป่า ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง

โลกภายนอกไม่ได้รอให้ระบบราชการศึกษาปัญหาจนเสร็จ ประเทศเพื่อนบ้านกำลังปรับโครงสร้างและวิธีทำงาน ภาคเอกชนก็นำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการจ้างงาน พร้อมยกตัวอย่างบริษัทเทคโนโลยีจีนอย่าง Alibaba, Baidu และ Ant Group ซึ่งนำ AI มาใช้และปรับกำลังคนรวมประมาณ 10,000 คน

อย่างไรก็ตาม หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่อยู่ที่การ ”ลดจำนวน“ แต่รองฯปกรณ์ย้ำชัดว่า เทคโนโลยีต้องเข้ามา “ทดแทนงานบางอย่าง ไม่ใช่ทดแทนคน”
นัยยะของประโยคนี้สำคัญมาก เพราะการลดคนโดยไม่เปลี่ยนวิธีทำงาน มีแต่จะทำให้คนที่เหลือต้องแบกแฟ้มกองเดิมด้วยจำนวนมือที่น้อยลง ประชาชนอาจรอนานกว่าเดิม และความเหนื่อยล้าจะไหลกลับไปสู่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเอง

ดังนั้น จุดเริ่มต้นจึงต้องอยู่ที่การนำงานทั้งหมดมาวางบนโต๊ะ ดูว่าอะไรจำเป็น อะไรซ้ำซ้อน อะไรตัดออกได้ และอะไรใช้เทคโนโลยีทำแทนได้

ตัวอย่างจากสำนักงานกฤษฎีกาซึ่งรองนายกฯปกรณ์เคยรับผิดชอบ ช่วยทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น เขาเล่าว่าเคยมีกระบวนงานรวมถึง 170 กระบวนงาน มีขั้นตอนเล็ก ๆ และการผ่านโต๊ะหลายชั้นก่อนเรื่องจะเดินทางไปถึงผู้ตัดสินใจ เมื่อเกิดสถานการณ์โควิดและต้องทำงานแบบ work from anywhere เทคโนโลยีกลายเป็นแรงบังคับให้องค์กรต้องกลับมาดูว่า ขั้นตอนใดไม่จำเป็น ขั้นตอนใดตัดออกได้ และ workflow ที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร

จากการปรับกระบวนงาน ขั้นต่อไปคือการเปลี่ยนฐานของระบบราชการจากกระดาษไปสู่ Digital Government ที่ไม่เพียงแค่เอาเอกสารราชการไปสแกนเป็นไฟล์ PDF แต่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด ข้ามหน่วยงาน ซึ่งหากทำได้เต็มรูปแบบ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน ยกตัวอย่างใกล้ตัวอย่างเรื่อง “สำเนาเอกสาร” ที่ต้องเจอเวลาติดต่อราชการ ทำไมต้องให้สิ่งนี้เป็นภาระประชาชน ทั้งที่ข้อมูลทั้งหมด “เป็นข้อมูลของราชการ”

เมื่อทุกอย่างอยู่ในระบบ “ดิจิทัล” ก้าวต่อไปคือการทำข้อมูลทุกอย่างให้ประชาชนสามารถติดตามการทำงานของราชการได้ เป็น Open Government หรือรัฐบาลที่โปร่งใส พูดง่ายๆคือ “อะไรที่ tracking ได้ รับรองโกงยาก” เพราะเทคโนโลยีไม่ได้เพียงเพิ่มความเร็ว แต่ยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

เมื่อ “งาน” เปลี่ยน “คน” ก็ต้องเปลี่ยน

แต่การเปลี่ยนของคน ไม่ได้เอาเป้าของการปรับลดจำนวนคนเป็นตัวตั้ง แต่ต้องปรับรูปแบบวิธีการบริหารจัดการคนในระบบราชการราว 3 ล้านคนให้เหมาะสม ปัจจุบัน เราใช้มาตรฐานเดียวกับคนทุกคน หรือ one-size-fits-all จึงไม่สอดคล้องกับภารกิจที่แตกต่างกัน ครูมีตารางสอน แพทย์และพยาบาลมีการขึ้นเวร ตำรวจมีภารกิจ ดังนั้นต้องไปวิเคราะห์ภารกิจหน้าที่ และงานกันใหม่ ปรับรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ ปรับค่าจ้างค่าตอบแทนใหม่ให้เหมาะสม ไปจนถึงการปรับเพิ่มหรือลด บางตำแหน่งให้มีความเหมาะสมกับเทคโนโลยี และความต้องการของประชาชนในปัจจุบัน

