SolarCell2You รับติดตั้งระบบโซลาร์ ขายแผงโซลาร์ และ Inverter - ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟ ( Solar roof ) - On grid and off grid solar system - แผงโซลาร์ราคาถูก - Inverter - Solar charger ( เครื่องชาร์จแบตโซลาร์ ) - Deep Cycle Battery - อุปกรณ์โซลาร์

18/01/2017
Hashem Al-Ghaili

Hashem Al-Ghaili

There are so many cool ways to generate electricity from the ocean!

03/01/2017
พลิกปมข่าว ThaiPBS

พลิกปมข่าว ThaiPBS

คลิปวิดีโอนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ทาง รายการพลิกปมข่าว #ThaiPBS
............
เนื่องจากโครงสร้างของรถตู้ไม่เหมาะต่อการนำมาเป็นรถตู้โดยสารสาธารณะ ติดตามรายละเอียดฉบับเต็ม ได้ใน #พลิกปมข่าว ข่าวค่ำไทยพีบีเอส

ศูนย์บริการข้อมูลมติ กพช. / กบง.
08/12/2016

ศูนย์บริการข้อมูลมติ กพช. / กบง.

วันนี้ (8 ธันวาคม 2559) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน และนายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กพช. ได้มีการพิจารณาและรับทราบวาระสำคัญด้านพลังงาน ดังนี้

1) การทบทวนนโยบายการกำหนดอัตราค่าบริการก๊าซธรรมชาติ
2) แนวทางการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติและ LNG เพื่อความมั่นคง
3) ร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลวระยะยาว (LNG SPA) ระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับบริษัท PETRONAS LNG LTD.
4) การแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่ง
5) สถานการณ์พลังงานปี 2559 และแนวโน้มปี 2560
6) รายงานความคืบหน้าสถานะการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
7) แผนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย ในระยะสั้น พ.ศ. 2560 – 2564
8) รายงานผลการจัดทำอัตราค่าไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการลดการใช้ไฟฟ้า (Demand Response Rate)
9) ข้อสรุปการดำเนินงานเพื่อเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG

ทั้งนี้ สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลมติ กพช. สามารถเข้าไปที่ เว็บไซต์ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (www.eppo.go.th)

Infographic ร่วมกัน...ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
19/10/2016
Infographic ร่วมกัน...ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

Infographic ร่วมกัน...ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

กิจการโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ บริหารคลื่นความถี่ หน้าแรก / ข่าว / ข่าวประชาสัมพันธ์ / Infographic ร่วมกัน...ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ Infographic ร่วมกัน...ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ Create By - mahittee jukrabath Stay connected Follow us on social networks จำนวนผู้เข้าชม 0192889

Timeline Photos
15/10/2016

Timeline Photos

SolarCell2You
15/10/2016

SolarCell2You

SolarCell2You's cover photo
15/10/2016

SolarCell2You's cover photo

กระทรวงพลังงาน
06/07/2016

กระทรวงพลังงาน

มั่นคงอย่างยั่งยืน ด้วยแผน PDP 2015
.
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2558 -2579 (PDP 2015)
.
1 ในเสาหลักของแผนบูรณาการพลังงานไทย Thailand Integrated Energy Blueprint (TIEB)
.
มุ่งปรับสมดุลย์ด้านพลังงานระยะยาว 3 ด้าน

>> ด้านความมั่นคงพลังงาน (Energy Security)
กระจายแหล่งเชื้อเพลิง ลดความเสี่ยงการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ
ลดสัดส่วนก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า จากร้อยละ 64 เหลือร้อยละ 30-40 ในปี 2579

>> ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)
ลดอัตราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จาก 0.506 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วย
เหลือ 0.319 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดลงร้อยละ 37
เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 20-25

>> ด้านราคา (Economy)
ราคาไฟฟ้าอยู่ในระดับเหมาะสม ไม่เป็นภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้า

#ThailandIntegratedEnergyBlueprint #TIEB #PDP #AEDP #EEP #GAS #OIL

ศูนย์บริการข้อมูลมติ กพช. / กบง.
30/05/2016

ศูนย์บริการข้อมูลมติ กพช. / กบง.

