Sakon Nakhon Museum

Sakon Nakhon Museum Learning Cemter about History and Archaeoloy of Sakon Nakhon.

พิพิธภัณฑ์เมืองสกลนครเป็นแหล่งเรียนรู้ ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์บริเวณอีสานตอนบนหรือ "แอ่งสกลนคร" เพื่อสร้างจิตสำนึกร่วมของคนในท้องถิ่น ที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมแบบเดียวกัน เพื่อลดการอคติหรือความขัดแย้งในท้องถิ่น นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยอาศัยพิพิธภัณฑ์เมืองสกลนครเป็นกุญแจสำคัญ ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่นรวมทั้งโบราณวัตถุอันเป็นมรดกสำคัญของประเทศชาติสืบไป

จานเซรามิก หน้าบันอุโมงค์พระธาตุเชิงชุมลาย MARMORA (ทิวทัศน์ บ้านเรือน และวิถีชีวิต ริมทะเลสาบมาร์มารา) จากยุควิกตอเรียต...
28/05/2026

จานเซรามิก หน้าบันอุโมงค์พระธาตุเชิงชุม
ลาย MARMORA (ทิวทัศน์ บ้านเรือน และวิถีชีวิต ริมทะเลสาบมาร์มารา)
จากยุควิกตอเรียตอนต้น (ระหว่างปี ค.ศ. 1834-1854)
จานใบนี้ผลิตในประเทศอังกฤษ โดยบริษัท William Ridgway & Co. (W.R. & Co.) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องถ้วยเซรามิกรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น กำหนดอายุราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ื 24 (ประมาณ พ.ศ. 2377 - 2397)
ไม่แน่ว่า อาจเป็นจานกลีบบัวหนึ่งใน 100 ใบ ที่ในหลวงพระราชทานให้เมืองสกลนครเอาไว้ทำบุญ ระบุในตอนท้ายของท้องตรา ตั้งเจ้าเมือง กรมการเมืองสกลนคร หมู่เอกสารจดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 เลขที่ 10 จ.ศ. 1200 (พ.ศ. 2381)
เอาไว้รออ่านเรื่องยาว ๆ นะ

ขอเชิญผู้สนใจชมวัตถุจัดแสดงเนื่องในสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา “วันวิสาขบูชา” ประจำปี พ.ศ. 2569วัตถุจัดแสดง เช่น พระพุทธ...
26/05/2026

ขอเชิญผู้สนใจชมวัตถุจัดแสดง
เนื่องในสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา “วันวิสาขบูชา” ประจำปี พ.ศ. 2569
วัตถุจัดแสดง เช่น พระพุทธรูปฉลอง 25 พุทธศตวรรษ คณะสงฆ์จังหวัดสกลนคร จัดสร้างประจำอาราม (เฉพาะคณะสงฆ์มหานิกาย) หนังสือใบลาน เรื่อง “ปฐมสมโพธิ” ฉบับล่องรัก ว่าด้วยเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าโดยละเอียด ตั้งแต่ปฐมกำเนิดของพระพุทธเจ้า จนถึงท้ายที่สุดแห่งการดับขันธ์ปรินิพพาน
โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก วัดพระธาตุเชิงชุม, วัดศรีสระเกษ, วัดดอยธรรมเจดีย์ (ธ) จังหวัดสกลนคร และวัดศรีเมือง (ธ) จังหวัดหนองคาย
เฉพาะวันที่ 25-31 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น-15.30 น.
ณ พิพิธภัณฑ์เมืองสกลนคร
อาคาร 1 ชั้น 1 สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร (ปิดให้บริการ วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

21 พฤษภาคม 2569103 ปี วันคล้ายวันถึงแก่อนิจกรรมอำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ)อดีตเจ้าเมืองสกลนคร อดีตผู้ว่ารา...
19/05/2026

