กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธร ภาค 7

กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธร ภาค 7 เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสืบสวน?

06/09/2026

คลิปเตือนภัย สท.

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เผยสแกมเมอร์มุ่งหลอกเหยื่อวัยเรียน

key message

-มิจฉาชีพเน้นโทรไปที่กลุ่มนิสิต นักศึกษา อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข่มขู่ว่าบัญชีธนาคารมีส่วนในการทำผิดกฎหมาย

-มิจฉาชีพชักชวนเหยื่อให้ย้ายไปคุยในแอปพลิเคชั่นไลน์ โดยมิจฉาชีพข่มขู่และให้ไปถอนเงินสดและนำไปวางไว้ตามจุดที่มิจฉาชีพนัดหมายหลายครั้ง

-มิจฉาชีพจะให้เหยื่อย้ายออกไปเช่าห้องพักอยู่ลำพัง ห้ามติดต่อใคร ห้ามบอกครอบครัว

-จำไว้ เจ้าหน้าที่รัฐไม่โทรศัพท์แจ้งข้อกล่าวหา/ ไม่ส่งเอกสารราชการ/หมายจับทางช่องทางออนไลน์/ ไม่วีดีโอคอลสอบสวน/ไม่ให้โอนเงินมาตรวจสอบเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์

-แจ้งความหรือแจ้งเบาะแสอาชญากรรมออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th
/ โทร 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง

https://www.facebook.com/share/r/14WHBjQu23Y/
#เตือนภัยออนไลน์ #รู้ทันมิจฉาชีพ #ภัยไซเบอร์
#แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #ภัยนักศึกษา

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์​ (ACSC) ช่วย 3 เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังโดนบังคับ-ข่มขู่ให้กุเรื่องหลอกผู้ปกครองโอนเงินอ้...
06/09/2026

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์​ (ACSC) ช่วย 3 เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังโดนบังคับ-ข่มขู่ให้กุเรื่องหลอกผู้ปกครองโอนเงินอ้างทุนเรียน สูญเงินนับล้านบาท

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์
รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยผลปฏิบัติการเข้าให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ข่มขู่ว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด พร้อมบังคับให้โอนเงินและทรัพย์สินมีค่า อ้างเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งในวันที่ 2 ก.ย.2569 สามารถเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายไว้ได้ 3 เคส ดังนี้

​เคสแรก เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ประสานเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนักศึกษาหญิง อายุ 19 ปี ถูกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 แจ้งว่า มีบุคคลอื่นนำชื่อและหมายเลขบัตรประชาชนไปเปิดซิมการ์ดในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า เพื่อสร้างความตกใจและความกังวลใจให้กับผู้เสียหาย จากนั้น มิจฉาชีพได้ทำการโอนสายไปยังบุคคลที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมบังคับให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชัน “ไลน์” เพื่อวิดีโอคอลพูดคุย และในระหว่างการติดต่อมิจฉาชีพจะแต่งกายชุดเครื่องแบบตำรวจ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันผู้เสียหายว่า มีส่วนพัวพันกับคดีฟอกเงินร้ายแรง บังคับให้โอนเงินที่มีอยู่ทั้งหมดในธนาคารเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ หากไม่อยากถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ยังมีการสั่งให้เหยื่อตัดขาดการติดต่อจากบุคคลรอบข้าง ห้ามบอกเรื่องนี้ให้ครอบครัวเด็ดขาด

​ด้วยความตกใจและกลัว ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและทำรายการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของตนเองไปยังบัญชีม้าของกลุ่มมิจฉาชีพหลายครั้ง ได้แก่ ครั้งแรกโอนไปจำนวนเงิน 85,000 บาท, ครั้งที่สอง จำนวน 9,995 บาท, ครั้งที่สาม ถึงครั้งที่ห้า ผู้เสียหายโอนเงินออกไปครั้งละจำนวน 50,000 บาท ต่อมา ครั้งที่หก โอนไปอีกจำนวน 4,990 บาท จากนั้น ผู้เสียหายยังถูกมิจฉาชีพบังคับข่มขู่ให้โอนเงินอีกบัญชีเป็นเงินก้อนโตจำนวน 1 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 1,249,985 บาท ภายหลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี เพื่อแจ้งความดำเนินคดีและเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ดำเนินการผ่านสายด่วน AOC 1441 เรียบร้อยแล้ว