วันนี้ (30 พ.ค. 2559) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมฯ ได้รับทราบและพิจารณาวาระสำคัญต่างๆ ด้านพลังงาน ดังนี้
1) รายงานการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และแนวทางการดำเนินการสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวกับบริษัท Shell และ BP
สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว มีผลทำให้ตลาด LNG มีอุปทานมากกว่าอุปสงค์ และราคา Spot LNG อยู่ในระดับต่ำมาก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีการชะลอตัว ส่งผลทำให้ปริมาณความต้องการใช้ LNG ในปี 2559 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558-2579 (Gas Plan 2015) จากประมาณ 4.5 ล้านตันต่อปี ลดลงอยู่ที่ 2.7-3.1 ล้านตันต่อปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงเห็นควรให้ ปตท. เจรจาทบทวนสัญญา LNG SPA กับบริษัท Shell และ BP ใหม่ เพื่อให้สะท้อนกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่ง ปตท. ได้ดำเนินการและรายงานความก้าวหน้าการเจรจา โดยได้เลื่อนกำหนดการส่งมอบ LNG ของสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ออกไป จากเดิมปี 2559 เป็นปี 2560 และอยู่ระหว่างเจรจาปรับลดราคา LNG ให้สะท้อนราคาตลาด LNG มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ หากการปรับแก้สูตรราคาและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องในร่างสัญญา LNG SPA แล้วเสร็จ ปตท. จะรายงานกระทรวงพลังงาน เพื่อนำเสนอ กพช. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการลงนามสัญญาทั้ง 2 ฉบับ อีกครั้ง

2) แผนระบบรับส่งและโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคง (LNG)
จากการประมาณการความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015) ในปี 2579 จะอยู่ที่ระดับ 4,344 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่เนื่องจากปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดความล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผน PDP 2015 กระทรวงพลังงานจึงได้มีการปรับประมาณการความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ เพิ่มเป็น 5,653 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ประกอบกับการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งต่างๆ ทั้งจากแหล่งก๊าซฯ ในประเทศ แหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) และที่นำเข้าจากแหล่งก๊าซฯ ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศเมียนมา จะมีปริมาณลดลงในอนาคต จึงอาจจะเป็นต้องมีการนำเข้าในรูปแบบของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติของประเทศมีความพร้อมสำหรับรองรับความต้องการใช้และการจัดหาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้น ที่ประชุม กพช. จึงได้เห็นชอบให้ดำเนินโครงการ ดังนี้
(1) โครงการขยายกำลังการแปรสภาพ LNG ของ Map Ta Phut LNG Terminal เพิ่มเติมอีก 1.5 ล้านตันต่อปี วงเงินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยมอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2562

(2) โครงการ LNG Receiving Terminal แห่งใหม่ จ.ระยอง สำหรับรองรับการนำเข้า LNG ในปริมาณ 5 ล้านตันต่อปี วงเงินงบประมาณ 36,800 ล้านบาท โดยมอบหมายให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2565

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ศึกษา โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) พื้นที่อ่าวไทยตอนบน สำหรับรองรับการนำเข้า LNG ในปริมาณ 5 ล้านตันต่อปี เพื่อจัดส่งก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ พระนครเหนือ รวมทั้งจัดส่งก๊าซธรรมชาติเข้าสู่โครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โดยให้นำกลับมาเสนอต่อ กบง. และ กพช. พิจารณาภายใน 3.5 เดือน

3) การปรับปรุงแนวทางสนับสนุน SPP-Cogeneration ที่กำลังจะหมดอายุสัญญา
กระทรวงพลังงาน ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนแนวทางสนับสนุน SPP-Cogeneration ที่จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2560–2568 เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจโลกผันผวนค่อนข้างมาก ทำให้ SPP มีความเสี่ยงในการดำเนินการเพิ่มขึ้น และ SPP ยังมีความจำเป็นในด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง ประกอบกับข้อจำกัดทางเทคนิคของโรงไฟฟ้าที่ต้องผลิตทั้งไฟฟ้าและไอน้ำ/ความเย็น ทำให้โรงไฟฟ้าต้องมีขนาดใหญ่ในระดับหนึ่งจึงจะสามารถรักษาเสถียรภาพและคุณภาพของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ได้ ซึ่งที่ประชุม กพช. ได้พิจารณาและเห็นชอบแนวทางสนับสนุน SPP-Cogeneration ที่จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2560–2568 ดังนี้

