Sakon Nakhon Museum

Sakon Nakhon Museum Learning Cemter about History and Archaeoloy of Sakon Nakhon.

พิพิธภัณฑ์เมืองสกลนครเป็นแหล่งเรียนรู้ ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์บริเวณอีสานตอนบนหรือ "แอ่งสกลนคร" เพื่อสร้างจิตสำนึกร่วมของคนในท้องถิ่น ที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมแบบเดียวกัน เพื่อลดการอคติหรือความขัดแย้งในท้องถิ่น นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยอาศัยพิพิธภัณฑ์เมืองสกลนครเป็นกุญแจสำคัญ ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่นรวมทั้งโบราณวัตถุอันเป็นมรดกสำคัญของประเทศชาติสืบไป

ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลอง "วาระครบรอบปี : อุรังคธาตุมรดกชาติสู่มรดกโลก" ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 ณ วัดพระธาตุพนมวรม...
21/07/2024

ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลอง "วาระครบรอบปี : อุรังคธาตุมรดกชาติสู่มรดกโลก" ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยสถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม ส่งหนังสืออุรังคธาตุ จำนวน 4 มัด เข้าร่วมจัดนิทรรศการในครั้งนี้ พบกับ
🔶️การแสดงขบวนนางรำบูชาองค์พระธาตุพนม
🔶️พิธีเจริญพระพุทธมนต์ฉลองคัมภีร์ใบลาน
🔶️นิทรรศการอุรังคธาตุ(ตำนานพระธาตุพนม)
🔶️การเสวนา“ความเชื่อ ความศรัทธา พุทธศาสนาในภาคอีสาน“
🔶️การแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ ชุมชนพื้นเมืองจังหวัดนครพนม

🔴วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม 2567 ณ ศาลาเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

พิพิธภัณฑ์เมืองสกลนคร งานบริการวิชาการและพิพิธภัณฑ์ สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ให้บริการวิชาการ...
25/05/2024

พิพิธภัณฑ์เมืองสกลนคร งานบริการวิชาการและพิพิธภัณฑ์ สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ให้บริการวิชาการเตรียมสถานที่จัดแสดงใบลานและเอกสารโบราณ โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์วัดศรีชมชื่น บ้านพิมาน ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม โดยให้ความอนุเคราะห์ตู้จัดแสดงและอุปกรณ์การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์

๒๑ พฤษภาคม #รำลึกวันคล้ายวันถึงแก่อนิจกรรมพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) อดีตเจ้าเมืองสกลนคร/ที่ปรึกษาราชการเมืองสกลนคร...
21/05/2024

๒๑ พฤษภาคม
#รำลึกวันคล้ายวันถึงแก่อนิจกรรมพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ)
อดีตเจ้าเมืองสกลนคร/ที่ปรึกษาราชการเมืองสกลนคร

ประวัติ
อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร)

อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (เหม็นหรือโง่นคำ) หรือที่ชาวสกลนครรู้จักและเรียกด้วยความเคารพในชื่อ “เจ้าคุณจันต์” เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๓๘๒ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่) เป็นบุตรของราชวงศ์ (อิน) เมืองสกลนคร กับนางเทพ เป็นหลานปู่ของอุปฮาด (กิ่งหงสา) เมืองมะหาไซกองแก้วและเป็นเหลนของพระบรมราชา (พรหมมา) เจ้าเมืองนครพนม อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเป็นชาย ๙ คน ประกอบด้วย
๑. อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร)
๒. ท้าวคลี่ พระบุรีบริรักษ์ (คลี่)
๓. รองอำมาตย์เอก พระอนุบาลสกลเขตต์ (เมฆ พรหมสาขา ณ สกลนคร)
๔. ท้าวสงกา
๕. ท้าวตูบ
๖. ท้าวเลา
๗. ท้าวเสา
๘. ท้าวคำจันทร์
๙. ท้าวท้าวซาย
และหญิง ๑๒ คน ประกอบด้วย
๑. นางอุ่น
๒. นางบัวรพัน
๓. นางหมี
๔. นางพู
๕. นางหมู
๖. นางเขียด
๗. นางแกว
๘. นางปอง
๙. นางสุภา
๑๐. นางเฟือง
๑๑. นางเหลือง
๑๒. นางจันทร์แดง

