หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ

หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ รวบรวมเอกสารสำคัญของหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข เอกสารส่วนบุคคล หนังสือ เอกสารอ้างอิงด้านประวัติศาสตร์ทางการแพทย์และการสาธารณสุข และระบบสุขภาพไทย เพื่อให้บริการทั้งในระบบปกติและระบบดิจิตอล
(1)

เปิดเหมือนปกติ

📢 ขอเชิญร่วมพิธีไหว้ครูหมอไทย ตระกูลแพทยานนท์ ประจำปี 2563.การประกอบพิธีการไหว้ครูแพทย์แผนไทยของตระกูลแพทยานนท์สืบทอดมาน...
20/07/2020

📢 ขอเชิญร่วมพิธีไหว้ครูหมอไทย ตระกูลแพทยานนท์ ประจำปี 2563
.
การประกอบพิธีการไหว้ครูแพทย์แผนไทยของตระกูลแพทยานนท์สืบทอดมานานกว่า 200 ปีแล้ว มีความสำคัญและความหมายตามแบบแผนของหมอไทย ผู้มีหน้าที่เยียวยาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ตามจริยธรรม
.
จึงขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมพิธีไหว้ครู เพื่อเป็นสิริมงคล ในวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2563 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ หอประวัติศาสตร์สุขภาพ ชั้น 1 อาคารสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี

สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ - สวสส.
26/06/2020

สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ - สวสส.

ขอเชิญผู้สนใจร่วมรับฟังและให้ความเห็นต่อร่างบทความจากโครงการวิจัย "การใช้ยาจุลชีพในสังคม" (AMIS) หัวข้อ "Following Method"
.
ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2563 เวลา 14.00-15.30 น.
ทางช่อง Youtube ของสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 👉https://youtu.be/tBAFkRX_nxY หรือสแกน QR code ด้านล่างนี้
.
ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับร่างบทความ คลิก 👉 https://forms.gle/eJfQMYioviZK2U6w7

19 บ้านพิพิธภัณฑ์ที่ต้องไปให้ได้
22/06/2020

19 บ้านพิพิธภัณฑ์ที่ต้องไปให้ได้

House Museums
19 พิพิธภัณฑ์บ้าน(ไม่) เก่า แรงบันดาลใจแห่งการอนุรักษ์
.
ครั้งหนึ่งบ้านอาจทำหน้าที่เป็นที่พักอาศัย เมื่อเวลาล่วงเลย บ้านอาจเปลี่ยนบทบาทไปสู่การเป็นพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์บ้านมีเจ้าของทั้งที่เป็นเจ้าของเดิม และเจ้าของรับมรดกตกทอดมา มีทั้งที่เป็นของเอกชน และหน่วยงานรัฐ
.
บางแห่งยังมีผู้อยู่อาศัยในเรือน ความรักและภาคภูมิใจในสมบัติเดิม เป็นพลังผลักดันสำคัญให้ผู้ครอบครองบำรุงรักษาและเผยแพร่เกียรติคุณของบุคคลเจ้าของเรือน ตัวเรือน ตลอดจนสมบัติวัตถุในเรือน ให้ดำรงอยู่อย่างสง่างาม ในฐานะแหล่งเรียนรู้ของสังคม
.
ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ชวนคุณมาเคาะประตู ทำความรู้จัก “19 พิพิธภัณฑ์บ้าน” สถานที่อวลด้วยความงาม ความรู้ ความรัก และความทรงจำ ที่ทุกอย่างแม้เก่า แต่ก็ไม่ทุบทิ้ง! พื้นที่ทุกตารางนิ้วของบ้านถูกเปลี่ยนให้กลายประโยชน์กับสังคม
.
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
https://db.sac.or.th/museum/
.
#พิพิธภัณฑ์ #พิพิธภัณฑ์บ้าน #บ้าน #มรดก #ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ #มานุษายวิทยา #ประวัติศาสตร์ #ศมส

เอกสารจดหมายเหตุแห่งสหราชอาณาจักรเปิดให้อ่านฟรี
06/06/2020
National Archives makes its entire digital archive available for free

เอกสารจดหมายเหตุแห่งสหราชอาณาจักรเปิดให้อ่านฟรี

The National Archives, a repository of millions of government and official documents has decided to make its entire digitised archive available for free.