21 พฤษภาคม 2569
103 ปี วันคล้ายวันถึงแก่อนิจกรรม
อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ)
อดีตเจ้าเมืองสกลนคร อดีตผู้ว่าราชการเมืองสกลนคร
อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี หรือที่ชาวสกลนครรู้จักและเรียกด้วยความเคารพในชื่อ “เจ้าคุณจันต์” มีนามเดิมว่า “เหม็น” หรืออีกนามเรียกว่า “โง่นคำ” เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2382 (ขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ (2) ปีจอ) เป็นบุตรของราชวงศ์ (อิน) เมืองสกลนคร กับนางเทพ เป็นหลานปู่ของอุปฮาด (กิ่งหงสา) เมืองมะหาไซ และเป็นเหลนของพระบรมราชา (พรหมมา) เจ้าเมืองนครพนม อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเป็นชาย 9 คน ประกอบด้วย
1. อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ)
2. พระบุรีบริรักษ์ (คลี่)
3. รองอำมาตย์เอก พระอนุบาลสกลเขตต์ (เมฆ)
4. ท้าวสงกา
5. ท้าวตูบ
6. ท้าวเลา
7. ท้าวเสา
8. ท้าวคำจันทร์
9. ท้าวท้าวซาย
และหญิง 12 คน ประกอบด้วย
1. นางอุ่น
2. นางบัวรพัน
3. นางหมี
4. นางพู
5. นางหมู
6. นางเขียด
7. นางแกว
8. นางปอง
9. นางสุภา
10. นางเฟือง
11. นางเหลือง
12. นางจันทร์แดง
ด้านการศึกษาและการเข้ารับราชการ
อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) เป็นบุคคลที่มีความเฉลียวฉลาด ได้ศึกษาอักขระสมัย อาทิ อักษรไทน้อย อักษรธรรมลาว มีความรู้พอสมควร โดยได้รับมอบหมายทำราชการในหลายตำแหน่ง ดังนี้
พ.ศ. 2400 เป็น “ท้าวสุริยะภักดี” ตำแหน่งนายกอง
พ.ศ. 2415 ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรเป็น “พระศรีสกุลวงศ์” ตำแหน่ง “ผู้ช่วยเมืองสกลนคร”
พ.ศ. 2420 ได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “อุปฮาดเมืองสกลนคร”
พ.ศ. 2429 ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรเป็น “พระยาประจันตประเทศธานี ศรีสกลานุรักษ์ อรรคเดโชชัย อภัยพิริยากรมพาหุ” ตำแหน่ง “เจ้าเมืองสกลนคร” หรือ “ผู้ว่าราชการเมืองสกลนคร”
พ.ศ. 2445 ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็น “ที่ปรึกษาราชการเมืองสกลนคร”
พ.ศ. 2456 ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น “อำมาตย์โท”
เมื่อปี พ.ศ. 2460 พระสุนทรธนศักดิ์ (สุทธิ) ปลัดมณฑลอุดร ประจำจังหวัดสกลนคร ได้จัดตั้งคณะกรรมการรวบรวมเรียบเรียงพงศาวดารเมืองสกลนคร คณะกรรมการประกอบด้วยอำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) รองอำมาตย์เอก พระอนุบาลสกลเขต์ (เมฆ) รองอำมาตย์โท พระบริบาลศุภกิจ (คำสาย) และพระพิทักษ์เจดีย์ (แก้ว) เพื่อส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย โดยพงศาวดารเมืองสกลนครที่จัดทำขึ้นนี้ เป็นเอกสารสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสกลนครและเมืองนครพนมในปัจจุบัน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ
พ.ศ. 2450 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น 3 ตริตราภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.)
พ.ศ. (ไม่ปรากฏ) เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น 3 ตริตาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.)
พ.ศ. (ไม่ปรากฏ) เหรียญปราบฮ่อ (ร.ม.ฮ.)
ด้านชีวิตครอบครัว
อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) มีภริยาหลายคนปรากฏสืบนามภริยาได้บางท่าน ประกอบด้วย
1. คุณหญิงสุวรรณ มีบุตรชายหญิง 7 คน คือ
- ท้าวพังคี
- พระวิเศษสกลกิจ (อรดี)
- หลวงสกลนครานุการ (นรกา)
- นางหน่อแก้ว
- นางจันทโครบ
- นางศรีสมยศ
- นางทองคาย
2. หม่อมวัย มีบุตรชายหญิง 5 คน คือ
- ท้าวสิงห์
- หลวงนรานุรักษ์ (สังข์)
- หลวงพิจารย์อักษร (เส)
- นางโสภา
- นางจันทร์
3. หม่อมไม่ปรากฏนาม มีบุตรชาย 1 คน คือ
- ท้าวโท
4. หม่อมไม่ปรากฏนาม มีบุตรชาย 1 คน คือ
- ท้าวบัวคำ
5. คุณหญิงกาสี มีบุตรหญิง 2 คน คือ
- นางแขว้งคำ
- นางตุ้ย
อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ได้รับพระราชทานนามสกุล “พรหมสาขา” ตามคำกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานนามสกุล เมื่อปี พ.ศ. 2457 ต่อมาในปี พ.ศ. 2467 ทายาทได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้คำว่า “ณ สกลนคร” ต่อท้ายนามสกุล
ด้านการส่งเสริมศาสนา
อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ดังปรากฏการสร้างวัดปรากฏในบันทึกหลายฉบับ มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นที่อุปฮาด ประกอบด้วย
1. วัดแจ้งแสงสว่าง (วัดแจ้งแสงอรุณ) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2422
2. วัดศรีธรรมหายโศก (วัดศรีชมพู) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2423
3. วัดกัลยาณมิตรโพนเมือง (วัดศรีโพนเมือง) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2431
4. วัดดงมะไฟ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2431
5. วัดศรีสุมังค์ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2446
6. วัดยอดแก้ว (บริเวณโรงเรียนเทศบาล 1 “เชิงชุมประชานุกุล” ในปัจจุบัน) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2459
รวมไปถึงศาสนวัตถุและศิลปวัตถุหลายประการ เช่น
พ.ศ. 2440 สร้างรอยพระพุทธบาทศิลาทรายถวายไว้ ณ วัดธาตุเชิงชุม วัดธาตุนาเวง (ธาตุนารายณ์เจงเวง)
พ.ศ. 2445 สร้างพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องปางเปิดโลก (พระเจ้าหลักคำ) ถวายยังวัดธาตุเชิงชุม
พ.ศ. 2468 ภายหลังจากการถึงแก่อนิจกรรมทายาทได้อุทิศเครื่องไม้เรือนนอนรื้อถอนไปปลูกสร้างเป็นอาคารโรงเรียนสอนนักธรรม ณ วัดธาตุศาสดาราม (วัดพระธาตุเชิงชุม)
เป็นต้น
บั้นปลายชีวิต
อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) เริ่มป่วยด้วยโรคชรา มีอาการหนักตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ครั้นถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ในเวลาย่ำค่ำได้ถึงแก่อนิจกรรมลงด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 85 ปี โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2467 เวลา 17.00 น. ณ เมรุชั่วคราววัดแจ้งแสงสว่าง (แจ้งแสงอรุณ) อำเภอธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร.
หมายเหตุ :
- วันเกิดอำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ระบุว่า เกิดเมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ (2) ปีจอ (พ.ศ. 2382) ควรตรงกับวันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2381
แหล่งอ้างอิง :
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (2466). ตำนานพระธาตุพนม. หอพระสมุดวชิรญาณ : พระนคร.
ภาพประกอบ :
ภาพถ่ายอำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) อดีตเจ้าเมืองสกลนคร/อดีตผู้ว่าราชการเมืองสกลนคร/อดีตที่ปรึกษาราชการเมืองสกลนคร ในชุดเครื่องแบบข้าราชการพลเรือน โดยสวมเสื้อราชปะแตนสีขาว ทรงปิดคอตั้งสูง บ่าทั้งสองข้างประดับอินทรธนูแถบขวางชั้นยศอำมาตย์โท ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญที่ระลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ประคำทอง 108 เม็ด” เป็นสิ่งของมงคลได้รับพระราชทานจากราชสำนักกรุงเทพฯ เอวข้างขวาคาดกระบี่ยศข้าราชการพลเรือน และมือข้างซ้ายถือหมวกหมวกปีกพับ (Bicorn) สวมรองเท้าคัทชูสีขาว สวมใส่ในโอกาสสำคัญเกี่ยวข้องกับราชสำนัก เช่น พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น
นอกจากนี้มีการจัดองค์ประกอบของการถ่ายภาพ โดยวางโต๊ะเคียงคลุมด้วยผ้าทอและสิ่งของต่าง ๆ ได้แก่ สิ่งของคล้ายกล่องสี่เหลี่ยม (หีบหมาก) ภาชนะคล้ายกระโถน พุ่มดอกไม้โลหะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พระแก้ว” พระพุทธรูปปางสมาธิหล่อด้วยแก้ว (มีแหล่งผลิตในต่างประเทศ) มีผืนผ้าเป็นฉากหลังวาดเป็นภาพสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก
ภาพถ่ายฉากเดียวกันนี้ปรากฏในเมืองสกลนครคงไม่ต่ำกว่า 2 ใบ เห็นได้จาก ภาพถ่ายครอบครัวพระศรีธงชัย (คำตา) ซึ่งแต่งกายแบบพิธีการ (สวมเสื้อราชปะแตนสีขาว ทรงปิดคอตั้งสูง นุ่งผ้าโจง สวมรองเท้าคัทชู) และน่าจะถ่ายในวาระเดียวกัน.