ด้านการศึกษาและการเข้ารับราชการ

อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) เป็นบุคคลที่มีความเฉลียวฉลาด ได้ศึกษาอักขระสมัย อาทิ อักษรไทน้อย อักษรธรรมลาว มีความรู้พอสมควร โดยได้รับมอบหมายทำราชการในหลายตำแหน่ง ดังนี้
ปีพุทธศักราช ๒๔๐๐ เป็น “ท้าวสุริยะภักดี” ตำแหน่งนายกอง
ปีพุทธศักราช ๒๔๑๕ ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรเป็น “พระศรีสกุลวงศ์” ตำแหน่ง “ผู้ช่วยเมืองสกลนคร”
ปีพุทธศักราช ๒๔๒๐ ได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “อุปฮาดเมืองสกลนคร”
ปีพุทธศักราช ๒๔๒๙ ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรเป็น “พระยาประจันตประเทศธานี” ตำแหน่ง “เจ้าเมืองสกลนคร” หรือ “ผู้ว่าราชการเมืองสกลนคร”
ปีพุทธศักราช ๒๔๔๕ ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็น “ที่ปรึกษาราชการเมืองสกลนคร”
ปีพุทธศักราช ๒๔๕๖ ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น “อำมาตย์โท”
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ พระสุนทรธนศักดิ์ ปลัดมณฑลอุดร ประจำจังหวัดสกลนคร ได้จัดตั้งคณะกรรมการรวบรวมเรียบเรียงพงศาวดารเมืองสกลนคร คณะกรรมการประกอบด้วยอำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) รองอำมาตย์เอก พระอนุบาลสกลเขต์ (เมฆ พรหมสาขา ณ สกลนคร) รองอำมาตย์โท พระบริบาลศุภกิจ (คำสาย ศิริขันธ์) และพระพิทักษ์เจดีย์ (แก้ว โคตรธรรม) เพื่อส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย โดยพงศาวดารเมืองสกลนครที่จัดทำขึ้นนี้ เป็นเอกสารสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสกลนครและเมืองนครพนมในปัจจุบัน
อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) เริ่มรับราชการมาตามลำดับจนถึงตำแหน่งเจ้าเมืองสกลนครและผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร รวมอายุราชการได้นานถึง ๕๗ ปี ด้วยความจงรักภักดี ชื่อสัตย์สุจริต ไม่มีประวัติด่างพร้อยในหน้าที่ราชการแต่อย่างใด

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ

ปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น ๓ ตริตราภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.)
ปีพุทธศักราช (ไม่ปรากฏ) เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น 3 ตริตาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.)
ปีพุทธศักราช (ไม่ปรากฏ) เหรียญปราบฮ่อ (ร.ม.ฮ.)

ด้านชีวิตครอบครัว

อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) มีภริยาหลายคนปรากฏสืบนามภริยาได้บางท่าน ประกอบด้วย
๑. คุณหญิงสุวรรณ มีบุตรชายหญิง ๗ คน คือ
- ท้าวพัง
- ท้าวอรดี (ต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็น “พระวิเศษสกลกิจ”)
- ท้าวนรกา (ต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็น “หลวงสกลนครานุการ”)
- นางหน่อแก้ว
- นางจันทโครบ
- นางศรีสมยศ
- นางทองคาย
๒. หม่อมวัย มีบุตรชายหญิง ๕ คน คือ
- ท้าวสิงห์
- ท้าวสังข์ (ต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็น “หลวงนรานุรักษ์”)
- ท้าวเส (ต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็น “หลวงพิจารย์อักษร”)
- นางโสภา
- นางจันทร์
๓. หม่อมไม่ปรากฏนาม มีบุตรชาย ๑ คน คือ
- ท้าวโท
๔. หม่อมไม่ปรากฏนาม มีบุตรชาย ๑ คน คือ
- ท้าวบัวคำ
๕. คุณหญิงกาสี มีบุตรหญิง ๒ คน คือ
- นางแขว้งคำ
- นางตุ้ย
อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) ได้รับพระราชทานนามสกุล “พรหมสาขา” ตามคำกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานนามสกุลเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๗ ภายหลังเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๗ ทายาทได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้คำว่า “ณ สกลนคร” ต่อท้ายนามสกุล “พรหมสาขา” เป็น “พรหมสาขา ณ สกลนคร” ในปัจจุบัน

ด้านการศาสนา

อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ดังปรากฏการสร้างวัดปรากฏในบันทึกหลายฉบับ มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นที่อุปฮาด ประกอบด้วย
๑. วัดแจ้งแสงอรุณ สร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๒
๒. วัดศรีชมพูหรือวัดศรีธรรมหายโศก สร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๔๒๓
๓. วัดกัลยาณมิตรศรีโพนเมืองหรือวัดศรีโพนเมือง สร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๑
๔. วัดดงมะไฟ สร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๑
๕. วัดศรีสุมังค์ สร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๖
๖. วัดยอดแก้ว (บริเวณโรงเรียนเทศบาล ๑ “เชิงชุมประชานุกุล” ในปัจจุบัน) สร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๙
รวมไปถึงศาสนวัตถุและศิลปวัตถุหลายประการ อาทิ ปีพุทธศักราช ๒๔๔๕ สร้างพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องปางเปิดโลก ถวายยังวัดพระธาตุเชิงชุม และปีพุทธศักราช ๒๔๔๐ สร้างรอยพระพุทธบาทศิลาทรายถวายวัดพระธาตุเชิงชุม เป็นต้น นอกจากนี้ปีพุทธศักราช ๒๔๖๘ ภายหลังจากการถึงแก่อนิจกรรมทายาทบุตรหลานได้อุทิศเครื่องไม้เรือนนอนรื้อไปปลูกสร้างเป็นอาคารโรงเรียนสอนนักธรรม ณ วัดพระธาตุศาสดารามด้วย