“ระเบียบ-กฎหมาย” เงื่อนปมใหญ่ที่ต้องทลายอุปสรรค

รัฐบาลได้เชิญภาคเอกชนเข้ามาให้ความเห็นถึงระเบียบกฎเกณฑ์ที่ในอดีตเคยทำให้ “ผู้ประกอบการ” กลายเป็น “ผู้ประสบภัย” ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายในการประกอบธุรกิจ ส่วนหนึ่งเพราะมีกฎหมายทั้งระดับ พ.ร.บ. และกฎหมายลำดับรองรวมแล้วกว่า 7,600 ฉบับ ยังไม่นับเงื่อนไขระเบียบต่าง ๆ ที่ตามมาอีกนับไม่ถ้วน ทำให้การติดต่อราชการในแต่ละครั้งถึงดูยุ่งยาก ต้องติดต่อหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ซึ่งเพิ่มต้นทุนทั้งในเชิงของค่าใช้จ่าย และเวลาของผู้ประกอบการ จึงได้เชิญภาคเอกชนเข้ามาร่วมหารือ มาให้ความเห็น แล้วนำไปสู่การปรับแก้ให้มีความเหมาะสม

แต่สิ่งที่ทำให้ภาพของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความหวังมากขึ้นคือผลลัพธ์ที่ต้องวัดได้

รองนายกฯปกรณ์ระบุว่า ระยะเวลาให้บริการของแต่ละกระบวนงานควรลดลงไม่น้อยกว่าประมาณ 20–30% หลังจากระบบและกฎหมายใหม่มีผล
ตัวเลขนี้ทำให้คำว่า “พัฒนาประสิทธิภาพ” เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง และตั้งตารอว่าการติดต่อราชการในอนาคตที่ใช้เวลาน้อยลง ใช้เอกสารน้อยลง ติดตามความคืบหน้าของการติดต่อในแต่ละงานได้ และที่สำคัญไม่ต้องไปติดต่อหลายหน่วยงานเหมือนในอดีต

ความเห็นส่วนตัวมองว่า สิ่งที่ทำให้การ “เปลี่ยน” ในครั้งนี้ดูมีหวังมากกว่าในอดีตคือ การที่มีคนเข้าใจระบบราชการอย่างแท้จริง อย่างรองนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” ซึ่งมีความเข้าใจระเบียบ กฎหมาย และอุปสรรคต่าง ๆ มานั่งหัวโต๊ะ ให้แนวทางและประกาศเป็นนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” และได้แถลงเรื่องนี้ต่อสภาฯ ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง น่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เรื่องนี้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องจนเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

อย่างที่เปรียบไว้ตอนต้นว่า “ระบบราชการ” เปรียบเหมือนบ้านหลังใหญ่ที่มีผลต่อคนไทยซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในบ้านทุกคน

ดังนั้น รัฐบาลในฐานะผู้ได้รับฉันทามติให้เข้ามาดูแลบ้าน ต้องกล้าเปิดผนังเพื่อดูว่าท่อใดอุดตัน ประตูใดไม่จำเป็น และทางเดินใดพาประชาชนเสียเวลาและวนกลับมาที่เดิม
ถึงเวลาแล้วที่จะลงมือพัฒนาระบบราชการที่เป็นเหมือนบ้านของเรา ให้คนในบ้านรู้สึกได้ว่า “ระบบราชการได้รับการพัฒนาจนเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง”


#คุยกับครมอนุทิน
#ปฏิรูประบบราชการ

05/09/2026

(คลิป) ฟัง “รองนายกฯ ปกรณ์” ปฏิรูประบบราชการสู่ Digital Government ได้อย่างไร เมื่อวันนี้ “เอกสารราชการ” ยังเป็นกระดาษ ซึ่งไม่ใช่ฐานข้อมูลที่ใช้ AI อ่านได้

#คุยกับครมอนุทิน
#ปฏิรูประบบราชการ

‘นายกฯอนุทิน’ลงนามเนรเทศ ‘ยาคอฟ โอฮะยอน’ ชาวอิสราเอล ออกนอกราชอาณาจักร หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาผิด ม. 392 ฐานขู่เข็ญทำให้ผ...
05/09/2026

‘นายกฯอนุทิน’ลงนามเนรเทศ ‘ยาคอฟ โอฮะยอน’ ชาวอิสราเอล ออกนอกราชอาณาจักร หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาผิด ม. 392 ฐานขู่เข็ญทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ ชี้พฤติกรรมส่งข้อความข่มขู่ผู้เสียหายว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและตกใจ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้สิทธิอุทธรณ์ภายใน 7 วัน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย เรื่อง เนรเทศนายยาคอฟ โอฮะยอน (Mr. Yaacov Ohayon) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร เนื้อหาระบุว่าด้วยปรากฏว่า นายยาคอฟ มีพฤติกรรมส่งข้อความข่มขู่ผู้เสียหายว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและตกใจ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาว่า นายยาคอฟมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ พิพากษาจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

ทั้งนี้ พฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวนั้นขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งอยู่ในข่ายถูกเนรเทศได้ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2499 ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงมีคำสั่งเนรเทศนายยาคอฟ ออกไปนอกราชอาณาจักร

อย่างไรก็ตาม หากนายยาคอฟไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอให้มีคำสั่งงดส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2499 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

ที่อยู่

Lopburi Provincial Hall
Lop Buri
15000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 16:30
อังคาร 09:00 - 16:30
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 16:30
อาทิตย์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6636770222

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี:

ทางลัด

แชร์