21/08/2026
เรื่องน่ารู้ | ดูแลสุขภาพตามฤดูกาลด้วยแพทย์แผนไทย
การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ช่วยป้องกันการเจ็บป่วย ลดความรุนแรงของอาการ และช่วยให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ
ตามหลักการแพทย์แผนไทย การเจ็บป่วยมี “มูลเหตุของโรค” หรือสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งมี ๘ ประการ ดังนี้
🔻8 มูลเหตุของการเกิดโรค
1. อาหาร
รับประทานอาหารมากหรือน้อยเกินไป อาหารบูดเสีย อาหารรสแปลก หรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา
2. อิริยาบถ
อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ควรเปลี่ยนและปรับอิริยาบถให้เหมาะสมอยู่เสมอ
3. ความร้อนและความเย็น
การสัมผัสความร้อนหรือความเย็นมากเกินไป อาจทำให้ธาตุในร่างกายแปรปรวน
4. อดนอน อดอาหาร อดน้ำ
ร่างกายควรได้รับการพักผ่อน อาหาร และน้ำอย่างเพียงพอและเหมาะสม
5. กลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะ
การกลั้นเป็นเวลานานรบกวนการขับของเสียตามปกติ และอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบขับถ่าย
6. ทำการเกินกำลัง
ทำงานหนัก หักโหม หรือใช้ร่างกายมากเกินไปโดยไม่ได้พักผ่อน ทำให้ร่างกายอ่อนล้าและอ่อนแอ
7. ความเศร้าโศกเสียใจ
ความเครียดและความเศร้าอาจส่งผลต่อการนอนหลับ ความอยากอาหาร และการทำงานของร่างกายโดยรวม
8. โทสะ
ความโกรธหรือความเครียดที่สะสม อาจส่งผลต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ
เมื่อรู้จักและหลีกเลี่ยงมูลเหตุของโรคได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย
✅ ดูแลสุขภาพตามฤดูกาล
นอกจากมูลเหตุของโรคแล้ว การแพทย์แผนไทยยังให้ความสำคัญกับ “อุตุสมุฏฐาน” หรือฤดูเป็นที่ตั้งของโรค
เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนแปลง ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทัน จนเกิดความไม่สมดุลและนำไปสู่อาการเจ็บป่วยได้
ในประเทศไทย แบ่งฤดูกาลตามหลักนี้เป็น 3 ฤดู ฤดูละ 4 เดือน
☀️ 1. คิมหันตฤดู | ฤดูร้อน
ช่วงอากาศร้อน การแพทย์แผนไทยกล่าวถึงความกำเริบของ เตโชธาตุ รวมถึงความผิดปกติของน้ำดีและโลหิต
แนวทางดูแล: เลือกอาหารและสมุนไพรรสเย็น ช่วยเพิ่มความสดชื่นและความชุ่มชื้น เช่น ฟักแฟง บัวบก แตงโม และพืชผักที่มีน้ำมาก
ตัวอย่างตำรับยารสเย็น เช่น ยาเขียวหอม หรือยารสขม ซึ่งใช้ตามข้อบ่งใช้และคำแนะนำที่เหมาะสม
🌧️ 2. วสันตฤดู | ฤดูฝน
ช่วงอากาศชื้นและมีการเปลี่ยนแปลงของอากาศ การแพทย์แผนไทยกล่าวถึง วาโยธาตุกำเริบหรือพิการ
แนวทางดูแล: เลือกสมุนไพรรสเผ็ดร้อน เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ และสมุนไพรพื้นบ้านที่คุ้นเคย
หากมีอาการปวดเมื่อย ตึงบริเวณคอ บ่า ไหล่ รู้สึกมึนหรือหนักตัว การนวดไทยอาจช่วยผ่อนคลายและส่งเสริมการไหลเวียนได้ โดยควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
❄️ 3. เหมันตฤดู | ฤดูหนาว
ช่วงอากาศเย็น การแพทย์แผนไทยกล่าวถึงความผิดปกติของ อาโปธาตุ และการกำเริบของเสมหะ
อาการที่พบได้ เช่น คอแห้ง เจ็บหรือระคายคอ มีเสมหะเหนียวข้น หรือน้ำมูกใส
แนวทางดูแล: ใช้สมุนไพรรสจืด รสเปรี้ยว หรือรสสุขุม เช่น มะขามป้อม ซึ่งนิยมใช้เพื่อช่วยชุ่มคอและบรรเทาอาการไอ
☃️ อากาศเย็นและ “เสมหะ” ตามหลักแพทย์แผนไทย
การอยู่ในห้องแอร์หรือสัมผัสอากาศเย็นเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อสมดุลของ ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) และเสมหะตามหลักแพทย์แผนไทย
เสมหะสามารถแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1. ศอเสมหะ
เกี่ยวข้องกับบริเวณคอและทางเดินหายใจ หากกำเริบอาจมีเสมหะมากหรือเหนียวข้น หากหย่อนอาจเกิดความแห้งในคอและโพรงจมูก
2. อุระเสมหะ
เกี่ยวข้องกับบริเวณทรวงอก ความผิดปกติอาจสัมพันธ์กับอาการในระบบทางเดินหายใจ
3. คูถเสมหะ
เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร หากไม่สมดุลอาจสัมพันธ์กับอาการท้องผูก ท้องเสีย หรือความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร
นอกจากเสมหะแล้ว ธาตุน้ำอื่น ๆ เช่น ไขข้อ มันเหลว มันข้น และเลือด ก็อาจได้รับผลกระทบจากความหนาวเย็นได้เช่นกัน
✳️ เคล็ดลับดูแลสุขภาพ
1. หลีกเลี่ยงมูลเหตุของโรค
โดยเฉพาะการสัมผัสความหนาวเย็นเป็นเวลานาน
2. รักษาร่างกายให้อบอุ่น
สวมเสื้อผ้าให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการอยู่ในห้องแอร์หรือผึ่งลมเย็นเป็นเวลานาน
3. เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม
หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจกระตุ้นเสมหะตามหลักแพทย์แผนไทย เช่น รสเย็น รสหวาน รสมัน และรสเค็ม เมื่อรับประทานในปริมาณมาก
4. ดูแลผิวพรรณ
ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีผิวแห้งอาจเกิดอาการคันหรือผิวแตกระแหงได้ง่าย ควรใช้สบู่อ่อน ๆ และทาครีมหรือโลชั่นหลังอาบน้ำ
สมุนไพรที่นิยมใช้ดูแลผิว เช่น ชะเอมเทศ ชะเอมไทย ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย และว่านนางคำ รวมถึงน้ำมันงาและน้ำมันมะพร้าว
4. ดูแลอาการไอและเสมหะ
สมุนไพรรสเปรี้ยว เช่น มะขามป้อม นิยมใช้เพื่อช่วยชุ่มคอ บรรเทาอาการไอ และช่วยให้เสมหะเหนียวข้นขับออกได้ง่ายขึ้น
การใช้ยาและสมุนไพรควรเลือกให้เหมาะกับอาการและสภาพร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาชนิดอื่นอยู่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
🔖ข้อมูลอ้างอิง
https://www.stou.ac.th/Schools/Shs/booklet/book542/thai.html
🔖ข้อมูลโดย พท.ป.ปนัดดา จรัสรัตนโชติ
Cr เพจ #สมุนไพรอภัยภูเบศร #อภัยภูเบศร