ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.

ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์)

ตำรวจไซเบอร์ เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทั่วราชอาณาจักร
มุ่งเน้นในการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ เป็นภัยคุกคามหลายรูปแบบที่เพิ่มขึ้นในโลกดิจิทัลปัจจุบัน การรวบรวมข้อมูล พิสูจน์หลักฐานดิจิทัล ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิด โดยบุคลากรผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือพิเ

ศษและเทคนิคเฉพาะทาง ในการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
ตำรวจไซเบอร์ ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจโท วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรสืบสวนสอบสวน อาชญากรรมไซเบอร์ อย่างมืออาชีพ ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา”

ตรวจ จับ หยุด มิจฉาชีพออนไลน์!ไม่อยากตกเป็นเหยื่อแอปดูดเงิน ต้องดู!!รูปแบบภัยออนไลน์ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ควรรู้โดย รองโ...
24/02/2024

ตรวจ จับ หยุด มิจฉาชีพออนไลน์!
ไม่อยากตกเป็นเหยื่อแอปดูดเงิน ต้องดู!!
รูปแบบภัยออนไลน์ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ควรรู้
โดย รองโก้ พ.ต.ท.เกริกไกร วีระเชาวภาส
รอง ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สอท.1
พร้อมวิธีป้องกันตัวจากแอปดูดเงิน
โดย ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจากทรูมันนี่
ขอขอบคุณ : รายการโหนกระแส
#ตำรวจไซเบอร์ #สอท #ภัยออนไลน์ #ทรูมันนี่ #โหนกระแส

มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการ #โหนกระแส เวลา จันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง3HD กดเลข33กดติดตาม.....

ใกล้วันมาฆบูชาเข้ามาทุกที วันนี้ขอมาเตือนภัย มิจฉาชีพออกอุบาย "เวียนเทียน-ทำบุญออนไลน์” แทนที่จะได้บุญแต่กลับโดนโกง เสีย...
24/02/2024

ใกล้วันมาฆบูชาเข้ามาทุกที วันนี้ขอมาเตือนภัย มิจฉาชีพออกอุบาย "เวียนเทียน-ทำบุญออนไลน์” แทนที่จะได้บุญแต่กลับโดนโกง เสียทรัพย์สินให้มิจฉาชีพแทน เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ มักจะอาศัยจังหวะวันสำคัญทางศาสนา และเทศกาลต่างๆ ฉวยโอกาสหลอกลวงประชาชน ด้วยกลอุบายดังนี้
1. “เช่าวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลังออนไลน์" หลอกให้โอนเงินก่อน แต่ไม่จัดส่งสินค้า ส่งสินค้าปลอม ไม่ตรงปก
2. "เวียนเทียนออนไลน์" หลอกติดตั้งแอปฯ รีโมต เพื่อทำการดูดเงิน
3. "ทำบุญออนไลน์" หลอกให้โอนเงินทำบุญ ด้วยการให้หมายเลขบัญชีปลอม
4. "ใบอนุโมทนาบัตรออนไลน์ ลดหย่อนภาษี" หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว
5. "สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม ดูดวงออนไลน์" หลอกเอาข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ วันเดือนปีเกิด รูปถ่าย
แหล่งที่มา : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
#เช็กก่อน #ตรวจสอบคนโกง #ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ #แจ้งบัญชีมิจฉาชีพ

🚨ตำรวจไซเบอร์ ปฏิบัติการเชิงรุก ปราบเพจปลอม!!👮‍♂️ในช่วงที่ผ่านมาทางตำรวจไซเบอร์ ได้ดำเนินการปิดกั้นเพจปลอมต่างๆ ไปกว่า 1...
24/02/2024

🚨ตำรวจไซเบอร์ ปฏิบัติการเชิงรุก ปราบเพจปลอม!!
👮‍♂️ในช่วงที่ผ่านมาทางตำรวจไซเบอร์ ได้ดำเนินการปิดกั้นเพจปลอมต่างๆ ไปกว่า 1,054 เพจ และจะดำเนินการปิดกั้นเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง
ในปัจจุบันมิจฉาชีพได้สร้างเพจ Facebook ปลอมแอบอ้างหน่วยงานต่างๆ บุคคลที่มีชื่อเสียง หรือองค์กรที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป เช่น เพจหน่วยงานรัฐ เพจการลงทุนหุ้น เพจการออมทอง เพจรับแจ้งความออนไลน์ เพจซื้อขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น มิจฉาชีพได้ใช้เพจปลอมเหล่านี้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยผิดกฎหมาย หลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชน ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก
หากพี่น้องประชาชนท่านใดตกเป็นเหยื่อโจรออนไลน์ สามารถแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ (เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ที่เว็บไซต์นี้เท่านั้น www.thaipoliceonline.go.th หรือหากมีข้อสงสัยสามารถโทรปรึกษาสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
#ตำรวจไซเบอร์ #เตือนภัย #เพจปลอม #แจ้งความออนไลน์

👮‍♂️ ตำรวจไซเบอร์ ร่วม สกมช. และ UNODC จัดสัมมนาด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช...
23/02/2024

👮‍♂️ ตำรวจไซเบอร์ ร่วม สกมช. และ UNODC จัดสัมมนาด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช. สอท. ได้ร่วมเปิดงานโครงการอบรมสัมมนา Best Practices Workshop for Reporting, Investigating, and Collaborating Digital Evidence on Cyber incidents that Compromise Personal and Proprietary Data in Thailand ซึ่งจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทำให้เกิดการทำงานแบบบุรณาการร่วมกันของหน่วยงาน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
โดยมีกรอบแนวทางปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีข้าราชการตำรวจ และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับงานด้านปฏิบัติการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กว่า 50 คนเข้าร่วมงาน ระหว่างวันที่ 22 - 23 กุมภาพันธ์ 2567
ณ โรงแรมแกรนด์เซนเตอร์พอยต์ เพลินจิต กรุงเทพมหานคร
#ตำรวจไซเบอร์ #สอท #การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ตำรวจไซเบอร์จับแก๊งอ้างอัปเดทข้อมูลประกันสังคมหลอกเหยื่อลงแอปดูดเงิน สูญเป็นแสนสืบเนื่องจากได้มีข้อความ SMS เข้ามายังมือ...
23/02/2024

