จั๋ง พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ

จั๋ง พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก จั๋ง พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ, เจ้าหน้าที่รัฐ, Phanom Sarakham.

• คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ 🌾
• อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง 🏛️
• อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 📈
• Co-Founder, Gravity Medical Technology 🩺

สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาน้...
12/06/2026

สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ

------------------------------

วันนี้หลายๆท่านเริ่มเดินทางกลับบ้าน  ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และ หลวงพ่อโสธรดลบันดาลให้ทุกท่านที่กำลังเดินทางในช่วง...
12/04/2026

วันนี้หลายๆท่านเริ่มเดินทางกลับบ้าน ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และ หลวงพ่อโสธรดลบันดาลให้ทุกท่านที่กำลังเดินทางในช่วง วันสงกรานต์ เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ ขอให้ได้ใช้เวลาที่มีค่ากับครอบครัวอย่างอบอุ่น เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสุข และความปลอดภัย

สวัสดีวันสงกรานต์ครับ 🙏

จั๋ง พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ

น้ำมันขึ้นราคา รู้ไหมว่า เงินอยู่ที่ใคร?Series: ภาษีไทย ใครแบก? | ตอนที่ 1เช้าวันที่ 24 มีนาคม 2569คนไทยตื่นมาเจอข่าวว่า...
24/03/2026

น้ำมันขึ้นราคา รู้ไหมว่า เงินอยู่ที่ใคร?
Series: ภาษีไทย ใครแบก? | ตอนที่ 1

เช้าวันที่ 24 มีนาคม 2569
คนไทยตื่นมาเจอข่าวว่าราคาน้ำมันปรับขึ้นยกแผง แก๊สโซฮอล์ขึ้น 2 บาท ดีเซลขึ้น 1.80 บาท มีผลตั้งแต่ตี 5 ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ น้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาดีเซลหน้าปั๊มที่เคยตรึงไว้ 29.94 บาท ตอนนี้ขยับมาอยู่ที่ 32.94 บาทแล้ว

รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ออกมาชี้แจงว่า สถานการณ์ครั้งนี้ต่างจากวิกฤตราคาน้ำมันครั้งก่อนๆ เพราะมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรง ทั้งโรงกลั่นในอิหร่านและแหล่งก๊าซในกาตาร์ ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปี ทำให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัว (Supply Crunch) ที่ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งติดลบอยู่แล้วไม่สามารถอุดหนุนต่อไปได้อีก จึงจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด

สิ่งที่รองนายกฯ ชี้แจง สะท้อนข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างที่สังคมควรรับรู้
ผมจึงอยากถือโอกาสนี้ ชวนทุกคนมาลองดูกันว่า น้ำมันทุกลิตรที่เราเติม มีค่าอะไรรวมอยู่บ้าง?

---
น้ำมัน 1 ลิตร ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

หลายคนอาจคิดว่า น้ำมันลิตรละ 37 บาท ก็คือราคาของ "น้ำมัน + กำไรของโรงกลั่นและผู้ค้า + ภาษี"
ไม่ผิดครับ แต่สัดส่วนของแต่ละส่วนอาจไม่เป็นอย่างที่หลายคนคิด

เนื้อน้ำมัน (ราคาหน้าโรงกลั่น): คือตัวน้ำมันจริงๆ ที่โรงกลั่นผลิตออกมา อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ส่วนนี้คิดเป็นประมาณ 60-65% ของราคาหน้าปั๊ม หรือราวๆ 25-27 บาทต่อลิตร

ภาษีและกองทุนต่างๆ: ประมาณ 25-30% ประกอบด้วย ภาษีสรรพสามิต ภาษีบำรุงเทศบาล กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนอนุรักษ์พลังงาน และ VAT 7%

ค่าการตลาด (Marketing Margin): อีกประมาณ 5-10% ตรงนี้เป็นส่วนที่สังคมมักเข้าใจผิดว่าเป็น "กำไรของโรงกลั่น" หรือ "กำไรปั๊มน้ำมัน" แต่ความจริงคือค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าบริหารคลังน้ำมัน ค่าขนส่งจากคลังไปสถานีบริการ ค่าแรงพนักงาน ค่าเช่าที่ดิน ค่าสาธารณูปโภค ค่าส่งเสริมการขาย รวมถึงกำไรของผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก โดย กบง. กำหนดเกณฑ์ค่าการตลาดที่เหมาะสมไว้ที่เฉลี่ยประมาณ 2 บาทต่อลิตร

รวมแล้ว ทุกครั้งที่คุณเติมน้ำมันเต็มถัง สมมุติ 40 ลิตร จ่ายไปประมาณ 1,500 บาท มีเงินราวๆ 400-500 บาท ที่เข้าสู่ระบบรัฐในรูปของภาษีและกองทุน

---
ทำไมราคาโลกลง แต่หน้าปั๊มไม่ค่อยลง?

