NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ National Astronomical Research Institute of Thailand (NARIT) 18.8531, 98.9575

 #ทุกคืนวันเสาร์ เรามีนัดกันกับกิจกรรม NARIT Public Night ✨ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะอยู่หนใด และ 👉พิเศษ! รับ NARIT Poi...
05/09/2026

#ทุกคืนวันเสาร์ เรามีนัดกันกับกิจกรรม NARIT Public Night ✨ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
ไม่ว่าจะอยู่หนใด และ 👉พิเศษ! รับ NARIT Point เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมแต่ละครั้งสะสมแต้มผ่านไลน์
แลกรับของที่ระลึกสุดลิมิเต็ดหลายรายการ
ไม่ว่าจะอยู่หนใด #ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น
📍 หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา นครราชสีมา
https://goo.gl/maps/4icKMqPfH7RErK1b6
📍 หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา
https://goo.gl/maps/9JFJU6GYXhB2TdaYA
📍 หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ขอนแก่น
https://maps.app.goo.gl/fBxypukvmxxA8zE78
📍 หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา
https://goo.gl/maps/oZX2Zc4cxd42tEb57

นักวิทยาศาสตร์อาจพบร่องรอย "อนุภาคของสสารมืด" เป็นครั้งแรกข่าวใหญ่สะเทือนวงการฟิสิกส์และดาราศาสตร์ เมื่อเครื่องตรวจจับ L...
04/09/2026

นักวิทยาศาสตร์อาจพบร่องรอย "อนุภาคของสสารมืด" เป็นครั้งแรก

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการฟิสิกส์และดาราศาสตร์ เมื่อเครื่องตรวจจับ LUX-ZEPLIN หรือ LZ ซึ่งติดตั้งอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลกกว่า 1.5 กิโลเมตร ในรัฐเซาท์ดาโคตา สหรัฐอเมริกา อาจตรวจพบสัญญาณของอนุภาคสมมติที่เรียกว่า WIMPs ที่อาจบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของอนุภาคสสารมืด หากผลดังกล่าวได้รับการยืนยันเพิ่มเติมจากการทดลองอื่นร่วมด้วย นี่จะเป็นคำตอบของคำถามสำคัญถึงแหล่งสสารปริศนากว่า 85% ของสสารทั้งหมดในเอกภพ ที่นักวิทยาศาสตร์เฝ้าตามหาตลอดระยะเวลาเกือบร้อยปีที่ผ่านมา

>> "สสารมืด" สิ่งที่เรารู้ว่ามีอยู่ แต่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร

ในทุกวันนี้ เรามีหลักฐานที่ค่อนข้างชัดแล้ว ว่าสิ่งที่เรียกว่า "สสารมืด" นั้นมีอยู่จริง เพราะเมื่อสำรวจเอกภพ เราพบปรากฏการณ์หลายอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแรงโน้มถ่วงจากสสารปกติเพียงอย่างเดียว ทั้งการโคจรของดาวฤกษ์ในกาแล็กซี การรวมตัวของกระจุกกาแล็กซี หรือการเบนของแสงเมื่อเดินทางผ่านวัตถุที่มีมวลมาก

หากกาแล็กซีมีเฉพาะสสารปกติ (หรือ baryonic matter) เช่น สสารที่ประกอบเป็นดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ และตัวเรา แรงโน้มถ่วงที่เกิดขึ้นควรไม่มากพอที่จะยึดดาวฤกษ์ที่โคจรอยู่บริเวณรอบนอกของกาแล็กซีเอาไว้ได้ แต่สิ่งที่สังเกตได้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ราวกับว่ามีมวลบางอย่างซึ่งเรามองไม่เห็นคอยสร้างแรงโน้มถ่วงเพิ่มเติมอยู่

นักวิทยาศาสตร์เรียกมวลลึกลับนี้ว่า "สสารมืด" จากการคำนวณพบว่า สสารมืดอาจมีปริมาณมากกว่าสสารปกติประมาณ 5 เท่า หรือคิดเป็นราว 85% ของสสารทั้งหมดในเอกภพ

แต่ปัญหาคือ สสารมืดไม่เปล่งแสง ดูดกลืน หรือสะท้อนแสง และอาจแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับแรงแม่เหล็กไฟฟ้า เราจึงไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสมันได้โดยตรง ซึ่งเป็นไปได้ว่าตลอดเวลาที่เรากำลังอ่านบทความนี้ อาจมีอนุภาคสสารมืดวิ่งทะลุตัวเราอยู่ตลอดเวลา และหากเราสามารถนำเอา "อนุภาคของสสารมืด" มาใส่ขวดโหลได้ พวกมันก็น่าจะทะลุกำแพงขวดโหลออกไปได้ราวกับไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น

