ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช

ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช Official page
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช กรมประชาสัมพันธ์

พบกัน!! 5 ตุลาคมนี้ ที่ห้างcentral นครศรีธรรมราช
05/09/2026

พบกัน!! 5 ตุลาคมนี้ ที่ห้างcentral นครศรีธรรมราช

05/09/2026

เปิดขึ้นอย่างเป็นทางการ #แลงามน้ำตก

05/09/2026

รองผู้ว่าฯเอกชัย เปิดงาน “แลงาม น้ำตก” ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช
วันนี้ (5 กันยายน 2569) เวลา 19.00 น. ณ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก อำเภอทุ่งสง นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช มอบหมายให้ นายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “แลงาม น้ำตก” ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี นายณัฐรินทร์ วงศ์ภิรพัทธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอทุ่งสง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน สื่อมวลชนร่วมงานคับคั่ง
สำหรับโครงการดังกล่าว จังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทุนทางการท่องเที่ยวอันหลากหลาย ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ประเพณี วิถีชีวิต ภูมิปัญญา อาหารพื้นถิ่น และความเข้มแข็งของชุมชน โดยเฉพาะตำบลน้ำตก อำเภอทุ่งสง อันมีจุดเด่นและศักยภาพที่สามารถยกระดับเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้อย่างมีคุณภาพ หากได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นระบบและเกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้บูรณาการความร่วมมือกับอำเภอทุ่งสง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว สมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้นำเสนอเสน่ห์และตัวตนของชุมชน เชื่อมโยงทรัพยากรในท้องถิ่นสู่กิจกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่า และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลและยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
.
ภายในงานประกอบด้วยการนำเสนอสินค้าชุมชน อาหารพื้นถิ่น การเสวนาด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน การเดินแบบผ้าพื้นถิ่นภายใต้แนวคิด “งามผ้าถิ่น เสน่ห์เมืองนคร” ตลอดจนการแสดงทางศิลปะ ประเพณี และดนตรี เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ความภาคภูมิใจ และความประทับใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว
///////////////////////
สิธัญ สุคนธปฏิภาค /ข่าว
ภีมากร สุคนธปฏิภาค /ภาพ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช
5 กันยายน 2569

รองผู้ว่าฯเอกชัย เปิดงาน “แลงาม น้ำตก” ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราชวันนี้ (5 กั...
05/09/2026

รองผู้ว่าฯเอกชัย เปิดงาน “แลงาม น้ำตก” ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช
วันนี้ (5 กันยายน 2569) เวลา 19.00 น. ณ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก อำเภอทุ่งสง นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช มอบหมายให้ นายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “แลงาม น้ำตก” ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี นายณัฐรินทร์ วงศ์ภิรพัทธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอทุ่งสง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน สื่อมวลชนร่วมงานคับคั่ง
สำหรับโครงการดังกล่าว จังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทุนทางการท่องเที่ยวอันหลากหลาย ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ประเพณี วิถีชีวิต ภูมิปัญญา อาหารพื้นถิ่น และความเข้มแข็งของชุมชน โดยเฉพาะตำบลน้ำตก อำเภอทุ่งสง อันมีจุดเด่นและศักยภาพที่สามารถยกระดับเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้อย่างมีคุณภาพ หากได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นระบบและเกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้บูรณาการความร่วมมือกับอำเภอทุ่งสง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว สมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้นำเสนอเสน่ห์และตัวตนของชุมชน เชื่อมโยงทรัพยากรในท้องถิ่นสู่กิจกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่า และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลและยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
.
ภายในงานประกอบด้วยการนำเสนอสินค้าชุมชน อาหารพื้นถิ่น การเสวนาด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน การเดินแบบผ้าพื้นถิ่นภายใต้แนวคิด “งามผ้าถิ่น เสน่ห์เมืองนคร” ตลอดจนการแสดงทางศิลปะ ประเพณี และดนตรี เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ความภาคภูมิใจ และความประทับใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว
///////////////////////
สิธัญ สุคนธปฏิภาค /ข่าว
ภีมากร สุคนธปฏิภาค /ภาพ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช
5 กันยายน 2569

