วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS

วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS 🔵JSBS Hotline: https://lin.ee/St1l0Ip

26/08/2023

#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ #ฉบับเต็ม
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀
📖 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566)
📖 Vol. 8 No. 2 (May-August 2023)
📍 วารสาร TCI 1 (2565-2567)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

อ่านเพิ่มเติมได้ที่👉 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/issue/view/17524

🟩 บทความที่ 𝟭𝟮 🟩   #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ    𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาค...
23/08/2023

🟩 บทความที่ 𝟭𝟮 🟩
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566)
🟢 Vol. 8 No. 2 (May-August 2023)
📍 วารสาร TCI 1 (2565-2567)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิชาการ: โยนิโสมนสิการในฐานะเป็นเครื่องมือจัดการความขัดแย้งภายในของมนุษย์

𝗔𝗰𝗮𝗱𝗲𝗺𝗶𝗰 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: Yonisomanasikàra as a Tool for Managing Human’s Internal Conflicts

ผู้เขียน: พระเจริญพงษ์ วิชัย
สายน้ำผึ้ง รัตนงาม
วันไชย์ กิ่งแก้ว
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝐬: Phrajaroenphong Wichai
Sainumpung Riattanangam
Wanchai Kingkaew
Mahachulalongkornrajavidyalaya University,
Buddhapanyasridvaravadi Buddhist College

✍️บทคัดย่อ✍️
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอหลักโยนิโสมนสิการในฐานะเป็นเครื่องมือจัดการความขัดแย้งภายในของมนุษย์ ผลการศึกษาพบว่า ความขัดแย้งภายในของมนุษย์ตรงกับวิจิกิจฉาตามทัศนะคำสอนทางพระพุทธศาสนา เป็นสภาวะความคิดที่ไร้ระเบียบ ลังเลสงสัย เมื่อประสบกับทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ จำแนกออกเป็นความขัดแย้งเชิงบวกที่มีฉันทะเป็นสาเหตุ และความขัดแย้งเชิงลบที่มีตัณหาเป็นสาเหตุ ฉะนั้น การจัดการความขัดแย้งภายในของมนุษย์ คือ การขจัดวิจิกิจฉา ซึ่งมีอโยนิโสมนสิการ ความไม่คิดพิจารณาให้เข้าใจ รู้แจ้งชัดในทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ เป็นปัจจัยให้เกิดความขัดแย้งขึ้นภายใน สรุปองค์ความรู้ที่สำคัญของบทความนี้ คือ กระบวนธรรมเชิงเหตุปัจจัยสัมพันธ์แสดงการเกิดขึ้นของความขัดแย้งภายในมนุษย์ และกระบวนการเกิดขึ้นของสันติภาพภายในของมนุษย์ที่เกิดจากการนำหลักโยนิโสมนสิการมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการความขัดแย้งภายในของปัจเจกบุคคลด้วยวิธีคิดตามหลักโยนิโสมนสิการ 4 แบบ คือ 1) คิดถูกวิธี 2) คิดอย่างเป็นระบบ 3) คิดอย่างมีเหตุผล 4) คิดให้เกิดผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางความคิดที่นำมาใช้ในการขบคิดให้เกิดความรู้แจ้งชัดหรือมองทะลุปรุโปร่งในทางเลือกที่ต้องตัดสินใจเมื่อประสบกับสภาวะความขัดแย้งภายใน และยังเป็นการจัดระเบียบความคิดไม่ให้เกิดภาวะความลังเลสงสัย ความสับสนทางความคิด โยนิโสมนสิการจึงเป็นหลักคิดที่ช่วยเสริมสร้างให้มีสุขภาวะทางจิตที่ดี เป็นปัจจัยสำคัญที่เกื้อกูลให้เกิดสุขภาวะทางสังคม นำมาซึ่งสันติภาพของสังคมที่ก่อตัวจากสันติภาพภายในของบุคคล

คำสำคัญ: #โยนิโสมนสิการ; #การจัดการความขัดแข้ง; #ความขัดแย้ง

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/257712

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

🟩 บทความที่ 𝟭𝟭 🟩   #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ    𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาค...
22/08/2023

🟩 บทความที่ 𝟭𝟭 🟩
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566)
🟢 Vol. 8 No. 2 (May-August 2023)
📍 วารสาร TCI 1 (2565-2567)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: การวิเคราะห์ความเชื่อของคนพะเยาจากนิทานพื้นบ้านและตำนานพื้นบ้าน จังหวัดพะเยา

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: Analysis of Beliefs of Phayao People from Folk Tales and Folk Legends in Phayao Province

