ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลอานันทมหิดล

ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลอานันทมหิดล โครงการ ศูนย์โรคหัวใจ 75ปี โรงพยาบาล?

วันนี้มีเกร็ดความรู้เล็กๆในการ “ดูแลแผลหลังการสวนหลอดเลือดหัวใจ” มาเล่าให้ฟังค่ะการสวนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiograp...
19/08/2026

วันนี้มีเกร็ดความรู้เล็กๆในการ “ดูแลแผลหลังการสวนหลอดเลือดหัวใจ” มาเล่าให้ฟังค่ะ

การสวนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography) เป็นหัตถการที่แพทย์ใส่สายสวนผ่านหลอดเลือดแดงบริเวณ ข้อมือหรือขาหนีบ เพื่อฉีดสารทึบรังสีและตรวจดูหลอดเลือดหัวใจ

แม้บริเวณที่ใส่สายสวนจะมีเพียงแผลขนาดเล็ก แต่เป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดแดง จึงควรดูแลแผลและสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด

🩹 ลักษณะแผลหลังการสวนหลอดเลือดหัวใจเป็นอย่างไร?

หลังทำหัตถการ บริเวณที่ใส่สายสวนอาจพบ

* รอยเข็มหรือแผลขนาดเล็กบริเวณข้อมือหรือขาหนีบ
* มีรอยช้ำหรือจ้ำเลือดเล็กน้อยรอบแผล
* อาจมีอาการบวมเล็กน้อยหรือรู้สึกตึงบริเวณแผล
* อาจรู้สึกเจ็บหรือระบมเล็กน้อย

อาการเหล่านี้สามารถพบได้หลังหัตถการ และโดยทั่วไปจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

❤️ การดูแลแผลหลังทำหัตถการ

เพื่อช่วยให้แผลหายดีและลดความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกหรือภาวะแทรกซ้อน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ห้องสวนหัวใจอย่างเคร่งครัด

* งดให้แผลโดนน้ำประมาณ 3 วัน หรือตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
* หลีกเลี่ยงการยกของหนักอย่างน้อย 1 สัปดาห์
* หลีกเลี่ยงการบิด งอ หรือใช้ข้อมือ/ขาด้านที่ทำหัตถการอย่างแรง อย่างน้อย 1 สัปดาห์
* หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก หรือทำให้บริเวณแผลมีแรงกดหรือกระแทก
* หลีกเลี่ยงการขับรถประมาณ 1 สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์
* รักษาบริเวณแผลให้สะอาดและแห้ง และไม่ควรแกะเกาแผล
* หากได้รับยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และ ไม่ควรหยุดยาเอง

⚠️ อาการผิดปกติที่ควรรีบมาพบแพทย์

เนื่องจากแผลหลังสวนหลอดเลือดเป็นแผลจากการเจาะ หลอดเลือดแดง จึงควรสังเกตความผิดปกติของแผลและบริเวณโดยรอบ หากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ

* มีเลือดออกหรือเลือดซึมจากแผล ไม่หยุด
* มีก้อนบวมบริเวณแผล หรือก้อนบวมมีขนาดโตขึ้นเรื่อย ๆ
* แผลบวม แดง ร้อน หรือมีอาการปวดมากขึ้น
* มีหนองหรือสิ่งคัดหลั่งผิดปกติจากแผล
* มีไข้หรือหนาวสั่น
* มือหรือเท้าข้างที่ทำหัตถการมีอาการ ชา เย็น ซีด หรือเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ/เขียว
* มีอาการปวดหรือบวมบริเวณแขนหรือขาด้านที่ทำหัตถการมากผิดปกติ

หากมีเลือดออกจากแผล ให้ใช้ผ้าสะอาด กดบริเวณแผลอย่างต่อเนื่อง และรีบมาพบแพทย์ หากเลือดออกมากหรือไม่สามารถควบคุมเลือดได้ ควรไปโรงพยาบาลทันที

😊 แม้แผลหลังการสวนหลอดเลือดหัวใจจะมีขนาดเล็ก แต่ควรใส่ใจดูแลและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แผลหายดีและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนค่ะ

