SolarCell2You รับติดตั้งระบบโซลาร์
ขายแผงโซลาร์ และ Inverter - ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟ ( Solar roof )
- On grid and off grid solar system
- แผงโซลาร์ราคาถูก
- Inverter
- Solar charger ( เครื่องชาร์จแบตโซลาร์ )
- Deep Cycle Battery
- อุปกรณ์โซลาร์

03/01/2017
พลิกปมข่าว ThaiPBS

พลิกปมข่าว ThaiPBS

คลิปวิดีโอนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ทาง รายการพลิกปมข่าว #ThaiPBS
............
เนื่องจากโครงสร้างของรถตู้ไม่เหมาะต่อการนำมาเป็นรถตู้โดยสารสาธารณะ ติดตามรายละเอียดฉบับเต็ม ได้ใน #พลิกปมข่าว ข่าวค่ำไทยพีบีเอส

ศูนย์บริการข้อมูลมติ กพช. / กบง.
08/12/2016

ศูนย์บริการข้อมูลมติ กพช. / กบง.

วันนี้ (8 ธันวาคม 2559) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน และนายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กพช. ได้มีการพิจารณาและรับทราบวาระสำคัญด้านพลังงาน ดังนี้

1) การทบทวนนโยบายการกำหนดอัตราค่าบริการก๊าซธรรมชาติ
2) แนวทางการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติและ LNG เพื่อความมั่นคง
3) ร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลวระยะยาว (LNG SPA) ระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับบริษัท PETRONAS LNG LTD.
4) การแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่ง
5) สถานการณ์พลังงานปี 2559 และแนวโน้มปี 2560
6) รายงานความคืบหน้าสถานะการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
7) แผนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย ในระยะสั้น พ.ศ. 2560 – 2564
8) รายงานผลการจัดทำอัตราค่าไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการลดการใช้ไฟฟ้า (Demand Response Rate)
9) ข้อสรุปการดำเนินงานเพื่อเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG

ทั้งนี้ สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลมติ กพช. สามารถเข้าไปที่ เว็บไซต์ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (www.eppo.go.th)

Infographic ร่วมกัน...ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
19/10/2016
Infographic ร่วมกัน...ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

Infographic ร่วมกัน...ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

กิจการโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ บริหารคลื่นความถี่ หน้าแรก / ข่าว / ข่าวประชาสัมพันธ์ / Infographic ร่วมกัน...ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ Infographic ร่วมกัน...ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ Create By - mahittee jukrabath Stay connected Follow us on social networks จำนวนผู้เข้าชม 0192889

Timeline Photos
15/10/2016

Timeline Photos

SolarCell2You
15/10/2016

SolarCell2You

SolarCell2You's cover photo
15/10/2016

SolarCell2You's cover photo

กระทรวงพลังงาน
06/07/2016

กระทรวงพลังงาน

มั่นคงอย่างยั่งยืน ด้วยแผน PDP 2015
.
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2558 -2579 (PDP 2015)
.
1 ในเสาหลักของแผนบูรณาการพลังงานไทย Thailand Integrated Energy Blueprint (TIEB)
.
มุ่งปรับสมดุลย์ด้านพลังงานระยะยาว 3 ด้าน

>> ด้านความมั่นคงพลังงาน (Energy Security)
กระจายแหล่งเชื้อเพลิง ลดความเสี่ยงการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ
ลดสัดส่วนก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า จากร้อยละ 64 เหลือร้อยละ 30-40 ในปี 2579

>> ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)
ลดอัตราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จาก 0.506 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วย
เหลือ 0.319 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดลงร้อยละ 37
เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 20-25

>> ด้านราคา (Economy)
ราคาไฟฟ้าอยู่ในระดับเหมาะสม ไม่เป็นภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้า