ผู้เขียน: พระปลัดพงศ์ศิริ พุทฺธิวํโส
พิงพร ศรีแก้ว
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝐬: Prapalad Phongsiri Buddhivumso
Pingporn Srikaew
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Phayao Campus

✍️บทคัดย่อ✍️
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษานิทานพื้นบ้านและตำนานพื้นบ้าน จังหวัดพะเยา 2) เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อของคนพะเยาจากนิทานพื้นบ้านและตำนานพื้นบ้านจังหวัดพะเยา 3) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อของคนพะเยาจากนิทานพื้นบ้านและตำนานพื้นบ้านจังหวัดพะเยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บรรพชิต 2 รูป และคฤหัสถ์ 12 คน ในพื้นที่อำเภอภูซาง อำเภอเชียงคำ อำเภอจุน อำเภอปง และอำเภอภูกามยาว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ที่ไม่มีโครงสร้าง และ แบบสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัย พบว่า 1. ข้อมูลนิทานพื้นบ้านและตำนานพื้นบ้าน จังหวัดพะเยา ประกอบด้วยนิทานพื้นบ้านจำนวน 14 เรื่อง ตำนานพื้นบ้าน จำนวน 8 เรื่อง จากอำเภอภูซาง อำเภอเชียงคำ อำเภอจุน อำเภอปงและอำเภอภูกามยาว 2. ความเชื่อของคนพะเยาจากนิทานพื้นบ้านและตำนานพื้นบ้านประกอบด้วยความเชื่อเกี่ยวกับสถานที่ ตำนานพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ ความเชื่อเกี่ยวกับความศรัทธาความเคารพต่อกษัตริย์วีรบุรุษ ความเชื่อเกี่ยวกับคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่สอนให้คนทำความดี ความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์ที่แฝงคติเตือนใจ ความเชื่อเกี่ยวกับพระแม่โพสพ และความเชื่อเกี่ยวกับหลักในการใช้ชีวิตในการครองคู่ 3. การพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้จากความเชื่อของคนพะเยาจากนิทานพื้นบ้านและตำนานพื้นบ้านจังหวัดพะเยา เป็นความเชื่อที่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตทั้งต่อตนเองและสังคม เพราะความเชื่อเหล่านี้สังคมได้สั่งสมหรือปฏิบัติไปในแนวเดียวกัน กระทั่งกลายเป็นวิถีชีวิตในสังคมและแรงผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานทางสังคมต่อไป องค์ความรู้จากการวิจัยมี 3 ด้าน คือ 1. ด้านการให้ความรู้เกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านและตำนานพื้นบ้านแก่ชาวจังหวัดพะเยา 2. ด้านความเชื่อในพระพุทธศาสนาที่สอนให้ทำดีที่ปรากฏอยู่ในนิทานพื้นฐานและตำนานพื้นบ้าน 3. ด้านการพัฒนาการเรียนการสอนเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านและตำนานพื้นบ้านของชาวจังหวัดพะเยาในสถานศึกษา

คำสำคัญ: #ความเชื่อ; #นิทานพื้นบ้าน; #ตำนานพื้นบ้าน

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/258506

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

🟩 บทความที่ 𝟭𝟬 🟩   #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ    𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาค...
16/08/2023

🟩 บทความที่ 𝟭𝟬 🟩
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566)
🟢 Vol. 8 No. 2 (May-August 2023)
📍 วารสาร TCI 1 (2565-2567)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: การผลิตผลิตภัณฑ์เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ชุมชน จังหวัดลำปาง

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: The Production of Creative Economic Products on Community Museum Network in Lampang Province

ผู้เขียน: สมจันทร์ ศรีปรัชยานนท์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครลําปาง
พระมหาสุพัตร์ วชิราวุโธ
วิทยาเขตนครราชสีมา
สหัทยา วิเศษ
วิทยาเขตพะเยา
เบญญาดา กระจ่างแจ้ง
มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว
ปาณิสรา เทพรักษ์
วิทยาลัยสงฆ์นครลําปาง

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝐬: Somchan Sripraschayanon
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Nakhon Lampang Buddhist College
Phramaha Supat Vachiravudho
Nakhon Ratchasima Campus
Sahathaya Wises
Phayao Campus
Benyada Krajangjeang
Burapa University, Sa Kaeo Campus
Panisara Theprak
Nakhon Lampang Buddhist College