ด้วยความห่วงใยจาก…
ทีมงานห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลอานันทมหิดล ❤️

12/08/2026

โรงพยาบาลอานันทมหิดล ขอเชิญชวน ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๙

28/07/2026
“เจาะหัวใจ” ฟังดูน่ากลัวใช่มั้ยคะ..วันนี้จะพาไปรู้จักกับหัตถการนี้กันค่ะเมื่อพูดถึงคำว่า การเจาะเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericard...
25/07/2026

“เจาะหัวใจ” ฟังดูน่ากลัวใช่มั้ยคะ..วันนี้จะพาไปรู้จักกับหัตถการนี้กันค่ะ

เมื่อพูดถึงคำว่า การเจาะเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardiocentesis) หลายคนอาจตกใจ เพราะคิดว่าเป็นการ “เจาะหัวใจ”

ความจริงแล้ว แพทย์ไม่ได้เจาะกล้ามเนื้อหัวใจนะคะ แต่เป็นการใช้เข็มเจาะเข้าไปใน ช่องว่างระหว่างหัวใจกับเยื่อหุ้มหัวใจ เพื่อระบายของเหลวหรือเลือดที่คั่งอยู่รอบหัวใจ



❤️ ทำไมต้องระบายของเหลวรอบหัวใจ?

หัวใจของเรามีถุงบางๆ ห่อหุ้มอยู่ เรียกว่า เยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardium)

โดยปกติจะมีน้ำหล่อลื่นเพียงเล็กน้อย แต่หากมีเลือดหรือน้ำสะสมมากเกินไป จะทำให้เกิดภาวะหัวใจถูกกดทับ (Cardiac Tamponade) ได้ค่ะ

เมื่อหัวใจถูกบีบไว้ นึกภาพตามนะคะ หัวใจของเราก็จะสูบฉีดเลือดได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิดอาการได้ดังนี้

* เหนื่อยมาก
* แน่นหน้าอก
* ความดันโลหิตต่ำ
* ใจสั่น
* หมดสติ
* หากไม่ได้รับการรักษา อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยนะคะ



❤️ การเจาะเยื่อหุ้มหัวใจช่วยอย่างไร?

แพทย์จะใช้เข็มและสายระบายขนาดเล็ก ดูดเลือดหรือของเหลวออกจากเยื่อหุ้มหัวใจ

เมื่อแรงกดรอบหัวใจลดลง

👉🏻 หัวใจก็สามารถขยายตัวได้ตามปกติ
👉🏻 เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายได้ดีขึ้น
👉🏻 ความดันโลหิตกลับมาดีขึ้น

บางรายอาการดีขึ้นทันทีหลังระบายของเหลวเพียงไม่กี่นาทีเลยค่ะ



❤️ ทำในกรณีไหนบ้าง?

การเจาะเยื่อหุ้มหัวใจมักทำในผู้ป่วยที่มี

* เลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจหลังอุบัติเหตุ
* ภาวะแทรกซ้อนหลังทำหัตถการเกี่ยวกับหัวใจ
* น้ำในเยื่อหุ้มหัวใจมีปริมาณมากผิดปกติ
* ภาวะหัวใจถูกกดทับ จากของเหลวในเยื่อหุ้มหัวใจ(Cardiac Tamponade)
* การติดเชื้อหรือมะเร็งที่ทำให้มีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ



❤️ ทำอย่างปลอดภัยได้อย่างไร?

การเจาะเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardiocentesis) ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีช่วยให้ทำหัตถการได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น โดยแพทย์จะเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

👉🏻 เครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography)
ช่วยให้แพทย์มองเห็นหัวใจ ของเหลวที่คั่งอยู่ และตำแหน่งของเข็มแบบเรียลไทม์ จึงช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

👉🏻 เครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปี (Fluoroscopy)
เป็นเครื่องเอกซเรย์ที่แสดงภาพเคลื่อนไหวแบบต่อเนื่อง ทำให้แพทย์สามารถติดตามตำแหน่งของเข็ม สายระบาย (Drainage Catheter) และอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ตลอดการทำหัตถการ โดยเฉพาะในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด (Cardiac Catheterization Laboratory)