#ThailandIntegratedEnergyBlueprint #TIEB #PDP #AEDP #EEP #GAS #OIL

Bangchak Member Club
06/05/2016

Bangchak Member Club

เพียงหนึ่งคลิก ร่วมฟื้นชีวิตป่าภูหลง
ภูหลง ป่าผืนใหญ่ในจังหวัดชัยภูมิ หนึ่งในป่าต้นน้ำที่ผลิตน้ำให้คนไทยได้ใช้ดื่มกิน และเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าน้อยใหญ่ ที่ผ่านมาป่าภูหลงถูกทำลายจากคนและไฟป่า
พระไพศาล วิสาโล พระสงฆ์และชุมชนในพื้นที่ ได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาดูแลรักษาป่าไม่ให้ถูกทำลายเพิ่ม และปลูกป่าใหม่เสริมเป็นแนวป้องกันป่าธรรมชาติมาต่อเนื่องกว่า 10 ปี
แต่เมื่อเดือนเมษายน 2559 เกิดไฟไหม้ครั้งรุนแรงเผาทำลายป่าภูหลงไปกว่า 3,000 ไร่ เหลือเพียงเถ้าถ่านและตอไม้ ต้องใช้เวลาและแรงใจอีกมากเพียงใดที่จะฟื้นฟูผืนป่าขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

มาร่วมกันปันน้ำใจฟื้นฟูป่าต้นน้ำภูหลง เพียงรวมพลัง 1 นิ้ว 1 แชร์ (1 แชร์ = 10 บาท)
ครบ 100,000 แชร์ บางจากฯ มอบเงิน 1 ล้านบาทให้แก่พระไพศาล วิสาโล และกลุ่มชุมชน เพื่อช่วยฟื้นฟูป่าภูหลงให้กลับมาดังเดิม

เริ่มแชร์ตั้งแต่วันนี้ – 5 มิถุนายน 2559

ข่าวสารพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Rooftop
04/04/2016
ข่าวสารพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Rooftop

ข่าวสารพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Rooftop

เรื่อง เหลียวหลัง แลหน้า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าไทย : น่าห่วงและอันตรายมาก! / ประสาท มีแต้ม

ในสังคมยุคนี้คงมีน้อยคนนักที่ปฏิเสธการใช้ไฟฟ้า แต่การใช้ไฟฟ้าภายใต้นโยบายและแผนที่ไม่ถูกต้องย่อมนำมาซึ่งภาระ และปัญหาที่ไม่จำเป็นทั้งต่อผู้ใช้ และส่วนรวม ผมได้เขียนถึงนโยบายมาหลายครั้งแล้ว วันนี้จึงขอพูดเรื่องแผนอย่างเดียวครับ โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าที่มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 20 ปี หรือที่เรียกว่า “แผนพีดีพี 2015 (2558-2579)” นั้น ควรจะได้รับการตรวจสอบ และตั้งคำถามจากผู้บริโภค ทั้งนี้ เพราะมีความเป็นไปได้ 3 ประการต่อไปนี้ คือ

หนึ่ง มีผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้วางแผนที่มักจะถูกโน้มน้าวโดยกลุ่มพ่อค้าพลังงานฟอสซิล และเกิดขึ้นเกือบทั่วทั้งโลก แต่อาจจะชุกชุมเป็นพิเศษในเขตประเทศไทย นี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีเหตุผล เพราะพลังงานฟอสซิลคือ พลังงานที่ผูกขาดโดยอัตโนมัติ การผูกขาดคือ การรวมศูนย์ คือ เผด็จการ เมื่อมาบรรจบกับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารยิ่งไปกันใหญ่

สอง หลักการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าในอนาคตซึ่งถูกนำไปขึ้นอยู่กับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีในระยะยาวเป็นหลัก ถ้าจีดีพีเพิ่มขึ้นเยอะก็ถือเอาว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะสูงตาม ถ้าเศรษฐกิจถดถอยความต้องการใช้ไฟฟ้าก็จะลดตามไปด้วย หากผู้วางแผนถูก “วางยา” ให้ใช้พลังงานฟอสซิลซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งมีความอืดอาดโดยธรรมชาติ ใช้เวลาในการดำเนินการนาน จึงยิ่งปรับตัวได้ยากในสถานการณ์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก

สาม การตามไม่ทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งมาเร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีเครือข่ายการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า “Internet” และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนรวมทั้งระบบสายส่งไฟฟ้า (Grid) ได้กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า “Inter-grid” เป็นการผลิตไฟฟ้าเป็นแบบกระจายศูนย์ กระแสไฟฟ้าไหลได้สองทิศทาง เหมือนกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่ทุกรายเป็นได้ทั้งผู้ส่ง และผู้รับ ผู้ใช้ไฟฟ้าในอนาคตจึงเป็นทั้งผู้บริโภค และผู้ผลิต หรือผู้ขายพร้อมกัน

บทความในวันนี้ ผมขอเน้นเฉพาะข้อที่สองเพียงอย่างเดียว เพราะข้อที่สามผมเพิ่งเขียนถึงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (และเขียนมาตลอดนับสิบปีแล้ว) ส่วนข้อที่หนึ่งนั้นผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงได้ยินกันจนเซ็งไปแล้วโดยยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นเลย แต่อย่าท้อถอยนะครับ

เอาข้อที่สองเลยนะ ในเมื่อหลักคิดของผู้จัดทำแผนดังกล่าวได้ใช้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 20 ปีข้างหน้าเป็นหลัก เพื่อจะได้กำหนดว่าจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจำนวนเท่าใด เชื้อเพลิงประเภทใด และในปีใด แต่ในความเป็นจริงแล้ว อย่าว่าแต่ 20 ปีข้างหน้าเลย แม้แต่การพยากรณ์ล่วงหน้าเพียงปีเดียวก็ยังไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้ใกล้เคียงกับความจริง แม้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ได้ออกมายอมรับว่า“เศรษฐกิจไทยจะเฉายาว 2 ปี” แต่อดีตรัฐมนตรีพลังงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สวนกลับว่า “จะดิ่งยาวเป็น 10 ปี ปัจจัย ใน-นอก รุมเร้าหนัก” (โพสต์ทูเดย์)

ในตอนที่เขาเริ่มวางแผนพีดีพี 2015 คณะผู้พยากรณ์ได้ใช้ตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการสอบถามสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ความว่า ในปี 2557 และ 2558 อัตราจีดีพีจะเท่ากับ 2.0 และ 4.0 ตามลำดับ แต่ในความเป็นจริงพบว่ามันโตแค่ 0.9 และ 2.8 เท่านั้น หรือเฉลี่ย 1.5% ต่อปี แต่เขาได้คาดการณ์ว่าจะโตเฉลี่ย 3.0% ใน 2 ปีแรก และ 3.94% ตลอด 20 ปี

ถ้าเป็นเช่นนี้ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ได้พยากรณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นจำนวนเท่านั้นเท่านี้ ก็ไม่เป็นไปตามที่คาด อย่างน้อยในช่วง 2 ปีแรก ก็น้อยกว่าที่คาดไปแล้วถึง 38% นั่นหมายถึงว่า ความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มก็ได้ลดลงไปถึงเกือบเท่าตัว ลองดูรายละเอียดบางส่วนรวมทั้งความเป็นจริงจากภาพครับ

นอกจากนี้ ยังพบว่า ในปี 2559 ที่เคยคาดว่าจะโต 4.4% ก็ได้ถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.5% แล้ว และมีทีท่าว่าจะถูกปรับลดอีกค่อนข้างแน่นอนในอีก 9 เดือนที่เหลือ หรือยาวกว่านั้นอีกหลายปี

