ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.

ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์)

ตำรวจไซเบอร์ เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทั่วราชอาณาจักร
มุ่งเน้นในการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ เป็นภัยคุกคามหลายรูปแบบที่เพิ่มขึ้นในโลกดิจิทัลปัจจุบัน การรวบรวมข้อมูล พิสูจน์หลักฐานดิจิทัล ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิด โดยบุคลากรผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือพิเ

ศษและเทคนิคเฉพาะทาง ในการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
ตำรวจไซเบอร์ ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจโท วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรสืบสวนสอบสวน อาชญากรรมไซเบอร์ อย่างมืออาชีพ ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา”

รองแจ้นำทีมไซเบอร์สร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์สัมมนาไซเบอร์วัคซีนให้วัยรุ่นเพชรบุรีวันนี้ 4 ส.ค.69 พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้...
04/08/2026

รองแจ้นำทีมไซเบอร์สร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์
สัมมนาไซเบอร์วัคซีนให้วัยรุ่นเพชรบุรี
วันนี้ 4 ส.ค.69 พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. พร้อมด้วยคณะวิทยากรจากตำรวจไซเบอร์ ร่วมกับ อบจ.เพชรบุรี ร่วมจัดสัมมนาในหัวข้อ "โครงการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้เด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบุรี ประจำปี พ.ศ.2569" ณ ห้องประชุมพริบพรี ชั้น 2 อาคารศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี
อีกทั้งยังได้ประชาสัมพันธ์แอปพลิเคชัน Cyber Check แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสามารถนำไปเเนะนำให้แก่ครอบครัวและประชาชนทั่วไปได้รับรู้รับทราบเเนวทางการป้องกันตัวเองในระดับต้น
โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและครูอาจารย์จากโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี รวมทั้งสิ้นกว่า 200 คน ได้แก่
- โรงเรียนพรมหมานุสรณ์
- โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ
- โรงเรียนวัดจันทราวาส (ศุขประสารราษฎร์)
- โรงเรียนคงคาราม
- โรงเรียนบ้านลาดวิทยา
ทั้งนี้ เป็นไปตามตามนโยบาย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ในการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ (Cyber Vaccine) ให้กับประชาชน เพื่อให้ตระหนักรู้เท่าทันภัยคุกคามทางเทคโนโลยี มีวิจารณญาณ ปลอดภัยจากภัยไซเบอร์

#ตำรวจไซเบอร์ #วัคซีนไซเบอร์

ตร.ไซเบอร์สะกดรอยเส้นเงินแก๊งสแกมเมอร์ตามเงินคืนเหยื่อ 5 ราย รวมกว่า 3.1 ล้านบาทตามนโยบายของรัฐบาล ได้กำหนดนโยบายในการเร...
03/08/2026

ตร.ไซเบอร์สะกดรอยเส้นเงินแก๊งสแกมเมอร์
ตามเงินคืนเหยื่อ 5 ราย รวมกว่า 3.1 ล้านบาท

ตามนโยบายของรัฐบาล ได้กำหนดนโยบายในการเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. นำเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จนนำมาสู่ปฏิบัติการดังกล่าว

วันจันทร์ที่ 3 ส.ค.69 เวลา 13.00 น. ณ บริเวณชั้น 1 บก.สอท.2 นำโดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ตร.ไซเบอร์สะกดรอยเส้นเงินแก๊งสแกมเมอร์ ตามเงินคืนเหยื่อ 5 ราย รวมกว่า 3.1 ล้านบาท

สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดขับเคลื่อนโครงการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” ให้ต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และสามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่าหลายร้อยล้านบาท ต่อมา พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเร่งขับเคลื่อนตามนโยบาย ผบช.สอท. กระทั่ง พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ ผกก.4 บก.สอท.2 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสืบสวนสอบสวน จนสามารถติดตามเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายได้ จำนวน 5 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 23.8 ล้านบาท รายละเอียด ดังนี้

เคสที่ 1 : หลอกทำงานโปรโมทสินค้าและกิจกรรม อายัดเงินคืนได้กว่า 1.1 ล้านบาท

ผู้เสียหายพบโพสต์ประกาศขายหนังสือในสื่อโซชียลมีเดียจึงติดต่อไป ต่อมาคนร้ายกลับเริ่มชักชวนให้เข้าร่วมทำงานโปรโมทสินค้าและทำกิจกรรมต่างๆ ตามภารกิจที่ได้รับ โดยในช่วงแรกเมื่อโอนเงินเข้าระบบสามารถถอนเงินออกมาได้จริง แต่ช่วงหลังกลับไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ โดยคนร้ายอ้างว่าผู้เสียหายทำผิดระบบ และล่อลวงให้โอนเงินเพิ่มเรื่อยๆ สุดท้ายโอนเงินไปทั้งสิ้น จำนวน 15 ครั้ง รวมความเสียหาย 5,135,830 บาท ต่อมา ว่าที่ พ.ต.ต.วิเชษฐ์ จันตรี สว.(สอบสวน) กก.4 บก.สอท.2 / พนักงานสอบสวน ได้ติดตามเส้นทางการเงินและประสานธนาคารจนสามารถอายัดเงินได้ จำนวน 1,164,660 บาท