ตำรวจไซเบอร์จับแก๊งอ้างอัปเดทข้อมูลประกันสังคม
หลอกเหยื่อลงแอปดูดเงิน สูญเป็นแสน
สืบเนื่องจากได้มีข้อความ SMS เข้ามายังมือถือของผู้เสียหาย ว่าได้สิทธิประกันสังคม ให้ไปอัปเดทข้อมูล เพื่อได้รับสิทธิตกค้าง จึงกดอัปเดทข้อมูล ในระหว่างกดอัปเดทข้อมูล ไม่สามารถควบคุมมือถือได้ ต่อมาคนร้ายได้ดูดเงินจากบัญชีธนาคาร และบัตรเครดิต จำนวน 3 ใบ ทั้งหมด 159,574 บาท และระหว่างนั้นมีการแจ้งเตือนการโอนเงินอยู่ตลอด
จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ดําเนินคดีตามกฎหมาย
ต่อมา พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5 ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อกวาดล้างจับกุมขบวนการดังกล่าว
ต่อมา พ.ต.อ.อุกฤช ศรีนิติวรวงศ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.5 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด สืบสวนทราบว่าเจ้าของบัญชีที่ผู้เสียหายได้โอนเงินไป คือ นางสาววิลาวรรณ อายุ 25 ปี ชาวจังหวัดเลย มาพักอาศัยอยู่จังหวัดสมุทรปราการ จึงทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับจากศาล
จนกระทั่งวันที่ 21 ก.พ.67 เวลาประมาณ 20.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ชนาธิป ญาณัปปสุต สว.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.5 ได้รับแจ้งว่า นางสาววิลาวรรณ บุคคลตามหมายจับ ได้มาพักอาศัยอยู่ ในซอยอรรถสิทธิ์ ถนนเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ จึงแสดงตัวเข้าจับกุมในความผิดฐาน “ร่วมกันในข้อหาลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน,ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนและเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกใด้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิ์ใช้เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าค่าบริการหรือหนี้อื่นใดแทนการชำระด้วยเงินสดหรือใช้เบิกถอนเงินสดและร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้ไว้สำหรับตนและร่วมกันทำให้เสียหายทำลายแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีอิเล็กทรอนิส์ของตน โดยมิได้เจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.สอท.5 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.อุกฤช ศรีนิติวรวงศ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.5 พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม
#ตำรวจไซเบอร์ #สอท #จับกุม #แอปดูดเงิน #ประกันสังคม

ตำรวจไซเบอร์บุกกุฏิรวบพระหนุ่มนักธรรมเอกเปิดกลุ่มลับค้าสื่อลามกเด็กชายสืบเนื่องจากด้วยกลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศ...
23/02/2024

ตำรวจไซเบอร์บุกกุฏิรวบพระหนุ่มนักธรรมเอก
เปิดกลุ่มลับค้าสื่อลามกเด็กชาย
สืบเนื่องจากด้วยกลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต บก.ตอท. ได้รับแจ้งเบาะแสจาก The Scientia Program (โปรแกรมซายเอนเทีย) ซึ่งเป็น NGO ที่ดำเนินการในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนผู้บังคับใช้กฎหมายของไทยในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก จากเบาะแสดังกล่าวพบว่ามีการโฆษณาชักชวนเข้ากลุ่มลับในแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อบัญชี “𝐈𝐭'𝐬 𝐦𝐞♥” ได้โพสต์โฆษณาให้ผู้ที่สนใจสมัครสมาชิกเข้ากลุ่มลับ มีข้อความลักษณะเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปเข้าดูวิดีโอคลิปเด็กมัธยมชายกระทำอนาจารในบริบทต่างๆ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
ต่อมา พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ชูศักดิ์ ขนาดนิด ผบก.ตอท. เร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้าสืบสวนกรณีดังกล่าว เนื่องจากเป็นการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบเด็กและเยาวชน โดยจากการตรวจสอบพบว่า มีเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีที่สามารถระบุตัวตนได้ปรากฎในคลิปจำนวน 5 ราย และยังมีที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้อีกเป็นจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกันสืบสวนจนทราบว่าผู้จัดการบัญชี หรือ แอดมิน LINE คือ พระสงฆ์รูปหนึ่ง อายุ 23 ปี ปัจจุบันบวชอยู่ในวัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเข้าตรวจค้นเป้าหมาย
ต่อมาช่วงเช้าของวันที่ 21 ก.พ. 67 เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต บก.ตอท. ได้นำหมายค้นศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้าตรวจค้นกุฏิภายในวัดแห่งหนึ่งใน อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ พบพระสงฆ์แอดมินกลุ่มลับดังกล่าวข้างต้น เมื่อขอตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ พบภายในติดตั้ง แอพพลิเคชั่น LINE โดยลงชื่อเข้าใช้งานบัญชีที่ประกาศขายคลิปสื่อลามกอนาจารเด็กชาย(CSAM) ซึ่งเป็นผู้จัดการหรือแอดมินกลุ่มเองจำนวน 2 กลุ่ม และเป็นสมาชิกกลุ่มอื่น (CSAM) อีกกว่า 100 กลุ่ม รวมสมาชิกทั้งหมด 16,206 คน และพบสื่อลามกอนาจารเด็กเก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือ, Notebook(โน๊ตบุ๊ก), Flash Drive (แฟลชไดร์ฟ) และที่จัดเก็บจัดการไฟล์ออนไลน์ (MEGA) รวมจำนวน 78.2 GB ซึ่งมีคลิปวิดีโอ อีกเกือบ 7,000 ไฟล์
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกันแจ้งข้อหา ดังนี้

1. นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
2. ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กและส่งต่อซึ่งส่งสื่อลามกอนาจารเด็ก เพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น, เพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไปหรือยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายโดยประการใดๆ ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก
3. เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็กแล้ว โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใดๆ ว่ามีบุคคลกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรานี้ หรือโฆษณาหรือไขข่าวว่าสื่อลามกอนาจารเด็กดังกล่าวแล้วจะหาได้จากบุคคลใด หรือโดยวิธีใด

นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สหัสขันธ์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
#ตำรวจไซเบอร์ #สอท #จับกุม #กลุ่มลับ

ตำรวจไซเบอร์รวบสองพี่น้องแอดมินเพจค้าป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมผลิตส่งขายออนไลน์ทั่วประเทศสืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับก...
22/02/2024

ตำรวจไซเบอร์รวบสองพี่น้องแอดมินเพจค้าป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม
ผลิตส่งขายออนไลน์ทั่วประเทศ
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ “ทรัพย์เจริญ” รับต่อภาษีรถหลุดจำนำ&รับสวมทะเบียน&ทำป้ายทะเบียนรถทุกชนิด ซึ่งได้มีพฤติกรรมในการจำหน่ายแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษี และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมให้แก่บุคคลคนอื่น โดยได้ดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น ต่อมา เจ้าของเพจดังกล่าว ยอมให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตนเองผลิตแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีปลอมจริง แต่แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมตนเองได้สั่งซื้อมาจากเฟซบุ๊กเพจที่ใช้ชื่อว่า “ปรายฟ้า ดอกไม้เทศ” เพจ “ร้านป้ายชนบท” และเพจ “Loveplate” ของนายนันทวุฒิฯ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.5 จับกุมดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้
ต่อมา จากการสืบสวนขยายผล เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าเจ้าของเพจ “ปรายฟ้า ดอกไม้เทศ” และเพจ “ร้านป้ายชนบท”คือ นายสมศักดิ์ ฯ และนายอรุณ ฯ ซึ่งทั้ง 2 คน ได้มีพฤติกรรมในการผลิตแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมขายจริง ประกอบกับข้อมูลจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.5 ได้จับกุมนายนันทวุฒิฯ ผู้ต้องหาขายแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ต้องหารายดังกล่าวก็ได้ซัดทอดว่า ได้ซื้อแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมมาจากทั้ง 2 คนด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับเจ้าของเพจทั้ง 2 ราย โดยพบว่าทั้ง 2 เป็นพี่น้องกัน
ต่อมา เจ้าหน้าตำรวจได้เข้าจับควบคุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ที่บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ที่ 16 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กทม. เมื่อเข้าตรวจค้นภายในบ้านหลังดังกล่าว พบอุปกรณ์ในการผลิตแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แต่นายอรุณฯ 1 ในผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าอุปกรณ์ดังกล่าวตนแค่เอาไว้ทำกรอบแผ่นป้ายทะเบียนกันน้ำ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พูดคุย พร้อมนำพยานหลักฐานบางส่วนให้นายอรุณฯ ดู นายอรุณจึงยอมรับว่าตนเองและน้องชาย (นายสมศักดิ์ฯ) ได้ผลิตแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมออกจำหน่ายทาง Facebook จริง
จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปตรวจค้นบ้านไม่มีเลขที่ ในพื้นที่ แขวงโคกแฝก เขตหนองจอก กทม. ซึ่งเป็นบ้านที่ผู้ต้องหาแอบซุกซ่อนอุปกรณ์ในการผลิตแผ่นป้ายรถยนต์ปลอมไว้ จากการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว พบอุปกรณ์ในการผลิตแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมจำนวนมาก อาทิ เครื่องปั๊มแผ่นป้ายทะเบียน และแผ่นอลูมิเนียมที่ตัดแล้วรอการปั๊ม
เบื้องต้น นายสมศักดิ์ฯ และ นายอรุณฯ ผู้ต้องหา รับว่าตนเองได้ร่วมกันผลิตแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและส่งขายจริงในราคาแผ่นละ 350 บาท ให้แก่ลูกค้าที่สั่งซื้อ เนื่องจากได้ผลกำไรดี และตนเองกำลังคิดที่จะเลิกทำ เนื่องจากเห็นข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมทั้งผู้ขายและผู้ผลิตแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ก็ได้แค่คิดยังไม่ได้เลิกทำจนถึงวันนี้ ตนเองและน้องชายได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.4 จับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” พร้อมตรวจยึดของกลางทั้งหมด และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.4 เพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
#ตำรวจไซเบอร์ #สอท #จับกุม #ป้ายทะเบียนปลอม

ตำรวจไซเบอร์จับบัญชีม้าแก๊งหลอกเทรดทองคำสร้างภาพโปรไฟล์ดี กำไรสูงเกือบ 40%พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจส...
22/02/2024