ผมเองอยู่ในคณะกรรมการ 3 ฝ่ายที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ศึกษาความเป็นไปได้ของข้อร้องเรียนของ “เครือข่ายปกป้องอันดามัน” กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ คือ ขอทดลองเพื่อจะพิสูจน์ว่าจังหวัดกระบี่สามารถพึ่งตนเองด้านไฟฟ้าได้ 100% โดยใช้พลังงานหมุนเวียนหรือไม่ โดยขอเวลา 3 ปี ถ้าไม่ได้ผู้เรียกร้องจะยินยอมให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งใน 3 ปีดังกล่าวก็เป็นช่วงที่เศรษฐกิจ “เฉา” พอดี

ผู้แทนจากเครือข่ายฯ ได้ยกประเด็นกำลังผลิตสำรองไฟฟ้าของประเทศเหลือมากเกินมาตรฐานสากลหลายเท่าตัว คือ จะเหลือถึง 42% (แทนที่จะเป็น 15%) ในปี 2567 โดยอ้างถึงคำสัมภาษณ์ของกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ท่านหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เหตุผลในคำสัมภาษณ์ก็เพราะเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ เขาคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเกินความจริง

ผมได้ตัดคำสัมภาษณ์ดังกล่าวมาลงให้ดูด้วยครับ ดูแล้วมันเป็นตลกที่ขำไม่ออก กล่าวคือ ปี 2556 รัฐมนตรีพลังงาน บอกว่า ไฟฟ้าไม่พอ แต่อีก 2 ปีต่อมา ผู้หลักผู้ใหญ่ และมีประสบการณ์ตรงบอกว่า โรงไฟฟ้าสำรองจะเหลือมากเกิน

คนไทยเราไม่ควรจะเชื่อใคร (จนกว่าจะได้ลองปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า) เพราะสังคมไทยเราแทบจะหาคนที่น่าเชื่อถือได้น้อยมาก ประชาชนจึงต้องพึ่งตนเองโดยการค้นหาความจริง ซึ่งในยุคนี้มันหาได้ไม่ยากครับ

ผู้แทนจาก กกพ. ได้ชี้แจงว่า “ไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของนโยบาย” ผู้แทนจาก กฟผ.ได้ชี้แจงว่า “ได้เรียนถามกรรมการ กกพ. ท่านดังกล่าวแล้ว ท่านบอกว่าให้ยึดตามแผนพีดีพี 2015 ข้อความที่ว่านั้นเป็นการส่งกันในกลุ่ม Line เท่านั้น” อย่างไรก็ตาม ผมพบว่าข้อความที่ว่ากำลังผลิตไฟฟ้าสำรองเหลือ 42% นั้น ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์อย่างน้อย 3 ฉบับครับ

และเมื่อตรวจสอบไปยังเอกสารของกระทรวงพลังงานเอง (ฉบับร่าง 8 เม.ย.58) พบว่ากำลังผลิตสำรองสูง 39.3% เพราะถ้าสำรองมากเกินไปก็จะเป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าของผู้บริโภค

ตกลงเรื่องที่เขาชี้แจงในที่ประชุมซึ่งเป็นเรื่องข้อเท็จจริงง่ายๆ มันมีความน่าเชื่อถือไหม แล้วแผนใหญ่ๆ ที่มีความซับซ้อนจะเป็นอย่างไรครับ

อย่าลืมนะครับว่า แผนดังกล่าวอยู่บนสมมติฐานที่ว่า เศรษฐกิจยังไม่ชะลอตัว โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3.94% แต่ความเป็นจริงก็คือว่า เศรษฐกิจไทยได้เฉามาแล้ว 2 ปี และจะเฉายาวอีกอย่างน้อย 2 ปี รวมอย่างน้อย 4 ปี แสดงว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำกว่าแผนอย่างน้อย 1 ใน 5 ของช่วงเวลาในแผน