พระนอนศิลปะทวารวดีในอีสาน-----------------------------------------------------------------------------------------------...
10/05/2026

พระนอนศิลปะทวารวดีในอีสาน
-----------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------
วัฒนธรรมทวารวดี เกิดขึ้นจากการบูรณการของวัฒนธรรมพื้นถิ่นกับวัฒนธรรมภายนอกที่รับรูปแบบมาจากอินเดีย โดยเริ่มต้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 10 พบหลักฐานปรากฏในพื้นที่ภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคตะวันออก ภาคเหนือตอนล่างและภาคใต้บางส่วน รวมทั้งบริเวณภาคอีสานและบางพื้นที่ในประเทศลาว วัฒนธรรมทวารวดีมีอิทธิพลต่อชุมชนต่าง ๆ ในอีสานโดยส่งผ่านวัฒนธรรมพุทธศาสนามีความหลากหลาย เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12–16 (รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง,2558:51) จึงเริ่มเลือนหายไป
เป็นที่ทราบกันดีว่า วัฒนธรรมทวารวดีที่พบในประเทศไทยรับอิทธิพลความเชื่อทางพระพุทธศาสนาจากอินเดีย โดยทั่วไปมักแบ่งพระพุทธศาสนาออกเป็น 2 นิกายหลัก ได้แก่พระพุทธศาสนาเถรวาทและพระพุทธศาสนามหายาน นิกายทั้งสองยังแตกแขนงออกเป็นลัทธิย่อย ๆ อีกเป็นจำนวนมาก (รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง,2558:52) ดังนั้น ลักษณะทางศิลปะแบบทวารวดีที่พบ จึงแสดงอิทธิพลศิลปะอินเดียโดยมีการผสมผสานดัดแปลงให้เข้ากับลักษณะท้องถิ่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนขึ้น
ศิลปะทวารวดี ที่พบในอีสานล้วนแล้วแต่เป็นงานทัศนศิลป์ที่รังสรรค์ขึ้นในคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา อาทิ กลุ่มใบเสมาหินจำหลักลายสถูป ลายแสดงพุทธประวัติหรือชาดก พระพุทธรูปหินและสำริดรวมไปถึงพระพิมพ์ดินเผา โดยเฉพาะพระพุทธรูป นับเป็นหลักฐานสำคัญอีกประการหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นมาของวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาร่วมสมัยกับทวารวดีภาคกลางและในอีสาน (ชวลิต อธิปัตยกุล,2559:96)
พระพุทธรูปศิลปะทวารวดีที่พบในภาคอีสานนั้น เป็นรูปแบบศิลปะที่พัฒนาจนเป็นแบบท้องถิ่น ถึงแม้รายละเอียดบางอย่างใกล้เคียงกับศิลปะทวารวดีในภาคกลาง เช่น พระพักตร์แบบพื้นเมือง พระขนงต่อเป็นปีกกา พระเนตรค่อนข้างโต ขมวดพระเกศาใหญ่ รวมถึงพระหัตถ์และพระบาทที่มีขนาดใหญ่เป็นรูปแบบศิลปะทวารวดีแบบท้องถิ่นในอีสานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างชัดเจน (กรมศิลปากร,2538:62–63) โดยอยู่ในท่วงท่าต่าง ๆ ที่แสดงอาการยืน นั่งและนอน อาทิ ปางแสดงธรรมเทศนา ปางประธานธรรม ปางประทานอภัย ปางสมาธิ ปางนาคปรกและปางสีหะไสยาสนหรือปางปรินิพพาน เป็นต้น