(1) กลุ่มที่ 1 : SPP-Cogeneration ที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาภายในปี 2560–2561 (ต่ออายุสัญญา) ให้มีระยะเวลาสัญญา 3 ปี ปริมาณรับซื้อไม่เกิน 60 MW และไม่เกินกว่าปริมาณขายไฟฟ้าตามสัญญาเดิม ราคารับซื้อไฟฟ้า (ณ ราคาก๊าซ 263 บาท/MMBTU) ในอัตรา 2.3753 บาท/kWh

(2) กลุ่มที่ 2 : SPP-Cogeneration ที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาภายในปี 2562–2568 (ก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่) ให้มีระยะเวลาสัญญา 25 ปี ปริมาณรับซื้อไม่เกิน 30 MW และไม่เกินร้อยละ 30 ของกำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิรวมไอน้ำ (Net Generation) ไฟฟ้ารวมไอน้ำ และจะต้องไม่เกินกว่าปริมาณขายไฟฟ้าตามสัญญาเดิม ราคารับซื้อไฟฟ้า ในอัตรา 2.8186 บาท/kWh (ที่ราคาก๊าซธรรมชาติ 263 บาท/ล้านบีทียู) ทั้งนี้ โครงการ SPP-Cogeneration ที่ได้รับสิทธิการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ให้ดำเนินการก่อสร้างได้ในพื้นที่เดิม หรือพื้นที่ใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมและ
สวนอุตสาหกรรม

โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาดำเนินการตามแนวทางฯ ข้างต้น รวมทั้งพิจารณาปรับปรุงรูปแบบสัญญา Firm ของ SPP-Cogeneration กลุ่มนี้ ให้สามารถลดปริมาณการขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การขอลดปริมาณการขายไฟฟ้าเข้าระบบล่วงหน้า พิจารณาทบทวนการกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับ IPP และ SPP ตลอดจนหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำรองให้มีความเหมาะสม รวมทั้งมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ดำเนินการศึกษา SPP-Power Pool เพื่อรองรับกลไกการประมูลรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราส่วนลดพิเศษในอนาคต โดยให้รีบกลับมานำเสนอ กบง. และ กพช. ตามลำดับต่อไป

4) แนวทางการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มในกิจการพลังงาน
จากข้อเสนอเชิงนโยบายของกระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ในการแก้ไขปัญหาผลผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ ที่ขอให้ กฟผ. ใช้น้ำมันปาล์มดิบทดแทนน้ำมันเตาในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เป็นเดือนละ 10,000 ตัน โดยดำเนินการ 8 เดือนติดต่อกัน ซึ่งที่ประชุม กพช. ได้พิจารณาแนวทางการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มในการผลิตไฟฟ้า โดยเห็นชอบในหลักการสำหรับการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพื่อนำมาผสมกับน้ำมันเตาในการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้ากระบี่ในปริมาณการรับซื้อที่เหมาะสมเป็นคราวๆ ไป เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยพิจารณาจากปริมาณสต๊อคและราคาน้ำมันปาล์มดิบประกอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าและเป็นภาระต่อประชาชน พร้อมมอบหมายให้ กบง. เป็นผู้พิจารณาการรับซื้อ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐในสูตรการปรับอัตราค่า Ft และให้ กกพ. กำกับดูแลการดำเนินงาน โดยคำนึงถึงความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมการผลิตและการใช้ไบโอดีเซล เป็น 14 ล้านลิตร/วัน ภายในปี 2579 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (AEDP 2015) และเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์มในน้ำมันไบโอดีเซลสำหรับรถยนต์ชนิดต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งที่ประชุม กพช. ได้เห็นชอบแนวทางการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล โดยให้ดำเนินการผลิตไบโอดีเซลที่ได้รับการปรับปรุงคุณภาพแล้วในเชิงพาณิชย์ พร้อมนำร่องการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี10 ในรถของหน่วยงานราชการ/ทหาร/เอกชนก่อนผลักดันให้เกิดการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี10 เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกอย่างเป็นรูปธรรม ภายในเดือนพฤษภาคม 2560 ทั้งนี้ มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผน AEDP 2015 โดยให้คณะอนุกรรมการบริหารจัดการเชื้อเพลิงเอทานอลและไบโอดีเซล เป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทางการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล และรายงานให้ กบง. ทราบเป็นระยะ

ทั้งนี้ สามารถ Download ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.eppo.go.th