ตำรวจไซเบอร์จับบัญชีม้าแก๊งหลอกเทรดทองคำ
สร้างภาพโปรไฟล์ดี กำไรสูงเกือบ 40%
พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) กำชับให้ตำรวจไซเบอร์สืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่หลอกลวงประชาชนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 สั่งการให้ พ.ต.อ.อภิรักษ์ จำปาศรี ผกก.1 บก.สอท.3 นำกำลังติดตามจับกุมผู้ต้องหาขบวนการหลอกชักชวนเทรดทองคำ อ้างผลตอบแทนสูง ซึ่งมีประชาชนหลงเชื่อ สูญเงินจำนวนมาก
ล่าสุด วันที่ 19 ก.พ.67 พ.ต.อ.อภิรักษ์ จำปาศรี ผกก.1 บก.สอท.3 สั่งการตำรวจไซเบอร์ บก.สอท.3 จับกุมนายสุทธิพงษ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น กระทำผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่คอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” โดยจับกุมได้ที่หน้าบ้านพักในพื้นที่หมู่ที่ 5 ต.โป่งแพร่ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย
สืบเนื่องจากประมาณเดือนมิถุนายน 2566 นางศิรารัตน์ ผู้เสียหาย เข้าใช้งานแอปพลิเคชันติ๊กต็อก พบบุคคลซึ่งใช้แอปพลิเคชันติ๊กต็อกชื่อว่า “Bank” ได้โพสต์ข้อความโฆษณาชักชวนให้ร่วมลงทุนเทรดทองคำ มีผลตอบแทนสูง “ลงทุนเทรดทอง 100,000 บาท จะได้กำไร 18,000 บาท, โปรโมชั่น วีไอพี ลงทุน 500,000 บาท จะได้กำไร 188,000 บาท ชำระครบรับโบนัสพิเศษ 58,000 บาท” ผู้เสียหายจึงกดเข้าไปดูโปรไฟล์ผู้ใช้ติ๊กต็อก ดังกล่าว ปรากฏว่ามีจำนวนผู้ติดตามจำนวนมากและเปิดเป็นสาธารณะ ผู้เสียหายจึงได้กดติดตาม
หลังจากนั้นคนร้ายได้ทักข้อความมาหาชักชวนลงทุนเทรดทองคำ และให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนทางไลน์ จากนั้นคนร้ายได้ชักชวนทดลองเทรดทองคำในระบบซึ่งเป็นระบบที่คนร้ายสร้างขึ้นมาหลอกลวง สร้างความน่าเชื่อถือโดยผลการเทรดได้กำไรดี จากนั้นคนร้ายได้ชักชวนให้ผู้เสียหายทำการเทรดทองด้วยตัวเอง โดยส่งลิงก์สำหรับการเทรดไปให้ติดตั้งในเครื่องโทรศัพท์ แล้วกรอกข้อมูลส่วนตัวลงในลิงก์ จากนั้นเมื่อผู้เสียหายกรอกข้อมูลเสร็จ ได้โอนเงินเข้าระบบเพื่อทำการเทรดทองคำ เข้าบัญชีชื่อ “นายนันทชัย” ซึ่งช่วงแรกได้กำไรและถอนเงินได้จริง จึงได้โอนเงินเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง เข้าบัญชีชื่อ “นายสุทธิพงษ์” รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 470,000 บาท แต่ไม่สามารถถอนเงินดังกล่าวได้ จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวร
ต่อมาตำรวจไซเบอร์ บก.สอท.3 สืบสวนทราบว่า นายสุทธิพงษ์ หนึ่งในผู้ต้องหาบัญชีม้า อยู่ในพื้นที่ ต.โป่งแพร่ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย จึงได้ประสานตำรวจ บก.สอท.4 , สถานีตำรวจทางหลวง 5 กองกำกับการ 5 , สภ.แม่ลาว จ.เชียงราย และฝ่ายปกครอง อ.แม่ลาว นำกำลังร่วมจับกุม นายสุทธิพงษ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่า ตนมีอาชีพขับรถกระบะรับส่งคนงานจัดสวน ซึ่งเพื่อนคนงานจัดสวนเป็นคนต่างด้าวให้เปิดบัญชีธนาคารให้ เพื่อจะให้แฟนเพื่อนโอนเงินมาจากประเทศเกาหลี เนื่องจากเพื่อนเปิดบัญชีเองไม่ได้ จึงได้เปิดบัญชีให้เพื่อนไป ปัจจุบันเพื่อนคนดังกล่าวได้หลบหนีออกจากงานไปแล้ว ชุดจับกุมได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.สอท.3 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะได้ติดตามจับกุมบัญชีม้าที่หลบหนีอีกราย รวมทั้งขยายผลถึง ผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดมาดำเนินคดีโดยเร็ว
ทั้งนี้ หากประชาชนเป็นผู้เสียหายสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th
#ตำรวจไซเบอร์ #สอท #จับกุม #หลอกเทรดทอง

ตำรวจไซเบอร์แถลงปฏิบัติการทลายขบวนการอ้างการไฟฟ้า หลอกติดตั้งแอปดูดเงินตามรวบนายหน้าพา “ม้า” ข้ามแดนสแกนหน้า หลอกคนไทยวั...
22/02/2024

ตำรวจไซเบอร์แถลงปฏิบัติการ
ทลายขบวนการอ้างการไฟฟ้า หลอกติดตั้งแอปดูดเงิน
ตามรวบนายหน้าพา “ม้า” ข้ามแดนสแกนหน้า หลอกคนไทย
วันที่ 15 ก.พ.67 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 บก.สอท.2 บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.จิตติพนธ์ ผลพฤกษา ผบก.สอท.4 พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5 พล.ต.ต.ชูศักดิ์ ขนาดนิด ผบก.ตอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว CYBER GUARD OPERATION กรณี “ตำรวจไซเบอร์ทลายขบวนการอ้างการไฟฟ้า หลอกติดตั้งแอปดูดเงิน ตามรวบนายหน้าพา“ม้า”ข้ามแดนสแกนหน้า หลอกคนไทย”
สืบเนื่องจากเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายจำนวน 2 ราย เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.อ.กฤษดา มานะวงศ์สกุล ผกก.1 บก.สอท.5 ว่าได้ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อคืนเงินชดเชยช่วงสถานการณ์ COVID โดยผู้เสียหายจะต้องดาวน์โหลดติดตั้ง แอปพลิเคชันเพื่อทำรายการคืนเงิน เมื่อหลงเชื่อกดติดตั้งไปแล้วปรากฏว่าโทรศัพท์มือถือค้าง ไม่สามารถใช้การได้ จากนั้นยอดเงินในบัญชีทุกบัญชีถูกโอนออกไปยังบัญชีของคนร้าย รวมเป็นจำนวน 1,232,055 บาท และ 445,152 บาท ตามลำดับ จากการตรวจสอบข้อมูล ยังพบความเกี่ยวพันกับคดีหลอกลวงติดตั้งแอปพลิเคชันอีกหลายสิบคดี ซึ่งมีการแจ้งความไว้ทั่วประเทศ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สอท.5 นำโดย พ.ต.ท.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง พ.ต.ท.วีระ หอมเย็น รอง ผกก.1 บก.สอท.5 และ พ.ต.ต.สุธี บุดดีคำ พร้อมชุดสืบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าหลังจากที่กลุ่มมิจฉาชีพเข้าควบคุมโทรศัพท์ของผู้เสียหายผ่านการหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมได้แล้ว จะทำการโอนเงินออกจากบัญชีผู้เสียหายไปยังบัญชีม้าแถวแรกที่เตรียมไว้ และโอนต่อไปยังบัญชีม้าแถวสอง แถวสาม ต่อกันเป็นทอดๆ ซึ่งภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที เงินทั้งหมดจะถูกโอนออกไปต่างประเทศ สร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการนี้ไว้
ทั้งนี้ จากการสืบสวนยังทราบว่า น.ส.สุจิตรา (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาหนึ่งในขบวนการ มีพฤติการณ์เป็นนายหน้าจัดหาบัญชีธนาคารและหมายเลขโทรศัพท์ หรือ บัญชีม้า-ซิมม้า ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำไปขายให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ประเทศเพื่อนบ้าน
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าว สามารถทำการจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย

1.นายธนะชัย (สงวนนามสกุล) จับกุมได้ที่ห้องพักในคอนโดมิเนียน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ
2.นายสรายุทธ (สงวนนามสกุล) จับกุมได้ที่บ้านพักใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
3.นายวันชาติ (สงวนนามสกุล) จับกุมได้ที่บ้านพัก ต.ตลาดเหนือ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต
4.น.ส.สุรัตน์ (สงวนนามสกุล) จับกุมได้ที่บ้านพักใน อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี
5.น.ส.สุจิตรา (สงวนนามสกุล) นายหน้าจัดหาบัญชีม้าซิมม้า จับกุมได้ที่บ้านพักภายในซอย บรมราชชนนี 61 เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ
โดยแจ้งข้อหาในความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์ ร่วมกันหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน , ร่วมกันเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะฯ , ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบฯ, ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ หรือใช้เบิกถอนเงินสด” นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
เบื้องต้น น.ส.สุจิตราฯ ยอมรับว่า ตนไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่ง แต่หารายได้จากการเป็นนายหน้าจัดหาบัญชีม้าให้กับกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยโพสต์รับซื้อขายบัญชีม้าและซิมม้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Facebook โดยเมื่อหาคนรับเปิดบัญชี หรือ “ม้า” ได้แล้ว จะพา “ม้า” ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อเปิดบัญชีและสแกนหน้า โดยคนเปิดบัญชีจะได้ค่าตอบแทนบัญชีละ 3,000 บาทต่อบัญชี ส่วนใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักให้ “ม้า” เปิดคนละ 5 บัญชี โดยมีค่าตอบแทน 15,000 บาท ส่วนตน
ได้ค่าตอบแทน 5,000 บาท น.ส.สุจิตราฯ รับว่าทำมาแล้วประมาณ 1 ปีเศษ พาคนไปเปิดบัญชีมาแล้ว หลายครั้ง ประมาณ 50 - 60 บัญชี ทั้งนี้ น.ส.สุจิตราฯ เคยถูกจับกุมฐานจำหน่ายยาบ้า เมื่อปี พ.ศ.2557 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.5 อยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่เหลือ และขยายผลไปยังตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง
พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ฯ ผบก.สอท.5 ได้ฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนว่า การขายบัญชีม้า หรือซิมม้า มีความผิดตาม พ.ร.ก.การมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงผู้ที่เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอกนิกส์ บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ ต้องระวางโทษจำคกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
#ตำรวจไซเบอร์ #สอท #จับกุม #แอปดูดเงิน #การไฟฟ้า

22/02/2024

แถลงข่าว
1. เป็นธุระจัดหาพาคนไปเปิดบัญชีม้า ที่ประเทศกัมพูชา
2. ขยายผลจับกุมเครือข่ายจำหน่ายแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม
3. จับกุมพระนักธรรมเอก เปิดกลุ่มลับค้าสื่อลามกเด็กชายจำนวนมาก

ตำรวจไซเบอร์รวบเพิ่มอีกหนึ่งแก๊งหลอกทำภารกิจอ้างแค่รีวิวสินค้า เสียหายกว่า 2.9 ล้านสืบเนื่องจากผู้เสียหายได้เข้ากลุ่มไลน...
22/02/2024

ตำรวจไซเบอร์รวบเพิ่มอีกหนึ่งแก๊งหลอกทำภารกิจ
อ้างแค่รีวิวสินค้า เสียหายกว่า 2.9 ล้าน
สืบเนื่องจากผู้เสียหายได้เข้ากลุ่มไลน์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งห้องดังกล่าวสร้างห้องขึ้นมาเพื่อให้สมาชิกเรียนรู้ รับข่าวสาร แลกเปลี่ยน และพบปะสื่อสารระหว่างผู้นำและสมาชิก ต่อมาวันที่ 14 ม.ค.66 เวลา 15.08 น. ได้มีคนร้ายแฝงตัวเข้ามาอยู่ในกลุ่มไลน์ดังกล่าว ทำการเชิญบุคคลอื่นเข้ามาในกลุ่ม แล้วลบสมาชิกกลุ่มเดิมออก หลังจากนั้นคนร้ายได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มไลน์ใหม่ เป็น "รวยกระจุก จนกระจาย" และได้โพสต์ในกลุ่ม ชักชวนให้สมาชิกในกลุ่มทำงานออนไลน์ โดยการรีวิวสินค้าดันยอดขายให้กับผู้ขายในตลาดอีคอมเมิร์ซของบริษัทแห่งหนึ่ง แล้วจะได้ค่าตอบแทน ซึ่งมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ลงทุน และการกดออเดอร์สินค้า
ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ม.ค.66 ผู้เสียหายมีความสนใจการทำธุรกิจดังกล่าวจึงได้ทักไลน์คนร้ายเพื่อขอรายละเอียด หลังจากนั้นคนร้ายได้ส่งลิงก์ของบริษัทให้ผู้เสียหายกรอกข้อมูลส่วนตัว โดยกลุ่มคนร้ายได้หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าระบบก่อน เมื่อทำภารกิจเสร็จจะได้เงินค่าตอบแทน โดยผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงโอนเงินเข้าระบบ 2 ครั้ง เห็นว่าสามารถถอนเงินได้ จึงได้โอนเงินเพิ่มเข้าระบบเรื่อยๆ จำนวน 15 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 2,962,652.73 บาท เข้าบัญชีธนาคารต่างๆ ของคนร้ายที่เตรียมไว้ แต่เมื่อผู้เสียหายโอนเงินเข้าระบบจำนวนมากๆ จะไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ ซึ่งคนร้ายจะอ้างเหตุผลต่าง ๆ ซึ่งเป็นวิธีการของการหลอกลวงเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย
ต่อมาวันที่ 20 ก.พ.67 เวลาประมาณ 14.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 โดย พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 ได้สืบสวนติดตามจนทราบที่อยู่ของบุคคลตามหมายจับ จึงได้ไปทำการตรวจสอบ จนพบ นายสมพร อายุ 19 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าจับกุม ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” โดยนายสมพร ฯ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดทำบันทึกการจับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.สถิตย์
พรมอุทัย ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 สั่งการให้ พ.ต.ท.ชนทัช วุฒิภัทรโสภณ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3, พ.ต.ต.สมพร บุตรวงศ์ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม
#ตํารวจไซเบอร์ #สอท #จับกุม #หลอกรีวิวสินค้า