เคสที่ 2 : แอบอ้างเป็น “เสี่ยปู่” หลอกลงทุนเทรดหุ้น อายัดเงินคืนได้ 1 แสนบาท

ผู้เสียหายได้พบโฆษณาบนเพจเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเทรดหุ้นโดยแอบอ้างชื่อ “เสี่ยปู่ สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่มีชื่อเสียง ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามรายละเอียด จากนั้นแอดไลน์และได้คุยกับบุคคลที่อ้างตัวเป็น “เสี่ยปู่”ก่อนส่งต่อให้คุยกับเลขาชื่อ "พลอย" แล้วสอนให้เทรดหุ้นและโอนเงินผ่านเว็บไซต์ juaedrkg แต่กลับไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ โอนเงินไปทั้งสิ้น จำนวน 5 ครั้ง รวมความเสียหาย จำนวน 4,031,604.24 บาท

ต่อมา พ.ต.ท.หญิง ธิดารัตน์ สุขะ สว.(สอบสวน) กก.4 บก.สอท.2 / พนักงานสอบสวน ได้ติดตามเส้นทางการเงินและประสานธนาคารจนสามารถอายัดเงินได้ จำนวน 100,000 บาท

เคสที่ 3: แอบอ้างเป็นตำรวจ สภ.เสม็ด วิดีโอคอลข่มขู่โอนเงิน อายัดเงินคืนได้ 1.1 ล้านบาท

ผู้เสียหายได้รับสายจากโทรศัพท์แอบอ้างเป็นพนักงาน AIS แจ้งว่าผู้เสียหายถูกนำข้อมูลถูกไปเปิดเบอร์ใหม่เพื่อทำเรื่องผิดกฎหมาย จากนั้นได้โอนสายให้คุยกับชายที่อ้างตัวเป็นตำรวจ สภ.เสม็ด แล้วข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายล็อกห้องขังตัวเองไว้ พร้อมกับโทรวิดีโอคอลเปิดกล้องตลอดเวลา และข่มขู่ให้โอนเงินไปตรวจสอบจนหมดบัญชี ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป จำนวน 5 ครั้ง รวมจำนวน 2,495,636 บาท

ต่อมา ร.ต.ท.พัชรวัฒน์ พชิรพิพัฒพล รอง สว.(สอบสวน) กก.4 บก.สอท.2 / พนักงานสอบสวน ได้ติดตามเส้นทางการเงินและประสานธนาคารจนสามารถอายัดเงินได้ โดยก่อนหน้านี้สามารถอายัดเงินได้แล้ว จำนวน 820,000 บาท และในครั้งนี้สามารถติดตามเงินคืนเพิ่มได้อีก จำนวน 280,000 บาท รวมสามารถอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้ทั้งสิ้น จำนวน 1,100,000 บาท

เคสที่ 4: หลอกลงทุนเทรดหุ้น อายัดเงินคืนได้ 1.9 แสนบาท

ผู้เสียหายได้ถูกชักชวนให้โอนเงินลงทุนเทรดหุ้น จากนั้นจึงหลงเชื่อและโอนเงินตามคำแนะนำ แต่หลังจากโอนเงินไปแล้วกลับไม่สามารถถอนเงินได้ คนร้ายแจ้งว่าต้องโอนเพิ่มเป็นค่าทีมวิเคราะห์ จึงโอนเงินเพิ่มแต่ก็ยังไม่สามารถถอนเงินได้ คนร้ายจึงแจ้งให้โอนเงินเพิ่มเพื่อจ่ายค่าภาษีผลกำไร แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถถอนเงินได้อีก สุดท้ายผู้เสียหายโอนเงินไป จำนวน 8 ครั้ง รวมจำนวน 1,515,128.03 บาท

ต่อมา ร.ต.ท.พัชรวัฒน์ พชิรพิพัฒพล รอง สว.(สอบสวน) กก.4 บก.สอท.2 / พนักงานสอบสวน ได้ติดตามเส้นทางการเงินและประสานธนาคารจนสามารถอายัดเงินได้ จำนวน 190,000 บาท