ที่กล่าวมาแล้วเป็นการมองไปข้างหน้า ตามหลักการพยากรณ์ที่ได้กล่าวไว้ในข้อที่สองเท่านั้น เราพบว่า มีปัญหาใหญ่โตมากแล้ว แต่เรายังไม่นับถึงสถานการณ์ในข้อที่สามซึ่งผมเชื่อว่าเป็นกระแสของโลกที่กำลังเชี่ยวกรากที่ไม่มีใครอาจขวางกั้นได้ เพราะเป็นกระแสต่อต้านเผด็จการ คราวนี้เราลองเหลียวหลังย้อนไปดูอดีตกันบ้าง ว่ามันผิดพลาดขนาดไหน

ย้อนดูแผนพีดีพีในอดีต

ผมได้ย้อนไปดูผลการศึกษาของกลุ่มพลังไท ซึ่งได้สรุปแผนพีดีพีตั้งแต่ปี 2536 (1993) จนถึงแผนพีดีพี 2004 (ซึ่งมีทั้งหมดถึง 12 แผน โดยการปรับใหม่แทบทุกปี) พบว่า การพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak) สูงเกินความจริงมากทุกแผน กล่าวเฉพาะแผนพีดีพี 2004 ได้พยากรณ์ว่า ในปี 2015 (2558) ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเท่ากับ 40,976 เมกะวัตต์ แต่ความจริงพบว่า ในปี 2558 ค่าดังกล่าวเท่ากับ 27,345 เมกะวัตต์เท่านั้น หรือค่าพยากรณ์สูงกว่าความจริงถึง 49.8% ในปีสุดท้ายของแผน โดยได้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.4 ในปีแรกของแผน (ดูตาราง)

ในวันนั้นได้มีภาคประชาชน (โดยกลุ่มพลังไท) ได้วิจารณ์ว่า กำลังผลิตติดตั้งสูงเกินไป พร้อมกับเสนอแผน “พีดีพีทางเลือก” ว่าในปี 2558 ควรจะมีกำลังการผลิตแค่ 39,891 เมกะวัตต์ก็พอ แต่ทางราชการได้พยากรณ์ว่าต้องจะมีจำนวน 47,333 เมกะวัตต์ แล้วในความเป็นจริงในสิ้นปี 2557 เรามีแค่ 37,612 เมกะวัตต์เท่านั้น โดยความต้องการสูงสุด (Peak) 26,942 เมกะวัตต์ หรือมีสำรองร้อยละ 40 (แทนที่จะ 15%)

นั่นแสดงว่า ทั้งแผนพีดีพี 2004 ของทางราชการ และแผนพีดีพีทางเลือกของภาคประชาชนได้เสนอสูงกว่าความเป็นจริงทั้งคู่ แต่ของทางราชการเสนอสูงเกินความจริงไปสูงกว่ากันเยอะเลย ถ้าคิดเป็นตัวเงินก็หลายแสนล้านบาท

ที่กล่าวข้างต้นนี้เป็นปัญหาในแง่ที่ว่าต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในช่วงสูงสุดของปีมากเกินไป แต่ยังมีปัญหาเรื่องการคาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงเกินจริงอีกประเด็นหนึ่ง (โรงไฟฟ้ากับพลังงานไฟฟ้าไม่เหมือนกันนะครับ-โปรดสังเกตและคิดตาม)

ในแผนพีดีพี 2015 พบว่า ในปี 2558 มีการใช้ไฟฟ้าจริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในแผนถึง 6,895 ล้านหน่วย หรือประมาณครึ่งหนึ่งของที่ชาวภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดใช้ในปี 2557

และนี่แค่เริ่มต้นแผนเท่านั้นเองนะครับ!