05/09/2026

“บุรีรัมย์พาราเกมส์” ปิดฉากสวย ส่งไม้ต่อ นครศรีธรรมราช | เกาะสนามข่าวเช้า | 5 ก.ย. 69 | T Sports 7

https://www.facebook.com/share/p/1JM7M5n8YN/ร่วมรำลึก 122 ปี ชาตกาล “ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี” บรมครูนาฏศิลป์ไทย ถ่า...
05/09/2026

https://www.facebook.com/share/p/1JM7M5n8YN/
ร่วมรำลึก 122 ปี ชาตกาล “ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี” บรมครูนาฏศิลป์ไทย ถ่ายทอดมรดกศิลป์ สู่เยาวชนรุ่นใหม่
ทายาทและศิษยานุศิษย์ “ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี” ร่วมกับกรมศิลปากร และอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ จัดงาน “122 ปี ชาตกาล ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี” เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของบรมครูนาฏศิลป์ไทย และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมให้คงอยู่สืบไป การจัดกิจกรรมรำลึก “122 ปี ชาตกาล ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี” ศิลปินแห่งชาติ สาขานาฏศิลป์ และบุคคลสำคัญผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อวงการนาฏศิลป์ไทย โดยทายาทและคณะลูกศิษย์ นำโดย นางเพชรพริ้ง สารสิน ร่วมกับกรมศิลปากร และอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติและสืบสานผลงานอันทรงคุณค่าของท่านผู้หญิงแผ้วให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมไทย
ภายในงานมีการจัดนิทรรศการชีวประวัติ รวม 122 ผลงาน ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน -31 ตุลาคม 2569 การเสวนา ครูผู้เป็นศิษย์ จัดเวทีการแสดงสำหรับเด็กและเยาวชน ณ อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง โดยนำผลงานนาฏยประดิษฐ์และท่ารำที่ท่านผู้หญิงแผ้วเคยสร้างสรรค์ ปรับปรุง และถ่ายทอดไว้ มาจัดแสดงผ่านฝีมือของนักเรียนและเยาวชนจากสถาบันต่าง ๆ การแสดงในวันนี้ประกอบด้วย ชุดฟ้อนดวงเดือน ซมพลาเกี้ยวลำหับ ระบำวิชนีย์ ระบำมยุราภิรมย์ และระบำสุโขทัย สะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของนาฏศิลป์ไทย ตลอดจนแนวคิดและภูมิปัญญาที่ท่านผู้หญิงแผ้วได้ฝากไว้เป็นมรดกแก่แผ่นดิน การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากเป็นการรำลึกถึงคุณูปการของบรมครูนาฏศิลป์ไทยแล้ว ยังเป็นเวทีสำคัญในการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ ฝึกฝน และสืบทอดศิลปะการแสดงไทย อันเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

สมเด็จพระสังฆราชเสด็จทรงวางศิลาฤกษ์อาคารฉลองสตวัสส์ และอาคารพิพรรธน์ศตพรรษ์ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) นายก...
05/09/2026

สมเด็จพระสังฆราชเสด็จทรงวางศิลาฤกษ์อาคารฉลองสตวัสส์ และอาคารพิพรรธน์ศตพรรษ์ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ยกระดับ รพ.ดำเนินสะดวก สู่ “รพ.สมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร)” จ.ราชบุรี

วันนี้ (๕ กันยายน ๒๕๖๙) เวลา ๐๙.๓๐ น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปยังโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ทรงเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทรงวางศิลาฤกษ์อาคารฉลองสตวัสส์ และอาคารพิพรรธน์ศตพรรษ์ ในโครงการก่อสร้างอาคารตรวจรักษาและส่งเสริมสุขภาพ และอาคารฟื้นฟูสภาพ

โอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ผู้บริหารส่วนราชการ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชน เฝ้ารับเสด็จและเข้าร่วมพิธี