บั้นปลายชีวิต

อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) เริ่มป่วยด้วยโรคชรา มีอาการหนักตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ปีพุทธศักราช ๒๔๖๖ ครั้นถึงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๔๖๖ ในเวลาย่ำค่ำได้ถึงแก่อนิจกรรมลงด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ ๘๕ ปี โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ปีพุทธศักราช ๒๔๖๗ เวลา ๑๗.๐๐ น. ณ วัดแจ้งแสงอรุณ (วัดแจ้งแสดง อรุณ (พระอารามหลวง) อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร)

____________________________________________
อ้างจาก : หนังสือพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง้นคำ พรหมสาขา) เมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๔๖๖.
หนังสืออนุสรณ์การเปิดอนุสาวรีย์พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) เจ้าเมืองสกลนคร พ.ศ.๒๔๒๙ ถึง พ.ศ.๒๔๖๖ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๔ ณ วัดแจ้ง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร.
เว็บไซต์ http://www.kkppn.com/. “ท้ายชีวิตท่านเจ้าคุณจันต์”. โดย เกรียงไกร ปริญญาพล.

เรื่องเล่า “ส้างวัดธาตุ” วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร          "น้ำ" เป็นปัจจ...
06/05/2024

เรื่องเล่า “ส้างวัดธาตุ”
วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร

"น้ำ" เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มนุษย์มีการคิดค้นวิธีในการจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค ยกตัวอย่าง ในสมัยโบราณมีการสร้าง "ตระพัง" โดยการขุดจากหน้าดินลงไป แล้วนำดินที่ขุดไปคูนเป็นแนวขอบ เพื่อประโยชน์ใช้สอยสำหรับกักเก็บน้ำบนพื้นดิน เรียกอย่างหนึ่งว่า "สระ" พื้นถิ่นอีสานออกเสียงว่า "สา" และที่นิยมอีกอย่างหนึ่งคือ "บ่อน้ำ" โดยการขุดเป็นบ่อลงไปในพื้นดิน ภาษาอีสานเรียกว่า "ส้าง" (ออกเสียงว่า "ส่าง")


"ส้าง" หรือ "น้ำส้าง" เป็นนามเรียกบ่อน้ำที่อยู่ในผังทรงกลม หรือสี่เหลี่ยม แต่มีขนาดเล็กกว่าสระ โดยขุดลึกลงไปถึงระดับกักเก็บน้ำที่พบตาน้ำไหลซึมออกมาจากชั้นดิน เรียกว่า "น้ำออกบ่อ" แล้วจึงนำแผ่นไม้หรือท่อนไม้ มากรุผนังตามขนาดกว้างยาวของบ่อ จากปากบ่อลงไปถึงก้นบ่อ ในภาษาถิ่น เรียกว่า "แส่ง" เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ดินผนังบ่อพังทลายลงไปยังก้นบ่อ โดยบางแห่งพบมีการใช้อิฐ ศิลาแลง ศิลาทราย กรุงรอบขอบบ่อ ซึ่งบ่งบอกการให้ความสำคัญกับใช้งานของบ่อ และอาจรวมไปถึงฐานะของชุมชนนั้น ๆ (ในปัจจุบันมักใช้ท่อคอนกรีตทรงกลม)


"ส้างวัดธาตุ" เป็นบ่อน้ำเก่าแก่แห่งหนึ่งภายในตัวเมืองโบราณสกลนคร โดยตั้งอยู่ภายในวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ด้านทิศตะวันตกของพระอุโบสถ มีลักษณะเป็นบ่อน้ำในผังสี่เหลี่ยม ลึก ๖ เมตร เดิมขอบบ่อกรุด้วยไม้ เป็นบ่อน้ำสาธารณะสำหรับใช้สอยภายในวัดและชุมชนโดยรอบ ต่อมาในสมัยพระเทพวิสุทธาจารย์ (กง โฆษโก) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุม ได้ปรับปรุงโดยการทำผนังบ่อคอนกรีตเสริมเหล็ก และเทคานคอดินกรุผนังบ่อด้วยศิลาแลง พร้อมกับสร้างศาลาครอบมีเหล็กดัดและประตูเปิดปิด ครั้นในปี พ.ศ.๒๕๕๒ ในสมัยพระเทพสิทธิโสภณ (สุรสีห์ กิตติโสภโณ) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุมรูปปัจจุบัน ได้นำพาคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวเมืองสกลนครปฏิสังขรณ์พระอารามครั้งใหญ่ ในส่วนของบ่อน้ำแห่งนี้ปรับปรุงภูมิทัศน์โดยการรื้อศาลาครอบออก และปั้นประติมากรรมรูปสุวรรณนาคขนดรอบปากบ่อ มีสายน้ำพ่นออกจากปากทั้ง ๕ เศียร ดังปรากฏในปัจจุบันนี้


จากข้อมูลการให้สัมภาษณ์ของชาวชุมชนรอบวัดพระธาตุเชิงชุม เกี่ยวกับ “ส้างวัดธาตุ” โดยอลิสา ทับพิลา เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๗ ทำให้เห็นบริบทพื้นที่และการใช้ประโยชน์จากส้างวัดธาตุ ในช่วงก่อนปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ ดังนี้