วิธีป้องกันตัวเอง จากการถูกหลอกเปิดบัญชีม้า“บัญชีม้า” หนึ่งในวิธีการของมิจฉาชีพที่ว่าจ้างให้ผู้อื่นเปิดบัญชีธนาคาร หรือซ...
21/02/2024

วิธีป้องกันตัวเอง จากการถูกหลอกเปิดบัญชีม้า
“บัญชีม้า” หนึ่งในวิธีการของมิจฉาชีพที่ว่าจ้างให้ผู้อื่นเปิดบัญชีธนาคาร หรือซื้อขายบัญชีเพื่อนำบัญชีดังกล่าวไปกระทำความผิด และหลบเลี่ยงเส้นทางการเงินในกลโกงรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีโทษตามกฎหมาย หากเราไม่ระมัดระวัง อาจโดนมิจฉาชีพหลอกให้เปิดบัญชีเพื่อใช้ในการกระทำความผิดแบบไม่รู้ตัว จึงมีข้อควรระวัง ดังนี้
– อย่าเปิดบัญชีธนาคารให้กับคนอื่น
– อย่าให้ใครยืมใช้บัญชีธนาคาร
– หมั่นตรวจสอบบัญชีเป็นประจำ หากพบความผิดปกติ ให้รีบให้แจ้งธนาคารทันทีเพื่อขอคำแนะนำ และระงับบัญชี
– ระวังข้อมูลส่วนตัว เช่น ข้อมูลบัตรประชาชนทั้งด้านหน้า - หลัง, รหัส OTP เป็นต้น เพราะคนร้าย อาจนำข้อมูลเหล่านั้นไปเปิดบัญชีม้าได้
แหล่งที่มา : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
#เช็กก่อน #ตรวจสอบคนโกง #ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ #แจ้งบัญชีมิจฉาชีพ

ตำรวจไซเบอร์ตามถึงบ้าน ซ่อนตัว 2 เดือนก็ไม่รอดรวบสาวแสบ บัญชีม้าแก๊งดูดเงินสุรินทร์สืบเนื่องจากตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัต...
20/02/2024

ตำรวจไซเบอร์ตามถึงบ้าน ซ่อนตัว 2 เดือนก็ไม่รอด
รวบสาวแสบ บัญชีม้าแก๊งดูดเงินสุรินทร์
สืบเนื่องจากตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการ “ล้างบางขบวนการแก๊งดูดเงินสุรินทร์” ที่หลอกลวงให้ผู้เสียหายโดยอ้างว่าเป็นหน่วยงานต่างๆ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ แล้วให้กดลิงก์ดาวน์โหลดโปรแกรมควบคุมโทรศัพท์ แล้วโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายจนหมดบัญชี ซึ่งจากการสืบสวนขยายผล พบมีความเชื่อมโยงหลายคดี ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีความเสียหายรวมกันกว่า 12 ล้านบาท
เมื่อวิเคราะห์เส้นทางการเงินในคดีที่เชื่อมโยงกันพบว่า เงินที่หลอกลวงผู้เสียหายถูกโอนต่อกันมาเป็นทอดๆ แล้วกดเงินออกในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และยังพบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารที่ใช้ในการกระทำความผิดรวมกันในรอบ 9 เดือน มีจำนวนถึง 30 ล้านบาท ซึ่งได้ออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 26 ราย และจับกุมผู้ต้องหาไปแล้ว 11 ราย นั้น
พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สรกฤช พันธศรี ผกก.3 บก.สอท.3 จับกุมผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าวให้หมดสิ้น เพื่อมิให้ไปเกิดความเสียหายแก่ประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนทราบว่า น.ส.ปริฉัตรฯ หนึ่งในผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ที่ถนนอินทราวาส แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ซึ่ง น.ส.ปริฉัตรฯ ทราบว่าตนเองมีหมายจับ จึงไม่เคยออกจากบ้านพักดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายค้นบ้านดังกล่าวตามหมายค้นศาลอาญาตลิ่งชัน ที่ ค.29/2567 ลง 19 กุมภาพันธ์ 2567
ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจค้นบ้านดังกล่าว พบ น.ส.ปริฉัตรฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4256/2566 ลง 18 พฤศจิกายน 2566 ซึ่ง น.ส.ปริฉัตรฯ รับว่าตนเองเป็นบุคคลตามหมายจับจริงและกลัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม จึงได้หลบอยู่ในบ้านดังกล่าวมาตลอดโดยไม่ได้ออกไปไหน มาประมาณ 2 เดือนแล้ว จึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนในความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์โดยลวงเป็นเจ้าพนักงาน, ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่นและร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และสมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน” ต่อไป
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปถึงนายหน้าผู้รวบรวมบัญชีม้าในคดีดังกล่าว เพื่อให้การป้องกันปราบปรามขบวนการดังกล่าวให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาด มิให้สามารถนำบัญชีม้าไปใช้ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก พร้อมทั้งได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงโทษในการเปิดบัญชีอีกด้วย
ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.สรกฤช พันธ์ศรี ผกก.3 บก.สอท.3 สั่งการให้ชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม
#ตำรวจไซเบอร์ #สอท #จับกุม #แอปดูดเงิน