เมื่อเสด็จเข้าสู่มณฑลพิธี นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย และถวายเครื่องสักการะแด่สมเด็จพระสังฆราช จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการ และนายกรัฐมนตรีทูลถวายแผ่นศิลาฤกษ์เพื่อทรงเจิมและทรงปิดทอง ก่อนที่สมเด็จพระสังฆราชเสด็จไปยังแท่นพิธี ทรงวางแผ่นศิลาฤกษ์ ทรงโปรยข้าวตอกดอกไม้ และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ณ บริเวณแท่นพิธี

การพัฒนาโรงพยาบาลครั้งนี้เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริการสาธารณสุขครั้งสำคัญในจังหวัดราชบุรี เพื่อขยายการให้บริการพระภิกษุสงฆ์ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และประชาชนในพื้นที่ เข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพได้อย่างทั่วถึง พร้อมรองรับการให้บริการในอนาคต

สำหรับโครงการดังกล่าว สืบเนื่องมาจาก สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทานพระอนุญาตให้กระทรวงสาธารณสุขเชิญพระนามเป็นชื่อโรงพยาบาลดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ว่า “โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร)” เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนมายุ ๑๐๐ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๕๗๐ และเพื่อขยายขีดความสามารถในการดูแลรักษาพระภิกษุสงฆ์ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และประชาชนในพื้นที่ ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยกระทรวงสาธารณสุขจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ สำหรับก่อสร้างอาคาร จำนวน ๒ หลัง ได้แก่ (๑) อาคารฉลองสตวัสส์ อาคารตรวจรักษาและส่งเสริมสุขภาพระดับปฐมภูมิ และ (๒) อาคารพิพรรธน์ศตพรรษ์ อาคารฟื้นฟูสภาพ บนที่ดินเนื้อที่ ๗ ไร่ ๓๔ ตารางวา

ทั้งนี้ อาคารทั้งสองหลังเป็นส่วนขยายการให้บริการของโรงพยาบาล มุ่งเน้นการดูแลรักษาและส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สอดคล้องกับพระดำริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับบริการสุขภาพ ให้ใกล้บ้าน ลดความแออัด และลดการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง

#99พรรษาสมเด็จพระสังฆราช #สมเด็จพระสังฆราช
#ทรงวางศิลาฤกษ์ #อาคารฉลองสตวัสส์ #อาคารพิพรรธน์ศตพรรษ์
#โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช_อมฺพรมหาเถร

https://www.facebook.com/share/p/1AVD7a2k5W/

05/09/2026
“ปกรณ์” ชี้โลกเผชิญความท้าทาย ถึงเวลาพัฒนาระบบราชการจริงจัง รื้อขั้นตอน–เชื่อมข้อมูล ยกระดับขีดความสามารถประเทศนายปกรณ์ ...
05/09/2026

“ปกรณ์” ชี้โลกเผชิญความท้าทาย ถึงเวลาพัฒนาระบบราชการจริงจัง รื้อขั้นตอน–เชื่อมข้อมูล ยกระดับขีดความสามารถประเทศ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านรายการ คุยกับ ครม.อนุทิน ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ซึ่งประเดิมออกอากาศตอนแรกไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.ย.69 เวลา 09.05 น. ถึงแนวคิด "การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ"

รองนายกฯปกรณ์ ระบุถึงเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทนคำว่า “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่

โจทย์สำคัญวันนี้คือการลงมือปรับกระบวนการทำงานให้เห็นผลจริงในอดีตมีความพยายามปฏิรูประบบราชการมาหลายครั้ง แต่มักจบลงที่การตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน การศึกษา และการจัดทำนโยบาย แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งความผันผวนของการค้าโลก มาตรการกดดันระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนจัดและไฟป่า ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างปรับโครงสร้างและวิธีบริหารภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างงบประมาณของประเทศ ซึ่งมีรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้ ก็จะมีโอกาสขยับสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น

นายปกรณ์ย้ำว่า การพัฒนาระบบราชการไม่ควรเริ่มต้นจากการประกาศลดจำนวนข้าราชการ แต่ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้