นางประพิน แสนสงคราม (วงศ์กาฬสินธุ์) กล่าวว่า “สมัยยังเด็กไปหาบน้ำอยู่แต่ในส้างวัดมาใส่โอ่งในบ้าน ในนั้นมีต้นหมากสิมมะลี ต้นหมากพร้าว ส่วนน้ำกินเราไม่ได้เอาที่ส้าง ต้องไปหาบเอาที่สระพังทอง กินได้แต่ไม่กินเพราะน้ำสระพังทองอร่อยกว่า ทั้งที่น้ำก็ไหลไปหากัน ตอนนี้ท่านทำใหม่งามกว่าเดิม เป็นรูปนาค”

นางราตรี ชำนาญฤทธิ์ (พรหมเสนี) กล่าวว่า “น้ำส้างตั้งอยู่นอกแนวกำแพง สมัยก่อนมีสภาพเป็นลานทราย ตรงปากบ่อจะเป็นเนินสูงจากพื้นบริเวณนั้นเล็กน้อย ใกล้กันมีต้นสิมมะลี (ต้นโพธิ์ทะเล) ต้นมะพร้าว และต้นตาลเป็นจุดสังเกต สมัยนั้นไปตักน้ำมาใช้ในบ้าน ชาวบ้านชาวคุ้มก็ตักน้ำมาใช้กินใช้อาบอยู่เป็นประจำ ก็เลิกไปเมื่อมีน้ำประปากับเมื่อวัดสร้างกำแพงสูงใหญ่นี่เอง ส่วนน้ำกินต้องหาบถังไปตักที่สระพังทองนะที่นั่นมีคนเฝ้าเขาหวงห้ามไม่ให้เล่นสงวนไว้ให้กิน น้ำใช้น้ำสอยไม่ได้ไปตักเองก็ในสมัยที่เขาเข็นน้ำจากตลาดนวลเข้ามาขาย กับน้ำประปาเข้ามานี่แหละยิ่งสบาย”

นายพิเนตต์ แสนเสนา กล่าวว่า “สมัยก่อนเป็นเด็กบวชเป็นเณร อยู่กับหลวงปู่เฒ่า (พระเทพวิมลเมธี (วันดี สิริวัณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุม) เพื่อนเณรเยอะพอต้องไปตักน้ำใช้ บางวันตักสระพังทอง บางวันตักน้ำบ่อหน้าวัด ได้โอกาสก็โดดลงไปเล่นน้ำในบ่อน้ำสนุกสนานกัน เล่นคะนองกันตามประสาเด็ก ไม่ใช่แต่เราเล่นคนอื่นก็มาเล่นเพราะรู้จักเป็นเพื่อนกันหมด ถ้าหลวงปู่เฒ่าเห็นก็โดนดุและตีด้วยนะ ทุกวันนี้มีแต่คนเขามากราบไหว้กัน เมื่อก่อนไม่มี ลงไปเล่นน้ำเฉยไม่มีอะไรหรอก”


นอกจากนี้ยังปรากฏเรื่องเล่าความถึงมหัศจรรย์ เกี่ยวกับ “ส้างวัดธาตุ” จากข้อมูลการให้สัมภาษณ์ของชาวชุมชนรอบวัดพระธาตุเชิงชุม สัมภาษณ์โดยอลิสา ทับพิลา เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๗ ยกตัวอย่างบางตอนมาดังนี้

นางประพิน แสนสงคราม (วงศ์กาฬสินธุ์) กล่าวว่า “หากทำฮวงคุตักน้ำหลุดลงไป ให้ไปรอรับเอาได้ที่สระพังทอง แล้วก็มีจริง ๆ แต่ไม่ใช่ยายทำหลุดหรอก คนเขาล่าต่อกันมากับพ่อแม่เล่าให้ฟัง และได้ยินมาว่า เป็นน้ำจากภูพานไหลลอดใต้พื้นดินลงมาผุดที่ตลาดนวลมณี วัดเหนือ และวัดธาตุ เป็นตาน้ำใหญ่ต่อกับสระพังทอง คนสมัยโบราณกลัวว่าน้ำจากภูพานจะไหลลอดมาท่วมเมืองจึงทิ้งก้อนหินลงไปอุด ตอนนี้คุถังคงไม่ลอดไปสระพังทองแล้ว”

นางราตรี ชำนาญฤทธิ์ (พรหมเสนี) กล่าวว่า “แต่พ่อแม่เล่าให้ฟังว่า น้ำไหลมาจากภูพานลอดใต้เมือง มาผุดที่น้ำส้างในวัด แล้วไปสุดที่สระพังทองหนองหาร เมื่อก่อนการตักน้ำใช้คุเกี่ยวเข้ากับไม้คันเกาะสาวขึ้นมา แล้วบังเอิญมีคนทำคุหลุดลงไปก้นบ่อ เอาขึ้นไม่ได้ มีความอัศจรรย์ไปเจออีกทีอยู่ในสระพังทองแล้ว อัศจรรย์มั๊ย”

ภาพประกอบ : “ส้างวัดธาตุ” บ่อน้ำโบราณวัดพระธาตุเชิงชุม ถ่ายเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ จากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร เผยแพร่โดยชุมนุมพุทธศาสน์ ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

ผู้ให้สัมภาษณ์
๑. นางประพิน แสนสงคราม (วงศ์กาฬสินธุ์) ชุมชนกลางธงชัย อายุ ๗๘ ปี, ผู้ให้สัมภาษณ์, วันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗.
๒. นางราตรี ชำนาญฤทธิ์ (พรหมเสนี) อายุ ๗๗ ปี ชุมชนวัดพระธาตุเชิงชุม, ผู้ให้สัมภาษณ์, วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗.
๓. นายพิเนตต์ แสนเสนา ชุมชนวัดพระธาตุเชิงชุม (เสียชีวิตแล้ว) , ผู้ให้สัมภาษณ์, วันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๗.

