11/04/2026
ช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจที่สุด! 13 นาทีสุดท้าย ชี้ชะตาชีวิตของนักบินอวกาศทั้งสี่… เรากำลังจะได้เห็นบททดสอบระบบฟิสิกส์และวิศวกรรมขั้นสุดยอด เมื่อลูกเรือทั้งสี่คนของภารกิจอาร์ทีมิส 2 (Artemis II) ซึ่งเป็นเที่ยวบินแบบมีลูกเรือครั้งแรกของจรวดเอสแอลเอส (Space Launch System) และยานโอไรออน (Orion spacecraft) จะเดินทางกลับจากดวงจันทร์ (ด้วยระยะเวลาภารกิจราว 10 วัน) ซึ่งถือเป็นการเดินทางแบบมีลูกเรือไปยังดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี โดยยานโอไรออนจะพุ่งทะลวงเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกลงมาด้วยความเร็วมหาศาลถึง 38,600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะสร้างบรรยากาศพลาสมาความร้อนสูงระดับ 2,760 องศาเซลเซียส ห่อหุ้มตัวยานเอาไว้
ในเช้าวันเสาร์ที่ 11 เมษายนนี้ เวลา 07:07 น. ตามเวลาประเทศไทย (หรือคืนวันศุกร์ 20:07 น. 10 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่น) จะเป็นช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจที่สุด เพราะจุดชี้ชะตาชีวิตของนักบินอวกาศทั้งสี่คนจะฝากไว้กับ "แผงกันความร้อน" (Heat shield) ที่ทำจากวัสดุอะโวโคต (Avcoat) ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยหลักเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่มีระบบสำรอง หากย้อนกลับไปวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในภารกิจอาร์ทีมิส 1 (Artemis I) ที่ยานโอไรออนเพิ่งกลับมาลงจอดอย่างประสบความสำเร็จเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2022 วิศวกรเคยตรวจพบความผิดปกติที่น่ากังวล คือมีเนื้อวัสดุกันความร้อนหลุดร่อนออกมาเป็นชิ้นๆ มากกว่า 100 จุด ซึ่งต่างจากที่เคยคำนวณไว้ในแบบจำลองอย่างมาก!
ต้นตอของเรื่องนี้อธิบายได้ด้วยหลักการทางฟิสิกส์เมื่อใช้เทคนิคการลงจอดแบบ "กระดอน" (Skip reentry) ที่ยานจะพุ่งเข้าและเชิดหัวออกจากชั้นบรรยากาศเป็นจังหวะเพื่อลดความเร็ว ในจังหวะที่ยานปะทะความร้อนสูง วัสดุอะโวโคตจะระเหยกลายเป็นก๊าซอยู่ภายในเนื้อวัสดุเอง แต่พอถึงช่วงที่ยานเชิดหัวขึ้นไปในจุดที่อุณหภูมิลดลง ก๊าซเหล่านั้นกลับถูกกักขังและหาทางออกไม่ทัน มันจึงสร้างแรงดันมหาศาลจากภายใน (Internal Pore Pressure) จนดันให้เนื้อแผงกันความร้อนแตกและกระเด็นหลุดออกมา
เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ในภารกิจอาร์ทีมิส 2 (Artemis II) ครั้งนี้ นาซา (NASA) จึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนการบินใหม่โดยเลือกพุ่งเข้าหาโลกด้วยมุมที่ชันขึ้น (Steeper angle) เพื่อลดระยะเวลาที่ยานต้องแช่อยู่ในสภาวะความร้อนจัด แม้จะต้องแลกมากับแรงจี (G-load) ที่นักบินอวกาศต้องเผชิญสูงขึ้น แต่ก็จะช่วยไม่ให้เกิดแรงดันก๊าซสะสมจนทำลายโครงสร้างได้
ประเด็นนี้ยังมีข้อถกเถียงและเป็นที่จับตามองอยู่ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน รวมถึงอดีตหัวหน้านักเทคโนโลยีของนาซา แฟรงก์ คามาร์ดา (Frank Camarda) ออกมาให้ความเห็นว่า แบบจำลองทางฟิสิกส์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจจะยังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในภารกิจแรกได้ไม่ชัดเจนพอ ซึ่งการที่นาซาเตรียมเปลี่ยนสูตรวัสดุกันความร้อนใหม่ในภารกิจอาร์ทีมิส 3 (Artemis III) ก็อาจเป็นการยอมรับถึงข้อจำกัดของการออกแบบนี้
อย่างไรก็ตาม ทางนาซาได้ออกมายืนยันข้อมูลจากการจำลองสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst-case modeling) ว่าต่อให้แผงวัสดุกันความร้อนจะหลุดออกไป โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon fiber) ที่อยู่ด้านหลังจะยังทำหน้าที่เป็นส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) ที่แข็งแกร่งและทนทานพอจะปกป้องชีวิตของลูกเรือทุกคนเอาไว้ได้
ช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุดจะเกิดขึ้นนาน 6 นาทีเต็มครับ มันคือช่วงที่ยานจุถูกห่อหุ้มด้วยกลุ่มก๊าซพลาสมาความร้อนสูงจนสัญญาณสื่อสารทุกอย่างถูกตัดขาด (Communications blackout) ทันทีที่ยานทะลุผ่านจุดวิกฤตินั้นมาได้ ร่มชูชีพทั้ง 11 ตัวจะทำงานต่อ โดยกางตัวออกเป็นจังหวะเพื่อกระชากความเร็วของยานจากหลักหมื่นให้ชะลอลงเหลือเพียง 27 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท่านั้น ก่อนที่แคปซูลโอไรออนจะทิ้งตัวลงสู่ผืนน้ำของมหาสมุทรแปซิฟิก
และทันทีที่ยานแตะผิวน้ำ พวกเขาจะไม่ได้อยู่เพียงลำพังนานนัก เพราะกองเรือที่ 3 ของสหรัฐฯ (U.S. 3rd Fleet) ซึ่งรับหน้าที่นำกองกำลังทหารเรือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ได้ส่งเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่อย่าง ยูเอสเอส จอห์น พี. เมอร์ธา (USS John P. Murtha) ไปเตรียมพร้อมกู้ภัยนักบินอวกาศและยานอวกาศเรียบร้อยแล้ว
เรือลำนี้มีข้อได้เปรียบทั้งอู่ลอย (Well deck) ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ และระบบสื่อสารครบถ้วน พร้อมทั้งฝูงบินเฮลิคอปเตอร์ เอ็มเอช-60เอส ซีฮอว์ก (MH-60S Sea Hawk) จากฝูงบิน เอชเอสซี-23 (HSC-23) จะบินติดตามแคปซูลโอไรออนระหว่างเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศ เพื่อเข้ากู้ภัยและรับตัวนักบินอวกาศทันทีที่ออกจากแคปซูล ในขณะเดียวกัน ทีมนักประดาน้ำกองทัพเรือจากหน่วย อีโอดีจีอาร์ยู-1 (EODGRU-1) จะเข้าประเมินความปลอดภัยใต้น้ำและลากจูงแคปซูลอวกาศโอไรออนกลับเข้าสู่อู่ลอยของเรืออย่างรัดกุม
ทั้งหมดนี้คือ 13 นาทีสุดท้ายชี้ชะตา ที่ทุกสมการทางฟิสิกส์และการออกแบบทางวิศวกรรมต้องทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
#อาร์ทีมิส2 #ยานโอไรออน #ฟิสิกส์ #อวกาศ #นาซา #วิทยาศาสตร์น่ารู้ #เทคโนโลยีอวกาศ #วิศวกรรมการบินและอวกาศ