พระพุทธรูปปางสีหะไสยาสนหรือปางปรินิพพานเป็นหนึ่งในความนิยมทางวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาแบบทวารวดี คือ อิริยาบถในท่านอนตะแคง ราบลงไปกับพื้นแขนข้างหนึ่งวางราบรองรับพระเศียร อีกข้างวางแนบลำตัว พระบาทเหยียดยาววางซ้อนหรือเหลื่อมกัน สำหรับในพื้นที่ภาคอีสานพบจำหลักบนผนังหินภายในถ้ำหรือเพิงหิน มีบางองค์ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบกลางแจ้ง อีกทั้งยังแฝงไปตามคตินิยมตามเรื่องราวของการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ดังปรากฏในพระมหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค ฉบับแปลของมหามกุฏราชวิทยาลัย ในตอนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ทรงรับสั่งกับพระอานนท์พุทธสาวก ความตอนหนึ่งว่า
“เธอจงช่วยตั้งเตียงให้เรา หันศีรษะไปทางทิศอุดรระหว่างไม้สาละทั้งคู่ เราเหนื่อยแล้วจักนอน... พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยาโดยปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทด้วยพระบาท มีพระสติสัมปรัญญะ.”
ความในพระสุตตันตปิฏกตอนนี้แสดงอย่างชัดเจนว่า เมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น ทรงนอนหันพระเศียรไปทางด้านทิศเหนือในท่วงท่าแบบสีหะไสยาสน คือนอนตะแคงข้างขวา ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก (พิเศษ เจียจันทร์พงษ์,2545:51) ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปในอิริยาบทนอนในสมัยทวารวดีมีที่มาจากคติดังกล่าว
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะนำเสนอข้อมูลสังเขปและลักษณะองค์ประกอบทางศิลปะของพระนอนศิลปะทวารวดีเท่าที่มีการสำรวจพบในพื้นที่ภาคอีสาน จำนวน 6 องค์ ประกอบด้วย
1. #พระนอนวัดธรรมจักรเสมาราม
พระนอนวัดธรรมจักรเสมาราม ตั้งอยู่ ณ วัดวัดธรรมจักรเสมาราม บ้านคลองขวาง ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เป็นพระพุทธรูปก่อเรียงด้วยหินทรายจำหลัก เป็นองค์พระ แสดงปางปรินิพพาน ขนาดความยาว 13.30 เมตร กว้าง 2.80 เมตร (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร,2560 : www.) ลักษณะอยู่ในท่านอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศใต้ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ครองจีวรห่มเฉียง พระเศียรหนุนแนบกับพระพาหาข้างขวาสอดรองรับไปด้านหลังพระเศียร พระพาหาซ้ายทอดไปตามลำตัว โดยองค์พระประดิษฐานภายในสิ่งปลูกสร้างมีผนัง และหลังคาคลุม พบการปักใบเสมาล้อมรอบเพื่อกำหนดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ นับเป็นพระนอนศิลปะทวารวดีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13