“ภูน้ำลอด”
“น้ำส้าง”
#กองข้าพระธาตุหนองหานเชียงชุม
#ชุมนุมพุทธศาสน์ฯวคสน.
#วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร
#ภูนํ้าลอด
#สกลนคร

ขอเชิญชวนชาวสกลนคร ร่วมเป็นเกียรติและรับชมต้นแบบการแสดงชุด "ฟ้อนสกลนครบูชาขวัญ" ภายใต้โครงการสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงศิลป์...
10/08/2023

ขอเชิญชวนชาวสกลนคร ร่วมเป็นเกียรติและรับชมต้นแบบการแสดงชุด "ฟ้อนสกลนครบูชาขวัญ" ภายใต้โครงการสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงศิลป์ด้านศิลปะการแสดงฟ้อนเฉพาะกิจของจังหวัดสกลนคร และวาระเฉพาะกิจพิเศษ “ครบรอบ 185 ปี เมืองสกลนคร “ ในวันพฤหัสบดี ที่ 10 สิงหาคม 2566 เวลา 17.00 น. ณ ลานพระธาตุเชิงชุม วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร จังหวัดสกลนคร

"บไร" (บ - ไร) เป็นภาษาเขมร หมายถึง ที่กักเก็บน้ำ ส่วนภาษาไทยเรียกตามฝรั่งว่า "บาราย" ตามที่วัฒนธรรมเขมรเจริญรุ่งเรืองใน...
19/07/2023

"บไร" (บ - ไร) เป็นภาษาเขมร หมายถึง ที่กักเก็บน้ำ ส่วนภาษาไทยเรียกตามฝรั่งว่า "บาราย"

ตามที่วัฒนธรรมเขมรเจริญรุ่งเรืองในดินแดนอีสานตอนบนโดยเฉพาะเมืองหนองหานหลวง (ที่ตั้งตำบลธาตุเชิงชุม เมืองสกลนครในปัจจุบัน) เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ นั้น นอกจากร่องรอยของศาสนาสถานแล้ว ยังปราฏแหล่งน้ำที่สร้าขึ้นเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคภายในตัวเมืองโบราณกระจายทั่วไป อาทิ สระพังทอง สระวัดศรีสะเกษ (ถมแล้ว) สระหนองไค้ (ถมแล้ว) และสระวัดแจ้งแสงอรุณ เป็นต้น โดยในปัจจุบันปราฏเพียง ๒ สระ คือ สระพังทอง และสระวัดแจ้งแสงอรุณ ทั้งนี้ วัตถุประสงค์การใช้งานในอดีตถูกขุดขึ้นในฐานเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคภายในตัวเมือง ซึ่งได้หมดหน้าที่ไปตามความเจริญของบ้านเมืองในปัจจุบัน

ที่มุมล่างคือคลองคูเมืองที่ตื้นเขินไปมาก แต่ยังพอมีน้ำขังอยู่ ส่วนเส้นทางการสัญจรออกนอกเมืองด้านทิศใต้ต้องข้ามคลองคูเมืองไปตามแนวถนนโบราณ โดยสะพานที่เรียกว่า "ขัวน้ำเผ" และที่โล่ง ๆนั้น เป็นที่ตั้งของโรงสีกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในปัจจุบัน

#ในภาพคือสระวัดแจ้งแสงอรุณ

#ถ่ายภาพ2513

คุ้มวัดโพธิ์ชัย สมัย ๙๐ ปีมาแล้ว โดยคุณปู่สุมิตร พรหมสาขา ณ สกลนคร คุ้มวัดโพธิ์ชัยในอดีต คุ้มแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเช่นเด...
16/07/2023