✍️บทคัดย่อ✍️
การวิจัยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดการผลิตผลิตภัณฑ์ของพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาการผลิตภัณฑ์เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ชุมชนจังหวัดลำปาง 3) เพื่อเสนอแนวทางการเสริมสร้างการผลิตผลิตภัณฑ์เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ชุมชนจังหวัดลำปาง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปฏิบัติการ โดยมีเครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสนทนากลุ่มย่อย ชุดปฏิบัติการและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากนั้น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและกระบวนการการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์
ผลการวิจัย พบว่า 1) แนวคิดการผลิตผลิตภัณฑ์ของพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น ได้แก่ (1) การผลิตผลิตภัณฑ์พิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยจากการจัดการของชุมชน เอกชนและหน่วยงานภาครัฐ (2) การผลิตผลิตภัณฑ์พิพิธภัณฑ์ชุมชนในต่างประเทศ (3) การวิเคราะห์การผลิตผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ โดยในประเทศไทยเน้นการผลิตเครื่องใช้ เครื่องแต่งกายและสินค้าตามความเชื่อ ส่วนต่างประเทศมุ่งเน้นสร้างประสบการณ์แปลกใหม่และคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ 2) การผลิตผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์มีกระบวนการ ได้แก่ (1) กระบวนการการผลิตผลิตภัณฑ์ โดยการจัดเวทีชุมชน นำเสนอรูปแบบ ระดมความคิดออกแบบ ตั้งคณะทำงาน ออกแบบผลิตภัณฑ์และปฏิบัติการ (2) วิธีการการผลิตผลิตภัณฑ์ โดยนำต้นแบบมาขยายผล อบรมเชิงปฏิบัติการ การผลิตผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ ทดลองจำหน่ายและสรุปบทเรียน (3) รูปแบบการผลิตผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ต้นน้ำ-สำรวจบริบทชุมชน กลางน้ำ-ลงมือปฏิบัติการเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ และปลายน้ำ-การจำหน่าย 3) แนวทางการเสริมสร้างการผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ (1) การผลิตแบบมีส่วนร่วม (2) ผลิตภัณฑ์แสดงอัตลักษณ์ชุมชน (3) ผลิตภัณฑ์สร้างรายได้แก่ชุมชน องค์ความรู้จากการวิจัย พบว่า การผลิตผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์จะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน ความรับผิดชอบ ผลิตภัณฑ์พิพิธภัณฑ์และเครือข่ายการตลาด ซึ่งจะทำให้ชุมชนเกิดรายได้และรักษาอัตลักษณ์ของทุนทางวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืน
คำสำคัญ: #ผลิตภัณฑ์; #เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์; #เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ชุมชน

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/257981

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

🟩 บทความที่ 𝟵 🟩   #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ    𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม...
14/08/2023

🟩 บทความที่ 𝟵 🟩
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566)
🟢 Vol. 8 No. 2 (May-August 2023)
📍 วารสาร TCI 1 (2565-2567)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนของประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: Factors Affecting the Acceptance of Waste Power Plant of Communities in Nakhon Si Thammarat Province

ผู้เขียน: ธารินี จริยาปยุกต์เลิศ
จินดาลักษณ์ วัฒนสินธุ์
เกษมศานต์ โชติชาครพันธุ์
หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝐬: Tharinee Jariyapayuklert
Chindalak Vadhanasindhu
Kasemsarn Chotchakornpant
Doctor of Public Administration Program in Public Policy, School of Public Administration, National Institute of Development Administration

✍️บทคัดย่อ✍️
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนของประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชในระยะรัศมี 3 กิโลเมตร จำนวน 398 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับที่ 0.967 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าความถี่ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ
ผลการศึกษา พบว่า 1) ปัจจัยในระดับบุคคล คือ ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และด้านความรู้ความเข้าใจของประชาชน 2) ปัจจัยสังคม คือ ด้านความสามารถในการสื่อสารของผู้นำชุมชนและด้านความสามารถในการจูงใจของผู้นำชุมชน ทั้งสองปัจจัยนี้ส่งผลต่อระดับการยอมรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนของประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และ 3) ปัจจัยผลกระทบ คือ ด้านความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงในชุมชน ส่งผลต่อระดับการยอมรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนของประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 องค์ความรู้จากการวิจัย คือ 1. ความขัดแย้งและการประท้วงของประชาชนและชุมชนที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนของจังหวัดนครศรีธรรมราช มิได้เกิดจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน เนื่องจากผลการวิจัยพบว่า ระดับการยอมรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนของประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชอยู่ในระดับปานกลาง จึงมีทั้งประชาชนที่ยอมรับและไม่ยอมรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน 2. ปัจจัยการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผู้นำเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อระดับการยอมรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสร้างความรู้ความเข้าใจผ่านผู้นำชุมชนเพื่อเป็นแนวทางให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน

คำสำคัญ: #โรงงานไฟฟ้า; #พลังงานขยะชุมชน; #การยอมรับ

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/262373

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

🟩 บทความที่ 𝟴 🟩   #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ    𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม...
12/08/2023

🟩 บทความที่ 𝟴 🟩
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566)
🟢 Vol. 8 No. 2 (May-August 2023)
📍 วารสาร TCI 1 (2565-2567)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: กลยุทธ์การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน โรงเรียนบ้านเขาแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: Strategies for Driving to Develop the Critical Thinking of Students’ Mathematics Subject in Ban Khaodang School under the Prachuap Khiri Khan Primary Educational Service Area Office 2

ผู้เขียน: มัลวิกา นิรันราย
กาญจนา บุญส่ง
ไพรัช มณีโชติ
หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝐬: Manvika Nirunrai
Kanchana Boonsong
Phairath Maneechote
Master of Education Program in Educational Administration, Faculty of Education, Phetchaburi Rajabhat University

✍️บทคัดย่อ✍️
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษากลยุทธ์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาการคิดวิเคราะห์วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาแดง 2) เพื่อศึกษากลยุทธ์ในการพัฒนาการคิดวิเคราะห์วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาแดง 3) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาการคิดวิเคราะห์วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาแดง เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาแดง ครูสอนรายวิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 4 คน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 71 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ คู่มือการใช้กลยุทธ์การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า 1) กลยุทธ์การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาแดงมี 4 กลยุทธ์ ประกอบด้วยกลยุทธ์การมีส่วนร่วม การทำงานเป็นทีม การเสริมพลังอำนาจและการบูรณาการ 2) กลยุทธ์เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาแดง ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของมาร์ซาโน 3) ผลการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนพบว่า นักเรียนมีการคิดวิเคราะห์หลังเรียนอยู่ในระดับดีเยี่ยม โดยมีร้อยละของความก้าวหน้าเท่ากับ 35.90 องค์ความรู้จากการวิจัย คือ โรงเรียนสามารถใช้กลยุทธ์การมีส่วนร่วม การทำงานเป็นทีม การเสริมพลังอำนาจและการบูรณาการมาขับเคลื่อนและพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนนักเรียนตามคู่มือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อให้นักเรียนเกิดการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ต่อไป

คำสำคัญ: #กลยุทธ์การขับเคลื่อน; #การคิดวิเคราะห์; #คณิตศาสตร์; #สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์เขต2

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/259006

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

🟩 บทความที่ 𝟳 🟩   #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ    𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม...
31/07/2023

🟩 บทความที่ 𝟳 🟩
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566)
🟢 Vol. 8 No. 2 (May-August 2023)
📍 วารสาร TCI 1 (2565-2567)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: บูรณาการหลักพุทธปรัชญาเถรวาทเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตในสถานการณ์โควิด-19

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: Integration of Theravada Buddhist Philosophy in Life Quality Care in COVID-19 Situation

ผู้เขียน: สิริพร ครองชีพ
พระสุทธิสารเมธี
หลักสูตรศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝐬: Siriporn Krongcheep
Phra Sutthisanmethi
Doctor of Philosophy Program in Buddhism and Philosophy,
Graduate School, Mahamakut Buddhist University