สภาอุณาโลม กาชาดและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.ในปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเรื่องพรมแดนที่ฝั่งแม...
26/04/2020

สภาอุณาโลม กาชาดและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
.
ในปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเรื่องพรมแดนที่ฝั่งแม่น้ำโขง ความขัดแย้งได้ทวีความรุนแรงจนถึงขั้นมีการสู้รบกัน เนื่องจากฝ่ายฝรั่งเศสส่งกองทัพเรือมาปิดอ่าว ในการสู้รบครั้งนั้นปรากฏว่ามีราษฎรและทหารทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนไม่น้อย ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ผู้เป็นภรรยาของเจ้าพระยาภาสกรวงค์ (พร บุนนาค) ได้เล็งเห็นความทุกข์ยากของทหารและราษฎรเหล่านั้น จึงได้ดำริว่า น่าจะมีองค์กรสักองค์กรหนึ่งเพื่อช่วยบรรเทาทุกข์และได้ชักชวนบรรดาสตรีชั้นสูงทั้งหลายให้มาร่วมมือกันโดยท่านได้นำความกราบทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตั้ง "สภาอุณา โลมแดงแห่งชาติสยาม" ขึ้น สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสว่า “เห็นว่าเป็นความคิดอันดี ซึ่งต้องด้วยแบบอย่างประเทศทั้งปวง” จึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้ง “สภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม” ขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2436 (ถือเป็นวันกำเนิดสภากาชาดไทย) กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชเทวี (สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) เป็นสภาชนนี สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ) เป็นสภานายิกา และท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็นเลขานุการิณี โดยงานสำคัญของสภาอุณาโลมแดงแห่งสยามนี้คือ การจัดส่งยา อาหาร เสื้อผ้า และเครื่องใช้ต่าง ๆ ไปช่วยบำรุงทหารในสนามรบ
.
ในสถานการณ์ความขัดแย้งกับฝรั่งเศสทวีความรุนแรงจนเกิดการสู้รบกันและมีการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก สภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยามจึงจัดตั้งโรงพยาบาลขึ้นเป็นการฉุกเฉินที่วัดมหาธาตุ เพื่อดูแลรักษาทหารและประชาชนผู้บาดเจ็บ เมื่อสงครามสงบลง โรงพยาบาลที่สร้างขึ้นเป็นการฉุกเฉินยังคงกิจการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนเรื่อยมา โดยมีแพทย์หลวงจากกรมพยาบาลมาตรวจรักษา แต่เนื่องจากมีที่ตั้งติดกับบริเวณจัดสร้างพระเมรุมาศในสมเด็จพระบรมโอสราธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ที่ทรงสวรรคตลง จึงจำเป็นต้องหยุดกิจการ รวมระยะเวลาเปิดทำการ 7 ปี ส่วนสภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยามนั้น ยังคงดำเนินกิจการอยู่ดังเดิม
.
ครั้นต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่ง พระยุพราช ได้เสด็จกลับจากการศึกษาที่ประเทศอังกฤษ เสด็จผ่านประเทศญี่ปุ่นและได้ทอดพระเนตรโรงพยาบาลของกาชาดญี่ปุ่น ทำให้ทรงพระดำริว่า หากได้จัดตั้งโรงพยาบาลของกาชาดขึ้นในเมืองไทย ก็จะเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง และเมื่อสมเด็จพระราชบิดา เสด็จสู่สวรรคาลัย พระองค์จึงได้ร่วมกับพระราชภราดาภคินีทรงบริจาคทรัพย์ร่วมกับทุนของสภาอุณาโลมแดงที่มีอยู่ สร้างโรงพยาบาลขึ้นในที่ดินส่วนพระองศ์แล้วโปรดเกล้าฯ ขนานนามตามพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า "โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์" เพื่อเป็นอนุสรณ์ในพระราชบิดา และให้โรงพยาบาลนี้เป็นของสภากาชาดสยาม เมื่อ พ.ศ. 2457 (ชื่อสภาอุณาโลมแดงและสภากาชาดนี้เรียกปะปนกันตลอดมา แต่เมื่อ พ.ศ. 2453 ชื่อ“สภาอุณาโลมแดง”ก็สูญไป คงใช้กันแต่“สภากาชาดสยาม” หรือ“สภากาชาดไทย” ตามชื่อประเทศ ซึ่งเปลี่ยนจากสยามเป็นไทยมาจนบัดนี้)