ประเด็นที่ผมได้ยกมาพิจารณาทั้งหมดยังไม่ได้พูดถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ รวมทั้งความเหลื่อมล้ำทางสังคมซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดถึงบ่อย แต่การกระทำไม่เข้าเป้าเลย

ผมขอให้ข้อมูลสั้นๆ ด้วยแผ่นภาพ ความว่า สื่อประเทศจีนลงข่าวว่า คณะกรรมการบริหารพลังงานแห่งชาติของจีนได้สั่งหยุดโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ จำนวน 170,000 เมกะวัตต์ ใน 13 จังหวัด ทั้งๆ ที่ได้รับการอนุมัติให้สร้างแล้ว

แต่กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินของไทยที่จังหวัดกระบี่ ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ประกอบกับเศรษฐกิจชะลอตัว เราน่าจะมาทดลองใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นทะลายปาล์ม น้ำเสียจากโรงงาน รวมทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อเราไม่ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงถ่านหินจากต่างประเทศ เงินค่าเชื้อเพลิงก้อนโตก็จะตกอยู่กับเกษตรกร และเจ้าของบ้านที่กำลังเป็นชนชั้นล่างด้วยปัญหาร้อยแปด

เรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่ซับซ้อน อย่าคิดอะไรตื้นๆ หรือบนผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ในโลกยุคนี้ประชาชนสามารถรู้ทันได้ง่าย ข้อมูลดีๆ จากทั่วสารทิศได้ล้อมประเทศไทยมากขึ้นทุกวัน อย่าทวนกระแส อย่าให้คนรุ่นหลังต้องสาปแช่งตามหลังนะครับ

ศูนย์บริการข้อมูลมติ กพช. / กบง.
17/03/2016

ศูนย์บริการข้อมูลมติ กพช. / กบง.

"แนวทางดำเนินการโครงการนำร่องการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) แบบเสรี"

ตามที่ กพช. รับทราบแล้ววานนี้ (11 มี.ค. 59)

ข่าวสารพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Rooftop
28/02/2016

ข่าวสารพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Rooftop

เรื่อง ทั่วโลกเร่งสร้างSOLAR FARM โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ขณะที่ไทยเร่งสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ที่มา : mcot

อินเดีย และ ญี่ปุ่น เร่งสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

แสงอาทิตย์ไม่มีต้นทุน จึงถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับประเทศที่มีแดดจัดมากกว่า 300 วันในรอบปีอย่างประเทศอินเดีย

ด้วยเหตุนี้ ทางรัฐบาลอินเดียจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยตั้งงบประมาณไว้ถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ถึง 100 กิกะวัตต์ในปี 2565 ซึ่งคาดว่าจะตอบสนองความต้องการไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ รวมถึงหมู่บ้านที่ยังขาดแคลนกระแสไฟฟ้าอีก 30,000 กว่าแห่งทั่วประเทศในระยะอันใกล้

นอกจากนี้ อินเดียมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะมีกำลังการผลิต 750 เมกะวัตต์ ที่รัฐมัธยะประเทศ โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะมีขนาดใหญ่กว่าโรงไฟฟ้าที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้มีกำลังผลิตรวม 550 เมกะวัตต์ โดยกำหนดจะเปิดโรงไฟฟ้าในเดือนสิงหาคมปีหน้า

ที่ผ่านมา อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ คือ ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการนำเชื้อเพลิงอื่นๆ มาผลิตกระแสไฟฟ้า อีกทั้งความต้องการพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยเฉลี่ยประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร ต่อการผลิตไฟฟ้า 20-60 เมกะวัตต์ แต่ภายหลัง เมื่อเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น มีต้นทุนที่ต่ำลง รัฐบาลอินเดียก็ไม่รีรอที่จะสนับสนุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์
ปัจจุบัน อินเดียสามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์รวม 3,002.66 เมกะวัตต์ โดยรัฐคุชราตเป็นผู้นำอันดับหนึ่งซึ่งมีกำลังผลิตรวม 929 เมกะวัตต์ ตามด้วยรัฐราชสถาน ซึ่งมีกำลังผลิตรวม 839.5 เมกะวัตต์ รัฐมัธยะประเทศ ซึ่งมีกำลังผลิตรวม 353.58 เมกะวัตต์ และรัฐอานธรประเทศ ซึ่งมีกำลังผลิตรวม 234.86 เมกะวัตต์