นี่เป็นคำถามที่คนถามกันมาตลอด ส่วนหนึ่งของคำตอบ คือ ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เป็นภาษีแบบ "คงที่ต่อลิตร" ไม่ใช่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างเช่น แก๊สโซฮอล์ 91 เสียภาษีสรรพสามิตลิตรละ 6.75 บาท น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 7.50 บาท ดีเซล (B7) ประมาณ 6.92 บาท — จะน้ำมันถูกหรือแพง อัตราภาษีต่อลิตรก็เท่าเดิม แปลว่า ยิ่งราคาเนื้อน้ำมันถูก สัดส่วนภาษีต่อราคารวมก็ยิ่งดูเยอะ

อีกส่วนคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ทำหน้าที่เหมือน "กันชน" ตอนน้ำมันแพง กองทุนจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อตรึงราคา พอน้ำมันถูกลง กองทุนก็เก็บเงินคืน ทำให้ราคาหน้าปั๊มไม่ลงเร็วเท่าตลาดโลก เพราะกองทุนกำลังชดเชยเงินที่เคยอุดหนุนไว้ เป็นกลไกที่มีเหตุมีผลในตัวเอง เพียงแต่ที่ผ่านมาข้อมูลเหล่านี้อาจยังไม่ได้ถูกสื่อสารออกมาให้ชัดเจนเท่าที่ควร

---
ภาษีน้ำมัน สำคัญแค่ไหนกับประเทศ?

ตรงนี้คือจุดที่ผมอยากชวนมองให้กว้างขึ้น ภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันและเชื้อเพลิง เก็บได้ปีละประมาณ 2.43 แสนล้านบาท ตัวเลขนี้คิดเป็น มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้สรรพสามิตทั้งกรม ที่เก็บได้ประมาณ 4.77 แสนล้านบาท (ส่วนที่เหลือมาจากภาษีเหล้า เบียร์ บุหรี่ รถยนต์ เครื่องดื่ม และสินค้าอื่นๆ)

และถ้าเทียบกับรายได้รัฐบาลทั้งหมด 3.3 ล้านล้านบาท ภาษีน้ำมันอย่างเดียวคิดเป็นประมาณ 7% ของรายได้ทั้งประเทศ พูดได้เลยว่า ภาษีน้ำมันคือตัวแบกหลักของฝั่งสรรพสามิต

---
แล้วถ้าวันหนึ่ง... ภาษีน้ำมันหายไป?

ไม่มีใครบอกว่ามันจะหายในวันพรุ่งนี้ แต่ทิศทางมันชัด โลกกำลังเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปี ประเทศไทยเองก็ส่งเสริม EV มาอย่างต่อเนื่อง คนเติมน้ำมันน้อยลงเรื่อยๆ เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า 11.8% สาเหตุหลักอย่างหนึ่งมาจากนโยบายส่งเสริม EV ที่ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ลง ประกอบกับคนใช้น้ำมันน้อยลง

รัฐบาลจึงปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพิ่มอีกลิตรละประมาณ 1 บาท เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 (ทั้งนี้ ราคาหน้าปั๊ม ณ ขณะนั้นไม่ได้ปรับขึ้นตาม เพราะรัฐบาลสั่งให้กองทุนน้ำมันลดเงินนำส่งลงในอัตราเท่ากัน — เป็นการโยกรายได้จากบัญชีกองทุนไปเป็นภาษีสรรพสามิตแทน โดยไม่กระทบค่าครองชีพ)

คำถามคือ — ถ้าในอีก 10-15 ปี โครงสร้างการใช้พลังงานเปลี่ยนไปจริงๆ รายได้ 2.43 แสนล้านที่เคยมาจากภาษีน้ำมัน จะถูกแทนที่ด้วยอะไร? Carbon Tax? Road Tax? ภาษีที่ดินจะแพงขึ้นไหม? หรือ VAT จะขยับเป็น 10%? มันคือโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันนี้

---
ผมชอบคำกล่าวนึง ที่มักอ้างถึง Charles Darwin (แม้ไม่มีหลักฐานว่า Darwin เคยพูดโดยตรง) ว่า:

"It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent, but the one most responsive to change."
(ไม่ใช่สายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดที่อยู่รอด ไม่ใช่สายพันธุ์ที่ฉลาดที่สุด แต่คือสายพันธุ์ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด)

โลกเปลี่ยน พลังงานเปลี่ยน และกติกากำลังถูกเขียนใหม่ข้ามคืน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่ารัฐจะหาเงินจากไหน แต่คือ เราในฐานะประชาชน พร้อมจะปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงนี้แค่ไหน?