>> องค์ความรู้ที่ยังขาดหายไป

แม้จะมีหลักฐานทางดาราศาสตร์รองรับการมีอยู่ของสสารมืดอย่างชัดเจน แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าสสารมืดประกอบขึ้นจากอะไร
ปัจจุบัน ฟิสิกส์อนุภาคใช้ "แบบจำลองมาตรฐาน" หรือ Standard Model อธิบายอนุภาคมูลฐานและแรงพื้นฐานส่วนใหญ่ในธรรมชาติ แบบจำลองนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถทำนายการมีอยู่ของอนุภาคหลายชนิด เช่น ท็อปควาร์ก เทานิวทริโน และฮิกส์โบซอน ก่อนที่จะมีการค้นพบจริง

ทุกวันนี้เรามีทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่ใช้อธิบายฟิสิกส์อนุภาค เรียกว่า แบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model) ที่เป็นทฤษฎีที่ค่อนข้าง "สมบูรณ์แบบ" ในตัวมันเองอยู่แล้ว เนื่องจากทฤษฎีนี้ใช้อธิบายอนุภาคมูลฐานทุกชนิด ทั้งอิเล็กตรอน ควาร์ก รวมถึงสามารถทำนายการมีอยู่ของอนุภาคหลายชนิด เช่น ท็อปควาร์ก (top quark) เทานิวทริโน (tau neutrino) หรือแม้กระทั่งฮิกส์โบซอน (Higgs Boson) ได้หลายทศวรรษก่อนการค้นพบจริง

ขณะเดียวกัน ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ก็สามารถอธิบายแรงโน้มถ่วงในระดับดวงดาว กาแล็กซี และเอกภพ รวมถึงทำนายการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงล่วงหน้าเกือบหนึ่งศตวรรษ

ดังนั้น ปัญหาของ "สสารมืด" จึงนับเป็นหนึ่งในปัญหาที่พิสดารเป็นอย่างมากของฟิสิกส์ เพราะแม้ว่าอนุภาคที่แบบจำลองมาตรฐานทำนายไว้จะถูกค้นพบแล้ว และทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเราสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ แต่เรากลับไม่รู้ว่าสสารกว่า 85% ในเอกภพประกอบขึ้นจากอะไร การค้นหาสสารมืดจึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่สุดของฟิสิกส์ยุคปัจจุบัน

>> WIMPs หนึ่งในผู้ต้องสงสัยสำคัญ

ทฤษฎีหนึ่งที่อาจอธิบายสสารมืดได้ก็คือ WIMPs (Weakly Interacting Massive Particles) หรืออนุภาคมวลมากที่มีปฏิสัมพันธ์ผ่านแรงนิวเคลียร์อ่อนและแรงโน้มถ่วง อนุภาคที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ จะสอดคล้องกับพฤติกรรมของสสารมืดในเอกภพเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ WIMPs จึงเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญในการค้นหาสสารมืด อีกทั้งยังสามารถตรวจพบและยืนยันได้ในทางทฤษฎี

แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็ยังมีปัญหาอยู่มาก เนื่องจากเราคาดว่า WIMPs นั้นน่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับมวลสารปกติน้อยมาก จนถึงแทบไม่มีเลย (จึงเป็นเหตุที่ทำให้เรามองไม่เห็นสสารมืดแต่แรก) แต่หากเรามีมวลที่มากพอ และเรารอเป็นระยะเวลาที่นานพอ เราอาจมีโอกาสที่จะสังเกตการณ์ปรากฏการณ์การชนกันระหว่าง WIMPs กับมวลสารในห้องทดลองได้บ้าง

ปัญหาถัดมาก็คือ รอบตัวเรามีอนุภาคที่มองไม่เห็นชนิดอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ทั้งรังสีคอสมิก รังสีจากธาตุกัมมันตรังสี นิวทริโน ฯลฯ ที่สามารถชนเข้ากับมวลสารได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องเป็น WIMPs ดังนั้นการจะตรวจหา WIMPs ได้ อันดับแรกจึงจำเป็นที่จะต้องยืนยันให้ได้ก่อนว่าการตรวจพบนี้ไม่ได้มาจากมวลสารปกติ

>> LUX-ZEPLIN เครื่องตรวจจับใต้พื้นโลก

LUX-ZEPLIN หรือ LZ เป็นการทดลองที่ออกแบบมาเพื่อค้นหา WIMPs โดยเฉพาะเครื่องตรวจจับติดตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัย Sanford Underground Research Facility รัฐเซาท์ดาโคตา สหรัฐอเมริกา อยู่ลึกลงไปในพื้นดินประมาณ 1.5 กิโลเมตร เพื่อปกป้องอุปกรณ์จากรังสีคอสมิกที่อาจรบกวนการตรวจวัด

อุปกรณ์ยังถูกห่อหุ้มด้วยโล่กำบังรังสีอีกหลายชั้น เพื่อลดผลกระทบจากรังสีแกมมา และนิวตรอน ชั้นในสุดบรรจุซีนอนเหลวบริสุทธิ์ประมาณ 7 ตัน ที่จะเป็น "เป้า" หลัก รอรับการพุ่งชนเข้ากับอนุภาค WIMPs ที่นาน ๆ ครั้งอาจเข้ามาชนเข้ากับอนุภาคในโมเลกุลของซีนอนสักครั้งหนึ่ง

เมื่อ WIMPs ชนเข้ากับซีนอน จะเปล่งแสงออกมาพร้อม ๆ กับปลดปล่อยอิเล็กตรอนออกมา อิเล็กตรอนที่ออกมานี้จะถูกเร่งขึ้นไปชนกับเครื่องตรวจวัดที่อยู่ด้านบน โดย LUX-ZEPLIN จะนับสัญญาณเฉพาะที่เกิดขึ้นจากซีนอนบริเวณกึ่งกลางของถังเพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่พบส่วนมากก็ยังคงเป็นสัญญาณพื้นหลังที่เกิดขึ้นจากอนุภาคปกติที่เกิดขึ้นบ่อยกว่ามาก

>> สัญญาณแรกของอนุภาคสสารมืด (?)