เคสที่ 5 : หลอกลวงลงทุนเทรดทองคำ อายัดเงินคืนได้ กว่า 6.3 แสนบาท

ผู้เสียหายถูกคนร้ายชักชวนให้ลงทุนเทรดทองคำ โดยโอนเงินเปิดบัญชีครั้งแรก จำนวน 20,000 บาท และคนร้ายได้สร้างตัวเลขแสดงผลกำไรปลอมในระบบว่าได้กำไร จำนวน 3,000 บาท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินลงทุนเพิ่มเรื่อยๆ แต่สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินออกได้จริง โดยโอนงินไปทั้งสิ้น จำนวน 15 ครั้ง รวมจำนวน 10,696,952 บาท

ต่อมา พ.ต.ท.วรากร ไชยวงค์ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.4 บก.สอท.2 / พนักงานสอบสวน ได้ติดตามเส้นทางการเงินและประสานธนาคารจนสามารถอายัดเงินได้ จำนวน 630,180 บาท

โดยวันนี้ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงินจำนวน 3,184,840 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหาย ตามโครงการ“MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

#ตำรวจไซเบอร์ #คืนเงินผู้เสียหาย

03/08/2026

การแถลงข่าวประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2569

02/08/2026

มิจฉาชีพแฝงขายปูม้า หลอกโอนเงินไม่ส่งของ ระวังกันด้วยนะคะ

#ตํารวจไซเบอร์ #มิจฉาชีพ #หลอกลวง #ปูม้า

01/08/2026

เด็กจบใหม่ กำลังหางานต้องระวัง มิจฉาชีพแฝงตัวอยู่ตามกลุ่มงานเพียบ

#ตํารวจไซเบอร์ #มิจฉาชีพ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #เด็กจบใหม่

ตร.ไซเบอร์ทลายแก๊งเวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำยึดทองแท่งเพียบ เอี่ยวหลอกคนไทยสูญแล้วกว่า 12 ล้านบาทวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.69 เวล...
31/07/2026

ตร.ไซเบอร์ทลายแก๊งเวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำ
ยึดทองแท่งเพียบ เอี่ยวหลอกคนไทยสูญแล้วกว่า 12 ล้านบาท

วันศุกร์ที่ 31 ก.ค.69 เวลา 13.00 น. ณ บริเวณชั้น 1 บก.สอท.2 นำโดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท., พ.ต.อ.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ รอง ผบก.สอท.3 และ พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ตร.ไซเบอร์ทลายแก๊งเวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำ ยึดทองแท่งเพียบ เอี่ยวหลอกคนไทยสูญแล้วกว่า 12 ล้านบาท

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ก.ค.69 ได้มีผู้เสียหายเป็นชายวัย 61 ปีรายหนึ่ง ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าแจ้งว่าหม้อแปลงไฟฟ้ามีปัญหาต้องทำการเปลี่ยนและทำเรื่องขอรับเงินค่าประกันหม้อแปลงไฟฟ้าคืน จากนั้นได้ให้แอดไลน์แล้วพิมพ์คุยรายละเอียดกัน แล้วเปลี่ยนไปโทรคุยกันผ่าน Video Call พร้อมกับส่ง QR Code ให้ผู้เสียหายสแกน ต่อมามิจฉาชีพแจ้งให้เปิดแอปพลิเคชันธนาคารแล้วกดเปลี่ยนเมนูเป็นภาษาอังกฤษและสั่งให้ทำตามคำแนะนำ เมื่อมีรหัส OTP เข้ามายังโทรศัพท์มือถือผู้เสียหาย คนร้ายได้สั่งให้แจ้งเลขดังกล่าว อ้างว่าเป็นเลขลำดับคิว สุดท้ายปรากฎว่า เงินถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายไป 3 ครั้ง รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,799,400 บาท