การใช้ทั้ง อัลตราซาวด์ (Echocardiography) และ ฟลูออโรสโคปี (Fluoroscopy) ร่วมกันในบางกรณี ช่วยให้แพทย์สามารถทำหัตถการได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยง และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น

หลังจากระบายของเหลวแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจหาสาเหตุของการเกิดน้ำหรือเลือดคั่งรอบหัวใจ เพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไปค่ะ



แม้ชื่อ การเจาะเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardiocentesis) จะฟังดูน่ากลัว แต่แท้จริงแล้วเป็นหัตถการที่ช่วยคลายแรงกดรอบหัวใจ และสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินได้

เพราะบางครั้ง…การระบายของเหลวออกเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้หัวใจกลับมาเต้นและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง

เป็นอย่างไรบ้างคะ อ่านบทความมาถึงตรงนี้ พอมองภาพการเจาะใจออกแล้วใช่มั้ยคะ

______

สำหรับวันนี้ขอขอบพระคุณทีมงานห้องสวนหัวใจ นำโดยแพทย์ธนวิทย์ พยาบาล นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก และเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ได้เสียสละเวลาในวันหยุดเพื่อมาช่วยเหลือผู้ป่วยให้ปลอดภัย เป็นกรณีเฉพาะกิจค่ะ

สุดท้ายนี้…

หากวันนี้เขาไม่รัก…อาจเจ็บแค่ใจ แต่ถ้ามีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ…อันนี้ต้องรีบมาให้คุณหมอรักษานะคะ

…ด้วยความปรารถนาดีจาก…
ทีมงานห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด
โรงพยาบาลอานันทมหิดล 💪🏻☺️

ทำไม EKG เพียงแผ่นเดียว…จึงอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน?จากเหตุการณ์การสูญเส...
22/07/2026

ทำไม EKG เพียงแผ่นเดียว…จึงอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน?

จากเหตุการณ์การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัวคุณครูท่านหนึ่ง ทำให้หลายคนหันมาตระหนักถึงโรคหัวใจมากขึ้น

ในอดีต เราอาจเคยได้ยินคำพูดว่า “คนอายุน้อย 30–40 ปี ไม่น่าเป็นโรคหัวใจหรอก” แต่ในปัจจุบัน คำพูดนี้อาจไม่เป็นจริงอีกต่อไป

วันนี้ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลอานันทมหิดล ได้ให้การรักษาผู้ป่วยชายอายุเพียง 28 ปี ด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน (Percutaneous Coronary Intervention: PCI) จนสามารถเปิดหลอดเลือดที่อุดตันและช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัย

จึงขออนุญาตนำกรณีศึกษานี้มาเผยแพร่ เพื่อเป็นความรู้และอุทาหรณ์ให้กับประชาชน
________

กรณีศึกษา

ผู้ป่วยชายไทย อายุ 28 ปี

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่

• เป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่รับประทานยาและติดตามการรักษาไม่สม่ำเสมอ
• ภาวะโรคอ้วน (น้ำหนักประมาณ 180 กิโลกรัม)
• สูบบุหรี่

ผู้ป่วยมีอาการ แน่นหน้าอก คล้ายมีของหนักกดทับบริเวณกลางอก นานประมาณ 3 ชั่วโมง อาการไม่ดีขึ้นแม้จะพัก จึงเดินทางไปโรงพยาบาลแห่งแรก

เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์ได้ทำการตรวจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: EKG หรือ ECG) ซึ่งเป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ผล EKG ของผู้ป่วยรายนี้แสดงลักษณะเข้าได้กับ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST Elevation Myocardial Infarction (STEMI) บริเวณผนังด้านล่างของหัวใจ (Inferior Wall STEMI)

ทันทีที่วินิจฉัยได้ ผู้ป่วยจึงได้รับการส่งต่อมายังโรงพยาบาลอานันทมหิดล ซึ่งมีห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด เพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด

เวลา 06.25 น. ทีมงานห้องสวนหัวใจได้รับการ Consult และเตรียมความพร้อมรับผู้ป่วย โดยใช้เวลาเดินทางจากโรงพยาบาลต้นทางประมาณ 10 นาที

เมื่อทำการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Angiography: CAG) พบว่า หลอดเลือดหัวใจด้านขวา (Right Coronary Artery: RCA) อุดตัน 100% ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้

ทีมแพทย์จึงทำการรักษาด้วยการ

• ขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน (Balloon Angioplasty)
• ใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือด (Coronary Stent)

หลังการรักษา เลือดสามารถไหลผ่านหลอดเลือดได้อีกครั้ง กล้ามเนื้อหัวใจกลับมาได้รับเลือด ผู้ป่วยปลอดภัย และเข้ารับการดูแลต่อในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)



เบื้องหลังความสำเร็จ…ที่ไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น

การรักษาผู้ป่วยรายนี้มีความท้าทายหลายประการ

ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวมากถึง 180 กิโลกรัม ทำให้การถ่ายภาพเอกซเรย์ขณะฉีดสีหลอดเลือดหัวใจมีความยาก ภาพที่ได้มีความคมชัดลดลงเมื่อเทียบกับผู้ป่วยทั่วไป ส่งผลให้การทำหัตถการมีความซับซ้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบว่า หลอดเลือดหัวใจด้านขวามีตำแหน่งกำเนิดผิดปกติตั้งแต่กำเนิด (Anomalous Origin of RCA) ทำให้การเลือกสายสวนและการเข้าถึงหลอดเลือดทำได้ยากกว่าปกติ

แม้จะมีอุปสรรคหลายด้าน แต่ด้วยประสบการณ์ ความร่วมมือ และความมุ่งมั่นของแพทย์โรคหัวใจด้านหัตถการ (Interventional Cardiologist) พยาบาล นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก และเจ้าหน้าที่ทุกคน จึงสามารถเปิดหลอดเลือดได้สำเร็จ และมอบโอกาสให้ผู้ป่วยได้กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอีกครั้ง



ทำไม EKG เพียงแผ่นเดียว จึงมีความหมายมาก?

เพราะในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน “เวลา คือ กล้ามเนื้อหัวใจ” (Time is Muscle)

ทุกนาทีที่หลอดเลือดหัวใจยังอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจจะค่อย ๆ เสียหาย หากได้รับการวินิจฉัยและเปิดหลอดเลือดได้เร็ว ก็ยิ่งลดการสูญเสียของกล้ามเนื้อหัวใจ ลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

EKG จึงเป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของชีวิตผู้ป่วยได้อย่างมหาศาล



สิ่งที่อยากฝากถึงทุกท่าน

❤️ หากวันนี้เรายังมีแรงตื่นขึ้นมา… ลุกขึ้นมาออกกำลังกายกันนะคะ

❤️ หากวันนี้ยังมีคนที่รักรออยู่ที่บ้าน… เลิกสูบบุหรี่เถอะค่ะ เพราะทุกมวนที่ลดลง คือความเสี่ยงที่ลดลง

❤️ หากวันนี้มีโรคประจำตัว… อย่าละเลยการรับประทานยา และอย่าขาดการพบแพทย์ตามนัด

❤️ และหากมีอาการ แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก เหงื่อออกมาก คลื่นไส้ หายใจเหนื่อย หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 15–20 นาที โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน หรือสูบบุหรี่ ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด อย่ารอให้อาการหายเอง

เพราะการมาถึงโรงพยาบาลเร็วเพียงไม่กี่นาที อาจหมายถึงการรักษาชีวิตและหัวใจของคุณไว้ได้

สุดท้ายนี้…

หากวันนี้เราได้รับโอกาสในการใช้ชีวิตอีกครั้ง ขอให้โอกาสนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการหันกลับมาดูแลสุขภาพของตนเอง เพื่อจะได้ใช้เวลาที่มีอยู่กับคนที่เรารักไปอีกนาน

❤️ ด้วยรักและความปรารถนาดี

😊 ทีมงานห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด
โรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี

กลับมาทำงานวันแรก สังเกตอาการตัวเอง ไม่สัมผัสใกล้ชิดกับคนรอบข้าง ดูแลตัวเองกันนะคะ  🙏
18/07/2022

กลับมาทำงานวันแรก สังเกตอาการตัวเอง ไม่สัมผัสใกล้ชิดกับคนรอบข้าง ดูแลตัวเองกันนะคะ 🙏

18/04/2021
🚨😰 เมื่อเจ็บหน้าอกแบบนี้  อย่ารอช้า!! ให้รีบมาโรงพยาบาลทันที 😰🚨💉💉** กรณีศึกษา  **💉💉* ผู้ป่วยชายไทย อายุ 50 ปี ไม่มีโรคปร...
22/10/2020

🚨😰 เมื่อเจ็บหน้าอกแบบนี้ อย่ารอช้า!! ให้รีบมาโรงพยาบาลทันที 😰🚨

💉💉** กรณีศึกษา **💉💉
* ผู้ป่วยชายไทย อายุ 50 ปี ไม่มีโรคประจำตัว มีประวัติสูบบุหรี่ต่อเนื่อง

* ขณะกำลังตัดต้นไม้ที่บ้าน มีอาการเจ็บหน้าอกข้างซ้าย เหมือนมีอะไรมาทับ ร้าวไปแขนและกราม

* นั่งพักที่บ้าน อาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยตัดสินใจรีบมาโรงพยาบาล

* ห้องฉุกเฉินตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ พบภาวะ “กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” จากหลอดเลือดหัวใจตีบ

* รีบส่งผู้ป่วยมาห้องสวนหัวใจ เพื่อฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจ

* พบ หลอดเลือดหัวใจฝั่งซ้าย ตีบสนิท จากการที่มีลิ่มเลือดและคราบไขมันไปอุดตัน (ภาพประกอบ 1)

* แพทย์ ทำการดูดลิ่มเลือดและคราบไขมันที่เข้าไปอุดตันในหลอดเลือดและทำการรักษาด้วยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจและการใส่ขดลวดค้ำยัน (ภาพประกอบ 2)

* หลังจากการรักษา ลำหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ กลับมาทำงานตามปกติ ผู้ป่วยหายเจ็บหน้าอก สัญญาณชีพปกติ (ภาพประกอบ 3)

💔‼️** กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ถ้าไม่รีบมาโรงพยาบาล อาจถึงแก่ชีวิตได้!! **‼️💔

* โรคนี้เกิดจากภาวะที่ลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ หัวใจจะขาดเลือดและออกซิเจน

* ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ถูกเลี้ยงด้วยหลอดเลือดเส้นนั้นตายไป ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรงและนานกว่าปกติ

* และที่สำคัญ มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคนี้ ไม่เคยแสดงอาการมาก่อน

🚨🚑 อาการและสัญญาณเตือนของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 🚨🚑

- จุกแน่นหน้าอก
- มีเหงื่อออก ใจสั่น
- ปวดร้าวไปกราม สะบักหลัง แขนซ้าย
- จุกแน่นใต้ลิ้นปี่ คล้ายโรคกระเพาะ หรือกรดไหลย้อน

* หากมีอาการดังกล่าวให้รีบมาพบแพทย์โดยเร็ว เพราะจำเป็นต้องได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังมีอาการ หรือขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยันภายในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง หลังจากมีอาการ จะให้ผลการรักษาที่ดีมาก * อัตราการเสียชีวิตจะลดลงได้ *

✔️✔️ แชร์ไปให้คนที่คุณรักได้อ่าน ✔️✔️

😊 ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลอานันทมหิดล 😊

17/08/2020

ประกาศโรงพยาบาลอานันทมหิดล

ที่อยู่

35 หมู่6 โรงพยาบาลอานันทมหิดล ต. เขาสามยอด อ. เมืองลพบุรี จ. ลพบุรี
Lop Buri
15000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:00
อังคาร 08:00 - 16:00
พุธ 08:00 - 16:00
พฤหัสบดี 08:00 - 16:00
ศุกร์ 08:00 - 16:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลอานันทมหิดลผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลอานันทมหิดล:

ทางลัด

แชร์