สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค สังกัดกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี
(2)

13/08/2026
12/08/2026

ตีฆ้องร้องข่าว (13 ส.ค.69) | รัฐมนตรี “ศุภมาส” ปิดดีล ร.ร.สอนว่ายน้...

12/08/2026

ตีฆ้องร้องข่าว (13 ส.ค.69) | "นิรัตน์" รองปลัด มท. เผยแนวทางการจ้า...

12/08/2026

ตีฆ้องร้องข่าว (13 ส.ค.69) | นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุ...

ร้อยเอ็ด–เครือข่าย ป.ป.ช.ภาคประชาสังคม สรุป 6 ประเด็นเฝ้าระวังโครงการรัฐปี 69 ย้ำชุมชนต้องเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบงบประมาณไ...
12/08/2026

ร้อยเอ็ด–เครือข่าย ป.ป.ช.ภาคประชาสังคม สรุป 6 ประเด็นเฝ้าระวังโครงการรัฐปี 69 ย้ำชุมชนต้องเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบงบประมาณได้จริง

ร้อยเอ็ด – เครือข่าย ป.ป.ช.ภาคประชาสังคมจังหวัดร้อยเอ็ด สรุปผลการติดตามและสอดส่องโครงการภาครัฐ ประจำปี 2569 พบประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง 6 ด้าน ตั้งแต่ที่ดินสาธารณประโยชน์ การขุดลอกแหล่งน้ำ การปลูกป่า การก่อสร้างอาคารและสาธารณประโยชน์ ถนน คสล. และถนนลาดยาง ไปจนถึงการติดตั้งโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมเสนอแนวทางต่อกองทุน ป.ป.ช. มุ่งสร้างกลไกภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างเป็นระบบ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมปั๊ม ปตท.บ้านหนองหญ้าม้า ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด ดร.อุปกรณ์ ดีเสมอ ประธานเครือข่าย ป.ป.ช.ภาคประชาสังคมจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานประชุมคณะกรรมการเครือข่ายฯ เพื่อสรุปผลการดำเนินงานด้านการสอดส่องและปกป้องผลประโยชน์สาธารณะของแผ่นดิน ประจำปี 2569 รวมทั้งรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะจากพื้นที่ ก่อนนำเสนอต่อกองทุน ป.ป.ช.
การประชุมมี นายยงพันธ์ พันธ์ดงยาง รองประธาน ผศ.ดร.สุรสิทธิ์ ไกรสิน เลขานุการฯ พร้อมด้วย ดร.จิรวรรณ สิทธิศักดิ์ นายประดิษฐ์ ศรีประสิทธิ์ นายวิทวัส บุญทา ดร.โกวิท อ่อนประทุม ดร.นวลอนงค์ ประทุมเนตร นายศรายุทธ อันธะไชย์ นายประเสริฐ แสนตลาด นายสมนึก บุญศรี และคณะกรรมการเครือข่ายฯ เข้าร่วม