Bangchak Member Club
06/05/2016

Bangchak Member Club

เพียงหนึ่งคลิก ร่วมฟื้นชีวิตป่าภูหลง
ภูหลง ป่าผืนใหญ่ในจังหวัดชัยภูมิ หนึ่งในป่าต้นน้ำที่ผลิตน้ำให้คนไทยได้ใช้ดื่มกิน และเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าน้อยใหญ่ ที่ผ่านมาป่าภูหลงถูกทำลายจากคนและไฟป่า
พระไพศาล วิสาโล พระสงฆ์และชุมชนในพื้นที่ ได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาดูแลรักษาป่าไม่ให้ถูกทำลายเพิ่ม และปลูกป่าใหม่เสริมเป็นแนวป้องกันป่าธรรมชาติมาต่อเนื่องกว่า 10 ปี
แต่เมื่อเดือนเมษายน 2559 เกิดไฟไหม้ครั้งรุนแรงเผาทำลายป่าภูหลงไปกว่า 3,000 ไร่ เหลือเพียงเถ้าถ่านและตอไม้ ต้องใช้เวลาและแรงใจอีกมากเพียงใดที่จะฟื้นฟูผืนป่าขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

มาร่วมกันปันน้ำใจฟื้นฟูป่าต้นน้ำภูหลง เพียงรวมพลัง 1 นิ้ว 1 แชร์ (1 แชร์ = 10 บาท)
ครบ 100,000 แชร์ บางจากฯ มอบเงิน 1 ล้านบาทให้แก่พระไพศาล วิสาโล และกลุ่มชุมชน เพื่อช่วยฟื้นฟูป่าภูหลงให้กลับมาดังเดิม

เริ่มแชร์ตั้งแต่วันนี้ – 5 มิถุนายน 2559

ข่าวสารพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Rooftop
11/04/2016

ข่าวสารพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Rooftop

เรื่อง ซีอีโอ ‘เอสพีซีจี’ ชูไทยผู้นำพลังงานอาเซียน ตั้งเป้าปี 2030 ผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 6,000 เมกะวัตต์

ที่มา : ข่าวสด

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด(มหาชน) หรือ SPCG ได้รับเกียรติจาก ธนาคารเครดิต สวิส (Credit Suisse) เข้าร่วมงาน Asian Investment Conference 2016 และร่วมเสวนาในหัวข้อ “Climate change and Asia-what investors need to know” งาน AIC by credit Suisse ที่ฮ่องกง โดยดร.วันดี แสดงวิสัยทัศน์ถึงประเทศไทยในฐานะเป็นผู้นำในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆทุกประเภท มีการกำหนดให้ปี 2030 มีอัตราการใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด กว่า 20,000 เมกะวัตต์ และกำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ไม่น้อยกว่า 6,000 เมกะวัตต์

ดร.วันดี กล่าวว่า SPCG เป็นผู้บุกเบิกการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เชิงพาณิชย์แห่งแรกในประเทศไทย และประชาคมอาเซียน ตั้งแต่ปี 2010 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างหันมาลงทุนและส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์ ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆในภูมิภาค ซึ่ง SPCG มีการลงทุนพัฒนาโซลาร์ฟาร์มกว่า 260 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็น 36 โครงการ กระจายอยู่ใน 10 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยเงินลงทุนกว่า 25,000 ล้านบาท สามารถลดการปลดปล่อยคาร์บอนกว่า 210,000 ตัน CO2 ต่อปี มีการจ้างงานกว่า 20,000 แรงงานในชนบทช่วงระหว่างก่อสร้าง

ซีอีโอเอสพีซีจี ยอมรับว่านโยบายของรัฐบาลและการได้รับการสนับสนุนของ International Finance Corporation (IFC) ในฐานะสมาชิกของธนาคารโลก (World Bank Group IFC) มีบทบาทที่สำคัญในการช่วยให้โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกของ SPCG ประสบความสำเร็จ ด้วยการสนับสนุนด้านเงินลงทุน และเงินกู้โครงการ Clean Investment Fund (CTF) โดยการนำมาผสมผสานกับเงินกู้ของสถาบันการเงิน เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน สามารถพัฒนาโครงการ SPCG จนประสบความสำเร็จทุกโครงการ