ตอนหน้า... เรามากาง "ผังกรมจัดเก็บภาษีไทย" ดูภาพรวมทั้งหมดไปพร้อมกันครับ

เมื่อโลกไฟลุก… ไทยดึงดูด "มันสมองของ AI" ได้จริงไหม?(ตอนที่ 3: เมื่อ "สมองของ AI" ต้องการบ้านใหม่)นิตยสาร Fortune เขียนไ...
23/03/2026

เมื่อโลกไฟลุก… ไทยดึงดูด "มันสมองของ AI" ได้จริงไหม?
(ตอนที่ 3: เมื่อ "สมองของ AI" ต้องการบ้านใหม่)

นิตยสาร Fortune เขียนไว้ประโยคหนึ่งที่สรุปสถานการณ์ได้ดีมาก — "The cloud has an address, and that address can be hit by a drone." เทคโนโลยีที่เราเรียกว่า "คลาวด์" ฟังดูเหมือนลอยอยู่บนฟ้า แต่จริงๆ มันมีที่อยู่ และที่อยู่นั้นโดนระเบิดได้

1 มีนาคม 2026 โดรนอิหร่านยิง Data Center ของ Amazon ในดูไบ 2 แห่ง บาห์เรนอีก 1 ไฟไหม้ ระบบธนาคาร แอปเรียกรถ ระบบจ่ายเงินทั่วอ่าวเปอร์เซียล่มหมด นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ Data Center กลายเป็นเป้าหมายทางทหาร

กลุ่มประเทศ GCC ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง มั่นคง และศิวิไลซ์ ถูกโจมตีจนโลกต้องตั้งคำถามใหม่ — เมื่อแม้แต่ดูไบยังไม่ปลอดภัย แล้วที่ไหนจะปลอดภัย?

ไทยเป็นตัวเลือกสำหรับ Data Center อยู่แล้ว แต่วันนี้โอกาสกลับมาเปิดกว้างขึ้นอีกครั้ง — เพราะบริษัทเทคฯ ทั่วโลกต้องกระจายความเสี่ยง คำถามคือ เราพร้อมจะคว้ามันไว้ได้ไหม . .
ก่อนจะตอบ ต้องเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังแย่งชิงกันนั้นคืออะไร — Data Center ไม่ใช่แค่ "โกดังเก็บข้อมูล" จริงๆ แล้วมันมีหลายระดับ ตั้งแต่ colocation ธรรมดาที่ให้เช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึง hyperscale ขนาดมหึมาที่ใช้ฝึก AI model

เมื่อ hyperscale มาตั้งในประเทศไหน สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ตึกกับเซิร์ฟเวอร์ แต่คือ "โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล" ของประเทศนั้นทั้งระบบ cloud, fintech, AI startup, smart manufacturing ทุกอย่างต่อยอดบน infrastructure เหล่านี้ได้ทันที

แต่โครงสร้างพื้นฐาน ก่อนจะสร้างได้ ก็ต้องมีคนใช้มากพอ ประเทศที่ดึง Data Center ได้สำเร็จมักมีปัจจัยร่วมอย่างหนึ่ง — กฎหมาย Data Sovereignty ที่กำหนดว่าข้อมูลของรัฐและพลเมืองต้องเก็บในประเทศ กฎหมายแบบนี้ไม่ใช่แค่สร้าง demand ให้ Data Center แต่คือจุดเริ่มต้นของ Digital Government ที่ยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใส และลดคอร์รัปชัน ไทยยังไม่มีกฎหมายนี้ชัดเจน — และนี่คือโอกาสที่พลาดไม่ได้ . .
บทเรียนจากความสำเร็จ: ถ้าผู้นำเห็นโอกาสและลงมือจริง

ก่อนหน้านี้ Microsoft กำลังจะตัดสินใจลงทุน Cloud Region ในมาเลเซีย เมื่อนายกเศรษฐา เศรษฐา ทวีสิน - Srettha Thavisin ทราบข่าว ท่านสั่งให้ทีมงานนำโดย แจ๊ค ฉัตริน จันทร์หอม Jackchattarin บินด่วนไป Seattle เพื่อขอให้ Microsoft ชะลอการตัดสินใจและพิจารณาไทยแทน และท้ายที่สุดเขาเลือกไทยเป็น Cloud Region หลักของภูมิภาค