ดร อุปกรณ์ กล่าวว่า การสรุปเปิด 6 ประเด็น “งบรัฐต้องตรวจสอบได้”
จากการระดมความคิดเห็นของผู้นำชุมชนและภาคประชาชน เครือข่ายฯ กำหนดประเด็นเฝ้าระวังโครงการภาครัฐ 6 ด้าน ได้แก่
ที่ดินสาธารณประโยชน์
การขุดลอกแหล่งน้ำ
การปลูกป่าและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
การก่อสร้างอาคารและสิ่งสาธารณประโยชน์
การก่อสร้างถนน คสล. และถนนลาดยาง
การติดตั้งโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์
เครือข่ายฯ ระบุว่า การสอดส่องไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกล่าวหาเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานใด แต่ต้องการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลโครงการ และตรวจสอบได้ว่างบประมาณที่ใช้ไปนั้นดำเนินการจริงหรือไม่ ได้มาตรฐานหรือไม่ ใช้งานได้จริงหรือไม่ และเกิดประโยชน์กับประชาชนมากน้อยเพียงใด
ที่ดินสาธารณะ เสนอเร่งรังวัดแนวเขตให้ชัด
หนึ่งในประเด็นที่ติดตามคือพื้นที่บ้านขี้เหล็ก ต.ห้วยหินลาด อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเครือข่ายฯ พบข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์และการรุกล้ำพื้นที่สาธารณประโยชน์ โดยเห็นว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากข้อมูลแนวเขตที่ยังไม่ชัดเจน และการขาดการรังวัดสอบเขตอย่างเป็นระบบ
ข้อเสนอคือให้สำนักงานที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบแนวเขตตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้นำชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง หากพบการใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะโดยมิชอบ ให้แจ้งหน่วยงานผู้มีอำนาจดำเนินการตรวจสอบต่อไป
โครงการขุดลอกกว่า 25 ล้านบาท ชุมชนต้องรู้ “ขุดเท่าไร ใช้เงินเท่าไร”
อีกประเด็นสำคัญคือการติดตามโครงการขุดลอกลำห้วยปากปลาค้าว ของกรมชลประทาน บริเวณพื้นที่ด้านทิศตะวันตกบ้านโปโล หมู่ 7 ต.ดอนโอง อ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด
จากการลงพื้นที่เบื้องต้น พบว่าบริเวณลำห้วยมีน้ำเต็มตลิ่งระหว่างบ้านโปโลกับบ้านปากปลาค้าว และพบร่องรอยการดำเนินงานขุดลอก รวมถึงท่อระบายน้ำเข้า-ออกบางส่วน อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่สำรวจไม่พบป้ายแสดงรายละเอียดโครงการอย่างชัดเจน ทั้งชื่อโครงการ งบประมาณ ผู้รับจ้าง ระยะเวลาดำเนินการ และรายละเอียดปริมาณงาน
ข้อมูลเบื้องต้นที่เครือข่ายฯ รับทราบระบุว่า โครงการมีงบประมาณประมาณ 25 ล้านบาทเศษ แต่ประชาชนในพื้นที่ยังไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดทางเทคนิคของโครงการได้ครบถ้วน
“BOQ–แบบก่อสร้าง–งานจริง” ต้องตรวจสอบให้ตรงกัน
เครือข่ายฯ เห็นว่า การตรวจสอบโครงการก่อสร้างไม่ควรพิจารณาเพียงตัวเลขงบประมาณ แต่ต้องสามารถตรวจสอบรายละเอียดของงานได้ ตั้งแต่ความกว้าง ความยาว ความลึกของการขุดลอก ปริมาตรดินที่กำหนดให้ขุด ตลอดจนแนวทางจัดการดินที่ขุดขึ้นมา
ขณะเดียวกัน ควรเปิดให้ตรวจสอบแบบรูปรายการก่อสร้าง รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ ประมาณการราคากลางหรือ BOQ สัญญาจ้าง งวดงาน การส่งมอบงาน และเอกสารตรวจรับงาน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับสภาพพื้นที่จริง
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “มีการขุดหรือไม่” แต่ต้องตรวจสอบต่อว่า ปริมาณงานเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ ความลึกและแนวเขตตรงตามแบบหรือไม่ และงบประมาณที่เบิกจ่ายสอดคล้องกับผลงานที่ประชาชนได้รับหรือไม่
ทั้งนี้ หากพื้นที่ยังมีน้ำเต็มตลิ่ง การประเมินปริมาณงานจากสภาพที่มองเห็นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้เอกสารโครงการและข้อมูลทางวิศวกรรมประกอบการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
“เงินภาษีประชาชน” ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล
เครือข่าย ป.ป.ช.ภาคประชาสังคมจังหวัดร้อยเอ็ด เห็นว่า โครงการภาครัฐที่ใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ของประชาชนควรเปิดเผยข้อมูลสำคัญให้ชุมชนเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ประชาชนต้องใช้ประโยชน์ในระยะยาว
ข้อเสนอสำคัญคือ หน่วยงานเจ้าของโครงการควรติดตั้งป้ายโครงการที่อ่านง่ายและมีข้อมูลครบถ้วน พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถขอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น แบบก่อสร้าง สัญญาจ้าง และผลการตรวจรับงาน ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด
เป้าหมายคือให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ระหว่างดำเนินการ ไปจนถึงหลังส่งมอบงาน ไม่ใช่รอให้โครงการเสร็จสิ้นแล้วจึงเริ่มตรวจสอบ
จาก “ผู้รับงบ” สู่ “เจ้าของพื้นที่”
ดร.อุปกรณ์ ดีเสมอ ประธานเครือข่าย ป.ป.ช.ภาคประชาสังคมจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า การทำงานของเครือข่ายฯ ต้องการให้ประชาชนเป็นพลังสำคัญในการเฝ้าระวังการใช้งบประมาณของรัฐ โดยยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่กล่าวหาใครโดยปราศจากหลักฐาน และหากพบข้อสงสัยจะรวบรวมข้อมูลส่งต่อหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบตามขั้นตอน
สำหรับผลการติดตามทั้ง 6 ประเด็น จะนำไปประกอบการเสนอโครงการต่อกองทุน ป.ป.ช. เพื่อสนับสนุนการป้องกันการทุจริต การเฝ้าระวังโครงการภาครัฐ และการสร้างกลไกภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