ตำรวจไซเบอร์รวบหนุ่มเมืองตรัง สั่งกระสุนออนไลน์ค้นบ้านพบ .38 ซื้อไว้สมัยเป็นนักเรียนตามนโยบาย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผ...
20/02/2024

ตำรวจไซเบอร์รวบหนุ่มเมืองตรัง สั่งกระสุนออนไลน์
ค้นบ้านพบ .38 ซื้อไว้สมัยเป็นนักเรียน
ตามนโยบาย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการซื้อขายอาวุธปืนผิดกฎหมายออนไลน์ ซึ่งเคยมีคนร้ายใช้ก่อเหตุสะเทือนขวัญจนสร้างความหวาดกลัวแก่พี่น้องประชาชน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5 มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด เร่งดำเนินการสืบสวนขยายผลถึงผู้ค้าและผู้สั่งซื้ออาวุธปืน และกระสุนปืนที่ขายในโซเซียล
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดไซเบอร์การ์ด กก.4 บก.สอท.5 และเฝ้าติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้ Facebook ที่เป็นสมาชิกของเพจซื้อขายปืน กระสุนปืนผิดกฎหมาย พบหลักฐานการซื้อขายเครื่องกระสุนปืนระหว่างนายธีรเจตน์ กับ ผู้ค้าซึ่งเป็นแอดมินเพจฯ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นจากศาล
ต่อมา ศาลจังหวัดตรังได้อนุมัติหมายค้น ให้ค้นสถานที่พักอาศัยของนายธีรเจตน์ ที่บ้านพักหลังหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง จากการตรวจค้นพบของกลาง อาวุธปืน และกระสุนปืน ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าผ้าสีแดงแขวนไว้บนหัวที่นอนของนายธีรเจตน์ฯ จากการสอบถามยอมรับว่าอาวุธปืนและกระสุนปืนเป็นของตนเองจริง โดยอาวุธปืนซื้อมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และกระสุนปืนเพิ่งสั่งซื้อมาจากแอดมินเพจซื้อขายอาวุธปืน จำนวน 1 กล่อง (50 นัด) ราคา 1,500 บาท เมื่อเดือน ม.ค.67 ที่ผ่านมา และนำไปยิงซ้อมมือเล่นไปบ้างแล้ว คงเหลือกระสุนเท่าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบ
ทั้งนี้ อาวุธปืนของกลางเป็นปืนไม่มีทะเบียน และตนเองไม่เคยได้รับอนุญาตให้มี ใช้อาวุธปืนกระสุนปืนจากนายทะเบียนแต่อย่างใด จึงได้จับกุมตัวนายธีรเจตน์ ในความผิดฐาน “มีอาวุธปืน และกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน มาตรา 7 แล้วควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ. ย่านตาขาว จังหวัดตรัง ดำเนินคดีตามกฎหมาย
ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ธีระ เชื้อสุวรรณ ผกก.4 บก.สอท.5 พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม
#ตำรวจไซเบอร์ #สอท #จับกุม #ซื้อขายปืนออนไลน์

🚨ระวังมิจฉาชีพสวมรอย กสทช. ช่วงยื่นภาษีออนไลน์จากกรณีที่มีชื่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจกา...
19/02/2024

🚨ระวังมิจฉาชีพสวมรอย กสทช. ช่วงยื่นภาษีออนไลน์
จากกรณีที่มีชื่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ปรากฎอยู่ในระบบยื่นภาษีออนไลน์ ซึ่งปัญหาดังกล่าวกรมสรรพากรได้แจ้งว่าเกิดจากการปรับปรุงระบบการยื่นภาษีออนไลน์ ทำให้ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อน
👮‍♂️ตำรวจไซเบอร์ ขอให้ประชาชนที่กำลังจะยื่นภาษีประจำปี 2566 ตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดก่อนทำการกดยืนยันยื่นภาษี และระมัดระวังไม่คลิกลิงก์ที่ส่งมาตามช่องทางต่างๆ เพื่อป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ
หากพี่น้องประชาชนท่านใดตกเป็นเหยื่อโจรออนไลน์ สามารถแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ (เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ที่เว็บไซต์นี้เท่านั้น www.thaipoliceonline.go.th หรือหากมีข้อสงสัยสามารถโทรปรึกษาสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
#ตำรวจไซเบอร์ #เตือนภัย #กสทช #ภาษีออนไลน์

👮🏻‍♀️2FA คืออะไร และทำไมจึงต้องทำ 2FA?📌Two-factor authentication หรือเรียกสั้นๆว่า 2FA ซึ่งก็คือการใช้รหัสผ่าน 2 ชั้น โด...
19/02/2024