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เครื่อง LUX-ZEPLIN ตรวจพบเหตุการณ์การชนของอนุภาคที่น่าสนใจ และหากเหตุการณ์นี้เกิดจาก WIMPs อนุภาคดังกล่าวน่าจะมีมวลมากกว่าโปรตอนกว่า 200 เท่า ซึ่งหมายความว่ามันมีมวลมากกว่าอนุภาคใด ๆ ก็ตามในแบบจำลองมาตรฐาน และนี่อาจเป็นสัญญาณของอนุภาคสสารมืดที่กำลังตามหากันอยู่

ทีมนักฟิสิกส์ได้ตรวจสอบว่าสัญญาณนี้อาจเกิดจากอนุภาคชนิดอื่น หรือเกิดจากความผิดปกติของอุปกรณ์หรือไม่ แต่ยังไม่พบคำอธิบายที่ชัดเจน ประกอบกับการวิเคราะห์มีความน่าเชื่อถือทางสถิติอยู่ที่ประมาณ 2.6 ซิกมา หรือก็คือหากสัญญาณนี้เกิดจากความบังเอิญ ยังมีโอกาสประมาณ 1 ใน 200 ที่จะพบเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้

แม้ 1 ใน 200 จะดูเป็นโอกาสที่น้อยและน่าเชื่อถือเพียงพอแล้ว แต่ในทางวิทยาศาสตร์นั้น การจะยืนยันว่าการค้นพบใด ๆ เป็นข้อเท็จจริง "โดยไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยอีกต่อไป" จะยึดถือกันที่ 1 ใน 3.5 ล้าน หรือที่เรียกกันว่า 5 sigma

ด้วยเหตุนี้ เหตุการณ์นี้จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการค้นพบสสารมืดโดยตรง แต่ก็นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกับการตรวจพบ WIMPs มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

งานวิจัยนี้เผยแพร่ออกมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอน peer review ก่อนตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ หากในอนาคต LUX-ZEPLIN หรือการทดลองอื่นสามารถตรวจพบเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันได้อีก ก็จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับหลักฐาน และอาจทำให้เราเข้าใกล้คำตอบว่าสสารมืดที่มีอยู่มากกว่าสสารปกติประมาณ 5 เท่านั้นคืออะไรกันแน่

ข้อมูลและเรียบเรียง :
ดร. มติพล ตั้งมติธรรม - นักวิชาการดาราศาสตร์ สดร.

อ้างอิง :
https://lz.lbl.gov/wp-content/uploads/sites/6/2026/08/LZ_Preprint_260901_Dark_Matter_EFT_Nuclear_Recoil_Search_at_Higher_Energies.pdf?fbclid=IwY2xjawUHdRpwZG9mAWV4dG4DYWVtAjEwAGJyaWQRMThacU5KUnN2R3ZDYXhIQVBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEeAF-4ln2Fa9-Z4iewIMIIBuoGta4vaToTqBP4iyPIx2jXK60EVNbHvHSjQh8_aem_2UQat0PsVSL8Hn0PYQ6bsA

NARIT เปิดโลกดาราศาสตร์ ขยายโอกาสการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม สู่เยาวชนผู้บกพร่องทางการได้ยิน โรงเรียนโสตศึกษา จ. สงขลาNARI...
03/09/2026

NARIT เปิดโลกดาราศาสตร์ ขยายโอกาสการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม สู่เยาวชนผู้บกพร่องทางการได้ยิน โรงเรียนโสตศึกษา จ. สงขลา

NARIT จัดค่ายส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชนผู้บกพร่องทางการได้ยิน ระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน 2569 ณ โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดสงขลา เปิดโอกาสให้นักเรียนและครูรวม 150 คน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา เรียนรู้ดาราศาสตร์ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบให้เข้าถึงได้ เน้นเรียนรู้จากการสังเกต ทดลอง ตั้งคำถาม และการคิดแบบวิทยาศาสตร์จากประสบการณ์จริง