.
.
------------------------------------------------------
รูปประกอบ : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
แหล่งที่มาบทความ : หนังสือ ปกิณกคดี 100 ปี การสาธารณสุขไทย
ดาวน์โหลด https://bit.ly/2Z7wlaA

อนามัยชุมชน.แนวคิดและนโยบายการขยายระบบสาธารณสุขออกไปยังหัวเมืองหรือชนบทต่างๆ ได้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่มีการป...
07/04/2020

อนามัยชุมชน
.
แนวคิดและนโยบายการขยายระบบสาธารณสุขออกไปยังหัวเมืองหรือชนบทต่างๆ ได้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2477 ซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้งเทศบาลขึ้นทั่วประเทศแทนสุขาภิบาล และให้กรมสาธารณสุขจัดทำโครงการสร้างโรงพยาบาลขึ้นทั่วทุกจังหวัด โดยในช่วงแรกให้สร้างขึ้นตามชายแดนก่อน เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นต้องการดำเนินนโยบาย “อวดธง” เพื่อแสดงเกียรติภูมิของชาติไทยแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอาณานิคมของตะวันตก แต่ทว่าในปี พ.ศ. 2485 ซึ่งเป็นปีที่มีการตั้งกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ก็ยังมีโรงพยาบาลทั่วทั้งประเทศอยู่เพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้นจนกระทั่งปี พ.ศ. 2489 รัฐบาลของนายปรีดี พนมยงค์ จึงกำหนดนโยบายให้สร้างโรงพยาบาลประเภทบำบัดโรคทั่วไปให้ครบทุกจังหวัด โดยในช่วงปี พ.ศ. 2492 – 2500 มีการจัดสรรงบประมาณจำนวนกว่าครึ่งของงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมดให้กรมการแพทย์ไปดำเนินการสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดจนสามารถขยายโรงพยาบาลได้ครบทุกจังหวัด คือ 77 โรงพยาบาล จาก 72 จังหวัดภายในปี พ.ศ. 2500
.
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้มากขึ้น มีการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลทางการเมืองของคอมมิวนิสต์ผ่านองค์กรระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เช่น องค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐฯ หรือ USOM (United States Operations Mission) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดขององค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID (United States Agency for International Development) และองค์การประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ข่าวสารและวัฒนธรรมของสหรัฐฯ หรือ USIS (United States Information Service) จึงทำให้ระบบสาธารณสุขในชนบทพัฒนาไปในหลายๆ ด้าน
.
ในช่วงนี้การให้บริการด้านสาธารณสุขในชนบทจะมีลักษณะเป็นแผนงานแนวดิ่ง (vertical program) คือ ส่วนกลางจะจัดหน่วยปฏิบัติการลงไปยังพื้นที่ เพื่อทำหน้าที่ดูแลและแก้ปัญหาสาธารณสุขแต่ละเรื่องเป็นปฏิบัติการโดยหน่วยงานเฉพาะด้านที่จัดการปัญหาเฉพาะเรื่อง ซึ่งแม้ว่าจะออกไปดำเนินการตามภูมิภาคต่างๆ แต่การควบคุมบังคับบัญชาจะรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางเป็นหลัก โดยไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักต่อการมองปัญหาสุขภาพเชื่อมโยงกับมิติทางสังคมอื่นๆ และไม่ได้เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ต่อมาเมื่อการทำงานในลักษณะดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างจำกัด จึงได้มีการริเริ่มแผนงานแบบที่มีชุมชนเป็นฐาน (community-based) ซึ่งมีหลักการทำงานคือการนำปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นแต่ละเรื่องมาพิจารณาในบริบทของชุมชนนั้นๆ และสร้างกลไกแก้ไขปัญหาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
.
การดำเนินงานสาธารณสุขโดยมีชุมชนเป็นฐานในช่วงนั้น ปรากฏรูปธรรมชัดเจนจากโครงการส่งเสริมบริการอนามัยชนบทในพื้นที่ต่างๆ เช่น โครงการวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2507 โดยนายแพทย์สมบูรณ์ วัชโรทัย และนายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ โครงการดังกล่าวได้รับความช่วยเหลือจากองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 นายแพทย์สมบูรณ์ วัชโรทัย ได้ขอความช่วยเหลือจากสภาประชากรแห่งสหรัฐฯ จัดดำเนินโครงการสารภีขึ้นที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีแนวคิดหลักคือ การขยายบริการออกไปสู่พื้นที่ชนบทห่างไกล โดยวิธีฝึกอบรมชาวบ้านที่ยินดีเสียสละเวลาเพื่อบริการเพื่อนบ้านด้วยกันเองขึ้นมาทำหน้าที่ให้บริการด้านสาธารณสุขพื้นฐานต่างๆ
.
นอกจากทั้ง 2 โครงการดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีโครงการในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมีหลักการดำเนินงานที่คล้ายคลึงกัน เช่น โครงการลำปาง จังหวัดลำปาง โครงการบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โครงการสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โครงการโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น ซึ่งต่อมาการดำเนินงานในโครงการเหล่านี้ได้กลายเป็นพื้นฐานและก้าวแรกที่พัฒนาไปสู่ “การสาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care)” ก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะประกาศอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2521
.
.
------------------------------------------------------
แหล่งที่มาบทความ : หนังสือ ปกิณกคดี 100 ปี การสาธารณสุขไทย
ดาวน์โหลด https://bit.ly/2Z7wlaA