นี่คือ "นางพญาผึ้ง" ที่เราตามหา เพราะหลังจากนั้นเจ้าอื่นก็ตามมาอีก:
AWS ลงทุน 5,000 ล้านดอลลาร์
Google ลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์ในชลบุรี
ByteDance ทุ่มเกือบ 4,000 ล้านดอลลาร์สร้าง Data Center ใน 3 จังหวัด
BOI อนุมัติโครงการรวมกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2025

ไทยมี pipeline กำลังผลิตรวมกว่า 2.87 GW กำลังแข่งขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของอาเซียน ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชค นี่คือ Queen Bee Effect — ผึ้งนางพญาที่เราพูดถึงในตอนที่แล้ว เกิดขึ้นได้เพราะผู้นำที่เห็นโอกาสและลงมือทำ . .
นักลงทุน Data Center ตัดสินใจจากปัจจัยหลักๆ คือ พลังงาน ที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน ภูมิรัฐศาสตร์ demand ในประเทศ กฎระเบียบ และคน
ไทยมีข้อได้เปรียบหลายข้อที่คู่แข่งไม่มี ต้นทุนก่อสร้าง 7-8 ล้านดอลลาร์ต่อ MW ถูกกว่าสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นฐานผลิต HDD ที่ใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็น 80% ของการผลิตทั่วโลก (Seagate และ Western Digital อยู่ที่นี่) แปลว่า "หัวใจ" ของ Data Center อยู่ในบ้านเราแล้ว ค่าแรงก่อสร้างแข่งขันได้ สิทธิยกเว้นภาษี Internet pe*******on 94.7% เศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ที่ตั้งเป็นกลาง ไม่เลือกข้าง เป็นมิตรกับทั้งสหรัฐฯ และจีน

สิ่งที่ยังขาดคือ "พลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้" — Google, AWS, Microsoft commit ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) ถ้าไทยจัดหาไม่ได้ Site ต่อไปอาจไปที่อื่น Direct PPA 2,000 MW เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องเร่งและขยาย

คู่แข่งไม่ได้มีแค่เพื่อนบ้าน มาเลเซียมี planned capacity 4.8 GW แม้แต่มองโกเลียที่มีพื้นที่กว้าง อากาศเย็น พลังงานสะอาด และตั้ง Sovereign Wealth Fund 1,400 ล้านดอลลาร์เพื่อดึงการลงทุน แม้ยังขาด ecosystem และ demand แต่เตือนว่าสนามนี้ใหญ่กว่าที่คิด . .
ไทยแข่งได้ในเรื่องต้นทุนและที่ตั้ง แต่มีอีกปัจจัยหนึ่งที่ตัดสินทุกอย่าง — "คน"

ไม่ว่าจะดึงบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาได้มากแค่ไหน ถ้าไม่มี "คน" ที่เข้าถึงองค์ความรู้เหล่านี้ ทุกอย่างก็เสียเปล่า Data Center ที่มีแต่เซิร์ฟเวอร์ ไม่มีวิศวกรไทยที่เข้าใจมัน ก็เหมือนสร้างโครงสร้างพื้นฐานแต่ไม่มีคนใช้ประโยชน์ การดึงดูด "มันสมองของ AI" กับ "มันสมองของคน" ต้องทำควบคู่กัน เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ไทยเป็น "ที่ตั้ง" แต่คือให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้และต่อยอดได้

รัฐมีหน้าที่ทั้งเป็นผู้อำนวยความสะดวกที่ทำให้การลงทุนเข้ามาเร็ว และผู้กำกับดูแลที่ดูแลเรื่องพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อมให้รอบคอบ สองบทบาทนี้ไม่ได้ขัดกัน ถ้าทำดี . .
ตลอด 3 ตอน ผมพยายามวาดภาพให้เห็นว่าโอกาสมาถึงหน้าบ้านไทยแล้ว — เมื่อโลกไม่ปลอดภัย แม้แต่ GCC ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและมั่นคงยังถูกโจมตี ทุนกำลังหาบ้านใหม่ คนเก่งกำลังหาที่อยู่ใหม่ AI กำลังหา site ใหม่ — ไทยมีโอกาสที่จะเป็นคำตอบ

ไทยมีต้นทุนดี มีรากฐานที่เริ่มวางไว้ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี สิ่งที่ขาดคือความกล้าที่จะปรับกฎเกณฑ์ให้ทันยุค — ปรับวีซ่า ปรับกฎแรงงาน ออกกฎหมาย Data Sovereignty ผลักดัน Digital Government เร่งพลังงานสะอาด

อย่าใช้หลักคิดและกฎหมายยุคเครื่องจักร มาบริหารยุคปัญญาประดิษฐ์ ครับ

#ไทยน่าอยู่แค่ไหน

เมื่อโลกไฟลุก… ไทยดึงดูด "มันสมอง" ได้จริงไหม?ตอนที่แล้วเราคุยกันว่าไทยมี "ต้นทุน" ความน่าอยู่ที่ดีมาก แต่ยังมีจุดที่ทำใ...
17/03/2026

เมื่อโลกไฟลุก… ไทยดึงดูด "มันสมอง" ได้จริงไหม?