✍️บทคัดย่อ✍️
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาชีวิตและการดูแลคุณภาพชีวิตในสถานการณ์โควิด 19 2) เพื่อศึกษาหลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่เหมาะสมกับการดูแลคุณภาพชีวิตในยุคโควิด-19 3) เพื่อบูรณาการหลักพุทธปรัชญาเถรวาทเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตในสถานการณ์โควิด 19 และ 4) เพื่อเสนอองค์ความรู้เรื่องการบูรณาการหลักพุทธปรัชญาเถรวาทเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตในสถานการณ์โควิด-19 โดยศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากพระไตรปิฎก ตำราและเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา กลุ่มสายงานด้านการดูแลสุขภาพ ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบในสถานการณ์โควิด แล้ววิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาจากนั้นนำเสนอข้อมูลเชิงพรรณนา
ผลการวิจัย พบว่า ประเด็นที่ 1 สภาพปัญหาชีวิตในสถานการณ์โควิด-19 ทำให้พบสภาพปัญหาชีวิต 3 ด้าน คือ 1) ด้านจิตใจ มีความเครียด วิตกกังวลเพิ่มขึ้น 2) ด้านสังคม มีความลำบากในการดำเนินชีวิตตามประเพณีและวิถีปฏิบัติต่าง ๆ และ 3) ด้านเศรษฐกิจ กลุ่มประชากรตกงาน ขาดรายได้ ประเด็นที่ 2 หลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่เหมาะสมกับการที่จะนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตประกอบด้วย 1) พรหมวิหารธรรม 4 หลักธรรมประจำใจอันประเสริฐ 2) สังคหวัตถุ 4 หลักการสงเคราะห์กันในสังคม 3) ทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 หลักการสร้างประโยชน์ในปัจจุบัน ประเด็นที่ 3 การบูรณาการหลักพุทธปรัชญาเถรวาทเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตในสถานการณ์โควิด 19 พบว่า ปัญหาด้านจิตใจได้นำหลักพรหมวิหาร 4 เข้ามาบูรณาการดูแลคุณภาพชีวิต ปัญหาด้านสังคมได้นำหลักสังคหวัตถุ 4 เข้ามาบูรณาการดูแลคุณภาพชีวิต ปัญหาด้านเศรษฐกิจได้นำหลักทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 เข้ามาบูรณาการดูแลคุณภาพชีวิต ประเด็นที่ 4 องค์ความรู้ที่ได้เรียกว่า MSE Strong Model ประกอบด้วย M (Mentally Strong) มีความเข้มแข็งทางจิตใจ S (Socially Strong) มีความเข้มแข็งทางสังคม และ E (Economically Strong) มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

คำสำคัญ: #บูรณาการ; #การดูแลคุณภาพ; #คุณภาพชีวิต; #พุทธปรัชญาเถรวาท; #โควิด-19

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/258969

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

24/07/2023
🟩 บทความที่ 𝟲 🟩   #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ    𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม...
21/07/2023

🟩 บทความที่ 𝟲 🟩
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566)
🟢 Vol. 8 No. 2 (May-August 2023)
📍 วารสาร TCI 1 (2565-2567)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานตามนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าวในกรุงเทพมหานคร

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: Factors Affecting the Performance of Migrant Workers’ Working Management Policy in Bangkok

ผู้เขียน: หทัยชนก ทองสร้าง
เกษมศานต์ โชติชาครพันธุ์
หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะ
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝐬: Hathaichanok Tongsrang
Kasemsarn Chotchakornpant
Doctor of Public Administration Program in Public Policy,
Graduate School of Public Administration, National Institute of Development Administration

✍️บทคัดย่อ✍️
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าว ปี พ.ศ. 2562-2563 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 20 ราย คัดเลือกโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาวและเมียนมา ซึ่งทำงานในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของทาโร ยามาเน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของนโยบาย ได้แก่ 1) แผนองค์การ ซึ่งประกอบด้วยนโยบาย ความเพียงพอของทรัพยากร ความเป็นดิจิทัล การนำองค์การ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน การประสานงานและความร่วมมือ การประชาสัมพันธ์ ผู้รับบริการ/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และกฎหมายและระเบียบ 2) แผนการให้บริการ ได้แก่ กระบวนการให้บริการ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ การทำให้ทราบปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าว ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการนำนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าวไปปฏิบัติ เพื่อให้แรงงานต่างด้าวสามารถเข้าถึงกระบวนการต่ออายุการทำงานและได้รับอนุญาตทำงานถูกต้องตามกฎหมาย

คำสำคัญ: #ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงาน; #นโยบายการบริหารจัดการ; #แรงงานต่างด้าว

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/258751

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

🟩 บทความที่ 𝟱 🟩   #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ    𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม...
12/07/2023

🟩 บทความที่ 𝟱 🟩
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566)
🟢 Vol. 8 No. 2 (May-August 2023)
📍 วารสาร TCI 1 (2565-2567)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: การพัฒนานวัตกรรมสื่อภาษาอังกฤษในรูปแบบแอปพลิเคชันนำเที่ยวเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: Development of English Media Innovation in Form of Tour Guide Application for Sustainable Community-based Tourism in Chiang Dao District, Chiang Mai Province

ผู้เขียน: รณวีร์ พาผล
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝐬: Ranavi Papol
Faculty of Humanities and Social Sciences,
Chiang Mai Rajabhat University

