05/09/2026
พัฒนาระบบราชการ โจทย์ใหญ่รัฐบาล ที่พูดแล้วต้องลงมือทำ “ให้สำเร็จ”
“ปฏิรูประบบราชการ” คำที่คุ้นหูคนไทยมายาวนาน แต่มักจบลงแค่การตั้งคณะทำงาน คณะกรรมการ ขึ้นมาศึกษา แต่ไม่ลงมือทำ จนกลายเป็นภาพจำแห่งความล้มเหลว
นี่คือบทสนทนาเริ่มต้นของรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ที่รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เปิดประเด็นชวนคิดไว้ตอนต้นรายการ
หากเปรียบ “ระบบราชการ” เหมือนบ้านหลังใหญ่ที่สร้างและต่อเติมมาหลายยุค ห้องหนึ่งถูกเพิ่มขึ้นเพื่อรับภารกิจใหม่ ประตูอีกบานถูกติดตั้งเพื่อเพิ่มการตรวจสอบ ทางเดินอีกช่วงถูกสร้างเพื่อให้การทำงานเป็นระเบียบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป บ้านหลังนี้กลับมีประตูมากเกินไป มีทางเดินที่วกวน และบางครั้งเจ้าของบ้านตัวจริงอย่างประชาชนต้องเดินผ่านหลายห้อง เพียงเพื่อติดต่อเรื่องเดียว
ประเทศไทยพูดเรื่องซ่อมแซมบ้านหลังนี้มานาน ตั้งคณะกรรมการมาแล้วหลายชุด ตั้งคณะทำงาน ศึกษาวิจัย เขียนนโยบาย และวางแนวทางกันมาหลายยุคหลายสมัย แต่ภาพจำของคำว่า “ปฏิรูประบบราชการ” กลับไม่ใช่ภาพของบ้านที่ใช้งานได้ดีขึ้น หากเป็นภาพของแบบแปลนกองโตที่ยังวางอยู่บนโต๊ะประชุมนี่จึงเป็นเหตุผลที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เลือกพูดอย่างตรงไปตรงมาในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ว่า ไม่อยากใช้คำว่า “ปฏิรูป” แต่อยากเรียกสิ่งที่จะทำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ”
แน่นอนว่าการเปลี่ยนคำเรียก คงไม่ทำให้สิ่งที่ทำไม่สำเร็จมาหลายยุคสมัย เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ในรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯที่ชื่อ “อนุทิน” แต่มุมคิดใหม่ คำถามใหม่ ความท้าทายใหม่ และเทคโนโลยีใหม่ หรือไม่ ที่น่าจะพอทำให้คนไทยมีความหวังในเรื่องขึ้นมาได้อีกครั้ง
ตัวเลขที่ รองนายกฯปกรณ์หยิบขึ้นมาอธิบาย ทำให้เราเห็นความท้าทายใหญ่ของประเทศที่รออยู่
งบประมาณรายจ่ายประจำถูกระบุว่าสูงถึงราว 73% ของงบประมาณประเทศ
ขณะที่งบลงทุนมีเพียงประมาณ 20%
หากเปรียบว่าคนในบ้านหลังนี้หาเงินมาได้ 100 บาท มีรายจ่ายประจำต้องใช้ไปแล้วถึง 73 บาท
จึงไม่เหลือเงินไปใช้ เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือมีเงินไปพัฒนาทักษะใหม่ ๆ
เมื่อกลับมามองภาพของประเทศ ก็เหมือนเราไม่เหลือเงินไปลงทุน เพื่อพัฒนาประเทศให้แข่งขันได้ หรือมีรายได้รูปแบบใหม่ ๆ เข้ามา
ยังไม่นับรวมปัญหาใหม่ที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งความผันผวนของการค้าโลก มาตรการกดดันระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ภัยจากสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ความร้อน และไฟป่า ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง
โลกภายนอกไม่ได้รอให้ระบบราชการศึกษาปัญหาจนเสร็จ ประเทศเพื่อนบ้านกำลังปรับโครงสร้างและวิธีทำงาน ภาคเอกชนก็นำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการจ้างงาน พร้อมยกตัวอย่างบริษัทเทคโนโลยีจีนอย่าง Alibaba, Baidu และ Ant Group ซึ่งนำ AI มาใช้และปรับกำลังคนรวมประมาณ 10,000 คน
อย่างไรก็ตาม หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่อยู่ที่การ ”ลดจำนวน“ แต่รองฯปกรณ์ย้ำชัดว่า เทคโนโลยีต้องเข้ามา “ทดแทนงานบางอย่าง ไม่ใช่ทดแทนคน”
นัยยะของประโยคนี้สำคัญมาก เพราะการลดคนโดยไม่เปลี่ยนวิธีทำงาน มีแต่จะทำให้คนที่เหลือต้องแบกแฟ้มกองเดิมด้วยจำนวนมือที่น้อยลง ประชาชนอาจรอนานกว่าเดิม และความเหนื่อยล้าจะไหลกลับไปสู่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเอง
ดังนั้น จุดเริ่มต้นจึงต้องอยู่ที่การนำงานทั้งหมดมาวางบนโต๊ะ ดูว่าอะไรจำเป็น อะไรซ้ำซ้อน อะไรตัดออกได้ และอะไรใช้เทคโนโลยีทำแทนได้
ตัวอย่างจากสำนักงานกฤษฎีกาซึ่งรองนายกฯปกรณ์เคยรับผิดชอบ ช่วยทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น เขาเล่าว่าเคยมีกระบวนงานรวมถึง 170 กระบวนงาน มีขั้นตอนเล็ก ๆ และการผ่านโต๊ะหลายชั้นก่อนเรื่องจะเดินทางไปถึงผู้ตัดสินใจ เมื่อเกิดสถานการณ์โควิดและต้องทำงานแบบ work from anywhere เทคโนโลยีกลายเป็นแรงบังคับให้องค์กรต้องกลับมาดูว่า ขั้นตอนใดไม่จำเป็น ขั้นตอนใดตัดออกได้ และ workflow ที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
จากการปรับกระบวนงาน ขั้นต่อไปคือการเปลี่ยนฐานของระบบราชการจากกระดาษไปสู่ Digital Government ที่ไม่เพียงแค่เอาเอกสารราชการไปสแกนเป็นไฟล์ PDF แต่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด ข้ามหน่วยงาน ซึ่งหากทำได้เต็มรูปแบบ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน ยกตัวอย่างใกล้ตัวอย่างเรื่อง “สำเนาเอกสาร” ที่ต้องเจอเวลาติดต่อราชการ ทำไมต้องให้สิ่งนี้เป็นภาระประชาชน ทั้งที่ข้อมูลทั้งหมด “เป็นข้อมูลของราชการ”
เมื่อทุกอย่างอยู่ในระบบ “ดิจิทัล” ก้าวต่อไปคือการทำข้อมูลทุกอย่างให้ประชาชนสามารถติดตามการทำงานของราชการได้ เป็น Open Government หรือรัฐบาลที่โปร่งใส พูดง่ายๆคือ “อะไรที่ tracking ได้ รับรองโกงยาก” เพราะเทคโนโลยีไม่ได้เพียงเพิ่มความเร็ว แต่ยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
เมื่อ “งาน” เปลี่ยน “คน” ก็ต้องเปลี่ยน
แต่การเปลี่ยนของคน ไม่ได้เอาเป้าของการปรับลดจำนวนคนเป็นตัวตั้ง แต่ต้องปรับรูปแบบวิธีการบริหารจัดการคนในระบบราชการราว 3 ล้านคนให้เหมาะสม ปัจจุบัน เราใช้มาตรฐานเดียวกับคนทุกคน หรือ one-size-fits-all จึงไม่สอดคล้องกับภารกิจที่แตกต่างกัน ครูมีตารางสอน แพทย์และพยาบาลมีการขึ้นเวร ตำรวจมีภารกิจ ดังนั้นต้องไปวิเคราะห์ภารกิจหน้าที่ และงานกันใหม่ ปรับรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ ปรับค่าจ้างค่าตอบแทนใหม่ให้เหมาะสม ไปจนถึงการปรับเพิ่มหรือลด บางตำแหน่งให้มีความเหมาะสมกับเทคโนโลยี และความต้องการของประชาชนในปัจจุบัน