ภายในค่ายมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ สร้างแบบจำลองระบบสุริยะเพื่อเรียนรู้ขนาดและระยะห่างของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ สร้างเมฆจำลองเพื่อศึกษากลไกการเกิดเมฆและความกดอากาศ รวมถึงกิจกรรมสร้างดาวหางจำลอง รถพลังงานลม ว่าวเตรตระฮีดรอน ท้องฟ้าจำลอง ตลอดจนทดลองใช้กล้องโทรทรรศน์ และกล้องสองตา นอกจากนี้ ครูและนักเรียนยังได้ร่วมกันวางแผน ออกแบบประกอบจรวดขวดน้ำ และทดลองส่งยานสำรวจไปยังพื้นที่เป้าหมาย ก่อนประเมินผลและปรับปรุงชิ้นงาน ช่วยเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม

สำหรับกิจกรรมช่วงกลางคืน เดิมกำหนดจัดดูดาวจริงผ่านกล้องโทรทรรศน์ แต่ด้วยท้องฟ้าปิดมีเมฆค่อนข้างมาก จึงปรับเป็นกิจกรรมแสงมหัศจรรย์ สร้างงานศิลปะด้วยสีเพนท์บนผิว กับแสงแบล็กไลท์ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับแสงในช่วงคลื่นที่ตามองไม่เห็น และสังเกตการณ์ดวงจันทร์ในเช้าวันถัดมา ซึ่งน้อง ๆ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

กิจกรรมทั้งหมดออกแบบโดยคำนึงถึงการเรียนรู้ของผู้บกพร่องทางการได้ยิน เน้นการสื่อสารผ่านภาพ แบบจำลอง วัสดุสัมผัส และการลงมือปฏิบัติ เพื่อเปลี่ยนแนวคิดทางดาราศาสตร์ที่ซับซ้อนให้เป็นประสบการณ์ที่สามารถมองเห็น สัมผัส ทดลอง และค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเอง

โอกาสนี้ NARIT ได้มอบหนังสือ “ศัพท์ดาราศาสตร์ในภาษามือไทย” แก่โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดสงขลา เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน โดยหนังสือนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง NARIT สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย และเครือข่ายผู้สอนคนหูหนวกจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมและพัฒนาคำศัพท์ดาราศาสตร์ภาษามือไทย ช่วยให้ครู ผู้เรียน และผู้ถ่ายทอดความรู้สามารถอธิบายแนวคิดทางดาราศาสตร์ได้ตรงกัน ลดข้อจำกัดด้านการสื่อสาร และช่วยให้คนหูหนวกเข้าถึงองค์ความรู้ดาราศาสตร์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ค่ายส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชนผู้บกพร่องทางการได้ยิน ณ โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดสงขลาครั้งนี้ เป็นการนำองค์ความรู้และกิจกรรมดาราศาสตร์ไปสู่เยาวชนผู้บกพร่องทางการได้ยินโดยตรง พร้อมส่งต่อรูปแบบกิจกรรมและสื่อการเรียนรู้ให้ครูนำไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียน ช่วยให้การเรียนรู้ดำเนินต่อไปหลังจบค่าย และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะ ความสนใจ และค้นพบศักยภาพของตนเองอย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติด้านการศึกษาที่ทั่วถึงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นี่คือภาพของดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) ดาวยักษ์แดงที่กำลังจะสิ้นอายุขัย จากการสังเกตการณ์ด้วยเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ...
03/09/2026

นี่คือภาพของดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) ดาวยักษ์แดงที่กำลังจะสิ้นอายุขัย จากการสังเกตการณ์ด้วยเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ALMA (Atacama Large Millimeter/submillimeter Array) ในทะเลทรายอาตากามา ทางตอนเหนือของประเทศชิลี เผยให้เห็นรายละเอียดพื้นผิวดาวที่มีความปั่นป่วนอย่างชัดเจน เผยแพร่โดยหอดูดาวท้องฟ้าซีกใต้แห่งยุโรป (ESO) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ดาวบีเทลจุสอยู่ห่างจากโลกประมาณ 600 ปีแสง เป็นดาวสว่างเด่นสีส้มแดงประจำกลุ่มดาวนายพราน ที่ผ่านวิวัฒนาการเข้าสู่ช่วงชีวิตสุดท้ายของดาวฤกษ์ เคยเป็นที่สนใจของสาธารณชนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการหรี่แสงลงอย่างรวดเร็ว ทำให้นักดาราศาสตร์บางคนตั้งสมมติฐานว่า ดาวบีเทลจุสอาจกำลังจะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา แต่เหตุการณ์นั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้น ปัจจุบัน นักดาราศาสตร์จึงไม่ค่อยเชื่อว่าการระเบิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ แต่ดาวบีเทลจุสก็ยังคงเป็นดาวฤกษ์ที่นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจศึกษาอย่างต่อเนื่อง

ภาพถ่ายดาวบีเทลจุสจากเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ALMA ที่เผยแพร่ล่าสุดนี้ เป็นภาพที่บันทึกในปี ค.ศ. 2023 แสดงให้เห็นจุดร้อนที่ปรากฏสว่างบนพื้นผิวดาว และสภาพพื้นผิวที่ดูราวกับเป็นลอนคลื่น เกิดจากความแปรปรวนของพลาสมาจำนวนมหาศาลในตัวดาว ดาวบีเทลจุสนั้นมีมวลประมาณ 20 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ และกำลังพองตัวออกในช่วงชีวิตสุดท้าย จึงมีขนาดใหญ่กว่าขนาดดวงอาทิตย์ประมาณ 800 เท่า