เช่นเดียวกับ เคสที่สอง เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 69 เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจชุดสืบสวน สน.บุคคโล เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือ ผู้เสียหายเป็นชาย อายุ 22 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผู้เสียหายอยู่ในอาการตกใจ หลังถูกแก๊งมิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ โทรมาข่มขู่ว่า เบอร์โทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า และมีการโอนสายให้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) หลอกว่า ต้องดำเนินการแจ้งความและตรวจสอบเส้นเงิน ประกอบกับข่มขู่ว่า หากไม่ให้ดำเนินการจะมีคดีติดตัว ส่งผลกระทบต่ออนาคต ทั้งการทำงาน ทั้งการศึกษาต่อ และทำให้ครอบครัวเดือดร้อน แต่ผู้เสียหายยังไม่หลงเชื่อ และได้วางสายไป

​กระทั่ง มีเบอร์โทรศัพท์แปลก อ้างตัวเป็น “อาจารย์มหาวิทยาลัย” ที่ผู้เสียหายเคยศึกษา (ภายหลังผู้เสียหายให้การว่า ไม่รู้จักอาจารย์ตามชื่อที่แอบอ้าง) จากนั้น แจ้งข่าวว่า ผู้เสียหายได้รับทุนการศึกษาเรียนต่อต่างประเทศ แต่ต้องมีเงินเดินบัญชีตามจำนวนที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งให้ยืนยันคุณสมบัติต่างๆ พร้อมอ้างว่าสิ่งสำคัญคือ “ต้องไม่มีประวัติก่ออาชญากรรม” ด้านผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จึงติดต่อกลับไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) ที่คุยกันครั้งแรก และยอมติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน “ไลน์” ที่ออกอุบายให้ผู้เสียหายหาสถานที่เงียบๆ อยู่เพียงคนเดียว ห้ามบอกเรื่องราวนี้กับใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นทุกคนจะโดนคดีไปด้วย ระหว่างที่พูดคุยกัน ได้บังคับ-ข่มขู่ให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา ก่อนจะทำทีว่าจะช่วยเรื่องคดีหากเป็นผู้บริสุทธิ์จริง ด้วยความกลัวจะถูกดำเนินคดีและจะไม่ได้รับทุน ผู้เสียหายจึงออกจากบ้าน เวลา09.00 น.วันเดียวกัน เพื่อไปเปิดห้องพักโรงแรมใกล้บ้าน ก่อนจะโทรศัพท์บอกผู้ปกครองว่า ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ พร้อมขอเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อแสดงยอดเงินในบัญชี (Statement)

​เมื่อมิจฉาชีพรู้ว่า ผู้เสียหายได้รับเงินจากผู้ปกครองแล้ว ก็สั่งให้ไปถอนเงินก้อนแรกจำนวน 600,000 บาท ที่ธนาคารภายในห้างสรรพสินค้าที่อยู่บริเวณใกล้เคียง โดยผู้เสียหายเดินทางไปถอนเงินที่ธนาคาร เมื่อเวลา 11.15 น. ของวันที่ 2 ก.ย.69 และโอนยอดจำนวน 595,000 บาท ไปยังบัญชีม้าตามที่มิจฉาชีพออกคำสั่ง ต่อมา เวลา 12.19 น. ผู้เสียหายถอนเงินอีก จำนวน 400,000 บาท ที่ธนาคารสาขาเดิม แต่ครั้งนี้ มิจฉาชีพสั่งให้ผู้เสียหายเดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้าอีกแห่งย่านท่าพระ เพื่อโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังบัญชีม้า รวมยอดความเสียหาย 995,000 บาท

เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังบังคับต่อเนื่องว่าต้องใช้เงินเพิ่มในการแสดงความบริสุทธิ์อีก 500,000 บาท โดยผู้เสียหายโทรศัพท์ไปขอเงินจากผู้ปกครองอ้างว่า ต้องใช้เงินจำนวนนี้เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ในขณะที่พ่อของผู้เสียหายทำการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของธนาคารโทรศัพท์เข้ามาสอบถามถึงการโอนเงินยอดจำนวนมากหลายครั้ง และแจ้งกับพ่อของผู้เสียหายว่า อาจจะกำลังถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวง จึงไม่ได้มีการโอนยอดเงินจำนวนนี้ออกไป และรีบขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือลูกชายซึ่งเป็นผู้เสียหาย ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่สน.บุคคโลเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ส่วนเคสที่ 3 เกิดขึ้นในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 19.15 น. เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจชุดสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย กรณีผู้เป็นป้า เข้าแจ้งว่า หลานชาย อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้มาขอให้โอนเงินให้จำนวน 100,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปทำวีซ่าเพื่อเรียนต่อต่างประเทศตามที่อาจารย์แจ้งทางไลน์ แต่หลังจากโอนแล้วก็ไม่สามารถติดต่อหลานชายได้ เจ้าหน้าที่จึงเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบจนพบนักศึกษาผู้เสียหายพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่ถนนสวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร

จากการสอบถาม ผู้เสียหาย ให้การว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) โทรศัพท์หลอกลวงว่า หมายเลขบัตรประชาชนถูกนำไปเปิดซิมการ์ดผิดกฎหมายที่จังหวัดระนอง และถูกข่มขู่ให้โอนเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ดังกล่าว โดยจะส่งเงินดังกล่าว ให้ ปปง. ตรวจสอบ ประมาณไม่เกิน 1 ชั่วโมง จะโอนเงินคืน และออกใบยืนยันความบริสุทธิ์ให้ ด้วยความตกใจกลัวของผู้เสียหายจึงหลงเชื่อ และยอมติดต่อผ่านทางแอปพลิเคชัน “ไลน์” พร้อมสั่งห้ามบอกเรื่องราวนี้กับใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นทุกคนจะโดนคดีไปด้วย ระหว่างที่พูดคุยกัน ได้บังคับ-ข่มขู่ให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา และสั่งให้จดบันทึกการใช้ชีวิตประจำวันทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.-1 ก.ย.69 เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน

ทั้งนี้ มิจฉาชีพออกอุบายให้ผู้เสียหายสร้างเรื่องว่าได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่อังกฤษ เพื่อไปขอเงินจากผู้ปกครองในการตรวจสอบความบริสุทธิ์ โดยสร้างเรื่องให้ผู้เสียหายจดบันทึกตามเป็นบทพูดใจความว่า “ป้า ผมมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ คือผมได้ทุนเรียนฟรี 100% ไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่อังกฤษ ผมต้องเอาเงินมาพักนอนในบัญชี เพื่อเดินสเตตเมนต์ แล้วไปขอแบงก์การันตีที่ธนาคาร นำมายื่นที่มหาวิทยาลัยไปทำเรื่องขอวีซ่า ขอยืมเงินป้า 250,000 บาท” นอกจากนั้น มิจฉาชีพยังกุเรื่องให้ผู้เสียหายใช้ตอบคำถามผู้ปกครองอีกด้วย