คุ้มวัดโพธิ์ชัย สมัย ๙๐ ปีมาแล้ว โดยคุณปู่สุมิตร พรหมสาขา ณ สกลนคร

คุ้มวัดโพธิ์ชัยในอดีต คุ้มแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเช่นเดียวกับคุ้มวัดศรีบุญเรือง (บริเวณต้นโพธิ์ ร้านหนังสือสเลเต) ลาดลงสู่หนองหาร ถนนและสภาพพื้นดินทั้งหมดเป็นทราย คุ้มนี้ล้อมรอบด้วยถนนมรรคาลัยด้านทิศเหนือด้านทิศตะวันออกติดสระพังทองเรียกคุ้มโพธิ์ชัยใต้ด้านทิศตะวันตกติดถนนสุขเกษมเรียกคุ้มโพธิ์ชัยเหนือ ด้านทิศใต้ติดถนนเจริญเมือง และคั่นกลางด้วยถนนใจผาสุกและถนนเรืองสวัสดิ์เรียกคุ้มโพธิืชัยกลาง จุดศูนย์กลางของคุ้มนี้น่าจะอยู่บริเวณที่ล้อมรอบด้วยถนนมรรคาลัยเจริญเมืองสุขเกษมและใจผาสุกยาวตลอดแนวถนนและยาวตลอดใจผาสุก ในส่วนของสภาพบ้านเรือนมีอยู่ ๒ ประเภท คือ บ้านที่อยู่ริมถนนจะทำเป็นห้องแถวสรา้งด้วยไม้ชั้นเดียวบ้างสองชั้นบ้างมุงด้วยกระเบื้องไม้หรือสังกะสีส่วนบานประตูเป็นบานเฟี้ยม,บ้านที่ไม่ได้อยู่ริมถนนจะทำป็นบ้านยกพื้นสูง หลังคามุงด้วยกระเบื้องไม้หรือสังกะสีมีระเบียงออกมา บ้านแต่ละหลังจะมีความใหญ่โตและปราณีตตามฐานะของเจ้าของเรือนนั้น ๆ จากการสังเกตคุ้มนี้จะพบคนในสายตระกูลพรหมสาขา ณ สกลนคร อยู่มาก รองลงมาคืออุปพงษ์,วงษ์กาฬสินธุ์,สุวรรณเจริญ เพราะสมัยก่อนญาติพี่น้องมักเกี่ยวดองกันในตระกูล นอกจากนี้เมื่อสืบไปแล้วคนในสายตระกูลพรหมสาขา ณสกลนคร ที่อาศัยในคุ้มนี้ เป็นลูกหลานของอาญาหลวงองค์กลาง หรือพระยาประจันตประเทศธานี (ปิด) เจ้าเมืองสกลนคร คนที่ ๒ ผู้ที่สืบเชื้ออสายจากอุปฮาดตีเจา(คำสาย) เมืองมหาชัยกองแก้วที่เข้ามาพึงพระบรมโพธิสมภาร เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๓๗๘ สรุปได้ว่า คุ้มนี้เป็นบ้านเรือนของผู้ที่มีบทบาทในการปกครองเมืองสกลนครอดีต ในสายของอุปฮาดตีเจา หรือติเจา และเข้าใจว่าโฮงของพระยาประจันตประเทศธานี (ปิด) น่าจะอยู่ในบริเวณที่ตั้งคุ้มนี้ ส่วนคุณพระคุณหลวงท่านสำคัญในอดีต ในรุ่นของคุณทวดของคุณปู่สุมิตร ได้แก่ พระประพฤติ พระชนม์ และพระอุปสิทธิ์ รวมถึงท่านอื่น ๆ ที่เป็นบุตรของอุปฮาดตีเจา (คำสาย) ส่วนในรุ่นของ คุณพ่อของคุณปู่สุมิตร ได้แก่ คุณพระพิทักษ์ถานะกิจ (สายคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) คุณพระบุรีบริรักษ์ หรือ คุณพระศรีวรบุตรภักดี (สุภี พรหมสาขา ณ สกลนคร) เป็นต้น การจัดสรรที่ดินให้กับลูกหลาน ก็มีความเท่าเทียมกัน เช่น คุณพระพิทักษ์ถานะกิจ มีบุตร ๕ คน มีที่ ๑ ไร่ ก็จะทำการจัดแบ่งให้เท่า ๆ กัน อาชีพของชาวคุ้มจะประกอบอาชีพทำนา ในส่วนของที่นา จะอยู่นอกเมืองไปทางบ้านกกส้มโฮงบ้าง บ้านธาตุนาเวงบ้าง บ้านเรือนทุกหลังคาเรือนจะมีเล้าข้าว ปัจจุบันแทบจะไม่มีให้เห็น ประเพณีเกี่ยวกับฤดูกาลเพาะปลูก จะมีขึ้นหลังจากบุญผเวสแล้วเสร็จ (เดือน ๖ เพ็ง) มีการแฮกนา เกี่ยวข้าวเสร็จก็จะสู่ขวัญข้าว สู่ขวัญควาย เป็นต้น ส่วนอาชีพอื่น ๆ นั้น ก็คือการหาปลาในหนองหารมาทำปลาร้า ส่งขายไปยังโคราชโดยจะมีนายฮ้อยมารับซื้อไปขาย การไปหาปลาในขณะนั้นจะมีการชวนหมู่ญาติพี่น้องไปหาปลาโดยปลูกตูบพักอยู่ที่ดอนสวรรค์นั่นเอง การหาปลาในหนองหารทำทุกฤดูเพราะหนองหารเป็นที่หาอยู่หากินในทุกฤดูกาล ส่วนอาชีพอื่น ๆ เมื่อก่อนปฏิรูปการปกครองก็มีตำแหน่งกรมการเมืองและราชการตำแหน่งอื่น ๆ และเป็นข้าราชการครู ตำรวจ เป็นต้น นอกจากนี้คุณปู่สุมิตรได้เล่าความหลังเมื่อครั้งวัดกลางหรือวัดศรีคูณเมือง เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๘๐ ยังมีสภาพของความเป็นวัดอยู่ มีสิม มีหอแจก มีกุฏีสงฆ์ และธาตุใส่กระดูกของผู้ที่ล่วงลับบางส่วน รั้ววัดเป็นรั้วไม้ระแนง ในบริเวณวัดมีต้นมะม่วงกะสอขนาดใหญ่เป็นโพรงสามารถเข้าไปอยู่ได้สมัยเป้นเด็กเคยไปวิ่งเล่นในต้นมะม่วงนั้น และอีกหนึ่งอย่างคือต้นตาลโค้งที่มีลักษณะโค้งงอลักษณะคล้ายงูขด เด็ก ๆ คุ้มนี้ชอบไปเล่นอยู่ที่นั่น จนกระทั่งถึง พศ.ใดไม่แน่ใจ วัดแห่งนี้ไม่มีพระภิกษุสงฆ์อยู่จำพรรษา เสนาสนะมีความทรุดโทรม วัดแห่งนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดพระธาตุเชิงชุม หลังจากนั้นได้มีการรื้อเสนาสนะทั้งหมดออกแล้วทำเป็นห้องแถวให้เช่า รวมไปถึงเป็นตลาด เรียกตลาดศรีคูณเมืองถึงปัจจุบันนี้ ส่วนวัดโพธิ์ชัยเป็นวัดเก่าแก่มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่เข้าใจว่าเป็นเค้าที่นำมาตั้งเป็นชื่อวัดตัดโค่นออกนานแล้ว มีเสนาสนะเป็นสิมเก่า ก่อนรื้อสร้างใหม่ เมื่อ ประมาณ พ.ศ.๒๔๙๗ (ไม่แน่ใจ) พระสงฆ์ที่ชาวคุ้มนับถือคือญาคูเพ็ง มีเรื่องเล่าว่าเมื่อคุ้มนี้ทำเอาผเวสปีไหนก็เกิดฝนตกทุกครั้ง ชาวคุ้มเชื่อว่าเป็นเพราะน้ำเข้าโหลอัฐิญาคูเพ็ง เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อญาคูเพ็งมรณภาพ ได้ทำการประชุมเพลิง ชาวคุ้มนำอัฐิของญาคูเพ็งใส่โหลแก้วนำไปฝังดินแล้วสรา้งธาตุครอบทับไว้ในบริเวณไกล้ๆ สิมเก่า ต่อมามีการรื้อสิมเก่าเพื่อสรา้งสิมใหม่และย้ายธาตุออกก็พบว่าในโหลใส่อัฐิของญาคูเพ็งมีน้ำเต็มปริ่มอยู่ข้างในขวดโหล หลังจากที่นำอัฐิท่านขึ้นมาจากผิวดินแล้วสรา้งธาตุไว้ที่อื่นแล้ว เมื่อทำบุญผเวสฝนจึงไม่ตก ดังนี้... (โปรดติดตามตอนต่อไป)

