10/05/2026
พระนอนศิลปะทวารวดีในอีสาน
-----------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------
วัฒนธรรมทวารวดี เกิดขึ้นจากการบูรณการของวัฒนธรรมพื้นถิ่นกับวัฒนธรรมภายนอกที่รับรูปแบบมาจากอินเดีย โดยเริ่มต้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 10 พบหลักฐานปรากฏในพื้นที่ภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคตะวันออก ภาคเหนือตอนล่างและภาคใต้บางส่วน รวมทั้งบริเวณภาคอีสานและบางพื้นที่ในประเทศลาว วัฒนธรรมทวารวดีมีอิทธิพลต่อชุมชนต่าง ๆ ในอีสานโดยส่งผ่านวัฒนธรรมพุทธศาสนามีความหลากหลาย เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12–16 (รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง,2558:51) จึงเริ่มเลือนหายไป
เป็นที่ทราบกันดีว่า วัฒนธรรมทวารวดีที่พบในประเทศไทยรับอิทธิพลความเชื่อทางพระพุทธศาสนาจากอินเดีย โดยทั่วไปมักแบ่งพระพุทธศาสนาออกเป็น 2 นิกายหลัก ได้แก่พระพุทธศาสนาเถรวาทและพระพุทธศาสนามหายาน นิกายทั้งสองยังแตกแขนงออกเป็นลัทธิย่อย ๆ อีกเป็นจำนวนมาก (รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง,2558:52) ดังนั้น ลักษณะทางศิลปะแบบทวารวดีที่พบ จึงแสดงอิทธิพลศิลปะอินเดียโดยมีการผสมผสานดัดแปลงให้เข้ากับลักษณะท้องถิ่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนขึ้น
ศิลปะทวารวดี ที่พบในอีสานล้วนแล้วแต่เป็นงานทัศนศิลป์ที่รังสรรค์ขึ้นในคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา อาทิ กลุ่มใบเสมาหินจำหลักลายสถูป ลายแสดงพุทธประวัติหรือชาดก พระพุทธรูปหินและสำริดรวมไปถึงพระพิมพ์ดินเผา โดยเฉพาะพระพุทธรูป นับเป็นหลักฐานสำคัญอีกประการหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นมาของวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาร่วมสมัยกับทวารวดีภาคกลางและในอีสาน (ชวลิต อธิปัตยกุล,2559:96)
พระพุทธรูปศิลปะทวารวดีที่พบในภาคอีสานนั้น เป็นรูปแบบศิลปะที่พัฒนาจนเป็นแบบท้องถิ่น ถึงแม้รายละเอียดบางอย่างใกล้เคียงกับศิลปะทวารวดีในภาคกลาง เช่น พระพักตร์แบบพื้นเมือง พระขนงต่อเป็นปีกกา พระเนตรค่อนข้างโต ขมวดพระเกศาใหญ่ รวมถึงพระหัตถ์และพระบาทที่มีขนาดใหญ่เป็นรูปแบบศิลปะทวารวดีแบบท้องถิ่นในอีสานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างชัดเจน (กรมศิลปากร,2538:62–63) โดยอยู่ในท่วงท่าต่าง ๆ ที่แสดงอาการยืน นั่งและนอน อาทิ ปางแสดงธรรมเทศนา ปางประธานธรรม ปางประทานอภัย ปางสมาธิ ปางนาคปรกและปางสีหะไสยาสนหรือปางปรินิพพาน เป็นต้น
พระพุทธรูปปางสีหะไสยาสนหรือปางปรินิพพานเป็นหนึ่งในความนิยมทางวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาแบบทวารวดี คือ อิริยาบถในท่านอนตะแคง ราบลงไปกับพื้นแขนข้างหนึ่งวางราบรองรับพระเศียร อีกข้างวางแนบลำตัว พระบาทเหยียดยาววางซ้อนหรือเหลื่อมกัน สำหรับในพื้นที่ภาคอีสานพบจำหลักบนผนังหินภายในถ้ำหรือเพิงหิน มีบางองค์ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบกลางแจ้ง อีกทั้งยังแฝงไปตามคตินิยมตามเรื่องราวของการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ดังปรากฏในพระมหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค ฉบับแปลของมหามกุฏราชวิทยาลัย ในตอนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ทรงรับสั่งกับพระอานนท์พุทธสาวก ความตอนหนึ่งว่า
“เธอจงช่วยตั้งเตียงให้เรา หันศีรษะไปทางทิศอุดรระหว่างไม้สาละทั้งคู่ เราเหนื่อยแล้วจักนอน... พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยาโดยปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทด้วยพระบาท มีพระสติสัมปรัญญะ.”