ตอนที่แล้วเราคุยกันว่าไทยมี "ต้นทุน" ความน่าอยู่ที่ดีมาก แต่ยังมีจุดที่ทำให้คนเดินผ่าน วันนี้มาคุยเรื่องที่สำคัญกว่า — ทำอย่างไรให้คนเก่งไม่แค่ "ผ่าน" แต่ "อยู่"
. .

Tim Cook เคยพูดเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมาก ตอนถูกถามว่าทำไม Apple ผลิต iPhone ในจีน คนส่วนใหญ่คิดว่าเพราะค่าแรงถูก Cook บอกว่าไม่ใช่ "จีนเลิกเป็นประเทศค่าแรงถูกไปนานแล้ว" เหตุผลจริงคือ "คนเก่ง" จีนมีวิศวกรมากจนเติมสนามฟุตบอลได้หลายสนาม ในขณะที่อเมริกาจัดประชุมวิศวกรแบบเดียวกัน ไม่แน่ใจว่าจะเติมได้แม้แต่ห้องเดียว

นี่คือบทเรียนสำคัญ — เราไม่ได้ดึงดูด "ทุน" เพื่อให้ได้ "คน" แต่ต้องปักหมุด "คน" เพื่อให้ได้ "ทุน" เพราะวันนี้คนเก่งคือแรงดึงดูดที่ทรงพลังที่สุดในระบบเศรษฐกิจ

Hollywood กับ Silicon Valley ดึงคนเก่งมาอยู่รวมกัน แล้วทั้ง ecosystem งอกตาม สตูดิโอ สตาร์ทอัพ ร้านอาหาร อสังหาฯ หรือกรณีบ้านเราลองดูบุรีรัมย์ครับ สร้างสโมสรให้ยิ่งใหญ่ ดึงนักเตะเก่งเข้ามา แล้วโรงแรม ท่องเที่ยว ธุรกิจเกี่ยวเนื่องตามมาทั้งจังหวัด หลักการเดียวกัน สเกลต่างกัน — เมื่อ "ผึ้งนางพญา" มาอยู่ ผึ้งงานย่อมตามมาเสมอ
. .

คนที่เห็นเรื่องนี้ชัดที่สุดและเริ่มวางรากฐานไว้ คือ อดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน

ท่านพูดบนเวทีระดับโลกตั้งแต่ MIPIM ที่คานส์ WEF ที่ดาวอส และประกาศเป็นนโยบายหลักบนเวที Ignite Thailand ว่าไทยต้องเป็น "Home for All" ไม่ใช่แค่ดึงเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องดึง Knowledge Transfer ต้องเปลี่ยนไทยจาก "สมองไหลออก" เป็น "สมองไหลเข้า"

ไทยจึงมี DTV (Destination Thailand Visa) ที่เปิดให้ Digital Nomad อยู่ไทยได้ถูกกฎหมาย LTR Visa ฉบับปรับปรุงที่ลดขั้นตอนและเพิ่มสิทธิประโยชน์ การไปพบ Tim Cook ด้วยตัวเองที่ San Francisco จน Apple เขียนจดหมายถึงรัฐบาลไทยว่าพร้อมขยาย ecosystem สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่ทำให้ไทยเริ่มอยู่บนเรดาร์ของ Talent ระดับโลก

แต่คำถามคือ รากฐานนี้จะถูกต่อยอดหรือถูกปล่อยทิ้ง?
. .