ดร.วันดี กล่าวว่า การที่ SPCG เลือกใช้อุปกรณ์หลักได้แก่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ KYOCERA ประเทศญี่ปุ่น ที่ให้รับประกันคุณภาพและการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ในช่วงเวลาถึง 25ปี ทำให้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงการของ SPCG และก่อให้รัฐบาลเกิดความมั่นใจในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และกำหนดให้เป็นพลังงานหมุนเวียนหลักเป็นพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้พลังงานไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เมื่อเดือนธ.ค. 2558 ในการประชุม COP21 ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กรุงปารีส ซึ่งมีผู้นำจากทุกประเทศทั่วโลกมาร่วมงาน และต่างให้ความสำคัญเรื่องการลดอุณหภูมิโลกลง 2 องศาเซลเซียส ยังก่อให้เกิดกระแส Renewable Energy for All และเงินทุนเพื่อสนับสนุนการลงทุนพลังงานสะอาด เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และหลายประเทศได้ตกลงกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในอัตรามากขึ้น เพื่อลดสภาวะโลกร้อน เพื่ออนาคตคนรุ่นต่อไปจะได้อยู่ในโลกได้อย่างมีความสุข

ข่าวสารพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Rooftop
08/04/2016

ข่าวสารพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Rooftop

เรื่อง รมว.พลังงานลงกรุงเก่าดูกระบวนการผลิตพลังงานทดแทนจากเซลล์แสงอาทิตย์

ที่มา : ผู้จัดการ

วันนี้ (7 เม.ย.) พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ติดตามดูกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ของบริษัท บางจาก โซลาร์เอ็นเนอร์ยี จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.บาลกระสั้น อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อศึกษาผลประโยชน์นำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาพลังงานของประเทศในอนาคต

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากการติดตามดูพบว่าที่บริษัทแห่งนี้มีวิสัยทัศน์ในการผลิตพลังงานทดแทนได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานรูปแบบอื่นๆ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานที่มีคุณภาพมาก สามารถที่จะไปเพิ่มกำลัง หรือทดแทนการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบอื่นได้เป็นอย่างดี ทำให้ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับประโยชน์จากการใช้พลังงานที่สะอาด และรักษาสภาพแวดล้อมได้ ทั้งนี้ ก็จะทำให้ประเทศไทยมีพลังงานทดแทนตามส่วนที่กำหนดไว้ในแผนของกระทรวงพลังงาน ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยได้กำหนดไว้อยู่ที่ร้อยละ 20 จากพลังงานทั้งหมดของประเทศ ซึ่งก็จะนำตัวอย่างจากการศึกษาในครั้งนี้ไปขยายผลปรับใช้ประโยชน์ต่อสถานที่อื่นต่อไป

ข่าวสารพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Rooftop
04/04/2016
ข่าวสารพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Rooftop

ข่าวสารพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Rooftop

เรื่อง เหลียวหลัง แลหน้า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าไทย : น่าห่วงและอันตรายมาก! / ประสาท มีแต้ม

ในสังคมยุคนี้คงมีน้อยคนนักที่ปฏิเสธการใช้ไฟฟ้า แต่การใช้ไฟฟ้าภายใต้นโยบายและแผนที่ไม่ถูกต้องย่อมนำมาซึ่งภาระ และปัญหาที่ไม่จำเป็นทั้งต่อผู้ใช้ และส่วนรวม ผมได้เขียนถึงนโยบายมาหลายครั้งแล้ว วันนี้จึงขอพูดเรื่องแผนอย่างเดียวครับ โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าที่มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 20 ปี หรือที่เรียกว่า “แผนพีดีพี 2015 (2558-2579)” นั้น ควรจะได้รับการตรวจสอบ และตั้งคำถามจากผู้บริโภค ทั้งนี้ เพราะมีความเป็นไปได้ 3 ประการต่อไปนี้ คือ

หนึ่ง มีผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้วางแผนที่มักจะถูกโน้มน้าวโดยกลุ่มพ่อค้าพลังงานฟอสซิล และเกิดขึ้นเกือบทั่วทั้งโลก แต่อาจจะชุกชุมเป็นพิเศษในเขตประเทศไทย นี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีเหตุผล เพราะพลังงานฟอสซิลคือ พลังงานที่ผูกขาดโดยอัตโนมัติ การผูกขาดคือ การรวมศูนย์ คือ เผด็จการ เมื่อมาบรรจบกับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารยิ่งไปกันใหญ่

สอง หลักการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าในอนาคตซึ่งถูกนำไปขึ้นอยู่กับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีในระยะยาวเป็นหลัก ถ้าจีดีพีเพิ่มขึ้นเยอะก็ถือเอาว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะสูงตาม ถ้าเศรษฐกิจถดถอยความต้องการใช้ไฟฟ้าก็จะลดตามไปด้วย หากผู้วางแผนถูก “วางยา” ให้ใช้พลังงานฟอสซิลซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งมีความอืดอาดโดยธรรมชาติ ใช้เวลาในการดำเนินการนาน จึงยิ่งปรับตัวได้ยากในสถานการณ์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก

สาม การตามไม่ทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งมาเร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีเครือข่ายการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า “Internet” และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนรวมทั้งระบบสายส่งไฟฟ้า (Grid) ได้กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า “Inter-grid” เป็นการผลิตไฟฟ้าเป็นแบบกระจายศูนย์ กระแสไฟฟ้าไหลได้สองทิศทาง เหมือนกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่ทุกรายเป็นได้ทั้งผู้ส่ง และผู้รับ ผู้ใช้ไฟฟ้าในอนาคตจึงเป็นทั้งผู้บริโภค และผู้ผลิต หรือผู้ขายพร้อมกัน

บทความในวันนี้ ผมขอเน้นเฉพาะข้อที่สองเพียงอย่างเดียว เพราะข้อที่สามผมเพิ่งเขียนถึงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (และเขียนมาตลอดนับสิบปีแล้ว) ส่วนข้อที่หนึ่งนั้นผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงได้ยินกันจนเซ็งไปแล้วโดยยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นเลย แต่อย่าท้อถอยนะครับ

เอาข้อที่สองเลยนะ ในเมื่อหลักคิดของผู้จัดทำแผนดังกล่าวได้ใช้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 20 ปีข้างหน้าเป็นหลัก เพื่อจะได้กำหนดว่าจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจำนวนเท่าใด เชื้อเพลิงประเภทใด และในปีใด แต่ในความเป็นจริงแล้ว อย่าว่าแต่ 20 ปีข้างหน้าเลย แม้แต่การพยากรณ์ล่วงหน้าเพียงปีเดียวก็ยังไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้ใกล้เคียงกับความจริง แม้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ได้ออกมายอมรับว่า“เศรษฐกิจไทยจะเฉายาว 2 ปี” แต่อดีตรัฐมนตรีพลังงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สวนกลับว่า “จะดิ่งยาวเป็น 10 ปี ปัจจัย ใน-นอก รุมเร้าหนัก” (โพสต์ทูเดย์)

ในตอนที่เขาเริ่มวางแผนพีดีพี 2015 คณะผู้พยากรณ์ได้ใช้ตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการสอบถามสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ความว่า ในปี 2557 และ 2558 อัตราจีดีพีจะเท่ากับ 2.0 และ 4.0 ตามลำดับ แต่ในความเป็นจริงพบว่ามันโตแค่ 0.9 และ 2.8 เท่านั้น หรือเฉลี่ย 1.5% ต่อปี แต่เขาได้คาดการณ์ว่าจะโตเฉลี่ย 3.0% ใน 2 ปีแรก และ 3.94% ตลอด 20 ปี

ถ้าเป็นเช่นนี้ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ได้พยากรณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นจำนวนเท่านั้นเท่านี้ ก็ไม่เป็นไปตามที่คาด อย่างน้อยในช่วง 2 ปีแรก ก็น้อยกว่าที่คาดไปแล้วถึง 38% นั่นหมายถึงว่า ความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มก็ได้ลดลงไปถึงเกือบเท่าตัว ลองดูรายละเอียดบางส่วนรวมทั้งความเป็นจริงจากภาพครับ

นอกจากนี้ ยังพบว่า ในปี 2559 ที่เคยคาดว่าจะโต 4.4% ก็ได้ถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.5% แล้ว และมีทีท่าว่าจะถูกปรับลดอีกค่อนข้างแน่นอนในอีก 9 เดือนที่เหลือ หรือยาวกว่านั้นอีกหลายปี

ผมเองอยู่ในคณะกรรมการ 3 ฝ่ายที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ศึกษาความเป็นไปได้ของข้อร้องเรียนของ “เครือข่ายปกป้องอันดามัน” กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ คือ ขอทดลองเพื่อจะพิสูจน์ว่าจังหวัดกระบี่สามารถพึ่งตนเองด้านไฟฟ้าได้ 100% โดยใช้พลังงานหมุนเวียนหรือไม่ โดยขอเวลา 3 ปี ถ้าไม่ได้ผู้เรียกร้องจะยินยอมให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งใน 3 ปีดังกล่าวก็เป็นช่วงที่เศรษฐกิจ “เฉา” พอดี