2. #พระนอนผาพระนอนภูเวียง
พระนอนภูเวียงหรือพระนอนผาพระนอน ตั้งอยู่ ณ ยอดเขาภูเวียง บ้านโนนสะอาด ตำบลหนองไผ่ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เป็นพระพุทธรูปจำหลักนูนบนผนังหิน แสดงปางปรินิพพาน ขนาดความยาว 3.75 เมตร กว้าง 1.20 เมตร ลักษณะองค์พระอยู่ในท่านอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศตะวันตก ผินพระพักตร์ไปทางทิศใต้ ครองจีวรห่มเฉียง ปรากฏขอบสบง หรือรัดประคด ปลายสบงด้านล่างบานพริ้วออกขึ้นด้านบน บริเวณเหนือพระเศียร ปรากฏจารึกตัวอักษร แบบหลังปัลวะ ภาษาสันสกฤต ๒ บรรทัด ความว่า “ปฺราจฺยายตฺ วิษฺยา ลพฺโธ มุญฺจติ ปุณฺยํ” แปลว่า “ชาวเมืองไดมาแลว ผูไดบุญยอมพนจากความตายเพราะยาพิษ” กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร,2560 : www.)

3. #พระนอนภูค่าว
พระนอนภูค่าว ตั้งอยู่ ณ วัดพุทธนิมิตภูค่าว บ้านนาสีนวล ตำบลสหัสขันธ์ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นภาพพระพุทธรูปจำหลักนูนบนผนังหินมีเพิงยื่นปกคลุม แสดงปางปรินิพพาน ขนาดความยาว 2.25 เมตร กว้าง 50 เซนติเมตร (สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น,2560 : www.) ลักษณะองค์พระอยู่ในท่านอนตะแคงซ้าย หันพระเศียรไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ครองจีวรห่มเฉียง พระเศียรโล้นมีประภาวลีหรืออาจจะเป็นพระเขนยรองรับหนุนแนบกับพระพาหาข้างขวาซึ่งสอดรองรับไปด้านหลังพระเศียร พระพาหาซ้ายทอดไปตามลำตัว พระบาทวางซ้อนกัน บ้างสันนิษฐานกันว่าเป็นรูปพระพุทธสาวกและเป็นพระพุทธรูปนอนตะแคงซ้ายเพียงองค์เดียวเท่าที่ค้นพบในประเทศไทย กำหนดอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 14

4. #พระนอนภูปอ (องค์ล่าง)
พระนอนภูปอ (องค์ล่าง) ตั้งอยู่ ณ วัดพระอินทร์ประทานพร บ้านโพนคำ ตำบลภูปอ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เป็นภาพพระพุทธรูปจำหลักนูนบนผนังใต้เพิงหินมีเพิงยื่นปกคลุม แสดงปางปรินิพพาน สลักอยู่ผนังใต้เพิงหินบริเวณเชิงเขา มีขนาดความยาว 3.30 เมตร กว้าง 1.27 เมตร (สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น,2560 : www.) องค์พระอยู่ในท่านอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก โดยพระเศียรปรากฏประภาวลี หนุนแนบกับพระพาหาข้างขวาซึ่งสอดไปด้านหลังพระเศียรรองรับด้วยพระเขนย พระพาหาข้างซ้ายทอดไปตามลำตัว พระบาทวางซ้อนเหลื่อมกันรองรับด้วยพระเขนย องค์พระจำหลักลายผ้าปูรองรับ กำหนดอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 14

5. #พระนอนภูปอ (องค์บน)
พระนอนภูปอ (องค์บน) ตั้งอยู่ ณ วัดพระอินทร์ประทานพร บ้านโพนคำ ตำบลภูปอ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เป็นภาพพระพุทธรูปจำหลักนูนบนผนังใต้เพิงหินมีเพิงยื่นปกคลุม แสดงปางปรินิพพาน สลักอยู่ผนังใต้เพิงหินบนเขา มีขนาดความยาว 5.20 เมตร กว้าง 1.50 เมตร (สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น,2560 : www.) องค์พระอยู่ในท่านอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก โดยพระเศียรปรากฏประภาวลี โดยหนุนแนบกับพระพาหาข้างขวาซึ่งสอดไปด้านหลังพระเศียรรองรับด้วยพระเขนย พระพาหาซ้ายทอดไปตามลำตัว พระบาทวางซ้อนเหลื่อมกันรองรับด้วยพระเขนย องค์พระจำหลักลายผ้าปูรองรับปรากฏการจำหลักลายคล้ายขาเตียง กำหนดอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 14