ผมเคยศึกษาเรื่อง Talent Attraction Policy และได้สัมภาษณ์ภาคเอกชนหลายราย สิ่งที่พบคือไทยไม่ได้แพ้เพราะ "ของไม่ดี" แต่แพ้เพราะ "ประตูยังแคบเกินไป"

บริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่ของไทยจะตั้ง Data Analytics Center ในกรุงเทพฯ ต้องการคนพันกว่าตำแหน่ง หาในไทยไม่พอ จะจ้างต่างชาติก็ติดกฎระเบียบ สุดท้ายย้ายไปตั้งที่สิงคโปร์ แพลตฟอร์มระดับภูมิภาคจะลงทุนในไทย พิจารณาแล้วเลือกสิงคโปร์ เพราะเสถียรภาพ คนเก่ง วีซ่าของ่ายกว่าบ้านเรา

แม้แต่แพลตฟอร์มที่คนไทยใช้กันทั้งประเทศ ยังเลือกวาง "สมอง" ไว้ที่สิงคโปร์ เหลือแค่ทีมขายเล็กๆ ไว้ในไทย Tech firms ระดับโลกหลายรายก็ทำแบบเดียวกัน เปิดออฟฟิศในกรุงเทพฯ เพื่อขาย แต่คิดและสร้างที่อื่น
เรื่องแบบนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่เพราะไทยไม่ดี แต่เพราะคู่แข่งเปิดประตูได้เร็วกว่าและกว้างกว่า
. .

ไทยมีของดีครบ สาธารณสุขติด Top 10 โลก โรงเรียนนานาชาติเกือบ 200 แห่ง ค่าครองชีพถูก อาหารดี คนเป็นมิตร ที่ตั้งปลอดภัยจากสงคราม แต่ "มีของดี" กับ "เปิดให้คนเข้าถึงได้" เป็นคนละเรื่อง

สิ่งที่ต้องทำต่อจากรากฐานที่รัฐบาลเพื่อไทยเริ่มไว้:

ลดขั้นตอนวีซ่าให้เร็วเท่าคู่แข่ง — DTV กับ LTR เป็นก้าวที่ดี แต่ต้องเร็วขึ้นและง่ายขึ้นอีก สิงคโปร์ออก Employment Pass ได้ในไม่กี่วัน ไทยยังต้องวิ่งเอกสารข้ามหลายหน่วยงาน

ปลดล็อกกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย — กฎ 4:1 เหมาะกับโรงงาน ไม่เหมาะกับบริษัท tech ที่ต้องการ "สมอง" มากกว่า "แขน"

รักษาความต่อเนื่องของนโยบาย — ข้อนี้สำคัญที่สุด นักลงทุนกลัวประเทศที่คาดเดาไม่ได้ สิ่งที่เริ่มไว้ต้องถูกต่อยอด ไม่ใช่เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล
. .

กลับมาที่ Tim Cook วันที่เขาเลือกจีนเพราะ "คนเก่ง" โลกยังไม่มีสงครามในตะวันออกกลาง ยังไม่มี geopolitics รุนแรงขนาดนี้ วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยน บริษัทระดับโลกต้องกระจายความเสี่ยง หาฐานใหม่ที่ปลอดภัย เป็นกลาง มีคนเก่ง

ถ้าไทยดึงคนเก่งเข้ามาได้ การลงทุนจะตามมาเอง เหมือนที่เกิดในจีน ใน Silicon Valley ในบุรีรัมย์ แต่ถ้าประตูยังแคบ สมองก็จะไหลไปที่เดิม โอกาสแบบนี้มีหน้าต่างเวลาจำกัด ใครเปิดประตูก่อน คนนั้นชนะ

ติดตามตอนที่ 3: "มันสมองของ AI" — เมื่อดาต้าเซนเตอร์กลายเป็นสมรภูมิใหม่ แล้วพบกันครับ…

#ไทยน่าอยู่แค่ไหน #เจอจั๋งจั๋ง

เมื่อโลกลุกเป็นไฟ... "ไทย" น่าอยู่แค่ไหน?ขีปนาวุธข้ามน่านฟ้า โดรนถล่มท่าเรือ สนามบินดูไบโดนโจมตี ตึก Burj Al Arab ไฟลุก ...
16/03/2026

เมื่อโลกลุกเป็นไฟ... "ไทย" น่าอยู่แค่ไหน?


ขีปนาวุธข้ามน่านฟ้า โดรนถล่มท่าเรือ สนามบินดูไบโดนโจมตี ตึก Burj Al Arab ไฟลุก Data Center ของ Amazon ในดูไบถูกโดรนยิงจนต้องปิดตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์

ตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน อิหร่านยิงตอบโต้ไม่ใช่แค่ใส่อิสราเอล แต่ยิงทั่วตะวันออกกลาง ทั้งซาอุดีอาระเบีย ดูไบ กาตาร์ คูเวต โอมาน ประเทศอ่าวเปอร์เซียที่เคยเป็น "Safe Haven ของเศรษฐี" กลายเป็นสนามรบข้ามคืน ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs, Citi และ Standard Chartered สั่งพนักงานในดูไบทำงานจากบ้านและเริ่มมีการอพยพคน

ผมติดตามข่าวนี้แล้วนึกถึงสิ่งหนึ่ง...