ขอขอบคุณ คุณปู่สุมิตร พรหมสาขา ณ สกลนคร ผู้ให้ข้อมูล
ขอขอบคุณ ผศ.ดร.สพสันติ์ เพชรคำ,ดร.ปูริดา วิปัชชา,ผศ.ดร.สถิตย์ ภาคมฤค

แผ่นเงินดุนรูปบุคคล (แผ่นเงินดุน รูปพระพุทธเจ้า) จากอุโมงค์องค์พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร•มีลักษณะเป็นแผ่นโลหะเงิน รูป...
28/06/2023

แผ่นเงินดุนรูปบุคคล (แผ่นเงินดุน รูปพระพุทธเจ้า) จากอุโมงค์องค์พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร



มีลักษณะเป็นแผ่นโลหะเงิน รูปบุคคลนั่งขัดสมาธิแบบหลวม ๆ มือขวาทับมือซ้าย ใบหน้าค่อนข้างเหลี่ยม หูยาว เส้นผมรวบตึงไปเกล้าเป็นมวยที่ด้านบนศรีษะ คล้ายมีเครื่องประดับครอบมวยผมเอาไว้ ส่วนลำตัวมีลักษณะอวบ ที่ข้อแขนและข้อเท้ามีทำเป็นเส้นนูนคล้ายเครื่องประดับกำไล



ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับพระพุทธรูปหินทรายเนื้อหยาบที่พบภายในองค์พระธาตุเชิงชุม ซึ่งประทับขัดสมาธิราบแบบหลวม ๆ บนฐานเขียง พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระวรกายค่อนข้างอวบ พบร่องรอยการซ่อมแซมในส่วนของพระวรกายช่วงบน บริเวณพระพักตร์และเส้นพระเกศามีลักษณะอย่างฝีมือช่างลาวพื้นถิ่น ที่ทำขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 23 โดยพระพุทธรูปดังกล่าว มีลักษณะคล้ายกับภาพที่ปรากฏบนแผ่นเงินดุนรูปบุคคล อันเป็นลักษณะเด่นของงานรูปแบบศิลปะทวารวดีตอนปลายมาแล้ว นอกจากนี้ยังคล้ายกับกลุ่มพระพุทธรูปจำหลักถ้ำวังช้าง เมืองโพนโฮง แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว อีกด้วย จึงอาจกำหนดให้แผ่นเงินดุนดังกล่าวมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 - 16