6. #พระนอนเชิงดอย
พระนอนเชิงดอย ตั้งอยู่ ณ วัดเชิงดอยเทพรัตน์ บ้านม่วง ตำบลห้วยยาง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร เป็นภาพพระพุทธรูปจำหลักนูนบนผนังใต้เพิงหินมีเพิงยื่นปกคลุม แสดงปางปรินิพพาน สลักอยู่บนผนังใต้เพิงหินเชิงเขา มีขนาดความยาว 3.20 เมตร กว้าง 1.5 เมตร องค์พระอยู่ในท่านอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พระเศียรหนุนแนบกับพระพาหาข้างขวาซึ่งสอดไปด้านหลังพระเศียรรองรับด้วยพระเขนย พระพาหาข้างซ้ายทอดไปตามลำตัว ยื่นออกจากองค์พระพระบาทวางซ้อนกัน ปรากฏการจำหลักลายกลีบบัวรองรับองค์พระ ปรากฏร่องรอยการซ่อมแซมด้วยการปั้นปูนประดับลวดลายขีดในบริเวณพระนาภีลงมาหาบริเวณหน้าแข้ง และปั้นปูนต่อยอดพระเกศเปลวและซ่อมข้อพระบาทขีดลายมงคลบริเวณฝ่าพระบาท กำหนดอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 14-16
พระพุทธรูปปางปรินิพพานหรือพระนอนศิลปะทวารวดีในภาคอีสานที่ค้นพบทั้ง 6 องค์ นับเป็นมรดกทางทัศนศิลป์และประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าและหาชมได้ยากยิ่ง แม้ช่างพื้นถิ่นจะรังสรรค์ขึ้นโดยยึดถือคติความเชื่อตามคัมภีร์มหาปรินิพพานสูตรที่รับอิทธิพลมาจากอินเดีย แต่ก็ได้ผสมผสานอัตลักษณ์ของท้องถิ่นลงไปอย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นพุทธศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นกรรมวิธีการสร้างที่มีทั้งการก่อเรียงด้วยหินทรายขนาดใหญ่ ไปจนถึงความวิริยะอุตสาหะในการจำหลักนูนต่ำลงบนหน้าผาและเพิงหินตามธรรมชาติ
ความโดดเด่นที่แตกต่างกันของพระนอนแต่ละองค์ ทั้งหลักฐานทางจารึกโบราณ ท่วงท่าการตะแคงที่แปลกตา และลวดลายเชิงช่างที่ประดับประดา ล้วนเป็นประจักษ์พยานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในดินแดนอีสานช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-16 พระนอนทั้ง 6 องค์จึงไม่ใช่เพียงแค่โบราณวัตถุทางศิลปะ แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจที่สะท้อนถึงพลังแห่งศรัทธาของบรรพชน ซึ่งยังคงได้รับการสืบทอดและเป็นที่เคารพสักการะตราบจนถึงปัจจุบัน
สืบค้นเพิ่มเติมได้ที่ :
หนังสือและบทความในหนังสือ
กรมศิลปากร.สำนักศิลปากรที่ 10 ร้อยเอ็ด. (2555). ร้อยรอยเก่าสกลนคร. กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด.
ชวลิต อธิปัตยกุล. (2559). งานศิลปกรรม เมื่อแรกครั้งพระพุทธศาสนาเข้ามาในอีสาน. อุดรธานี : บ้านเหล่าการพิมพ์ 333.
ผาสุก อินทราวุธ. (2542). ทวารดีการศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรสมัย.
พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. (2545). หาพระหาเจ้า. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน.
ไพรัช ญาณธโร. ประวัติวัดเชิงดอยเทพรัตน์. ม.ป.ท. : ม.ป.พ..ม.ป.ป.
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. (2548). ทวารวดีในอีสาน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน.
สุรัตน์ วรางค์รัตน์. (2538).สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมจังหวัดสกลนคร. สกลนคร : สกลนครการพิมพ์.
ฐานข้อมูลออนไลน์
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). “วัดพระนอน,วัดธรรมจักรเสมาราม, พระพุทธไสยาสน์วัดธรรมจักรเสมาราม.” [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 26 มิถุนายน 2568. เข้าถึงได้จาก http://www.sac.or.th/.
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). “จารึกพระพุทธไสยาสน์ภูเวียง” [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 26 มิถุนายน 2568. เข้าถึงได้จาก http://www.sac.or.th/.
สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น. “พระพุทธไสยาสน์ภูปอ 2 องค์” [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 26 มิถุนายน 2568. เข้าถึงได้จาก http:// cackku.wixsite.com/phratrairat1/blank-28.
สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น. “พระพุทธไสยาสน์ภูค่าว” [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 26 มิถุนายน 2568. เข้าถึงได้จาก http:// cackku.wixsite.com/phratrairat1/blank-28.

ที่อยู่

22
Sakhon Nakhon
47000

เวลาทำการ

พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6642744009

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sakon Nakhon Museumผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์