ประวัติศาสตร์หน้ากาก
03/04/2020

ประวัติศาสตร์หน้ากาก

ตามหาหน้ากาก:โรคระบาด อายพิศม์ กับ N95
.

"หากเราเชื่อว่า วัตถุหนึ่งชิ้นเล่าเรื่องได้มากมายหลากหลายมุม ทั้งวิธีคิดของคนผลิต หน้าที่ของมัน วัตถุดิบที่ใช้สร้าง ความเชื่อที่แฝงอยู่ ฯลฯ การเดินทางของ “หน้ากาก” ในฐานะวัตถุชิ้นหนึ่ง ก็พาเราไปเข้าใจสภาพสังคม ความคิด ความเชื่อของคนในแต่ละยุคสมัยผ่านการใช้งาน ดังนั้นหน้ากากจึงไม่ใช่เพียง “วัตถุ” ที่มีหน้าที่กันเชื้อโรคอย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบัน"
.
ในช่วงเวลาที่หลายคน work at home หรือ work from home อยู่ขณะนี้ ศมส.ชวนอ่านบทความขนาดสั้น เรื่อง "หน้ากาก: วัตถุทางวัฒนธรรม ตัวอ้น และโรคระบาด" เพื่อเรียนรู้เรื่องราวของหน้ากากในมุมมองมานุษยวิทยา
.
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่

https://www.sac.or.th/main/th/article/detail/110
.

#หน้ากาก #วัตถุทางวัฒนธรรม #โรคระบาด #N95
#บทความ #SAC #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

โรคเก่า โรคใหม่: โรคติดต่อในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต.ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการสร้างโรงพยา...
23/03/2020

โรคเก่า โรคใหม่: โรคติดต่อในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
.
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการสร้างโรงพยาบาลหลายแห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบางรัก โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลสามเสน และโรงพยาบาลโรคจิต

แต่ยังไม่มีโรงพยาบาลที่รับรักษาโรคติดต่ออันตราย เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค และไข้ทรพิษ

พระองค์ทรงพระราชดำริที่จะจัดหาที่สร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้น โดยพบที่ดินบริเวณตำบลปากคลองสาน อำเภอคลองสาน จังหวัดธนบุรี ซึ่งเป็นที่ดินของคุณพระสัจจา บุตรเจ้าคุณทหาร เป็นตึกร้างมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่เศษ จึงได้สร้างเป็นโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้นในปี พ.ศ. 2448 นับเป็นโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งแรกของไทย
.
ในด้านการดำเนินงานช่วงแรกโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้นกับกรมพยาบาล กระทรวงนครบาล โดยมีนายแพทย์คาร์ทิว (พระยาอายุรเวทย์วิจักษณ์) เป็นผู้ดำเนินงาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ได้รวมกระทรวงนครบาลกับกระทรวงมหาดไทย ทำให้มีการโอนย้ายมาสังกัดกรมสาธารณสุขในเวลาต่อมา และในปี พ.ศ. 2480 ได้โอนกิจการของโรงพยาบาลให้เทศบาลนครกรุงเทพดำเนินการ โดยขึ้นกับกองสาธารณสุข เทศบาลนครกรุงเทพ และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลเทศบาล” นับแต่นั้นมา

เมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งโรงพยาบาล นายแพทย์คาร์ทิวซึ่งเป็นอธิบดีกรมแพทย์สุขาภิบาลในสมัยนั้นเป็นผู้ควบคุมดูแล และให้นายแพทย์ฝึกหัดจากโรงพยาบาลศิริราชผลัดเปลี่ยนกันไปเป็นผู้อำนวยการ ดังปรากฏในรายงานของนายแพทย์คาร์ทิวว่า แพทย์คนแรกชื่อหมอมั่น ต่อมาใช้แพทย์ของกรมแพทย์สุขาภิบาลผลัดเปลี่ยนกันอยู่คนละ 3 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง เพราะก่อนปี พ.ศ. 2475 ไม่มีสะพานพุทธยอดฟ้าข้ามแม่น้ำ การไปมาไม่สะดวก แพทย์จึงต้องผลัดเปลี่ยนกันไปอยู่
.
แรกตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อ มุ่งหวังจะรับผู้ป่วยด้วยโรคติดต่ออันตราย แต่กลับปรากฏว่ายามเกิดโรคระบาดทั้งอหิวาตกโรคและไข้ทรพิษระบาดขึ้นในพระนครและธนบุรี โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับผู้ป่วยได้ไม่หมดประกอบกับการคมนาคมก่อนปี พ.ศ. 2475 ลำบากมาก เมื่อมีโรคระบาดขึ้นจึงจำเป็นต้องตั้งโรงพยาบาลพิเศษขึ้นตามสถานที่ต่างๆ เช่น ที่วัดเทพศิรินทร์ วัดสุทัศน์ วังเสด็จในกรมขุนชัยนาทนเรนทร สุขศาลาบางรัก เป็นต้น

ดังนั้นในปี พ.ศ. 2487 กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ร่วมกับเทศบาลนครกรุงเทพและกระทรวงมหาดไทย พิจารณาหาสถานที่ก่อสร้างโรงพยาบาลขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นที่รักษาพยาบาลโรคติดต่ออันตรายที่อาจเกิดการระบาดในคราวต่อไป และหากไม่มีโรคติดต่ออันตรายระบาดก็สามารถใช้เป็นที่ตรวจรักษาโรคติดต่อธรรมดาและโรคอื่นๆ ทำให้ในเวลาต่อมาได้มีการก่อสร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่ขึ้น บริเวณถนนดินแดง ตำบลสามเสนใน อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร โดยใช้ชื่อว่า “โรงพยาบาลโรคติดต่อ พญาไท” และได้เปิดดำเนินงานเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2492
.
ในปี พ.ศ. 2501 - 2502 เกิดการระบาดใหญ่ของอหิวาตกโรคในประเทศไทย ทำให้จำเป็นต้องมีโรงพยาบาลที่มีความสามารถสูงพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาโรคระบาดที่รุนแรง ประกอบกับโรงพยาบาลโรคติดต่อ พญาไท ตั้งอยู่ในย่านชุมชน อาจมีปัญหาโรคติดต่อแพร่ระบาดไปในชุมชนได้

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น จึงมีบัญชาให้ย้ายโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งนี้ไปตั้งในที่ซึ่งห่างจากชุมชน กระทรวงสาธารณสุขจึงขอแบ่งที่ดินโรงพยาบาลศรีธัญญาของกรมการแพทย์ ที่ตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี ประมาณ 40 ไร่ เพื่อจัดสร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่และเปิดดำเนินงานในปี พ.ศ. 2503 โดยให้ชื่อว่า

“โรงพยาบาลบำราศนราดูร”

และจากพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ทำให้โรงพยาบาลบำราศนราดูรถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างส่วนราชการตามพระราชบัญญัตินี้มาเป็น "สถาบันบำราศนราดูร" สังกัดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2545 โดยมีภารกิจในด้านดูแลระบบการ คัดกรอง คัดแยก ผู้ที่มีโอกาสแพร่กระจายเชื้อ ได้แก่ โรคอหิวาตกโรค โรคพิษสุนัขบ้า โรคโปลิโอ และโรคเอดส์ ตลอดจนร่วมสร้างงานวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการป้องกันควบคุมโรคที่ได้มาตรฐาน
.
เมื่อโรคระบาดเดิมที่เคยเป็นปัญหาทุเลาความรุนแรงลง ก็เกิดโรคระบาดใหม่ๆ ที่เรียกกันว่า “โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ” ที่เกิดขึ้นและสามารถแพร่ระบาดไปทั่วโลก เช่น การระบาดของโรคไข้หวัดนกในฮ่องกง ปี พ.ศ. 2540 ทำให้ทางการฮ่องกงต้องประกาศฆ่าและทำลายไก่หลายหมื่นตัว และมีแนวโน้มการระบาดเข้ามาในประเทศไทย โรคซาร์ส (SARS) ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ โรคปอดบวมในประเทศเม็กซิโกหรือโรคไข้หวัดใหญ่หมู หรือไข้หวัดหมู (Swine Flu) สายพันธุ์ใหม่ ที่พบว่ามีการกลายพันธุ์มาสู่คน และได้คร่าชีวิตผู้คนของเม็กซิโกไป 81 ราย จากผู้ป่วยทั้งสิ้นมากกว่า 1,300 ราย และเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ระบาดในเม็กซิโก เป็นภาวะฉุกเฉินทางด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern: PHEIC)
.
การเดินทางของผู้คนในยุคโลกาภิวัตน์ทำให้โรคสามารถแพร่ระบาดไปได้รวดเร็ว การเกิดขึ้นของเชื้ออีโบลาที่มีความรุนแรงมีโอกาสที่เข้ามาสู่ประเทศไทยได้จากพ่อค้าพลอยจากทวีปแอฟริกาที่เดินทางมาประกอบธุรกิจ ซื้อขายพลอยในประเทศไทย การเดินทางเพื่อไปแสวงบุญในตะวันออกกลางก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งของการระบาดของโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome: MERS) มีการพบผู้ป่วยติดเชื้อในปี พ.ศ. 2555 จำนวน 2 ราย เป็นผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย เพื่อเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง และมีการส่งต่อผู้ป่วยมายังสถาบันบำราศนราดูร โดยผู้ป่วยทั้งสองรายได้รับการรักษาตัวในห้องแยกความดันลบเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย สถาบันบำราศนราดูรได้ใช้มาตรการแยกโรคอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
.
จะเห็นว่า ตลอดประวัติศาสตร์การสาธารณสุขไทย โรคติดต่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โรคเก่าๆ อาจถูกกำจัดหรือกวาดล้างจนหมดไป แต่ก็มีโรคใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ หรือโรคเก่าบางชนิดที่เคยถูกควบคุมจนไม่เป็นปัญหาแล้ว ก็อาจกลับมาอุบัติซ้ำได้อีก การควบคุมและป้องกันโรคต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
------------------------------------------------------
รูปประกอบ : โรงพยาบาลบำราศนราดูรในอดีต
แหล่งที่มาบทความ : หนังสือ ปกิณกคดี 100 ปี การสาธารณสุขไทย
ดาวน์โหลด https://bit.ly/2Z7wlaA

ภาพบรรยากาศ วันที่ 11 มี.ค. 63 เวลา 09.00 - 12.00 น. นักศึกษาคณะพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ เข้าศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร...
11/03/2020

ภาพบรรยากาศ วันที่ 11 มี.ค. 63 เวลา 09.00 - 12.00 น. นักศึกษาคณะพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ เข้าศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์สุขภาพ ณ กระทรวงสาธารณสุข โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
- ศึกษาประวัติศาสตร์สุขภาพไทย ณ หอประวัติศาสตร์สุขภาพ
- ศึกษาประวัติชีวิตและผลงาน ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้วกับการสาธารณสุขไทย ณ ห้องสมุด 100 ปี เสม พริ้งพวงแก้ว

การออกหน่วยสุขศึกษา.งานสุขศึกษาในประเทศไทยมีประวัติย้อนกลับไปถึง พ.ศ. 2459 แต่มาลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคง เมื่อมีการตั้...
10/03/2020