ผู้แทนจากเครือข่ายฯ ได้ยกประเด็นกำลังผลิตสำรองไฟฟ้าของประเทศเหลือมากเกินมาตรฐานสากลหลายเท่าตัว คือ จะเหลือถึง 42% (แทนที่จะเป็น 15%) ในปี 2567 โดยอ้างถึงคำสัมภาษณ์ของกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ท่านหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เหตุผลในคำสัมภาษณ์ก็เพราะเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ เขาคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเกินความจริง

ผมได้ตัดคำสัมภาษณ์ดังกล่าวมาลงให้ดูด้วยครับ ดูแล้วมันเป็นตลกที่ขำไม่ออก กล่าวคือ ปี 2556 รัฐมนตรีพลังงาน บอกว่า ไฟฟ้าไม่พอ แต่อีก 2 ปีต่อมา ผู้หลักผู้ใหญ่ และมีประสบการณ์ตรงบอกว่า โรงไฟฟ้าสำรองจะเหลือมากเกิน

คนไทยเราไม่ควรจะเชื่อใคร (จนกว่าจะได้ลองปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า) เพราะสังคมไทยเราแทบจะหาคนที่น่าเชื่อถือได้น้อยมาก ประชาชนจึงต้องพึ่งตนเองโดยการค้นหาความจริง ซึ่งในยุคนี้มันหาได้ไม่ยากครับ

ผู้แทนจาก กกพ. ได้ชี้แจงว่า “ไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของนโยบาย” ผู้แทนจาก กฟผ.ได้ชี้แจงว่า “ได้เรียนถามกรรมการ กกพ. ท่านดังกล่าวแล้ว ท่านบอกว่าให้ยึดตามแผนพีดีพี 2015 ข้อความที่ว่านั้นเป็นการส่งกันในกลุ่ม Line เท่านั้น” อย่างไรก็ตาม ผมพบว่าข้อความที่ว่ากำลังผลิตไฟฟ้าสำรองเหลือ 42% นั้น ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์อย่างน้อย 3 ฉบับครับ

และเมื่อตรวจสอบไปยังเอกสารของกระทรวงพลังงานเอง (ฉบับร่าง 8 เม.ย.58) พบว่ากำลังผลิตสำรองสูง 39.3% เพราะถ้าสำรองมากเกินไปก็จะเป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าของผู้บริโภค

ตกลงเรื่องที่เขาชี้แจงในที่ประชุมซึ่งเป็นเรื่องข้อเท็จจริงง่ายๆ มันมีความน่าเชื่อถือไหม แล้วแผนใหญ่ๆ ที่มีความซับซ้อนจะเป็นอย่างไรครับ

อย่าลืมนะครับว่า แผนดังกล่าวอยู่บนสมมติฐานที่ว่า เศรษฐกิจยังไม่ชะลอตัว โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3.94% แต่ความเป็นจริงก็คือว่า เศรษฐกิจไทยได้เฉามาแล้ว 2 ปี และจะเฉายาวอีกอย่างน้อย 2 ปี รวมอย่างน้อย 4 ปี แสดงว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำกว่าแผนอย่างน้อย 1 ใน 5 ของช่วงเวลาในแผน

ที่กล่าวมาแล้วเป็นการมองไปข้างหน้า ตามหลักการพยากรณ์ที่ได้กล่าวไว้ในข้อที่สองเท่านั้น เราพบว่า มีปัญหาใหญ่โตมากแล้ว แต่เรายังไม่นับถึงสถานการณ์ในข้อที่สามซึ่งผมเชื่อว่าเป็นกระแสของโลกที่กำลังเชี่ยวกรากที่ไม่มีใครอาจขวางกั้นได้ เพราะเป็นกระแสต่อต้านเผด็จการ คราวนี้เราลองเหลียวหลังย้อนไปดูอดีตกันบ้าง ว่ามันผิดพลาดขนาดไหน

ย้อนดูแผนพีดีพีในอดีต

ผมได้ย้อนไปดูผลการศึกษาของกลุ่มพลังไท ซึ่งได้สรุปแผนพีดีพีตั้งแต่ปี 2536 (1993) จนถึงแผนพีดีพี 2004 (ซึ่งมีทั้งหมดถึง 12 แผน โดยการปรับใหม่แทบทุกปี) พบว่า การพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak) สูงเกินความจริงมากทุกแผน กล่าวเฉพาะแผนพีดีพี 2004 ได้พยากรณ์ว่า ในปี 2015 (2558) ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเท่ากับ 40,976 เมกะวัตต์ แต่ความจริงพบว่า ในปี 2558 ค่าดังกล่าวเท่ากับ 27,345 เมกะวัตต์เท่านั้น หรือค่าพยากรณ์สูงกว่าความจริงถึง 49.8% ในปีสุดท้ายของแผน โดยได้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.4 ในปีแรกของแผน (ดูตาราง)