“ระเบียบ-กฎหมาย” เงื่อนปมใหญ่ที่ต้องทลายอุปสรรค
รัฐบาลได้เชิญภาคเอกชนเข้ามาให้ความเห็นถึงระเบียบกฎเกณฑ์ที่ในอดีตเคยทำให้ “ผู้ประกอบการ” กลายเป็น “ผู้ประสบภัย” ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายในการประกอบธุรกิจ ส่วนหนึ่งเพราะมีกฎหมายทั้งระดับ พ.ร.บ. และกฎหมายลำดับรองรวมแล้วกว่า 7,600 ฉบับ ยังไม่นับเงื่อนไขระเบียบต่าง ๆ ที่ตามมาอีกนับไม่ถ้วน ทำให้การติดต่อราชการในแต่ละครั้งถึงดูยุ่งยาก ต้องติดต่อหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ซึ่งเพิ่มต้นทุนทั้งในเชิงของค่าใช้จ่าย และเวลาของผู้ประกอบการ จึงได้เชิญภาคเอกชนเข้ามาร่วมหารือ มาให้ความเห็น แล้วนำไปสู่การปรับแก้ให้มีความเหมาะสม
แต่สิ่งที่ทำให้ภาพของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความหวังมากขึ้นคือผลลัพธ์ที่ต้องวัดได้
รองนายกฯปกรณ์ระบุว่า ระยะเวลาให้บริการของแต่ละกระบวนงานควรลดลงไม่น้อยกว่าประมาณ 20–30% หลังจากระบบและกฎหมายใหม่มีผล
ตัวเลขนี้ทำให้คำว่า “พัฒนาประสิทธิภาพ” เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง และตั้งตารอว่าการติดต่อราชการในอนาคตที่ใช้เวลาน้อยลง ใช้เอกสารน้อยลง ติดตามความคืบหน้าของการติดต่อในแต่ละงานได้ และที่สำคัญไม่ต้องไปติดต่อหลายหน่วยงานเหมือนในอดีต
ความเห็นส่วนตัวมองว่า สิ่งที่ทำให้การ “เปลี่ยน” ในครั้งนี้ดูมีหวังมากกว่าในอดีตคือ การที่มีคนเข้าใจระบบราชการอย่างแท้จริง อย่างรองนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” ซึ่งมีความเข้าใจระเบียบ กฎหมาย และอุปสรรคต่าง ๆ มานั่งหัวโต๊ะ ให้แนวทางและประกาศเป็นนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” และได้แถลงเรื่องนี้ต่อสภาฯ ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง น่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เรื่องนี้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องจนเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน
อย่างที่เปรียบไว้ตอนต้นว่า “ระบบราชการ” เปรียบเหมือนบ้านหลังใหญ่ที่มีผลต่อคนไทยซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในบ้านทุกคน
ดังนั้น รัฐบาลในฐานะผู้ได้รับฉันทามติให้เข้ามาดูแลบ้าน ต้องกล้าเปิดผนังเพื่อดูว่าท่อใดอุดตัน ประตูใดไม่จำเป็น และทางเดินใดพาประชาชนเสียเวลาและวนกลับมาที่เดิม
ถึงเวลาแล้วที่จะลงมือพัฒนาระบบราชการที่เป็นเหมือนบ้านของเรา ให้คนในบ้านรู้สึกได้ว่า “ระบบราชการได้รับการพัฒนาจนเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง”
#คุยกับครมอนุทิน
#ปฏิรูประบบราชการ