เพราะงบประมาณแผ่นดินไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นเงินที่มาจากประชาชน และการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพควรทำให้ชุมชนสามารถตอบคำถามพื้นฐานได้ว่า “เงินลงตรงไหน ทำอะไร ได้งานแค่ไหน และเกิดประโยชน์กับใคร”

เครือข่ายฯ ยังสะท้อนว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนชาวร้อยเอ็ดอยู่ในระดับดีมาก และถือเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาท้องถิ่นเดินหน้าไปพร้อมกับความโปร่งใส เพื่อให้โครงการของรัฐตอบโจทย์ชีวิตและความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง
#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด
#กองทุนปปช #เครือข่ายปปชภาคประชาสังคม #ต่อต้านการทุจริต #ตรวจสอบงบประมาณรัฐ

“มท.๓” สั่ง กปภ. ลุยสอบมิจฉาชีพชุดพนักงาน                                                            อ้างตัดน้ำขู่ตุ๋นเง...
12/08/2026

“มท.๓” สั่ง กปภ. ลุยสอบมิจฉาชีพชุดพนักงาน อ้างตัดน้ำขู่ตุ๋นเงินร้านเสริมสวยอุดรฯ
การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เตือนประชาชนระวังมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ กปภ. หลอกเรียกเก็บค่าน้ำประปา ค่าธรรมเนียม หรือค่าติดตั้งประปา ย้ำตรวจสอบข้อมูลและช่องทางการชำระเงินให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง พร้อมแนะหลัก “ไม่มั่นใจ อย่าโอน ตรวจสอบก่อนทุกครั้ง” เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพย์สิน
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.๓) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการหลอกลวงประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความน่าเชื่อถือของหน่วยงานภาครัฐ หรือแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างความไว้วางใจและหลอกให้ประชาชนชำระเงินในรูปแบบต่าง ๆ จึงมีความห่วงใยประชาชนและผู้ใช้น้ำของ กปภ. โดยขอให้เพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนทำธุรกรรม โดยเฉพาะกรณีมีบุคคลมาเรียกเก็บค่าน้ำประปาถึงบ้าน หรือแจ้งให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคล โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้น้ำ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของ กปภ. ทั้งนี้ กปภ. ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่เรียกเก็บค่าน้ำประปาถึงบ้าน และไม่ให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ หากมีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ กปภ. และเรียกเก็บเงิน ขอให้ประชาชน อย่าเพิ่งหลงเชื่อหรือโอนเงิน และควรตรวจสอบข้อมูลกับ กปภ. ก่อนทุกครั้ง สำหรับกรณีการขอติดตั้งประปาใหม่หรือการรับบริการอื่น ๆ ขอให้ตรวจสอบรายละเอียด ขั้นตอน และค่าใช้จ่ายกับ กปภ.สาขาที่ให้บริการโดยตรงก่อนชำระเงิน และหลีกเลี่ยงการชำระเงินผ่านบุคคลหรือช่องทางที่ไม่สามารถตรวจสอบได้
นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. กล่าวว่า กปภ. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนในการใช้บริการ โดยขอให้ผู้ใช้น้ำยึดหลัก “ไม่มั่นใจ อย่าโอน ตรวจสอบก่อนทุกครั้ง” และสังเกตความผิดปกติก่อนทำธุรกรรม หากมีบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ กปภ. เรียกเก็บค่าน้ำประปา ขอให้ปฏิเสธการชำระเงิน รวมทั้งไม่โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลที่อ้างว่าเป็นค่าใช้น้ำหรือค่าธรรมเนียม และกรณีมีการเรียกเก็บค่าติดตั้งประปาหรือค่าบริการต่าง ๆ ควรตรวจสอบกับ กปภ.สาขาที่ใช้บริการให้แน่ชัดก่อนดำเนินการทุกครั้ง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ กปภ. ขอแนะนำให้ประชาชนใช้บริการออนไลน์ผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของ กปภ. เท่านั้น ได้แก่ เว็บไซต์ กปภ. แอปพลิเคชัน PWA Plus Life และ LINE Official หากมีข้อสงสัย พบพฤติการณ์น่าสงสัย หรือต้องการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการ สามารถติดต่อ กปภ.สาขาที่ใช้บริการ หรือ PWA Contact Center ๑๖๖๒ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