เกือบ 2 ปีก่อน อดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ขึ้นเวที MIPIM 2024 ที่เมืองคานส์ ต่อหน้านักลงทุนจาก 90 ประเทศ ภายใต้ธีม "Thailand Unveiled: Harmonizing Livability for Life" เพื่อบอกโลกว่าไทยไม่ใช่แค่ที่เที่ยว แต่เป็นที่ "น่าอยู่" สำหรับการทำงานและลงทุน

วันนั้นหลายคนอาจฟังแล้วผ่านหู แต่วันนี้ เมื่อ Safe Haven เดิมของโลกกำลังเผชิญขีปนาวุธ คำถามที่ว่า "ไทยน่าอยู่จริงไหม?" กลับมีน้ำหนักกว่าที่เคย

ส่อง "แต้มต่อ" ของไทยผ่านสายตาโลก

1. ระบบสาธารณสุข
Numbeo Quality of Life Index 2026 ให้คะแนน Healthcare ไทยอยู่ใน Top 10 ของประเทศที่ทำการวัดผล ซึ่งสูงกว่าเดนมาร์ก สเปน และฝรั่งเศส ในขณะที่มีราคาที่จับต้องได้มากกว่า

2. ค่าครองชีพ
เชียงใหม่อยู่ได้สบายในงบต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ส่วนกรุงเทพฯ ราว 1,500–2,500 ดอลลาร์ สามารถได้คอนโดติดรถไฟฟ้าพร้อมสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง คุณภาพชีวิตระดับนี้ในนิวยอร์กหรือสิงคโปร์ต้องจ่ายแพงกว่าหลายเท่าตัว

3. ที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ไทยไม่มีความขัดแย้งกับมหาอำนาจ ไม่มีฐานทัพต่างชาติ และมีนโยบายเน้นความเป็นกลางมาตลอด ในโลกที่กำลังบีบให้เลือกข้าง ความ "ไม่เลือกข้าง" อาจกลายเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด

4. Soft Power
อาหาร วัฒนธรรม และวิถี "เมืองยิ้ม" ที่ทำให้คนต่างชาติรู้สึกเหมือนอยู่บ้านได้เร็ว เป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากจากประเทศอื่น

อะไรที่ทำให้เรายัง "ไม่สุด"?

- PM2.5 คือตัวไล่แขก: Pollution Index 73.8 สูงจนน่าตกใจ ลองนึกภาพ Jensen Huang จาก Nvidia กำลังเปรียบเทียบสิงคโปร์ ลิสบอน และกรุงเทพฯ ทุกอย่างดูสูสี จนกระทั่งเห็นว่าต้องใส่หน้ากาก N95 นานถึง 3 เดือนต่อปี แค่นั้นก็เพียงพอให้ตัดสินใจข้ามเราไปได้เลย

- เสถียรภาพการเมือง: Global Peace Index 2025 จัดไทยอันดับ 86 ตามหลังมาเลเซีย (อันดับ 13) และเวียดนาม (อันดับ 38) ไกลมาก นักลงทุนไม่ได้กลัวประเทศที่แดดร้อน แต่เขากลัวประเทศที่คาดเดาไม่ได้ ไม่มีใครเอาเงินพันล้านมาลงทุนถ้ากฎเกณฑ์เปลี่ยนทุกรอบที่เปลี่ยนรัฐบาล ความต่อเนื่องของนโยบายคือสิ่งที่นักลงทุนต้องการมากกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วยซ้ำ

- พลังงานสะอาด: Climate Change Performance Index จัดไทยอันดับ 32 ซึ่งมีคะแนน "ต่ำ" ด้านพลังงานหมุนเวียน เพราะยังพึ่งพา Fossil Fuels เป็นหลัก ซึ่งในตอนต่อไป ผมจะเล่าว่าเรื่องนี้เชื่อมโยงกับโอกาสหลายพันล้านดอลลาร์ที่กำลังมาถึงหน้าบ้านเราอย่างไร

บทสรุป

ไทยมีต้นทุนเหลือเฟือ ทั้งที่ตั้งที่ปลอดภัย ค่าครองชีพที่ดึงดูด และระบบสาธารณสุขระดับโลก แต่ถ้าไม่แก้เรื่องอากาศ เสถียรภาพ และพลังงาน เราก็จะเป็นได้แค่ "ประเทศที่มีศักยภาพ" ไปตลอด โดยไม่เคยกลายเป็น "ประเทศที่โลกเลือก" จริงๆ

ในวันที่โลกปั่นป่วน คน ทุนและเทคโนโลยีกำลังหาบ้านใหม่ โอกาสแบบนี้ไม่ได้เปิดบ่อยๆ ไทยจะคว้ามันไว้ได้ หรือจะปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนที่ผ่านมา?