อย่างไรก็ดีอาจมาการเคลื่อนย้ายมาจากแหล่งอื่น นำมาบรรจุไว้ในองค์พระธาตุเชิงชุม



โปรดสังเกต บนแผ่นเงินปรากฏรูเจาะที่ส่วนขอบ ซึ่งยังไม่มีข้อบ่งชี้ในวิธีใช้งาน อนุมานว่า ใช้ในการตรึงเข้ากับแผ่นไม้ ผืนผ้า หรือผนังกรุ และเพื่อยึดเกาะในกรรมวิธีการตีดุน

เรียบเรียงโดย :
นางสาวสิรินภา เพ็ชรพิศ
นางสาวญาณัจฉรา นาหนองตูม
นิสิตฝึกประสบการณ์
สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ขอขอบพระคุณ :
อาจารย์ ผศ.ดร.ปรีชาวุฒิ อภิระติง มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อาจารย์ ผศ.พิทักษ์ชัย จัตุชัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

#พิพิธภัณฑ์เมืองสกลนคร
#งานวิชาการและวิจัย
#สถาบันภาษาศิลปะและวัฒนธรรม
#มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
#กองข้าพระธาตุหนองหานเชียงชุม

แผ่นโลหะเงิน จากอุโมงค์องค์พระธาตุเชิงชุม ขนาดความกว้าง 6 x 7 เซนติเมตร ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม บนพื้นผิวสลักเป็นเส้นโครงร่...
27/06/2023

แผ่นโลหะเงิน จากอุโมงค์องค์พระธาตุเชิงชุม ขนาดความกว้าง 6 x 7 เซนติเมตร ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม บนพื้นผิวสลักเป็นเส้นโครงร่างบุคคลนั่งขัดสมาธิราบ มือประสานระหว่างตักในท่าสมาธิ ใบหน้าค่อนข้างเหลี่ยม เกล้าผมรวมไว้บนศีรษะคล้ายมงกุฎทรงกรวย หูทั้งสองข้างสวมเครื่องประดับกุณฑล ต้นแขนทั้งสองข้างสวมพาหุรัด และเครื่องประดับกรงศอ พิจารณาจากรูปแบบศิลปะที่ปรากฏของวัตถุชิ้นนี้อาจเป็นภาพของพระศากยมุนี ทรงเครื่องกษัตริย์ กำหนดอายุอยู่ในราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษ 17 ทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องอุทิศในพิธีกรรมตามความเชื่อ อย่างไรก็ดีวัตถุชิ้นนี้อาจนำมาจากแหล่งอื่น และมีการบรรจุถวายเป็นพุทธบูชาภายในองค์พระธาตุเชิงชุมในชั้นหลัง

เรียบเรียงโดย :
นางสาวญาณัจฉรา นาหนองตูม นิสิตสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ขอขอบพระคุณ :
อาจารย์ ผศ.ดร.ปรีชาวุฒิ อภิระติง
อาจารย์ ผศ.พิทักษ์ชัย จัตุชัย

#พิพิธภัณฑ์เมืองสกลนคร
#งานวิชาการและวิจัย
#สถาบันภาษาศิลปะและวัฒนธรรม
#มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
#กองข้าพระธาตุหนองหานเชียงชุม

แผ่นโลหะเงิน จากอุโมงค์องค์พระธาตุเชิงชุม ขนาดความยาว 5.2 เซนติเมตร กว้าง 3.6 เซนติเมตร ตัดเป็นรูปหยดน้ำ (ใบไม้) มีจารึก...
26/06/2023

แผ่นโลหะเงิน จากอุโมงค์องค์พระธาตุเชิงชุม ขนาดความยาว 5.2 เซนติเมตร กว้าง 3.6 เซนติเมตร ตัดเป็นรูปหยดน้ำ (ใบไม้) มีจารึกอักษรสมัยหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต คำว่า "อินฺทฺรวฺฤกฺษ" โดยความหมายในปัจจุบันตรงกับคำว่า "อินทรพฤกษ์" หมายถึง "ต้นไม้ของพระอินทร์" พิจารณาจากรูปแบบอักษรวัตถุชิ้นนี้กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14 โดยอาจใช้เป็นเครื่องอุทิศในพิธีกรรมตามความเชื่อ อย่างไรก็ดีวัตถุชิ้นนี้อาจนำมาจากแหล่งอื่น และมีการบรรจุถวายเป็นพุทธบูชาภายในองค์พระธาตุเชิงชุมในชั้นหลัง

เรียบเรียงโดย :
นางสาวสิรินภา เพ็ชรพิศ นิสิตสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ขอขอบพระคุณ :
อาจารย์ ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา
อาจารย์ ผศ.ดร.ปรีชาวุฒิ อภิระติง

#พิพิธภัณฑ์เมืองสกลนคร
#งานวิชาการและวิจัย
#สถาบันภาษาศิลปะและวัฒนธรรม
#มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
#กองข้าพระธาตุหนองหานเชียงชุม

ที่อยู่

22
Sakhon Nakhon
47000

เวลาทำการ

พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6642744009

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sakon Nakhon Museumผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์