‘เจเศรษฐ์’ ลุยชัยนาท ผนึกกำลัง 4 จังหวัดลุ่มน้ำ รับมือสภาพอากาศผันผวน วางเครือข่าย พร้อมส่งกำลังสนับสนุนข้ามพื้นที่วันนี...
12/08/2026

‘เจเศรษฐ์’ ลุยชัยนาท ผนึกกำลัง 4 จังหวัดลุ่มน้ำ รับมือสภาพอากาศผันผวน วางเครือข่าย พร้อมส่งกำลังสนับสนุนข้ามพื้นที่

วันนี้ (12 สิงหาคม 2569) เวลา 13.00 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาท เพื่อติดตามแผนงานและการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และแผนการเตรียมความพร้อมในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี และอุทัยธานี ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 16 ชัยนาท พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แม้ในพื้นที่จังหวัดชัยนาทขณะนี้จะยังไม่มีสถานการณ์น้ำท่วมก็ตาม

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มองเพียงสถานการณ์เฉพาะหน้าว่าพื้นที่ใดกำลังประสบภัย แต่ต้องการติดตามว่า “แผนงานและระบบความพร้อม” ของแต่ละพื้นที่มีประสิทธิภาพเพียงใด ทั้งการวางแผน บุคลากร เครื่องจักร และอุปกรณ์ เพื่อให้เมื่อเกิดสถานการณ์ขึ้นในพื้นที่ใด สามารถสนับสนุนและเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

“ในนามของรัฐบาล ผมขอส่งผ่านความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้ง จึงได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่ต้องประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า เตรียมกำลังคน เครื่องจักร และอุปกรณ์ให้พร้อม และหากพื้นที่ใดเกิดเหตุและต้องการการสนับสนุน ก็ต้องสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว” นายเจเศรษฐ์กล่าว

พร้อมกันนี้ นายเจเศรษฐ์กล่าวว่า ได้กำชับหน่วยงานด้านการประปาให้เตรียมความพร้อมและบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการติดตามสถานการณ์และวางแผนบริหารจัดการน้ำต้นทุน เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนในช่วงที่สภาพอากาศมีความแปรปรวน พร้อมให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนน้ำในระยะต่อไป

“ผมได้กำชับหน่วยงานด้านการประปาไปพร้อมกันด้วยว่า เรื่องน้ำต้องบริหารให้สมดุล ทั้งการรับมือกับน้ำมากและการเตรียมน้ำไว้สำหรับช่วงที่อาจเกิดน้ำแล้ง ต้องวางแผนล่วงหน้าและดูแลน้ำต้นทุนให้เพียงพอ เพื่อให้มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะมีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์อะไรขึ้น” นายเจเศรษฐ์กล่าว

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้ติดตามข้อมูลสภาพอากาศและแนวโน้มปรากฏการณ์ ENSO ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำในระยะต่อไป โดยข้อมูลที่ได้รับรายงานระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของเอลนีโญกำลังอ่อน และมีแนวโน้มที่จะคงสภาวะดังกล่าวต่อเนื่องไปถึงช่วงต้นปี 2570 ขณะที่ช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569 มีโอกาสที่เอลนีโญจะพัฒนาความรุนแรงขึ้น จึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือทั้งสถานการณ์ฝนตกหนักในบางช่วงและความเสี่ยงด้านน้ำในระยะต่อไป

นอกจากนี้ นายเจเศรษฐ์กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามและอัปเดตข้อมูลสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำ และพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางและการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสม รวมถึงนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าหรือผ่านพื้นที่ต่าง ๆ จะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและเตรียมตัวได้อย่างปลอดภัย

“ผมขอให้ทุกหน่วยงานอัปเดตข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที เพราะข้อมูลที่เร็วและถูกต้องมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะประชาชนหรือนักท่องเที่ยวที่กำลังจะเดินทางไปในพื้นที่ หากเรารู้ว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยง มีฝนตกหนัก หรือมีสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวัง ก็จะได้วางแผนการเดินทางและเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่เตรียมหน่วยงานให้พร้อม แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้ข้อมูลและพร้อมไปกับเราด้วย” นายเจเศรษฐ์กล่าว