ความในพระสุตตันตปิฏกตอนนี้แสดงอย่างชัดเจนว่า เมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น ทรงนอนหันพระเศียรไปทางด้านทิศเหนือในท่วงท่าแบบสีหะไสยาสน คือนอนตะแคงข้างขวา ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก (พิเศษ เจียจันทร์พงษ์,2545:51) ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปในอิริยาบทนอนในสมัยทวารวดีมีที่มาจากคติดังกล่าว
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะนำเสนอข้อมูลสังเขปและลักษณะองค์ประกอบทางศิลปะของพระนอนศิลปะทวารวดีเท่าที่มีการสำรวจพบในพื้นที่ภาคอีสาน จำนวน 6 องค์ ประกอบด้วย
1. #พระนอนวัดธรรมจักรเสมาราม
พระนอนวัดธรรมจักรเสมาราม ตั้งอยู่ ณ วัดวัดธรรมจักรเสมาราม บ้านคลองขวาง ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เป็นพระพุทธรูปก่อเรียงด้วยหินทรายจำหลัก เป็นองค์พระ แสดงปางปรินิพพาน ขนาดความยาว 13.30 เมตร กว้าง 2.80 เมตร (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร,2560 : www.) ลักษณะอยู่ในท่านอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศใต้ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ครองจีวรห่มเฉียง พระเศียรหนุนแนบกับพระพาหาข้างขวาสอดรองรับไปด้านหลังพระเศียร พระพาหาซ้ายทอดไปตามลำตัว โดยองค์พระประดิษฐานภายในสิ่งปลูกสร้างมีผนัง และหลังคาคลุม พบการปักใบเสมาล้อมรอบเพื่อกำหนดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ นับเป็นพระนอนศิลปะทวารวดีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13
2. #พระนอนผาพระนอนภูเวียง
พระนอนภูเวียงหรือพระนอนผาพระนอน ตั้งอยู่ ณ ยอดเขาภูเวียง บ้านโนนสะอาด ตำบลหนองไผ่ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เป็นพระพุทธรูปจำหลักนูนบนผนังหิน แสดงปางปรินิพพาน ขนาดความยาว 3.75 เมตร กว้าง 1.20 เมตร ลักษณะองค์พระอยู่ในท่านอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศตะวันตก ผินพระพักตร์ไปทางทิศใต้ ครองจีวรห่มเฉียง ปรากฏขอบสบง หรือรัดประคด ปลายสบงด้านล่างบานพริ้วออกขึ้นด้านบน บริเวณเหนือพระเศียร ปรากฏจารึกตัวอักษร แบบหลังปัลวะ ภาษาสันสกฤต ๒ บรรทัด ความว่า “ปฺราจฺยายตฺ วิษฺยา ลพฺโธ มุญฺจติ ปุณฺยํ” แปลว่า “ชาวเมืองไดมาแลว ผูไดบุญยอมพนจากความตายเพราะยาพิษ” กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร,2560 : www.)