ติดตามตอนที่ 2: "Digital Nomad & Global Wealth" — ใครกันแน่ที่กำลังเก็บกระเป๋ามาเมืองไทย?

#เศรษฐกิจไทย #ภูมิรัฐศาสตร์ #เจอจั๋งจั๋ง

ผมมีโอกาสได้ร่วมคณะพรรคเพื่อไทยที่นำคณะโดย อาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พี่หนิม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ คุณสุริยะ จึงรุ่งเร...
13/03/2026

ผมมีโอกาสได้ร่วมคณะพรรคเพื่อไทยที่นำคณะโดย อาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พี่หนิม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เข้าเยี่ยมคารวะและแลกเปลี่ยนมุมมองกับท่านเอกอัครราชทูตจีน จาง เจี้ยนเว่ย ณ สถานเอกอัครราชทูตจีน

ในการนี้ผมได้เรียนรู้แนวคิดที่น่าสนใจเรื่อง “นวัตกรรมนำนโยบาย” การนำองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้แก้โจทย์ของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

เชื่อว่าความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างไทย–จีน จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการพัฒนานโยบายที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนครับ

01/03/2026

แถลงการณ์ เรื่อง สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาค

ตามที่ปรากฏสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น พรรคเพื่อไทยมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนและแรงงานไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

พรรคเพื่อไทยขอแถลงจุดยืนและข้อเรียกร้องดังนี้:

1. พรรคเพื่อไทยขอส่งความห่วงใยไปยังพี่น้องคนไทยและครอบครัว ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังสูงสุด และติดตามข้อมูลข่าวสารจากสถานเอกอัครราชทูตและหน่วยงานของรัฐอย่างใกล้ชิดในทุกช่องทาง

2. พรรคเพื่อไทยขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกในการติดตามสถานการณ์ และจัดเตรียมแผนเผชิญเหตุเพื่อดูแลความปลอดภัย รวมถึงแผนการอพยพหากมีความจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยทุกคนจะได้รับการคุ้มครองอย่างทันท่วงที

3. พรรคเพื่อไทยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการเจรจาและสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อพลเรือนและเศรษฐกิจโลก และขอให้รัฐบาลไทยรักษาบทบาทที่สมดุลในการประสานความช่วยเหลือภายใต้กรอบมนุษยธรรม

พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนไทยคือภารกิจสูงสุด และเราจะร่วมติดตามสถานการณ์นี้อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในการดูแลคนไทยให้ดีที่สุด

พรรคเพื่อไทย
1 มีนาคม 2569

ทำไมคนไทยรู้สึกจนลงทุกวัน แต่ธนาคารกำไรรวมมหาศาล?รองนายกฯ พิชัย ชุณหวชิร เคยตั้งคำถามที่น่าคิดไว้ว่า ในเมื่อเศรษฐกิจไทยโ...
26/02/2026

ทำไมคนไทยรู้สึกจนลงทุกวัน แต่ธนาคารกำไรรวมมหาศาล?

รองนายกฯ พิชัย ชุณหวชิร เคยตั้งคำถามที่น่าคิดไว้ว่า ในเมื่อเศรษฐกิจไทยโตได้แค่ 1-2% แต่ทำไมธนาคารยังกำไรรวมกันกว่า 2 แสนล้านบาท? ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าธนาคารบริหารเก่ง แต่บอกว่าภาระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่แบกอยู่บนบ่าของ SME และประชาชนนั้น สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นมานานแล้ว

เห็นข่าว กนง. ลดดอกเบี้ย พร้อมกับที่ ธปท. เตรียมดึงค่าธรรมเนียมธนาคารให้สะท้อนต้นทุนจริง ถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตา เพราะนี่คือครั้งแรกในรอบหลายปีที่นโยบายการเงินเริ่มหันมามองชีวิตจริงของคนในระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้จึงไม่ใช่แค่การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการทยอยคืนความเป็นธรรมให้ผู้กู้ และเปิดโอกาสให้เงินไหลเข้าถึงธุรกิจรากหญ้าได้มากขึ้น

กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ต้องใช้เวลาเกือบสองปีในการพิสูจน์ด้วยข้อมูลจริง ว่าปัญหาที่รัฐบาลเพื่อไทยชี้ให้ดูนั้นไม่ใช่แค่ความเห็นทางการเมือง แต่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคนครับ

ที่อยู่

Phanom Sarakham
24120

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ จั๋ง พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง จั๋ง พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ:

ทางลัด

แชร์