ผลการสังเกตการณ์บ่งชี้ว่า ดาวยักษ์แดงดวงนี้มีบรรยากาศที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 2,030 องศาเซลเซียส และพบจุดความร้อนอย่างน้อย 2 บริเวณที่ร้อนกว่าปกติ บริเวณหนึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าพลาสมาโดยรอบราว 530 องศาเซลเซียส

ลักษณะที่ไม่สม่ำเสมอบนพื้นผิวดาวบีเทลจุสที่ตรวจพบในครั้งนี้ อาจเป็นผลจากการเคลื่อนที่แบบพาความร้อน (heat convection) ขนาดใหญ่ภายในตัวดาวฤกษ์ ซึ่งพลาสมาร้อนพุ่งขึ้นผ่านโครงสร้างภายในตัวดาว และสร้างคลื่นกระแทกที่ปะทุขึ้นในบรรยากาศของดาว ทำให้พบจุดความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงมากกว่าปกติ

แม้นักดาราศาสตร์จะคุ้นเคยกับดาวบีเทลจุสอยู่แล้ว แต่ดาวดวงนี้ก็ยังสร้างความประหลาดใจได้ เมื่อทีมนักวิจัยเปรียบเทียบข้อมูลภาพที่สังเกตการณ์ในปี ค.ศ. 2023 กับข้อมูลภาพจากการสังเกตการณ์ครั้งก่อนในปี ค.ศ. 2015 สิ่งที่ทีมนักวิจัยประหลาดใจคือ จุดร้อนที่ปรากฏทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวดาวยังคงอยู่มาอย่างน้อย 7 ปี ซึ่งนานกว่าที่แบบจำลองเชิงทฤษฎีคาดการณ์ไว้มาก

การวางตัวของจุดร้อนบนดาวบีเทลจุสยังสนับสนุนแนวคิดที่ว่าดาวยักษ์แดงดวงนี้มีดาวคู่ที่ตรวจหาได้ยากโคจรอยู่รอบ ๆ

นักดาราศาสตร์จะยังคงเฝ้าติดตามจุดร้อนบนดาวบีเทลจุสด้วยเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ALMA ต่อไป เพื่อตรวจสอบว่าจุดร้อนเหล่านี้มีสภาพคงที่มากน้อยแค่ไหน และวิวัฒนาการของจุดร้อนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับปัจจัยต่าง ๆ อย่างไร (เช่น การสูญเสียมวลของดาว และโครงสร้างของบรรยากาศของดาว) การตรวจสอบนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าดาวบีเทลจุสจะสิ้นอายุขัยด้วยการระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา

งานวิจัยดังกล่าวนำโดย บิลล์ เดนต์ (Bill Dent) นักดาราศาสตร์จากหอดูดาวท้องฟ้าซีกใต้แห่งยุโรป (ESO) ร่วมกับทีมนักวิจัยจากหลายสถาบัน โดยได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ในวารสาร Astronomy & Astrophysics และเผยแพร่ฉบับร่างงานวิจัยผ่านเว็บไซต์ arXiv

แปลและเรียบเรียง :
พิสิฏฐ นิธิยานันท์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.

ที่มาของข่าว :
https://www.space.com/astronomy/stars/the-bubbling-surface-of-doomed-supergiant-star-betelgeuse-has-been-revealed-like-never-before

ปฏิทินดาราศาสตร์ประจำวัน หัวค่ำ 2 กันยายน 2569 ดาวศุกร์เคียงดาวสไปกา สังเกตได้ทางทิศตะวันตก หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า จนถึ...
02/09/2026

ปฏิทินดาราศาสตร์ประจำวัน
หัวค่ำ 2 กันยายน 2569
ดาวศุกร์เคียงดาวสไปกา
สังเกตได้ทางทิศตะวันตก หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า จนถึงเวลาประมาณ 20:10 น.

📍 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์เดือนกันยายน 256914 ก.ย. 69 - ดวงจันทร์บังดาวศุกร์22 ก.ย. 69 - ดาวศุกร์สว่างที่สุด ช่วงหัวค่ำ23 ก....
01/09/2026

📍 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์เดือนกันยายน 2569

14 ก.ย. 69 - ดวงจันทร์บังดาวศุกร์
22 ก.ย. 69 - ดาวศุกร์สว่างที่สุด ช่วงหัวค่ำ
23 ก.ย. 69 - วันศารทวิษุวัต ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน

พร้อมดาวเคียงเดือนและดาวเคราะห์ชุมนุมให้ชมตลอดทั้งเดือน

#ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

NARIT จับมือ มทส. จุฬาฯ และ สซ. สานต่อความร่วมมือ "ไทย-จูโน" เดินหน้าวิจัยนิวทริโนระดับโลก28 สิงหาคม 2569 - สถาบันวิจัยด...
01/09/2026