3. #พระนอนภูค่าว
พระนอนภูค่าว ตั้งอยู่ ณ วัดพุทธนิมิตภูค่าว บ้านนาสีนวล ตำบลสหัสขันธ์ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นภาพพระพุทธรูปจำหลักนูนบนผนังหินมีเพิงยื่นปกคลุม แสดงปางปรินิพพาน ขนาดความยาว 2.25 เมตร กว้าง 50 เซนติเมตร (สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น,2560 : www.) ลักษณะองค์พระอยู่ในท่านอนตะแคงซ้าย หันพระเศียรไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ครองจีวรห่มเฉียง พระเศียรโล้นมีประภาวลีหรืออาจจะเป็นพระเขนยรองรับหนุนแนบกับพระพาหาข้างขวาซึ่งสอดรองรับไปด้านหลังพระเศียร พระพาหาซ้ายทอดไปตามลำตัว พระบาทวางซ้อนกัน บ้างสันนิษฐานกันว่าเป็นรูปพระพุทธสาวกและเป็นพระพุทธรูปนอนตะแคงซ้ายเพียงองค์เดียวเท่าที่ค้นพบในประเทศไทย กำหนดอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 14
4. #พระนอนภูปอ (องค์ล่าง)
พระนอนภูปอ (องค์ล่าง) ตั้งอยู่ ณ วัดพระอินทร์ประทานพร บ้านโพนคำ ตำบลภูปอ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เป็นภาพพระพุทธรูปจำหลักนูนบนผนังใต้เพิงหินมีเพิงยื่นปกคลุม แสดงปางปรินิพพาน สลักอยู่ผนังใต้เพิงหินบริเวณเชิงเขา มีขนาดความยาว 3.30 เมตร กว้าง 1.27 เมตร (สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น,2560 : www.) องค์พระอยู่ในท่านอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก โดยพระเศียรปรากฏประภาวลี หนุนแนบกับพระพาหาข้างขวาซึ่งสอดไปด้านหลังพระเศียรรองรับด้วยพระเขนย พระพาหาข้างซ้ายทอดไปตามลำตัว พระบาทวางซ้อนเหลื่อมกันรองรับด้วยพระเขนย องค์พระจำหลักลายผ้าปูรองรับ กำหนดอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 14
5. #พระนอนภูปอ (องค์บน)
พระนอนภูปอ (องค์บน) ตั้งอยู่ ณ วัดพระอินทร์ประทานพร บ้านโพนคำ ตำบลภูปอ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เป็นภาพพระพุทธรูปจำหลักนูนบนผนังใต้เพิงหินมีเพิงยื่นปกคลุม แสดงปางปรินิพพาน สลักอยู่ผนังใต้เพิงหินบนเขา มีขนาดความยาว 5.20 เมตร กว้าง 1.50 เมตร (สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น,2560 : www.) องค์พระอยู่ในท่านอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก โดยพระเศียรปรากฏประภาวลี โดยหนุนแนบกับพระพาหาข้างขวาซึ่งสอดไปด้านหลังพระเศียรรองรับด้วยพระเขนย พระพาหาซ้ายทอดไปตามลำตัว พระบาทวางซ้อนเหลื่อมกันรองรับด้วยพระเขนย องค์พระจำหลักลายผ้าปูรองรับปรากฏการจำหลักลายคล้ายขาเตียง กำหนดอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 14
6. #พระนอนเชิงดอย
พระนอนเชิงดอย ตั้งอยู่ ณ วัดเชิงดอยเทพรัตน์ บ้านม่วง ตำบลห้วยยาง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร เป็นภาพพระพุทธรูปจำหลักนูนบนผนังใต้เพิงหินมีเพิงยื่นปกคลุม แสดงปางปรินิพพาน สลักอยู่บนผนังใต้เพิงหินเชิงเขา มีขนาดความยาว 3.20 เมตร กว้าง 1.5 เมตร องค์พระอยู่ในท่านอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พระเศียรหนุนแนบกับพระพาหาข้างขวาซึ่งสอดไปด้านหลังพระเศียรรองรับด้วยพระเขนย พระพาหาข้างซ้ายทอดไปตามลำตัว ยื่นออกจากองค์พระพระบาทวางซ้อนกัน ปรากฏการจำหลักลายกลีบบัวรองรับองค์พระ ปรากฏร่องรอยการซ่อมแซมด้วยการปั้นปูนประดับลวดลายขีดในบริเวณพระนาภีลงมาหาบริเวณหน้าแข้ง และปั้นปูนต่อยอดพระเกศเปลวและซ่อมข้อพระบาทขีดลายมงคลบริเวณฝ่าพระบาท กำหนดอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 14-16