ภายหลังการประชุม นายเจเศรษฐ์ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 16 ชัยนาท พร้อมตรวจติดตามความพร้อมของเครื่องจักรกลสาธารณภัย เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และสามารถเคลื่อนย้ายเข้าสนับสนุนพื้นที่ประสบภัยได้ทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ

นายเจเศรษฐ์กล่าวว่า ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 16 ชัยนาท ไม่ได้มีภารกิจเพียงดูแลพื้นที่รับผิดชอบของตนเองเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “กำลังสนับสนุน” ให้กับพื้นที่อื่นเมื่อเกิดสถานการณ์ โดยเฉพาะในกรณีที่พื้นที่ประสบภัยมีความต้องการเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือกำลังเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม ซึ่งทรัพยากรจากศูนย์ฯ สามารถระดมและเคลื่อนย้ายเข้าไปสนับสนุนได้ตามความจำเป็น

“ศูนย์ ปภ. ที่ชัยนาทแห่งนี้ ต้องพร้อมช่วยเหลือทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในจังหวัดใกล้เคียง พื้นที่ต่างจังหวัด หรือหากเกิดเหตุการณ์ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในวงกว้าง เราต้องสามารถระดมทรัพยากรที่มีอยู่เข้าไปช่วยได้ทันที หลักคิดของเราคือ เมื่อที่หนึ่งเดือดร้อน ที่ที่มีความพร้อมต้องสามารถเข้าไปช่วยเหลือกันได้” นายเจเศรษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการรับมือภัยพิบัติภายในประเทศ แต่รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ภัยพิบัติขนาดใหญ่ในภูมิภาค โดยที่ผ่านมาเมื่อประเทศเพื่อนบ้านได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นและมีความจำเป็นต้องระดมความช่วยเหลือ ก็สะท้อนให้เห็นว่าการมีศูนย์กลางด้านเครื่องจักร อุปกรณ์ สิ่งของช่วยเหลือ และบุคลากรที่พร้อมใช้งาน จะทำให้การสนับสนุนสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ

“เรื่องภัยพิบัติ เราต้องคิดให้ไกลกว่าพื้นที่ของตัวเอง เพราะภัยไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นเขตจังหวัดหรือเส้นเขตประเทศ หากเกิดเหตุรุนแรงขึ้นที่ไหนและมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ เราต้องมีระบบที่สามารถส่งต่อกำลังและทรัพยากรไปสนับสนุนได้ นี่คือการทำงานแบบเครือข่ายที่กระทรวงมหาดไทยต้องสร้างให้เกิดขึ้น” นายเจเศรษฐ์กล่าว

จากนั้น นายเจเศรษฐ์ได้ตรวจเยี่ยมคลังเก็บสิ่งของช่วยเหลือทางไกลของอาเซียน (DELSA) เพื่อติดตามความพร้อมของสิ่งของและอุปกรณ์สำหรับสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาค

นายเจเศรษฐ์ย้ำว่า การทำงานของกระทรวงมหาดไทยต้องมองภาพรวมทั้งประเทศ โดยหากพื้นที่หนึ่งประสบอุทกภัยและมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือทรัพยากรจากพื้นที่อื่น ต้องสามารถประสานและระดมกำลังเข้าไปสนับสนุนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเชื่อมโยงการทำงานของจังหวัด ศูนย์ ปภ. เขต หน่วยงานส่วนกลาง และเครือข่ายในพื้นที่ให้เป็นระบบเดียวกัน

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยยังคงติดตามสถานการณ์สภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด โดยในช่วงวันที่ 11–13 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยยังมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักบางแห่งในหลายพื้นที่ จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านอุทกภัยและภัยแล้ง พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างส่วนกลาง จังหวัด และหน่วยงานในพื้นที่

มท.3 ย้ำว่า “การเตรียมพร้อม” ต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนภัยมา ใช้ข้อมูลล่วงหน้าเป็นฐานในการวางแผน และต้องพร้อมใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากพื้นที่ใดประสบภัย พื้นที่ที่มีความพร้อมต้องสามารถเข้าไปสนับสนุนได้ทันที เพื่อให้มหาดไทยเป็นกลไกเดียวที่เชื่อมโยงการทำงานทั้งประเทศ และดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็วที่สุด

12/08/2026

ที่อยู่

ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด อาคารหลังเก่า ชั้น 1 ถนนเทวาภิบาล ต. ในเมือง อ. เมืองร้อยเอ็ด
Roi Et
45000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์