“ผมไม่ได้บอกว่าเราจะลดคนไปเลยนะครับ มันคือการพัฒนาประสิทธิภาพ” นายปกรณ์กล่าว พร้อมอธิบายว่า เทคโนโลยีควรถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนงานบางประเภท ไม่ใช่มองว่าเป็นการทดแทนคน เช่น การส่งเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบสารบรรณดิจิทัล แทนการใช้เจ้าหน้าที่เดินถือแฟ้มระหว่างหน่วยงาน

ประสบการณ์การทำงานที่กฤษฎีกา ซึ่งเคยมีกระบวนงานประมาณ 170 กระบวนการ แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการนำเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานจากที่ใดก็ได้มาใช้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 หลายขั้นตอนที่เคยถูกมองว่าจำเป็นกลับสามารถลดหรือปรับเปลี่ยนได้ จึงควรนำบทเรียนดังกล่าวมาทบทวนกระบวนงานของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด

ในด้านโครงสร้าง นายปกรณ์เห็นว่า เมื่อภาครัฐได้รับภารกิจใหม่ ไม่ควรตอบสนองด้วยการตั้งหน่วยงาน กอง หรือคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง แต่ควรจัดทีมตามภารกิจ โดยดึงบุคลากรจากหลายส่วนมาทำงานร่วมกัน ลดโครงสร้างที่มีผู้บริหารจำนวนมาก และเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหา

สำหรับกำลังคนภาครัฐซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 ล้านคน ไม่ควรใช้ระบบบริหารบุคลากรแบบเดียวกับทุกอาชีพ เพราะครู แพทย์ พยาบาล ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในสายงานอื่นมีลักษณะงาน เวลา และภาระหน้าที่แตกต่างกัน แต่ละวิชาชีพจึงควรประเมินจำนวนคนจากปริมาณงานและคุณภาพของผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ

ขณะเดียวกันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลยังต้องเดินหน้าสู่ "ภาครัฐระบบเปิด" (Open Government) โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์อ่านและนำไปใช้ต่อได้ ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน และประชาชนควรติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน ซึ่งนอกจากจะทำให้บริการรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต

ในส่วนของการบริการประชาชนในอนาคตควรเปลี่ยนจากการทำงานแยกส่วนแบบหนึ่งหน่วยงานต่อหนึ่งเรื่อง ไปสู่การทำงานข้ามหน่วยงานและข้ามกระทรวง ประชาชนไม่ควรต้องนำข้อมูลชุดเดียวกันไปยื่นซ้ำ หรือติดต่อราชการหลายแห่งเพื่อดำเนินการเรื่องเดียว แต่ควรได้รับบริการแบบจุดเดียวจบ โดยหน่วยงานรัฐเป็นฝ่ายเชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานกันเอง

นายปกรณ์ยังเสนอให้พิจารณาช่องทางบริการแบบ Fast Track ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมาย โดยให้กฎหมายหลักกำหนดเฉพาะหลักการ ส่วนรายละเอียดควรอยู่ในกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้สามารถแก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

ผลสำเร็จของการพัฒนาระบบราชการต้องวัดจากสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ โดยเฉพาะระยะเวลาให้บริการ ซึ่งนายปกรณ์เห็นว่ากระบวนงานภาครัฐควรใช้เวลาลดลงอย่างน้อยประมาณร้อยละ 20–30 ภายหลังการปรับระบบและนำกฎหมายอำนวยความสะดวกมาใช้

โดยตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่งประชาชนสามารถจับต้องได้ คือการติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน สามารถตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น ขณะที่ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

ความพยายามพัฒนาระบบราชการครั้งนี้จึงไม่ควรสิ้นสุดลงที่ข้อเสนอหรือรายงานอีกครั้ง แต่ต้องลงมือรื้อกระบวนงาน เชื่อมโยงข้อมูล พัฒนาคน และวัดผลจากบริการที่ประชาชนได้รับ ซึ่งยังส่งผลต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเรียกคำนี้ว่า “การปฏิรูประบบราชการ” หรือ “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ก็ตาม หัวใจสำคัญคือ “ต้องลงมือทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ”

ที่อยู่

ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช (หลังใหม่) ชั้น 1
Nakhon Si Thammarat

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราชผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์