จนกระทั่งวันที่ 2 กันยายน 2569 ตั้งแต่ช่วงบ่าย ผู้เสียหายทำรายการโอนไปยังบัญชีธนาคารของผู้ต้องสงสัยหลายรายตามที่มิจฉาชีพบังคับ ได้แก่ ครั้งที่ 1 เวลา 14.27 น. โอน 200,000 บาท, ครั้งที่ 2 เวลา 14.33 น. โอน 20,000 บาท และครั้งที่ 3 เวลา 14.38 น. โอน 29,000 บาท, ครั้งที่ 4 เวลา 16.33 น. โอน 200,000 บาท และครั้งที่ 5 เวลา 16.36 น. โอน 49,999 บาท รวมยอดเงินที่สูญไปทั้งหมด 498,999 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงให้การช่วยเหลือผู้เสียหายซึ่งอยู่ในอาการเสียขวัญ และพาเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยน้องๆนักศึกษา อย่าหลงเชื่อพฤติกรรมของมิจฉาชีพในลักษณะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ โดยเฉพาะตำรวจ , ปปง. และ DSI โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงจะไม่มีการโทรศัพท์มาหา, ไม่ส่งเอกสารราชการ รวมถึงหมายจับ และหมายเรียกต่างๆ ทางไลน์เด็ดขาด, ไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนหรือขอข้อมูลหรือควบคุมตัว และที่สำคัญจะไม่มีการบังคับให้โอนเงิน หรือนำทรัพย์สินมีค่าไปให้ รวมไปถึงการให้ไปรับทรัพย์สินตามสถานที่ต่างๆ เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์เด็ดขาด ดังนั้น หากพบพฤติกรรมในลักษณะข้างต้น ถือว่าเป็นมิจฉาชีพ 100 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ยังรวมไปถึง บุคคลที่อ้างตัวเป็นเครือข่ายโทรศัพท์หรือสถาบันการเงิน และธนาคารต่างๆ ที่ระบุว่าเบอร์โทรศัพท์ หรือบัญชีของคุณเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หากได้รับสายในลักษณะนี้ และไม่แน่ใจ ขอให้ทำการตรวจสอบกลับไปยังต้นทางที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณ
ทั้งนี้ฝากถึงผู้ปกครองให้หมั่นสังเกตบุตรหลานของท่าน ว่ามีพฤติกรรมแปลกไป พยายามเก็บตัว หรือปลีกตัวจากที่บ้านหรือไม่ และหากพบว่าบุตรหลานมีการขอให้ท่านโอนเงินเพื่อเป็นค่าเทอม ค่าประกันการขอทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อต่างประเทศ ขอให้ท่านตรวจสอบกลับไปยังมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนฯที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัย และหากยังไม่มั่นใจว่ามีขบวนการสแกมเมอร์เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่ ขอให้รีบปรึกษาหรือแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร สายด่วน ศูนย์ AOC 1441 ทันที

“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”

คลิปเตือนภัย บช.ก.ระวัง‼️ ภัยนักศึกษา แก๊งคอลฯหลอกซ้ำซ้อน จากเหยื่อเพียงหนึ่ง หลอกถึงคนในครอบครัวkey message-มิจฉาชีพเน้...
06/09/2026

คลิปเตือนภัย บช.ก.

ระวัง‼️ ภัยนักศึกษา แก๊งคอลฯหลอกซ้ำซ้อน จากเหยื่อเพียงหนึ่ง หลอกถึงคนในครอบครัว

key message

-มิจฉาชีพเน้นโทรไปที่กลุ่มนิสิต นักศึกษา อ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทเครือข่ายมือถือ ข่มขู่ว่าเหยื่อไปเปิดเบอร์โทรศัพท์และมีส่วนในการทำผิดกฎหมาย

-มิจฉาชีพโอนสายให้คุยกับตำรวจปลอม โดยให้โอนเงินมาตรวจสอบเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์

-เมื่อเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินจนหมดตัว มิจฉาชีพจะหลอกให้เหยื่อโทรไปขอเงินจากผู้ปกครอง

-โดยให้เหยื่ออ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการรับทุนการศึกษา

-มิจฉาชีพจะให้เหยื่อย้ายออกไปเช่าห้องพักอยู่ลำพัง ห้ามติดต่อใคร ห้ามบอกครอบครัว

-จากนั้นมิจฉาชีพจะอ้างเป็นอาจารย์โทรไปหาผู้ปกครอง อ้างว่าเหยื่อได้รับทุนจริง
พูดจูงใจกระทั่งผู้ปกครองหลงเชื่อ และโอนเงินให้มิจฉาชีพ

-จำไว้ ตำรวจจริง ไม่วีดีโอคอลสอบสวน/ไม่ให้โอนเงินมาตรวจสอบเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์

https://www.facebook.com/share/v/1GV72UXDz1/
https://vt.tiktok.com/ZSqRrFpy9/
#เตือนภัยออนไลน์ #รู้ทันมิจฉาชีพ #ภัยไซเบอร์
#หลอกซ้ำซ้อน #ภัยนักศึกษา

วันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 78 ปี กองบังคับการปราบปรามวันที่ 1 ก.ย. 2569 เวลา 09.30 น.พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 ร่วม...
03/09/2026

วันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 78 ปี กองบังคับการปราบปราม

วันที่ 1 ก.ย. 2569 เวลา 09.30 น.

พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 ร่วมเป็นและเป็นขวัญกำลังใจ
ให้แก่ข้าราชการตำรวจกองบังคับการปราบปราม

ในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณข้าราชการตำรวจดีเด่น ทุนบุตร-ธิดาศรีกองปราบ และหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือภารกิจ
ของกองบังคับการปราบปราม เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 78 ปี

ณ ห้องชัยจินดา ชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์

#ผบชภ7 #พลตำรวจโทพิสิฐตันประเสริฐ #ตำรวจภูธรภาค7 #ภาค7ปลอดภัยคืนความอุ่นใจให้ประชาชน #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

02/09/2026
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติบรรยายพิเศษให้ตำรวจจิตอาสาประชาสัมพันธ์ ย้ำคิดก่อนโพสต์ ตรวจสอบก่อนแชร์ ใช้สื่อเพื่อเตือนภัยไม่...
01/09/2026

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติบรรยายพิเศษให้ตำรวจจิตอาสาประชาสัมพันธ์ ย้ำคิดก่อนโพสต์ ตรวจสอบก่อนแชร์ ใช้สื่อเพื่อเตือนภัยไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

วันนี้ (1 กันยายน 2569) เวลา 09.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บรรยายพิเศษให้กับผู้เข้ารับการอบรมโครงการ “จิตอาสาประชาสัมพันธ์เพื่อการมีส่วนร่วมให้กับข้าราชการตำรวจ ประจำปี 2569 รุ่นที่ 3/69 ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ สีลม โดยมี พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ เป็นประธานเปิดงาน นำมีข้าราชการตำรวจจิตอาสาประชาสัมพันธ์ร่วมโครงการ จำนวน 100 คน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง ตำรวจจิตอาสาในยุคดิจิทัล “จริง เร็ว ชัด” กล่าวว่า ตำรวจต้องทำหน้าที่ควบรวมจากผู้รักษากฎหมายในพื้นที่จริง สู่ผู้สร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในโลกออนไลน์ เพราะตำรวจทุกนายไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ล้วนเป็นผู้สื่อสารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พร้อมกำชับตำรวจอินฟลูเอ็นเซอร์ต้องคิดก่อนโพสต์ ตรวจสอบก่อนแชร์ ใช้สื่อเพื่อเตือนภัยและสร้างประโยชน์ในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ พร้อมย้ำต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และเคารพสิทธิผู้อื่น โดยสถานีตำรวจไม่ได้อยู่เพียงในอาคาร แต่อยู่ในโทรศัพท์มือถือของประชาชน ดังนั้น ตำรวจในยุคดิจิทัลไม่ได้มีหน้าที่เพียงจับกุมคนร้าย แต่ต้องทำให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพทุกรูปแบบ

31/08/2026

กลุ่ม เฟื่องฟ้า ของหลักสูตรการบริหารการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมภาครัฐร่วมเอกชน (บรอ.13)
ยุทธศาสตร์การรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมด้านการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าในสายงาน
🚨 งานล้น • คนไม่พอ • โตยาก • เสี่ยงสูง — ถึงเวลาสำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิรูประบบงานสอบสวนเพื่อประชาชน
https://www.facebook.com/share/p/19Bx9szyTN/?mibextid=wwXIfr
📌 เจาะลึกมุมมองและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา ผลงาน "บรอ.13 กลุ่มเฟื่องฟ้า" 🌸
🎬 EP.1: จุดเริ่มต้นและภาพรวม
เปิดประเด็นนำเสนอ ปูพื้นฐานความเข้าใจภาพรวมของปัญหาพนักงานสอบสวน
https://www.facebook.com/share/v/1EFPBew2UN/?mibextid=wwXIfr
⚖️ EP.2: ผ่าข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง (Focus group)
เจาะลึกปัญหาข้อจำกัดเชิงโครงสร้างผ่าน "มุมมองของอัยการ" พร้อมนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด
https://www.facebook.com/share/v/1VF8qZLzbA/?mibextid=wwXIfr
EP.3: ก้าวต่อไปที่ทำได้จริง (วิจัยเชิงคุณภาพ)
รับฟังข้อเสนอแนะอันทรงคุณค่าจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ และประชาชน
https://www.facebook.com/share/v/19SbquMieT/?mibextid=wwXIfr