การออกหน่วยสุขศึกษา
.
งานสุขศึกษาในประเทศไทยมีประวัติย้อนกลับไปถึง พ.ศ. 2459 แต่มาลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคง เมื่อมีการตั้งกรมสาธารณสุขเมื่อ พ.ศ. 2461 ต่อมาในปี พ.ศ. 2466 มีการจัดตั้ง กองบรรณาธิการ ทำการผลิตสื่อพิมพ์ในยุคแรก เช่น รายงานประจำปีกรมสาธารณสุข หนังสือ “แถลงการณ์สาธารณสุข” รายเดือนสำหรับข้าราชการ เจ้าหน้าที่และประชาชนในท้องถิ่น มีการผลิตเอกสารความรู้เฉพาะเรื่อง ผลิตใบปลิว โปสเตอร์รณรงค์ เขียนบทความเผยแพร่ และมีการจัดรายการวิทยุ เป็นต้น
.
ในยุคต่อๆ มาเมื่อเกิดกองสุขศึกษาขึ้นก็มีการขยายงานผลิตสื่ออื่นๆ เช่น สไลด์ ภาพโฆษณา และภาพยนตร์ มีการจัดสร้างภาพยนตร์ 16 มม. เรื่องวัยคะนอง ที่ได้รับความนิยมสามารถนำไปฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไป และนำรายได้มาใช้ในการทำงานของกองสุขศึกษาได้อีกด้วย
.
งานในส่วนภูมิภาคมีการออกไปรณรงค์เผยแพร่ความรู้ด้วยการฉายภาพยนตร์ หรือที่เรียกกันว่า “การออกหน่วยฉายหนัง” ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2467 โดยมีการจัดหน่วยเคลื่อนที่เข้าไปตั้งทำการในชุมชนนานคราวละ 3-4 เดือน แล้วจึงย้ายที่ไปเรื่อยๆ ในสมัยแรกได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 การออกหน่วยฉายหนังของกองสุขศึกษายังได้รับความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์จาก MSA (Mutual Security Agency) ทำให้การออกหน่วยไปตามชุมชนต่างๆ คล่องตัวขึ้น ในบางพื้นที่ก็ขอให้นำภาพยนตร์ออกไปฉายในงานเทศกาลท้องถิ่นหรืองานประจำปีต่างๆ เช่น งานพระปฐมเจดีย์ งานพระพุทธบาท งานพระเจดีย์กลางน้ำ ฯลฯ
.
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 งานสุขศึกษาได้รับการสนับสนุนทั้งจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยูนิเซฟ(UNICEF)ทำให้การรณรงค์ด้านสุขศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการออกหน่วยเพื่อรณรงค์ด้านสาธารณสุข ทั้งในเวลาปกติและยามที่มีโรคระบาด
.
แนวคิดเรื่องสุขศึกษาพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จากการออกหน่วยให้สุขศึกษา การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและการรณรงค์มาเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การสร้างกลุ่มเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือกันเอง การตลาดเชิงสังคม (Social Marketing) การใช้เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศใหม่ๆ เพื่อการสร้างสุขภาพดีทั้งในระดับบุคคล ระดับกลุ่ม และการสร้างวัฒนธรรมสุขภาพของสังคมโดยรวม
.
สุขศึกษาได้ปรับเปลี่ยนจากแนวคิด “แพทย์เป็นผู้สอน” มาเป็น “การเรียนรู้ไปด้วยกัน” ปรับจากการให้ข้อมูล (Information dissemination) มาเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม ขยายขอบเขตจากการให้การศึกษาเป็นรายบุคคลมาเป็นการเสริมพลังอำนาจของกลุ่มและชุมชน (Collective empowerment) โดยมีเป้าหมายใหญ่คือการสร้างวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี
------------------------------------------------------
รูปประกอบ : การออกหน่วยสุขศึกษาที่จังหวัดพิจิตร ของกรมสาธารณสุข พ.ศ. 2470
แหล่งที่มาบทความ : หนังสือ ปกิณกคดี 100 ปี การสาธารณสุขไทย
ดาวน์โหลด https://bit.ly/2Z7wlaA

ที่อยู่

ชั้น 1,4 (88/37) อาคารคลังพัสดุ สาธารณสุขซอย 6 ถนนติวานนท์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง
Nonthaburi
11000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

0 2590 1352

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Nonthaburi

แสดงผลทั้งหมด