แน่นอนว่ารัฐทางตอนใต้ของประเทศอินเดียไม่นิ่งนอนใจต่อทางเลือกใหม่ของพลังงาน ที่เมืองบังคาลอร์ เมืองหลวงของรัฐกรณาฏกะได้ชื่อว่าเป็นผู้นำการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์โดยแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคาบ้าน โดยขณะนี้มีกำลังผลิตไม่ต่ำกว่า 200 เมกะวัตต์
ส่วนรัฐทมิฬนาฑูก็เป็นอีกรัฐที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการพัฒนาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากมีแสงแดดเจิดจ้าร้อนแรง กว่า 300 วันต่อปี หรือราวๆ 1,500 – 2,000 ชั่วโมง

โดยทางรัฐทมิฬนาฑูมีแผนพัฒนาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้นโยบาย Tamil Nadu Solar Energy Policy 2012 ซึ่งมีเป้าหมายในการผลิตให้ได้ถึง 3,000 เมกะวัตต์ในปี 2558 ทั้งนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินงานตามแผน คือ Tamil Nadu Energy Development Agency (TEDA)

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว TEDA ได้ประกาศแผนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop โดยเริ่มจากบ้านพักผู้ว่าการรัฐและอาคารสำนักงานใหญ่ของหน่วยงานด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นโครงการที่มีกำลังผลิต 85 กิโลวัตต์ และจะอนุมัติให้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ บนอาคารรัฐสภา มีกำลังผลิต 30 กิโลวัตต์ อีกทั้งจะทำการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารของหน่วยงานของรัฐกว่า 300 แห่งทั่วรัฐทมิฬนาฑู โดยแต่ละจุดคาดว่าจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 7 กิโลวัตต์

แม้จะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ตามอาคารที่ระบุไว้ได้ครบถ้วนจะมีอัตราการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 2,185 กิโลวัตต์ ซึ่งยังห่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน Tamil Nadu Solar Energy Policy 2012
ทุกวันนี้ ธุรกิจภาคเอกชน และครัวเรือนชาวทมิฬนาฑูก็เริ่มลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ของตัวเองบ้างแล้ว โดยรัฐบาลทมิฬนาฑูให้การสนับสนุนรับซื้อไฟฟ้าที่ภาคเอกชนและครัวเรือนผลิตได้และส่งเข้าสู่สายส่งไฟฟ้าได้

อัตราที่รัฐบาลทมิฬนาฑูประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่ 7.01 รูปีต่อหน่วย ซึ่งอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับอีกหลายรัฐของอินเดีย เช่น รัฐราชสถาน รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 6.45 รูปี ต่อหน่วย รัฐอานธรประเทศ รับซื้อที่อัตรา 6.49 รูปีต่อหน่วย ขณะที่หน่วยงานกลางของรัฐบาลอินเดีย คือ Central Electricity Regulatory Commission ประกาศรับซื้อในอัตรา 6.99 รูปี

การขาดแคลนกระแสไฟฟ้าคืออุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ ของประเทศอินเดีย ซึ่งนับเป็นโอกาสของภาคเอกชนไทยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จะมองหาช่องทางเติมเต็มความต้องการพลังงานไฟฟ้า ที่มีเป้าหมายขนาดใหญ่รองรับอยู่