พระพุทธรูปปางปรินิพพานหรือพระนอนศิลปะทวารวดีในภาคอีสานที่ค้นพบทั้ง 6 องค์ นับเป็นมรดกทางทัศนศิลป์และประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าและหาชมได้ยากยิ่ง แม้ช่างพื้นถิ่นจะรังสรรค์ขึ้นโดยยึดถือคติความเชื่อตามคัมภีร์มหาปรินิพพานสูตรที่รับอิทธิพลมาจากอินเดีย แต่ก็ได้ผสมผสานอัตลักษณ์ของท้องถิ่นลงไปอย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นพุทธศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นกรรมวิธีการสร้างที่มีทั้งการก่อเรียงด้วยหินทรายขนาดใหญ่ ไปจนถึงความวิริยะอุตสาหะในการจำหลักนูนต่ำลงบนหน้าผาและเพิงหินตามธรรมชาติ
ความโดดเด่นที่แตกต่างกันของพระนอนแต่ละองค์ ทั้งหลักฐานทางจารึกโบราณ ท่วงท่าการตะแคงที่แปลกตา และลวดลายเชิงช่างที่ประดับประดา ล้วนเป็นประจักษ์พยานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในดินแดนอีสานช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-16 พระนอนทั้ง 6 องค์จึงไม่ใช่เพียงแค่โบราณวัตถุทางศิลปะ แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจที่สะท้อนถึงพลังแห่งศรัทธาของบรรพชน ซึ่งยังคงได้รับการสืบทอดและเป็นที่เคารพสักการะตราบจนถึงปัจจุบัน
สืบค้นเพิ่มเติมได้ที่ :
หนังสือและบทความในหนังสือ
กรมศิลปากร.สำนักศิลปากรที่ 10 ร้อยเอ็ด. (2555). ร้อยรอยเก่าสกลนคร. กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด.
ชวลิต อธิปัตยกุล. (2559). งานศิลปกรรม เมื่อแรกครั้งพระพุทธศาสนาเข้ามาในอีสาน. อุดรธานี : บ้านเหล่าการพิมพ์ 333.
ผาสุก อินทราวุธ. (2542). ทวารดีการศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรสมัย.
พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. (2545). หาพระหาเจ้า. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน.
ไพรัช ญาณธโร. ประวัติวัดเชิงดอยเทพรัตน์. ม.ป.ท. : ม.ป.พ..ม.ป.ป.
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. (2548). ทวารวดีในอีสาน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน.
สุรัตน์ วรางค์รัตน์. (2538).สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมจังหวัดสกลนคร. สกลนคร : สกลนครการพิมพ์.
ฐานข้อมูลออนไลน์
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). “วัดพระนอน,วัดธรรมจักรเสมาราม, พระพุทธไสยาสน์วัดธรรมจักรเสมาราม.” [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 26 มิถุนายน 2568. เข้าถึงได้จาก http://www.sac.or.th/.
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). “จารึกพระพุทธไสยาสน์ภูเวียง” [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 26 มิถุนายน 2568. เข้าถึงได้จาก http://www.sac.or.th/.
สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น. “พระพุทธไสยาสน์ภูปอ 2 องค์” [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 26 มิถุนายน 2568. เข้าถึงได้จาก http:// cackku.wixsite.com/phratrairat1/blank-28.
สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น. “พระพุทธไสยาสน์ภูค่าว” [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 26 มิถุนายน 2568. เข้าถึงได้จาก http:// cackku.wixsite.com/phratrairat1/blank-28.