“พล.ต.อ.สำราญฯ” ลงพื้นที่ชายแดนใต้ ติดตามสถานการณ์ และเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัย ครม.สัญจร และ IMF–World Bank พร้อมต...
30/08/2026

“พล.ต.อ.สำราญฯ” ลงพื้นที่ชายแดนใต้ ติดตามสถานการณ์ และเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัย ครม.สัญจร และ IMF–World Bank พร้อมตรวจเยี่ยมสร้างขวัญกำลังใจกำลังพลในพื้นที่

วันนี้ (30 สิงหาคม 2569) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.(มค) ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า (ผบ.ศปก.ตร.สน.) เดินทางไปประชุมติดตามสถานการณ์เหตุความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้, ความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร วันที่ 31 สิงหาคม - 1 กันยายน 2569 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รวมถึงการเตรียมความพร้อม ข้อมูลการข่าว และคัดกรองบุคคลกลุ่มเสี่ยง ในการรักษาความปลอดภัยการประชุมผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9), พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร., พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รองผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธเรศ แก้วละเอียด รอง ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.วัลลพ จำนงค์อาษา รอง ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน จังหวัดชายแดนภาคใต้, พล.ต.ต.กองอรรถ สุวรรณขำ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา, พล.ต.ต.สันทัศน์ เชื้อพุฒตาล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี, พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส, พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ ไชยโยธา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา, พล.ต.ต.อาคม บัวทอง ผู้บังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 9, พล.ต.ต.พหล เกตุแก้ว ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 พร้อมด้วยหัวหน้าส่วน ศูนย์งานในสังกัด ศปก.ตร.สน., รองผู้บังคับการตำรวจภูธร 4 จังหวัด และหัวหน้าสถานีตำรวจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ ของจังหวัดสงขลา ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม War Room ชั้น 2 อาคาร ศปก.ตร.สน. และผ่านระบบประชุมทางไกลผ่านจอภาพ

พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้มอบหมายให้ตนมากำกับดูแลอย่างใกล้ชิด โดยมีความเข้าใจและห่วงใยผู้ปฏิบัติทุกนาย ในความตึงเครียดตลอดจนความเสี่ยงภัยในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ได้กำชับการปฏิบัติ ดังนี้

1. ให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธร, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส และ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน จังหวัดชายแดนภาคใต้ เร่งรัดดำเนินการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

2. ให้เตรียมความพร้อมในการป้องกันเหตุ การนำข้อมูลข่าวสารอันจะเป็นภัยคุกคามต่อการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร และการประชุมผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก โดยให้ใช้ประชาคมข่าวทั้งในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยข่าวอื่น ๆ เช่น ข่าวกรองทางทหาร สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ตลอดจนแหล่งข่าวจากหน่วยราชการ และประชาชน มาใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนป้องกันเหตุให้ครบทุกรูปแบบ

3. การเตรียมความพร้อมทางยุทธวิธี เพื่อป้องกันป้องกันความสูญเสียระดับบุคคล สถานที่ ทั้งในส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ตลอดจนสถานที่ราชการ สถานที่ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ

4. ให้หน่วยในพื้นที่บูรณาการการข่าวเชิงรุกให้ครบถ้วน ครอบคลุม เพื่อให้นำการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้น พล.ต.อ.สำราญฯ พร้อมคณะ ได้ออกตรวจสถานีตำรวจ และฐานปฏิบัติการ 7 จุด ได้แก่ สภ.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา และ จ.ปัตตานี ได้แก่ สภ.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์, ฐานปฏิบัติการหมวดเฉพาะกิจปัตตานี 13 อ.โคกโพธิ์, สภ.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์, สภ.ตุยง อ.หนองจิก, จุดที่ 6 ฐาน หมวดเฉพาะกิจหน่วยปฏิบัติการพิเศษปัตตานี 11 อ.เมืองปัตตานี และ ฐานปฏิบัติการหมวดเฉพาะกิจตำรวจปัตตานี 9213 อ.เมืองปัตตานี พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญ และกล่าวให้โอวาทแนวทางการปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดความระมัดระวัง และมีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยได้ให้หลักคิดข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติว่า พี่น้องประชาชนมีความเชื่อมั่นได้มอบหมายภารกิจหน้าที่ให้ตำรวจในในการรักษาความสงบปลอดภัย จึงขอพึงตระหนักให้มาก และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่พี่น้องประชาชนให้ได้

"พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ" มอบหมวกกันน็อก 200 ใบ ให้ตำรวจอินฟลูเอ็นเซอร์ สายงานจราจร และป้องกันปราบปราม นำไปแจกประชาชน เสริมสร้าง...
30/08/2026

"พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ" มอบหมวกกันน็อก 200 ใบ ให้ตำรวจอินฟลูเอ็นเซอร์ สายงานจราจร และป้องกันปราบปราม นำไปแจกประชาชน เสริมสร้างวินัยจราจร รณรงค์ "ขับขี่ปลอดภัย เปิดไฟใส่หมวก"

วันนี้ (30 สิงหาคม 2569) เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบหมวกกันน็อค จำนวน 200 ใบ ให้กับตำรวจอินฟลูเอ็นเซอร์สายงานจราจร และงานป้องกันปราบปราม เพื่อนำไปมอบต่อให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพื่อรณรงค์สร้างวินัยจราจร “ขับขี่ปลอดภัย เปิดไฟใส่หมวก”

สำหรับหมวกกันน็อคดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดยกองบังคับการตำรวจนครบาล 9 และ คุณสมเจตน์ วุฒิเลิศเจริญวงศ์ คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.)/รองประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 เพื่อร่วมลดอุบัติเหตุทางถนน ลดการบาดเจ็บและการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ตำรวจอินฟลูเอ็นเซอร์ดังกล่าว รวมถึงตำรวจจราจรโรงพักต่าง ๆ ร่วมเสริมสร้างวินัยจราจรให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ให้ขับขี่ปลอดภัยเปิดไฟใส่หมวก และรณรงค์ “3 พร้อม 3 มี 3 ไม่” ประกอบด้วย
• 3 พร้อม : คนพร้อม, รถพร้อม, ถนนพร้อม
• 3 มี : มีสติ, มีวินัย, มีน้ำใจ
• 3 ไม่ : ไม่ประมาท, ไม่เกิดอุบัติเหตุ, ไม่ต้องไปโรงพยาบาล
เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างยั่งยืนต่อไป

30/08/2026

คลิปเตือนภัย สท.

เตือนภัย“หลอกลงทุน" พี่น้องประชาชนต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนการลงทุนทุกครั้ง

key message

-ก่อนลงทุน ควรตรวจสอบกองทุนกับแอพฯ SEC Check First ของ ก.ล.ต.

-อย่าหลงเชื่อคำชักชวนที่อ้างว่า กองทุนให้ผลตอบแทนสูง

-ชื่อบัญชีที่รับโอนเงิน ต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาต ไม่ใช่ชื่อบุคคล

-พึงระวังการเร่งรัดให้รีบตัดสินใจโอนเงินเพื่อลงทุน มิจฉาชีพแน่นอน

https://www.facebook.com/share/r/1Qaq31i17t/?mibextid=wwXIfr
#เตือนภัยออนไลน์ #รู้ทันมิจฉาชีพ #ภัยไซเบอร์
#มิจฉาชีพ #ลงทุน #กองทุน

ที่อยู่

เลขที่ 11/3 ถ. ขวาพระ ต. พระปฐมเจดีย์
Nakhon Pathom
73000

เบอร์โทรศัพท์

+6634271293

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธร ภาค 7ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธร ภาค 7:

ทางลัด

แชร์