01/09/2026
มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม เดินหน้าความร่วมมือ ขับเคลื่อน “Carbon Baseline” มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เชื่อมโยงเศรษฐกิจ อาหาร และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ภาพกิจกรรม : https://drive.google.com/drive/folders/1AC4XGeLTQGoXmH2st7MZ7BrU723_vIu6?usp=sharing
วันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ห้องประชุม อาคารศูนย์เรียนรวมเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเปิดโครงการมหาวิทยาลัยศิลปากรสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน : การจัดเก็บ Carbon Baseline มหาวิทยาลัยศิลปากร (Driving Silpakorn Sustainability through Carbon Baseline Assessment) โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การจัดทำ Carbon Baseline หรือฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมหาวิทยาลัยอย่างถูกต้องและเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดเป้าหมาย วางมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และติดตามผลการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย ตลอดจนสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยภายในงานมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการดำเนินงานจากผู้เชี่ยวชาญด้านก๊าซเรือนกระจกและความยั่งยืน โดย ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ และอาจารย์จากหน่วยวิจัยก๊าซเรือนกระจกเพื่อความยั่งยืน (GGUS) ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบริบท ความพร้อม และแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละหน่วยงาน
นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดนครปฐมมีความได้เปรียบด้านองค์ความรู้ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่ง ซึ่งมีองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถนำมาสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ได้ ทางจังหวัดจึงมุ่งนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยมาผนวกกับภารกิจของส่วนราชการและความคิดเห็นของประชาชน ภายใต้แนวคิด “ปัญหาที่อยากแก้ ความดีที่อยากทำ” เพื่อให้การพัฒนาจังหวัดตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ลดการลองผิดลองถูก และนำงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดนครปฐมให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (Gastronomy) ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาจังหวัด โดยใช้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญในการขับเคลื่อนนครปฐมสู่เมืองน่าอยู่และเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตของประชาชน อีกทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ได้เร่งยกระดับการพัฒนาอย่างยั่งยืน หลังผลการประเมินการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดพบว่า มิติด้านสิ่งแวดล้อมยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่สีเขียว คุณภาพอากาศ การจัดการขยะ การรับมือภัยพิบัติ การเข้าถึงน้ำประปา และการจัดการข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อม จังหวัดจึงกำหนดให้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ
หนึ่งในแนวทางสำคัญ คือ การสร้างความตระหนักรู้เรื่อง การกักเก็บคาร์บอนและคาร์บอนเครดิต โดยจังหวัดได้เริ่มสำรวจและจัดเก็บข้อมูลต้นไม้ภายในบริเวณศาลากลางจังหวัดนครปฐม พบว่าต้นไม้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 485,654 กิโลกรัมคาร์บอน และเตรียมขยายแนวทางไปยังสถานศึกษาและวัดต่างๆ เพื่อให้เด็ก เยาวชน ข้าราชการ และประชาชนมีส่วนร่วมในการสำรวจข้อมูลต้นไม้ เรียนรู้เรื่องการกักเก็บคาร์บอน ตลอดจนร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวในจังหวัด นอกจากนี้ จังหวัดยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยต่อยอดแนวคิด “บวร” สู่ “3 ร” ได้แก่ ร.โรงเรียน ร.ราชการ และ ร.ราษฎร เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีบทบาทร่วมกันในการพัฒนาจังหวัด โดยเฉพาะประชาชนซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้นโยบายและโครงการต่าง ๆ ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน
อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญ คือการบูรณาการข้อมูลด้านการบริหารจัดการน้ำ จังหวัดนครปฐมมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมาก รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีข้อมูลอยู่ในความรับผิดชอบของตนเอง จังหวัดจึงร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรพัฒนาระบบรวบรวมข้อมูลให้เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้สามารถนำข้อมูลระดับน้ำ คุณภาพน้ำ และข้อมูลลำน้ำ–คูคลองต่าง ๆ มาใช้ร่วมกันในการวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนแก้ไขปัญหาในภาพรวม พร้อมกันนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีเซนเซอร์มาใช้ในการตรวจวัดระดับน้ำในช่วงฤดูฝน รวมถึงอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบคุณภาพน้ำ เพื่อสนับสนุนการแจ้งเตือน การป้องกันปัญหาอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ล่าสุด จังหวัดนครปฐมเตรียมนำ “โมเดลแหลมผักเบี้ย” มาประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูคุณภาพน้ำ เพื่อสืบสานและต่อยอดองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมหาวิทยาลัยศิลปากรได้เข้ามามีบทบาทเป็น “ศูนย์กลางในการรวบรวมและจัดการข้อมูล” จากหน่วยงานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ในจังหวัด รวมทั้งสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้และการอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลมีมาตรฐาน มีการปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์และประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางจังหวัดเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา คณะสงฆ์ ภาคประชาชน และทุกภาคส่วน จะเป็นกลไกสำคัญในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาสู่การปฏิบัติจริง และร่วมกันขับเคลื่อนนครปฐมให้เป็น “เมืองน่าอยู่ เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
*********************************************
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม - ภาพ/ข่าว