👮🏻‍♀️2FA คืออะไร และทำไมจึงต้องทำ 2FA?
📌Two-factor authentication หรือเรียกสั้นๆว่า 2FA ซึ่งก็คือการใช้รหัสผ่าน 2 ชั้น โดย 2FA เป็นการล็อกอินขั้นที่ 2 หลังจากล็อกอินตามปกติจะมีการยืนยัน OTP ที่ส่งให้ผ่านข้อความ SMS หรือแอป Google Authentication เพื่อทำการใส่รหัสอีกชั้นก่อนที่จะล็อกอินสำเร็จ
ดังนั้น 2FA จึงเป็นการเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นนึงจากการถูกแฮ็ก เพราะ OTP ที่ถูกส่งมานั้น มีเวลาจำกัดในการใช้งานประมาณ 60 วินาที ถึง 15 นาที หากไม่กรอกรหัสภายในเวลาที่กำหนด รหัสก็จะถูกเปลี่ยน
📌บริการใดบ้าง ที่ควรใช้ 2FA
1. Social Media
2. แอปพลิเคชันเกี่ยวกับธุรกรรมการเงิน
3. Email
และนี่คือความสำคัญของการเปิดใช้งาน Two-factor authentication (2FA) ซึ่งอยากให้ทุกคนเปิดใช้งานกัน โดยเฉพาะบัญชี Social Media ที่เป็นช่องทางทำมาหากินและมีความสำคัญ แม้มันอาจจะไม่ใช่วิธีการที่ปลอดภัย 100% แต่มันก็ช่วยอุดช่องโหว่ที่การใส่ Password ธรรมดาทำไม่ได้
หากพี่น้องประชาชนท่านใดตกเป็นเหยื่อโจรออนไลน์ สามารถแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ (เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ที่เว็บไซต์นี้เท่านั้น www.thaipoliceonline.go.th หากมีข้อสงสัย สามารถโทรปรึกษาสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
#ตำรวจไซเบอร์ #เตือนภัย #ให้ความรู้

ตำรวจไซเบอร์จับสองสามีภรรยาแม่สอดปล่อยกู้ดอกเบี้ยมหาโหด ร้อยละ 60 ต่อเดือนสืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.4 ได้...
18/02/2024

ตำรวจไซเบอร์จับสองสามีภรรยาแม่สอด
ปล่อยกู้ดอกเบี้ยมหาโหด ร้อยละ 60 ต่อเดือน
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.4 ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการสืบสวนการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบในพื้นที่จังหวัดตาก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนหาข้อมูลบุคคลที่มีพฤติกรรมในการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบในพื้นที่อำเภอแม่สอด ได้ตรวจสอบพบทางสื่อออนไลน์ ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก ชื่อ “ดารารัตน์ฯ” ได้มีพฤติกรรมชักชวนให้บุคคลอื่นมากู้เงิน โดยมีการเรียกรับดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และเข้าข่ายเป็นเจ้าหนี้ที่มีพฤติการณ์ใช้ความรุนแรงในการทวงหนี้ทั้งร่างกายและจิตใจ จึงได้ทำการสืบสวน หาข้อมูลผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว
จากการสืบสวนพบว่าผู้ที่ใช้นามแฝงแท้จริงแล้วคือ นายสุทัศน์ฯ อายุ 46 ปี ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเมื่อนำข้อมูลมาตรวจสอบแล้วนั้น พบว่านายสุทัศน์ฯ ปัจจุบันพักอาศัยอยู่กับนางสาวจินดาภรณ์ฯ ที่บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ที่ 2 บ้านหัวฝาย ซอยบ้านทุ่งพัฒนา ตำบลพระธาตุผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนและได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดแม่สอด เพื่อเข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว เพื่อหาพยานหลักฐาน
ผลการตรวจค้นพบเอกสารเกี่ยวกับการกู้เงินนอกระบบอยู่ภายในห้องนอนของนายสุทัศน์ฯ และนางสาวจินดาภรณ์ฯ จึงแจ้งข้อหาในความผิดฐาน “ร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใดๆอันมีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ๑.เรียกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และ ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยจัดหาเงินทุนให้ผู้อื่นกู้ยืมโดยไม่ได้รับอนุญาต” และได้ตรวจเอกสารเกี่ยวกับการให้กู้เงินไว้เป็นของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สอด ภ.จว.ตาก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น นายสุทัศน์ฯ และนางสาวจินดาภรณ์ฯ ได้ให้การยอมรับว่าได้ออกเงินกู้ให้แก่ประชาชนทั่วไปในเขต อ.แม่สอด และอำเภอใกล้เคียงในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 บาทต่อวัน คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 60 บาทต่อเดือน (30 วัน) โดยในการปล่อยเงินกู้แต่ละครั้งจะไม่มีการเอาทรัพย์สินอะไรมาเป็นหลักประกันจะใช้แค่เอกสารบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง, สำเนาทะเบียนตัวจริง, หมายเลขโทรศัพท์, ไลน์, เฟซบุ๊ก และมีการตรวจสอบที่อยู่อาศัยที่ทำงาน
โดยเริ่มต้นออกเงินกู้ตั้งแต่ 2,000 – 50,000 บาท และเรียกเก็บเงินเป็นรายวันจำนวน 24 วัน ถ้าคนที่กู้ยืมเงินไปไม่จ่ายเงินตามกำหนดก็จะมีการโพสทางเฟซบุ๊กประกาศตามหาตัวทางกลุ่มสาธารณะต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญาร้ายแรงสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจสอบการได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลฯ นายสุทัศน์ฯ และนางสาวจินดาภรณ์ ฯ รับว่าไม่เคยได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลแต่อย่างใด
ตำรวจไซเบอร์ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่าการปล่อยสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต และปล่อยดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด มีโทษทั้งจำคุกและโทษปรับ ซึ่งเป็นการกระทำผิดตามกฎหมาย
ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.จิตติพนธ์ ผลพฤกษา ผบก.สอท.4, พ.ต.อ.อนุชา ศรีสำโรง ผกก.2 บก.สอท.4 ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.วีระพล กันธวงศ์ รอง ผกก.กก.2 บก.สอท.4 หัวหน้าชุด พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.4 ดำเนินการจับกุม
#ตำรวจไซเบอร์ #สอท #จับกุม #หนี้นอกระบบ #เงินกู้นอกระบบ

ที่อยู่

CYBER CRIME INVESTIGATION BUREAU 904 Ban Mai, Pak Kret
Nonthaburi
11120

เบอร์โทรศัพท์

+6625044850

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

วิดีโอทั้งหมด

แชร์

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Nonthaburi

แสดงผลทั้งหมด