✍️บทคัดย่อ✍️
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและรวบรวมข้อมูลเป็นคู่มือแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในอำเภอเชียงดาว 2) เพื่อพัฒนานวัตกรรมสื่อภาษาอังกฤษในรูปแบบของแอปพลิเคชันคิวอาร์โค้ดนำเที่ยว ในอำเภอเชียงดาว และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อคู่มือข้อมูลและนวัตกรรมสื่อภาษาอังกฤษในรูปแบบของแอปพลิเคชันนำเที่ยวคิวอาร์โค้ดในอำเภอเชียงดาว เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ ชุมชนจากแหล่งท่องเที่ยวชุมชน 17 แหล่ง จำนวน 85 คน (แหล่งละ 5 คน) และกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ 1) ตัวแทนชุมชน จำนวน 765 คน จากแหล่งท่องเที่ยวชุมชน 17 แหล่ง (แหล่งละ 45 คน) และ 2) นักท่องเที่ยว จำนวน 45 คน ทั้งหมดใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามวัตถุประสงค์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความพึงพอใจต่อคู่มือข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวชุมชน และแบบประเมินความพึงพอใจนวัตกรรมสื่อภาษาอังกฤษในรูปแบบแอปพลิเคชันนำเที่ยวคิวอาร์โค้ด วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการจัดเนื้อหาในประเด็นต่าง ๆ เป็นหมวดหมู่ และข้อมูลเชิงปริมาณโดยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนรายงานด้วยการพรรณนาประกอบตัวอย่าง
ผลการวิจัย พบว่า 1) การศึกษาและรวบรวมข้อมูลเป็นคู่มือแหล่งท่องเที่ยวชุมชนพบว่า แหล่งท่องเที่ยวชุมชนแต่ละแหล่งมีข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลประวัติความเป็นมา ความสำคัญ ความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตชุมชน ตำนานเรื่องเล่าที่แฝงไปด้วยความเชื่อของคนในท้องถิ่น จุดเด่น กิจกรรมที่น่าสนใจ และข้อควรรู้เฉพาะสำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่บ่งบอกถึงลักษณะเฉพาะของแต่ละแหล่ง 2) ความพึงพอใจต่อคู่มือข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในอำเภอเชียงดาวอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ได้แก่ บุคลากรในชุมชน (x̅=4.66; S.D.=0.28) นักท่องเที่ยว (x̅=4.26; S.D.=0.52) และชุมชนผู้ให้ข้อมูล (x̅=4.67; S.D.=0.28) และ 3) การประเมินความพึงพอใจต่อนวัตกรรมสื่อภาษาอังกฤษในรูปแบบของแอปพลิเคชันนำเที่ยวคิวอาร์โค้ดเชื่อมโยงกับสื่อคลิปวีดิทัศน์พบว่า ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก บุคลากรในชุมชนมีความพึงพอใจ (x̅=4.37; S.D.=0.50) นักท่องเที่ยว (x̅=4.33; S.D.=0.67) และชุมชนผู้ให้ข้อมูล (x̅=4.22; S.D.=0.43) ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด องค์ความรู้จากการวิจัย คือ แหล่งท่องเที่ยวชุมชนสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวสามารถนำไปใช้เป็นคู่มือแหล่งท่องเที่ยวชุมชนและนำเสนอผ่านนวัตกรรมสื่อภาษาอังกฤษในรูปแบบแอปพลิเคชันนำเที่ยวคิวอาร์โค้ดที่มีคำบรรยายด้วยภาษาที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ เข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว และทันสมัย ใช้ในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวชุมชน และดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนได้อย่างยั่งยืน

คำสำคัญ: #นวัตกรรมสื่อภาษาอังกฤษ; #แอปพลิเคชันนำเที่ยว; #การท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/258627

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

🟩 บทความที่ 𝟰 🟩   #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ    𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม...
04/07/2023

🟩 บทความที่ 𝟰 🟩
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566)
🟢 Vol. 8 No. 2 (May-August 2023)
📍 วารสาร TCI 1 (2565-2567)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: การวิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อแนวทางการพัฒนาการทุนทางเศรษฐกิจท้องถิ่น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในเขตภาคเหนือตอนล่าง ประเทศไทย

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: Analysis of the Causal Relationship Path Influencing Local Economic Capital Development Approached for Enhancing the Capacity of Community Enterprise Entrepreneurs in
the Lower Northern Region of Thailand

ผู้เขียน: แก้วตา ผิวพรรณ
ปวิตรา โคบำรุง
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝐬: Kaewta Phiwphun
Pawitra Kobamrung
Faculty of Management Science, Phetchabun Rajabhat University