จากกรณีดังกล่าว พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้แต่งตั้งให้ พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท. เป็นหัวหน้าคณะทำงานสืบสวนและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ ร่วมกับ พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. ช่วยราชการ บช.สอท., พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 และ พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.สอท.3 ร่วมกันสืบสวนสอบเพื่อนำตัวผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนทราบว่า เมื่อวันที่เกิดเหตุ (9 ก.ค.69) เวลา 14.48 น. เป็นต้นไป ผู้เสียหาย
ได้โอนเงินไปยังบัญชีม้านิติบุคคล ชื่อ หจก.รุ่งเรืองศรีมงคล และบัญชีธนาคารชื่อ น.ส.นริศรา โดยในวันเดียวกัน น.ส.นริศรา ได้ไปเบิกถอนเงินสดหน้าเคาเตอร์ธนาคารแห่งหนึ่ง ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านรังสิต ก่อนนำเงินสดดังกล่าวส่งต่อให้แก่ชายอีกราย เพื่อนำไปส่งต่อให้แก่ผู้ร่วมขบวนการอีกทอดหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน วันที่ 9 ก.ค.69 ได้มีคนใช้บัญชีธนาคารของ หจก.รุ่งเรืองศรีมงคล โอนเงินเพื่อซื้อทองคำแท่งที่ร้านทองแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม รวม 22 ครั้ง รวมจำนวนกว่า 5 ล้านบาท จากการสืบสวนพบว่า บุคคลที่มาซื้อและรับทองคำคือ น.ส.วสุภาส์ เมื่อได้รับทองคำแล้วจึงนำไปให้ นายสิทธิชาติ และชาวเวียดนามที่ร่วมขบวนการอีก จำนวน 3 คน จากนั้นกลุ่มขบวนการดังกล่าวได้ให้คนนำทองคำแท่งไปขายที่ ร้านทองในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ได้เงินสดกลับไปกว่า 4 ล้านบาท

จากการตรวจสอบยังพบอีกว่า แก๊งเวียดนามกลุ่มนี้เชื่อมโยงกับการหลอกลวงผู้เสียหายชาวไทยแล้ว จำนวน 18 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 12,628,359 บาท และเชื่อว่ายังมีผู้เสียหายที่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความอีกเป็นจำนวนมาก จากการสืบสวนเห็นได้ว่ากลุ่มคนร้ายมีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ มีการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินจากเงินสดไปเป็นทองคำก่อนนำทองคำไปขายกลับเป็นเงินสดอีกทีเพื่อให้เส้นทางการเงินเกิดความสลับซับซ้อนยากต่อการติดตามของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดจนนำไปสู่การขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แล้ว รวมจำนวน 7 ราย

ต่อมา ชุดสืบสวนพบเบาะแสทราบว่า ช่วงค่ำของวันที่ 25 ก.ค.69 กลุ่มคนร้ายชาวเวียดนามดังกล่าวที่ได้
ขอศาลอาญาออกหมายจับไว้ วางแผนนำทองคำแท่งมาขายที่ร้านทองร้านเดิม ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี อีกครั้ง จึงได้วางกำลังโดยรอบพื้นที่บริเวณดังกล่าว

กระทั่งเวลาประมาณ 19.30 น. พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3, พ.ต.ท.ภัทรเดช ภัทรบุตรเพชร รอง ผกก.ฯ, พ.ต.ท.ธนวัฒน์ แจ้งสว่าง รอง ผกก.ฯ, พ.ต.ท.เจษฎา แบ่งการิยา รอง ผกก.ฯ, พ.ต.ท.ณรงค์ สุวรรณรักษ์ รอง ผกก.(สอบสวน)ฯ, พ.ต.ท.ทรงวุฒิ ฟักแสง สว.(สอบสวน)ฯ, พ.ต.ท.ศิรสิทธิ์ ทันศรี สว.ฯ, พ.ต.ท.จำนงค์ นุชนารถ สว.ฯ, พ.ต.ท.ชำนาญ ไชยสิทธิ์ สว.ฯ และ พ.ต.ต.ธนพล หะลีบุตร สว.ฯ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 ร่วมกันเข้าจับกุมชาวเวียดนาม จำนวน 2 ราย ขณะกำลังจะขายทองคำให้ร้าน ได้แก่ MR.NGUYEN DINH SANG อายุ 29 ปี และ MS.THI THUY DUNG TRINH อายุ 25 ปี พร้อมตรวจยึดทองคำแท่ง จำนวน 14 แท่ง น้ำหนักรวม 27.50 บาท มูลค่ากว่า 1.7 ล้านบาท, เงินสด จำนวน 66,500 บาท, โทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง และ รถยนต์เก๋ง จำนวน 2 คัน

ต่อมา วันที่ 30 ก.ค.69 พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3 ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 เข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้อีก จำนวน 3 ราย ได้แก่ น.ส.นริศรา อายุ 32 ปี ผู้ทำหน้าที่เบิกถอนเงินสดและนำเงินสดที่ได้ส่งต่อนายไพทูลย์ (ผู้ต้องหาตามหมายจับ) จับตัวได้ที่ ถ.เคหะร่วมเกล้า 37 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กทม., นายสิทธิชาติ อายุ 29 ปี และ น.ส.วสุภาส์ อายุ 34 ปี ซึ่งทำหน้าที่รับขายทองคำและนำเงินสดไปส่งต่อให้ผู้ร่วมขบวนการ ขณะกำลังกบดานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่าน ถ.สุขุมวิท ต.เนินพระ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง

จากปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว รวมจำนวน 5 ราย ดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือรับของโจร”, “ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน”, “ร่วมกันกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบเพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น” และ “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อนำตัว
พร้อมตรวจยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ขอฝากเตือนไปยังร้านทองทุกแห่งให้ระมัดระวังการซื้อขายทองคำ ควรตรวจสอบบัญชีธนาคารให้ตรงกับผู้ที่มาติดต่อซื้อหรือขาย ไม่รับการโอนเงินผ่านบัญชีของผู้อื่นทุกกรณี ควรเป็นการโอนเงินต่อหน้าพนักงานของร้านเท่านั้น เพราะอาจมีผู้ควบคุมหรือสั่งการเบื้องหลัง และที่สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงการรับซื้อทองคำจากชาวต่างชาติที่มีมูลค่าสูงหรือมีความถี่ผิดปกติ เพราะท่านอาจตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มขบวนการมิจฉาชีพหรือการพนันออนไลน์ได้

#ตำรวจไซเบอร์ #จับกุม #แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า

31/07/2026

ทลายแก๊งเวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำ ยึดทองแท่งเพียบ เอี่ยวหลอกคนไทยสูญแล้วกว่า 12 ล้านบาท

31/07/2026

คุณได้รับสิทธิ์เพิ่มวงเงินไทยช่วยไทยพลัส  ถ้ามีคนส่ง SMS มาแบบนี้ต้องระวัง 
#ตํารวจไซเบอร์ #มิจฉาชีพ #ไทยช่วยไทย #เงินกู้

ตำรวจไซเบอร์จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิร...
30/07/2026

ตำรวจไซเบอร์จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
วันนี้ 30 ก.ค.69 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 3 บก.สอท.2 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับ รอง ผบช.สอท. และ ผบก. ในสังกัด นำข้าราชการตำรวจร่วมจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
#ตำรวจไซเบอร์

⚠️️ ข้อมูลรั่ว…อย่าปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ข้อมูลหลอกคุณจากกรณีที่มีการเปิดเผยว่าเกิดเหตุ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานบางส่วนร...
30/07/2026

⚠️️ ข้อมูลรั่ว…อย่าปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ข้อมูลหลอกคุณ
จากกรณีที่มีการเปิดเผยว่าเกิดเหตุ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานบางส่วนรั่วไหล แม้ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้ก่อความเสียหายทางการเงินโดยตรง แต่ข้อมูลส่วนบุคคลที่หลุดออกไป เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล หรือข้อมูลบัญชีบางส่วน อาจถูกมิจฉาชีพนำไปใช้แอบอ้าง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงประชาชนได้
🚨 สิ่งที่ต้องระวัง
มิจฉาชีพอาจโทรศัพท์หรือส่งข้อความ อ้างเป็นธนาคาร โบรกเกอร์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมแจ้งว่าต้อง “ยืนยันตัวตน” “อัปเดตข้อมูล” หรือ “ตรวจสอบบัญชี” ก่อนส่งลิงก์ปลอมหรือหลอกให้เปิดเผยรหัสผ่าน รหัส OTP หรือโอนเงิน
🔐 วิธีป้องกัน
✅ เปลี่ยนรหัสผ่านของบัญชีสำคัญทันที โดยเฉพาะอีเมล Mobile Banking แอปลงทุน และบัญชีที่ใช้รหัสผ่านซ้ำกัน
✅ ใช้รหัสผ่านที่แข็งแรง และไม่ใช้รหัสเดียวกันหลายบริการ
✅ เปิดใช้งาน 2FA (Two-Factor Authentication) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
✅ อย่ากดลิงก์จาก SMS หรืออีเมลที่ไม่แน่ใจ และอย่าเปิดเผยรหัสผ่านหรือ OTP ให้บุคคลอื่น
✅ หมั่นตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบัญชีและธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ
📌 ข้อควรจำ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีนโยบายส่งลิงก์ผ่าน SMS หรืออีเมล เพื่อให้ประชาชนกรอกข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือรหัส OTP หากได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว ให้สงสัยว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ และติดต่อหน่วยงานนั้นผ่านช่องทางทางการด้วยตนเอง
📞 สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง
💻 แจ้งความออนไลน์ www.thaipoliceonline.go.th
#ตำรวจไซเบอร์ #ข้อมูลรั่วไหล #รหัสผ่าน

ที่อยู่

CYBER CRIME INVESTIGATION BUREAU 904 Ban Mai, Pak Kret
Nonthaburi
11120

เบอร์โทรศัพท์

+6625044850

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์