ในวันนั้นได้มีภาคประชาชน (โดยกลุ่มพลังไท) ได้วิจารณ์ว่า กำลังผลิตติดตั้งสูงเกินไป พร้อมกับเสนอแผน “พีดีพีทางเลือก” ว่าในปี 2558 ควรจะมีกำลังการผลิตแค่ 39,891 เมกะวัตต์ก็พอ แต่ทางราชการได้พยากรณ์ว่าต้องจะมีจำนวน 47,333 เมกะวัตต์ แล้วในความเป็นจริงในสิ้นปี 2557 เรามีแค่ 37,612 เมกะวัตต์เท่านั้น โดยความต้องการสูงสุด (Peak) 26,942 เมกะวัตต์ หรือมีสำรองร้อยละ 40 (แทนที่จะ 15%)

นั่นแสดงว่า ทั้งแผนพีดีพี 2004 ของทางราชการ และแผนพีดีพีทางเลือกของภาคประชาชนได้เสนอสูงกว่าความเป็นจริงทั้งคู่ แต่ของทางราชการเสนอสูงเกินความจริงไปสูงกว่ากันเยอะเลย ถ้าคิดเป็นตัวเงินก็หลายแสนล้านบาท

ที่กล่าวข้างต้นนี้เป็นปัญหาในแง่ที่ว่าต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในช่วงสูงสุดของปีมากเกินไป แต่ยังมีปัญหาเรื่องการคาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงเกินจริงอีกประเด็นหนึ่ง (โรงไฟฟ้ากับพลังงานไฟฟ้าไม่เหมือนกันนะครับ-โปรดสังเกตและคิดตาม)

ในแผนพีดีพี 2015 พบว่า ในปี 2558 มีการใช้ไฟฟ้าจริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในแผนถึง 6,895 ล้านหน่วย หรือประมาณครึ่งหนึ่งของที่ชาวภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดใช้ในปี 2557

และนี่แค่เริ่มต้นแผนเท่านั้นเองนะครับ!

ประเด็นที่ผมได้ยกมาพิจารณาทั้งหมดยังไม่ได้พูดถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ รวมทั้งความเหลื่อมล้ำทางสังคมซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดถึงบ่อย แต่การกระทำไม่เข้าเป้าเลย

ผมขอให้ข้อมูลสั้นๆ ด้วยแผ่นภาพ ความว่า สื่อประเทศจีนลงข่าวว่า คณะกรรมการบริหารพลังงานแห่งชาติของจีนได้สั่งหยุดโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ จำนวน 170,000 เมกะวัตต์ ใน 13 จังหวัด ทั้งๆ ที่ได้รับการอนุมัติให้สร้างแล้ว

แต่กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินของไทยที่จังหวัดกระบี่ ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ประกอบกับเศรษฐกิจชะลอตัว เราน่าจะมาทดลองใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นทะลายปาล์ม น้ำเสียจากโรงงาน รวมทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อเราไม่ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงถ่านหินจากต่างประเทศ เงินค่าเชื้อเพลิงก้อนโตก็จะตกอยู่กับเกษตรกร และเจ้าของบ้านที่กำลังเป็นชนชั้นล่างด้วยปัญหาร้อยแปด

เรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่ซับซ้อน อย่าคิดอะไรตื้นๆ หรือบนผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ในโลกยุคนี้ประชาชนสามารถรู้ทันได้ง่าย ข้อมูลดีๆ จากทั่วสารทิศได้ล้อมประเทศไทยมากขึ้นทุกวัน อย่าทวนกระแส อย่าให้คนรุ่นหลังต้องสาปแช่งตามหลังนะครับ

ที่อยู่

115/69 Moo 2 Ban Tabtong , Bangsaothong
Samut Prakan
10540

เบอร์โทรศัพท์

0805812612

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SolarCell2Youผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง SolarCell2You:

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Public Utilities อื่นๆใน Samut Prakan

แสดงผลทั้งหมด