ส่วนทางตอนเหนือของแคว้นคุชราต ในพื้นที่รกร้างทางเหนือของเมือง มีโครงการนำร่องที่แก้ปัญหาทั้งการขาดแคลนพลังงาน และขาดน้ำใช้ในละแวกคลองนามาด้า ด้วยวีธีง่ายๆ แต่ได้ผลไม่น่าเชื่อ โครงการน้ำร่องนี้เริ่มต้นที่ต้องการจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งพื้นที่จะติดตั้งนั้นเมื่อไปวางบนผืนดินก็อาจจะเสียพื้นที่อยู่อาศัยหรือการทำเกษตรกรรมรูปแบบต่างๆ ไปได้ ทางเลือกที่โครงการน้ำเสนอคือ ไหนๆ ก็ต้องวางเหล่าดงแผงโซลาร์เซลล์เหล่านี้แล้ว ต้องวางที่ไหนจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด ทางออกของปัญหาจึงมาจบลงที่วางทุ่งแผงโซลาร์เซลล์นี้คร่อมคลองนามาด้าเสียเลย ด้วยเพราะจะสามารถลดการเสียน้ำไปจากการระเหยด้วยความร้อนจากแสงอาทิตย์ ซึ่งใน 1 ปีจะลดการระเหยของน้ำได้ถึง 9 ล้านลิตรจากระยะทางของการคลุมคลองความยาวกว่า 19,000 กิโลเมตร ผลลัพธ์เหล่านี้สามารถนำน้ำที่เคยหายไปมาช่วยชาวคุชราตได้มากเลยทีเดียว และยังผลิตไฟฟ้ากว่า 600 เมกกะวัตต์ให้กับ 11 ตำบลในคุชราตอีกด้วย

ในปัจจุบันคลองที่มีแผงโซลาร์เซลล์คลุมเพื่อลดการระเหยของน้ำนี้มีความยาวกว่า 458 กิโลเมตรในเส้นคลองหลัก หากโครงการนี้แล้วเสร็จจะมีความยาวมั้งหมด 85,000 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยให้ชาวอินเดียมีน้ำใช้ ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอีกโขเลยทีเดียว ด้วยวิธีแก้ปัญหาอันชาญฉลาดก็คือ การวางแผน การออกแบบก่อนลงมือทำเท่านั้นเอง และในขณะเดียวกันที่บ้านเรามีคลองชลประทานมากมาย พร้อมกับมีแสงอาทิตย์เข้มข้นเหลือเฟือ ดูงานนี้แล้วมันน่าสนใจจริงๆ

อีก 3 ปี คนเกือบ 4 หมื่นครอบครัวที่ญี่ปุ่นจะได้ใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์
บ.เคียวเซร่าบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ ขยายโครงการเปลี่ยนสถานที่รกร้างให้กลายเป็นแหล่งที่มาของการสร้างพลังงานที่สะอาดอย่างแสงอาทิตย์

โดยก่อนหน้านี้ทางเคียวเซร่าได้เริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 23 เมกะวัตต์ยังสนามรกร้างในจังหวัดเกียวโต ด้วยกำลังการผลิต 26,312 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี สามารถผลิตพลังงานที่เพียงต่อความต้องการของครัวเรือนได้ 8,100 หลัง ตามค่าโดยเฉลี่ยของการใช้พลังงานในแต่ละบ้าน 3,254.4 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายนปี 2017 โดยไฟฟ้าที่ได้จะขายให้กับการไฟฟ้า

อีกสถานที่หนึ่งในจังหวัดคาโกชิมะ ซึ่่งถูกทิ้งเป็นสถานที่รกร้างมานานกว่า 30 ปี ทางเคียวเซร่าก็กำลังพัฒนาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 92 เมกะวัตต์ ด้วยโมดูลกว่า 340,000 โมดูลในกำลังการผลิตกว่า 100,000 เมกะวัตต์ สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานได้ถึง 30,500 ครัวเรือน และจะเปิดดำเนินการในปี 2018

ที่อยู่

Samut Prakan
10540

เบอร์โทรศัพท์

0805812612

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SolarCell2Youผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง SolarCell2You:

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Public Utilities อื่นๆใน Samut Prakan

แสดงผลทั้งหมด