NARIT จับมือ มทส. จุฬาฯ และ สซ. สานต่อความร่วมมือ "ไทย-จูโน" เดินหน้าวิจัยนิวทริโนระดับโลก

28 สิงหาคม 2569 - สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ "โครงการความร่วมมือไทย-จูโน" ณ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สานต่อความร่วมมือของนักวิจัยไทยในโครงการจูโน (Jiangmen Underground Neutrino Observatory: JUNO) การทดลองฟิสิกส์นิวทริโนขนาดใหญ่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน

ผู้ร่วมลงนามได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. สิทธิชัย แสงอาทิตย์ ผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และ ดร. สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน โดยมีศาสตราจารย์ ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพยาน

ความร่วมมือไทย-จูโนเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2560 ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงส่งเสริมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศไทยกับสถาบันฟิสิกส์พลังงานสูง (Institute of High Energy Physics: IHEP) สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences: CAS) โดยโครงการจูโนเป็นสถานีสังเกตการณ์นิวทริโนใต้ดิน ตั้งอยู่ลึกประมาณ 700 เมตร ในเมืองเจียงเหมิน มณฑลกวางตุ้ง ภายในติดตั้งเครื่องตรวจจับทรงกลม บรรจุสารเปล่งแสงชนิดเหลวประมาณ 20,000 ตัน และหลอดทวีคูณแสงหลายหมื่นหลอด เพื่อศึกษาการแกว่งตัวและลำดับมวลของนิวทริโน ตลอดจนนิวทริโนจากดวงอาทิตย์ โลก ชั้นบรรยากาศ และการระเบิดของซูเปอร์โนวา

ในระยะแรก ภาคีของไทยร่วมออกแบบและพัฒนาระบบขดลวดลดทอนสนามแม่เหล็กโลก หรือ EMF Shielding เพื่อลดผลกระทบต่อหลอดทวีคูณแสงและเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวัดสัญญาณนิวทริโน ควบคู่กับการวิจัยเชิงทฤษฎี การพัฒนาบุคลากร และการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จีนอย่างต่อเนื่อง จนการก่อสร้างเครื่องตรวจจับในโครงการจูโนแล้วเสร็จ

สำหรับความร่วมมือฉบับล่าสุดนี้ จะมุ่งเน้นส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านฟิสิกส์นิวทริโนและสาขาที่เกี่ยวข้อง เปิดโอกาสให้นักวิจัย นักวิชาการ นิสิต และนักศึกษาเข้าถึงเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล รวมถึงพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และห้องปฏิบัติการร่วมกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนบุคลากร ใช้ทรัพยากรและข้อมูลทางวิชาการร่วมกัน และแสวงหาแหล่งทุนสำหรับงานวิจัยในอนาคต

ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า การขยายระยะเวลาความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ภาคีของไทยมีบทบาทในการทดลองของจูโนมากขึ้น โดย NARIT พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางดาราศาสตร์ เทคโนโลยีการคำนวณประสิทธิภาพสูง และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้นักวิจัยและเยาวชนไทยได้ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้า และพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของนิวทริโน รวมถึงนิวทริโนจากการระเบิดของซูเปอร์โนวา

ล่าสุด ทีมนักวิจัยนานาชาติของโครงการ JUNO ซึ่งมีนักวิจัย NARIT ร่วมวิเคราะห์ข้อมูลและจำลองเชิงทฤษฎี ได้เผยผลการวิเคราะห์ข้อมูลฟิสิกส์ชุดแรกจากการเก็บข้อมูลเป็นเวลา 59.1 วัน สามารถวัดพารามิเตอร์สำคัญของการแกว่งตัวของนิวทริโนพร้อมกันสองค่า และลดความไม่แน่นอนลงได้ 1.6 เท่า เมื่อเทียบกับผลรวมจากการทดลองก่อนหน้า ผลงานดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นับเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาด้วยข้อมูลจากจูโน โดยนักวิจัยไทยจะมีส่วนร่วมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาแบบจำลอง และการประมวลผลด้วย "ชาละวัน" ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงของ NARIT

NARIT บันทึกภาพกล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน ขณะกำลังมุ่งหน้าไปยังจุด L2กล้องโทรทรรศน์ NARIT บันทึกภาพกล้องโทรทรรศ...
31/08/2026

NARIT บันทึกภาพกล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน ขณะกำลังมุ่งหน้าไปยังจุด L2

กล้องโทรทรรศน์ NARIT บันทึกภาพกล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน (Nancy Grace Roman Space Telescope) ขณะกำลังโคจรออกจากโลกไปยังจุดลากรานจ์ที่สอง (L2) ในวงโคจรรอบโลกและดวงอาทิตย์

กล้องโรมัน เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งส่งขึ้นสู่อวกาศ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกระจก 2.4 เมตร ได้มาจากดาวเทียมสอดแนมที่ถูกยกเลิกไป โดยขนาดดังกล่าวเทียบเท่าขนาดของกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติของไทย บนยอดดอยอินทนนท์ และเท่ากับกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แต่มีมุมมองภาพที่กว้างกว่ามาก