✍️บทคัดย่อ✍️
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดด้านทุนทางสังคม ทุนทางเศรษฐกิจท้องถิ่นของวิสาหกิจชุมชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน และ 2) เพื่อวิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อแนวทางการพัฒนาการทุนทางเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในเขตภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 250 คน โดยใช้เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ คือ การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดด้านทุนทางสังคมและด้านทุนทางเศรษฐกิจท้องถิ่นของวิสาหกิจชุมชนมีค่าเฉลี่ยอยู่ระดับมาก ส่วนระดับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมีค่าเฉลี่ยอยู่ระดับปานกลาง 2) แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ค่อนข้างดี พิจารณาจากค่า CMIN-p=161.389; CMIN/df=1.416; GFI=0.956; RMSEA=0.026 พบว่า ทุนทางเศรษฐกิจท้องถิ่นของวิสาหกิจชุมชน ประกอบด้วยด้านทุนทางกายภาพ ด้านทุนสินทรัพย์ทางการเงิน ด้านทุนภูมิปัญญาวัฒนธรรม และด้านทุนทรัพยากรมนุษย์เชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลทางตรงต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ประกอบด้วยด้านต้นทุนที่ต่ำ ด้านการสร้างความแตกต่าง ด้านนวัตกรรม ด้านตลาดและด้านคุณภาพ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ แนวทางการพัฒนาทุนทางเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน จากด้านกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดกับด้านทุนทางสังคม มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุกับทุนทางเศรษฐกิจท้องถิ่นของวิสาหกิจชุมชน และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ส่งผ่านทุนทางเศรษฐกิจท้องถิ่นของวิสาหกิจชุมชน

คำสำคัญ: #ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ; #ทุนทางเศรษฐกิจท้องถิ่น; #ผู้ประกอบการ; #วิสาหกิจชุมชน

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/258453

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

🟩 บทความที่ 𝟯 🟩   #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ    𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม...
30/06/2023

🟩 บทความที่ 𝟯 🟩
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566)
🟢 Vol. 8 No. 2 (May-August 2023)
📍 วารสาร TCI 1 (2565-2567)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลการพัฒนาบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: Factors Affecting the Effectiveness of Personnel Development of Sub-district Administrative Organizations in Bang Len District, Nakhon Pathom Province

ผู้เขียน: สนธยา ละอองนวล
สมเดช มุงเมือง
หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝐬: Sonthaya Laoongnuan
Somdet Mungmaung
Master of Public Administration Program in Public Administration,
Graduate School, Western University

✍️บทคัดย่อ✍️
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่นำไปสู่การพัฒนาบุคลากรและกระบวนการพัฒนาบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการพัฒนาบุคลากร 3) เพื่อศึกษาปัจจัยนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรและกระบวนการพัฒนาบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการพัฒนาบุคลากร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง 162 คน โดยสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิจากบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล 8 แห่ง ในอำเภอบางเลน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ
ผลการศึกษา พบว่า 1) ปัจจัยที่นำไปสู่การพัฒนาบุคลากร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.19; S.D.=0.45) โดยด้านขนาดและความซับซ้อนขององค์การ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ การสนับสนุนของผู้บริหาร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผลการปฏิบัติงานด้านอื่น ๆ ของการบริหารทรัพยากรบุคคล หลักการเรียนรู้ ความมุ่งมั่นของฝ่ายทรัพยากรบุคคล และความรู้ทางพฤติกรรมศาสตร์ ส่วนกระบวนการพัฒนาบุคลากร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.11; S.D.=0.47) โดยการดำเนินการพัฒนาบุคลากร มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ การประเมินความต้องการพัฒนาบุคลากร การออกแบบแผนงาน/โครงการ/หลักสูตรการพัฒนาบุคลากร การติดตามและประเมินผลการพัฒนาบุคลากร 2) ประสิทธิผลของการพัฒนาบุคลากร ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅=4.24; S.D.=0.37) โดยด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้ก้าวหน้า และการเพิ่มความรู้ ทักษะ นำวิธีการและเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน และ 3) ปัจจัยที่นำไปสู่การพัฒนาบุคลากรด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และกระบวนการพัฒนาบุคลากรด้านการดำเนินการพัฒนาบุคลากร ส่งผลต่อประสิทธิผลของการพัฒนาบุคลากร สามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 45.0 (R²=0.450) และมีความสัมพันธ์เชิงบวก (r=0.589) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 องค์ความรู้จากการวิจัย คือ การพัฒนาบุคลากรควรยึดแนวทางให้บุคลากรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และควรปรับพฤติกรรมและทัศนคติของบุคลากรให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาบุคลากร

คำสำคัญ: #ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผล; #การพัฒนาบุคลากร; #องค์การบริหารส่วนตำบล

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/259004

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

🟩 บทความที่ 𝟮 🟩   #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ    𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม...
23/06/2023

🟩 บทความที่ 𝟮 🟩
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟢 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566)
🟢 Vol. 8 No. 2 (May-August 2023)
📍 วารสาร TCI 1 (2565-2567)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งและพึ่งตนเองของชุมชนต้นแบบบ้านป่าตึงงาม ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: Factors Affecting the Strength and Self-reliance of Patueng Ngaam Village, a Role Model Community, Ping Kong Sub-district, Chiang Dao District, Chiang Mai Province

ผู้เขียน: วารุณี โพธาสินธุ์
จารุณี ปัญควณิช
สุรัสวดี อินทร์ชัย
พรพิมล จันทร์เพ็ญ
รัฐนันท์ วุฒิเดช
คณะสังคมศาสตร์และศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝐬: Varunee Pothasin
Jarunee Pankavanich
Suratsawadee Inchai
Pornpimon Chunpen
Rattanan Wuttidate
Faculty of Social Sciences and Liberal Arts, North-Chiang Mai University

✍️บทคัดย่อ✍️
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและเพื่อศึกษาตัวชี้วัดและสังเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความเข้มแข็งและพึ่งตนเองของชุมชนบ้านป่าตึงงาม เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้นำชุมชน จำนวน 15 คน กลุ่มกรรมการหมู่บ้านและชาวบ้าน จำนวน 24 คน เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสนทนากลุ่มย่อยและการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม จากนั้น นำข้อมูลมาวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความเข้มแข็งและพึ่งตนเองของชุมชน
ผลการวิจัย พบว่า ด้านบริบทของชุมชน คือ 1. ชนเผ่ามีความเป็นผู้นำสูง 2. ความร่วมมือทำกิจกรรมทุกด้าน 3. มีส่วนร่วมกำหนดข้อบังคับหมู่บ้าน 4. เชื่อฟังผู้นำและร่วมกันแก้ไขปัญหาในชุมชนได้ 5. ได้รับความช่วยเหลือหน่วยงานภายนอก 6. ความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ 7. ประสานงานกับอุทยานแห่งชาติศรีลานนา 8. ปฏิบัติตามคำสอนบรรพบุรุษอย่างเข้มแข็ง 9. ดำเนินชีวิตยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนด้านตัวชี้วัดและปัจจัยที่มีผลต่อชุมชนเข้มแข็งและพึ่งตนเอง คือ 1. ผู้นำชุมชนเป็นแรงขับทางบวกให้ทุกคนในหมู่บ้านรักแผ่นดินเกิด 2. ชุมชนยอมรับบทบาทของคณะกรรมการชุมชน 3. มีกระบวนการบริหารงานในชุมชนที่ชัดเจน 4. มีศักยภาพในการพึ่งพาตนเองสูง 5. ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากเทศบาล 6. ชุมชนมีลักษณะพื้นที่ทางกายภาพอยู่ในพื้นที่ป่า 7. เครือข่ายมีความร่วมมือกัน 8. การยึดคำสอนบรรพบุรุษอย่างเข้มแข็ง 9. การยึดหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง องค์ความรู้จากการวิจัยพบว่า ชุมชนที่เข้มแข็งและพึ่งตนเองของชุมชน ประกอบด้วย 1. ชนเผ่ามีภาวะผู้นำ 2. ชุมชนเชื่อมั่นในผู้นำ 3. การมีส่วนร่วมในการบริหาร 4. การร่วมคิด ร่วมทำงาน ร่วมแก้ปัญหา 5. การขอความช่วยเหลือจะมีเฉพาะในส่วนที่มีความจำเป็นเท่านั้น 6. การมีกฎระเบียบของหมู่บ้าน 7. การยึดมั่นในคำสอนบรรพบุรุษ ไม่ขายที่ดินให้กับคนนอก 8. ความสัมพันธ์แบบเครือญาติ 9. การยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

คำสำคัญ: #การพึ่งพาตนเอง; #ชุมชนต้นแบบ; #ตัวชี้วัดความเข้มแข็ง; #ปัจจัยชุมชนเข้มแข็ง

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/258350

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

ที่อยู่

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
Phayao
56000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6654870141

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBSผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS:

วิดีโอทั้งหมด

แชร์

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Phayao

แสดงผลทั้งหมด