อุปกรณ์ Wide Field Instrument (WFI) นั้นสามารถส่องท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้างกว่ากล้องฮับเบิลถึง 100 เท่า และมีรายละเอียดถึง 300.8 เมกะพิกเซล ที่สังเกตได้ทั้งในช่วงความยาวคลื่นแสงและอินฟราเรดใกล้ ขณะที่อุปกรณ์ Coronagraph Instrument (CGI) สามารถใช้อุปกรณ์เพื่อบดบังแสงดาวเพื่อสังเกตดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้

กล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน มีภารกิจหลักในการค้นหาธรรมชาติของพลังงานมืด ที่ทำให้เอกภพขยายตัวอย่างมีความเร่งอย่างต่อเนื่อง การค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงใหม่ ช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังบันทึกภาพถ่าย และสเปกตรัมของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะโดยตรง เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ของสิ่งมีชีวิตในเอกภพ ตลอดจนค้นหาหลุมดำที่อาจก่อตัวขึ้นในยุคแรกเริ่มของเอกภพ (Primordial black holes) ที่ปัจจุบันยังไม่เคยมีการค้นพบมาก่อน

กล้องโทรทรรศน์อวกาศนี้ จะไม่โคจรอยู่รอบโลก แต่จะโคจรไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์พร้อมโลก ในจุดที่เรียกว่าจุดลากรานจ์ที่ 2 (L2) ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ กำลังปฏิบัติการอยู่ แต่กล้องทั้งสองจะมีวงโคจรรอบจุด L2 ที่แตกต่างกัน โดยจุด L2 นี้ เป็นจุดที่ห่างออกไปจากโลกถึงกว่า 1.5 ล้านกิโลเมตร หรือไกลกว่าดวงจันทร์ถึงกว่า 4 เท่า

ในระหว่างทางที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน กำลังเดินทางไปยังจุด L2 นี้เอง กล้องโทรทรรศน์ของ NARIT ภายใต้โครงการ Space Situation Awareness (SSA) บันทึกภาพเอาไว้ได้ ยิ่งมนุษย์มีการส่งดาวเทียมและยานสำรวจอวกาศออกไปนอกโลกมากเท่าใด ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องติดตามขยะอวกาศ เพื่อเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้าถึงการพุ่งเข้าชน การที่วิศวกรไทยสามารถบันทึกภาพของกล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน ได้นี่เอง จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทดสอบความพร้อมของทีม SSA ของไทย ที่พร้อมติดตามและรับมือกับวัตถุที่อาจเป็นภัยต่อดาวเทียมของไทยในอนาคต

ภาพนี้น่าจะเป็นภาพถ่ายสุดท้าย ที่บันทึกได้จากพื้นโลก ก่อนที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน จะเคลื่อนที่ออกห่างจากโลกของเราไปโดยถาวร เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ยังจุด L2 อีกกว่า 5 ปีนับจากนี้

เรียบเรียง : ดร. มติพล ตั้งมติธรรม - นักวิชาการ NARIT

กล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน ขึ้นสู่อวกาศสำเร็จ ! เตรียมศึกษาพลังงานมืด สสารมืด และดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะวงการดา...
31/08/2026

กล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน ขึ้นสู่อวกาศสำเร็จ ! เตรียมศึกษาพลังงานมืด สสารมืด และดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

วงการดาราศาสตร์กำลังจะมีกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นใหม่ใช้งานเพิ่มเติม หลังจากจรวดบรรทุกกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นใหม่ล่าสุดที่เป็นโครงการใหญ่ของนาซาได้ทะยานจากฐานปล่อยจรวดสู่อวกาศ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 18:26 น. ตามเวลาประเทศไทย NASA ส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน (Nancy Grace Roman Space Telescope) ขึ้นสู่อวกาศสำเร็จ ด้วยจรวด Falcon Heavy ของบริษัทเอกชน SpaceX จากฐานปล่อย 39A ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ

กล้องโรมัน เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นใหม่ล่าสุดของนาซา ที่ออกแบบมาเพื่อใช้สังเกตการณ์ต่อยอดองค์ความรู้และการค้นพบที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นก่อนหน้า ได้แก่ (กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิล และกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (JWST))

ในขณะที่กล้องฮับเบิลและ JWST ใช้เพื่อสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ที่อยู่ไกลออกไปในเอกภพ กล้องโรมันจะใช้ศึกษาภาพรวมที่ใหญ่กว่าของเอกภพ โดยอุปกรณ์หลักของกล้องโรมัน คือ อุปกรณ์ถ่ายภาพมุมกว้าง (Wide Field Instrument : WFI) จะถ่ายภาพความละเอียดสูงพิเศษครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ของท้องฟ้า นอกจากนี้ กล้องโรมันยังติดตั้งโคโรนากราฟ (Coronagraph) แบบ active (ปรับตัวเองได้ตามสถานการณ์) ตัวแรกที่ใช้ในอวกาศ ซึ่งจะปฏิวัติการสังเกตการณ์เพื่อศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

กล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมันมีชื่อตาม “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman) หัวหน้านักดาราศาสตร์คนแรกของนาซา และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งผู้นำระดับผู้บริหารในหน่วยงานอวกาศ โรมันยังเป็นผู้สนับสนุนให้มีกล้องโทรทรรศน์ในอวกาศ จนนำไปสู่โครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ก่อนจะสิ้นอายุขัยในปี ค.ศ. 2018 เธอจึงได้รับฉายาว่า "มารดาแห่งกล้องฮับเบิล"

การส่งกล้องโรมันขึ้นสู่อวกาศถือเป็นจุดสิ้นสุดการพัฒนากล้องที่นานกว่าทศวรรษ และใช้งบประมาณราว 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (132,600 ล้านบาท) ซึ่งบางชิ้นส่วนของกล้องโรมัน นำมาจากชิ้นส่วนจากดาวเทียมสอดแนมที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว

ด้วยโคโรนากราฟและอุปกรณ์ WFI กล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมันผ่านการออกแบบมาเพื่อเสริมความก้าวหน้าของการศึกษาทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ เรื่องสสารมืด-พลังงานมืด และการตรวจหาดาวเคราะห์นอกระบบ และจะสามารถบันทึกภาพในมุมกว้างกว่ากล้องฮับเบิล ถึง 100 เท่า

"ข้อมูลภาพถ่ายที่เล็กที่สุดของกล้องโรมันจะมีขนาด 1,000 ล้านพิกเซล ซึ่งไม่มีหน้าจอใดบนโลกที่ใหญ่พอจะแสดงพิกเซลทั้งหมดได้" โดมินิก เบนฟอร์ด (Dominic Benford) นักวิทยาศาสตร์โครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมันกล่าว

ส่วนอุปกรณ์โคโรนากราฟจะทำงานโดยมีตัวปิดกั้นแสงจากดาวฤกษ์เป้าหมาย ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบรายละเอียดเล็กน้อยรอบ ๆ ดาวฤกษ์เหล่านั้นได้ (เช่น ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่อาจโคจรอยู่รอบ ๆ) เมื่อเปิดใช้งานกล้องโรมันแล้ว อุปกรณ์ WFI ของกล้องโรมันจะบันทึกข้อมูลภาพถ่ายมากกว่า 1 เทระไบต์ต่อวัน การสำรวจท้องฟ้าครั้งใหญ่ที่สุดของกล้องโรมันจะใช้เวลานานกว่า 1 ปี และคาดว่าข้อมูลที่ได้ทั้งหมดจะมากถึงระดับที่สามารถแสดงผลบนหน้าจอโทรทัศน์ 4K ได้มากกว่า 500,000 เครื่อง

แล้วข้อมูลภาพที่ใหญ่ที่สุดของกล้องจะมีขนาดใหญ่แค่ไหน? เบนฟอร์ดตอบว่า "1 ล้านล้านพิกเซล"

จรวดฟัลคอนเฮฟวีได้ปล่อยกล้องโทรทรรศน์โรมันในอวกาศให้ไปยังตำแหน่งเป้าหมายเองในเวลาเพียง 31 นาทีหลังจากการปล่อยจรวด
ขณะนี้ กล้องโทรทรรศน์กำลังมุ่งหน้าไปยัง “จุดลากรานจ์ที่ 2” (L2) ที่อยู่เลยวงโคจรดวงจันทร์ออกไป ซึ่งเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่ความโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์กับโลกสมดุลกัน และเป็นตำแหน่งที่ยานในบริเวณนี้สามารถโคจรได้อย่างมีเสถียรภาพ ทำให้ในมุมมองของกล้องโรมัน ตัวกล้องจะอยู่เหนือด้านกลางคืนของโลกได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลังโลก และหันอุปกรณ์ที่ไวแสงของกล้องโทรทรรศน์ให้ห่างจากการรบกวนของแสงสะท้อนจากโลกและดวงจันทร์

การเดินทางของกล้องโรมันไปยังจุด L2 จะใช้เวลาประมาณ 90 วัน โดยประมาณ 40 วันแรกจะเป็นช่วงเปิดใช้งานอุปกรณ์ของกล้องโทรทรรศน์และตรวจสอบสถานะขณะที่ตัวยานค่อย ๆ ปรับตัวเพื่อการใช้งาน ส่วนการทดสอบทางวิทยาศาสตร์จะเริ่มขึ้นหลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 45 วัน และจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อกล้องโรมันเดินทางถึงจุด L2 นอกจากนี้ ทีมงานของภารกิจกล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมันคาดว่าจะได้เห็นข้อมูลภาพชุดแรกจากกล้องโทรทรรศน์ตัวนี้ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2027

แปลและเรียบเรียง:
พิสิฏฐ นิธิยานันท์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.

อ้างอิง:
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/nasa-roman-space-telescope-launch-success-on-a-spacex-falcon-heavy-rocket-spectacular-launch-video

ที่อยู่

260 หมู่ 4 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดChiang Mai
Mae Rim
50180

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30
เสาร์ 10:00 - 22:00
อาทิตย์ 10:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6653121268

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์