โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์

โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ เป็นช่องทางในการสื่อสารของโรงพยาบาล ด้านบริการต่างๆ และข่าวสารสุขภาพจิต / The hospital's communication channels for various services and mental health news.

เผยแพร่ข่าวสารด้านสุขภาพจิตและจิตเวช ตลอดจนการดำเนินงานกิจกรรมต่างๆทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์

เพราะ...ชีวิตคือการเรียนรู้ 😇 ทุกบทเรียนชีวิตที่มาจากตัวเราเองล้วนสำคัญเสมอ
31/08/2026

เพราะ...ชีวิตคือการเรียนรู้ 😇 ทุกบทเรียนชีวิตที่มาจากตัวเราเองล้วนสำคัญเสมอ

😇🥹😅 สุขภาพจิตเรา สำคัญที่สุด
31/08/2026

😇🥹😅 สุขภาพจิตเรา สำคัญที่สุด

เรามักได้ยินพ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบลูกตนกับลูกคนอื่น (ทำไมหนูถึงเรียนหรือเล่นกีฬาไม่เก่งเหมือนลูกบ้านโน้น?) หรือแม้แต่ลูกคนหนึ่งกับลูกอีกคน (ทำไมหนูถึงไม่เก่งเหมือนพี่หรือน้อง?) ทำไมลูกได้เงินเดือนน้อยกว่าเพื่อน?

เรื่องนี้บ่อยครั้งก็นำไปสู่ความน้อยเนื้อต่ำใจ การขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง ความอิจฉาริษยา หรืออาการกลุ้มใจ มีความเครียดกดดันไปจนถึงป่วยเป็นซึมเศร้า

จริงๆ แล้วการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะช่วยให้เราประเมินตำแหน่งของตัวเองในสังคมและใช้เป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตนเองได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบในแง่ลบบ่อยเกินไป ก็อาจทำให้เกิดความอิจฉา ความกดดัน ขาดความมั่นใจ และส่งผลต่อสุขภาพจิต

งานวิจัย ‘การเปรียบเทียบเชิงสังคม (social comparison)’ ที่เป็นหมุดหมายสำคัญได้รับการตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1954 หรือกว่า 70 ปีมาแล้ว ทำให้เกิดความตื่นตัวในการศึกษาทำนองนี้ขึ้นมาเป็นระยะๆ กล่าวโดยสรุปคือ ผู้คนมีเหตุผลหลากหลายมากในการเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น เช่น อาจเป็นการหาลำดับชั้นของตัวเองในสังคม (เป็นคนเหนือกว่า-ด้อยกว่า เป็นคนแข็งแรงกว่า-อ่อนแอกว่า ฉลาดกว่า-โง่กว่า ฯลฯ) และมีความเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ข้อดีของการเปรียบเทียบแบบนี้ก็คือ อาจนำมาใช้ในการปรับปรุงตนเอง เป็น ‘เบนช์มาร์ค’ หรือตัวเปรียบเทียบสำคัญ เพื่อสร้างเป้าหมายในการพัฒนาความสามารถตนเอง หรือใช้ประกอบการตัดสินใจในยามที่ตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งหรือการต้องเผชิญหน้า ว่าจะ ‘ลุย’ หรือ ‘หลบ’ ดี

แต่จุดอ่อนสำคัญของการเปรียบเทียบที่พบได้บ่อยคือ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่ชี้ว่า เรามักจะรู้สึกว่าคนอื่นมีความสุขมากกว่าเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชียลมีเดียที่เราเห็นคนโพสต์รูปการได้ไปเที่ยว การได้จับจ่ายโดยเฉพาะการซื้อของแพงๆ แต่อันที่จริงแล้วคนอื่นก็มีความสุขและความทุกข์ไม่ต่างจากเรามากนัก เพียงแต่คนมักชอบแสดงออกในยามมีความสุขมากกว่าและปกปิดความทุกข์มากกว่า จนเกิดเป็นภาพลวงตาแบบหนึ่ง

แรงขับให้เรารู้สึกอยากเปรียบเทียบกับคนอื่นในแง่ลบ มีได้ตั้งแต่การขาดการปฏิบัติด้วยอย่างเหมาะสมตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เช่น ไม่ได้รับการยกย่องชมเชยหรือสนับสนุนมากพอ จนกลายเป็นคนมีความมั่นใจหรือภาคภูมิใจในตัวเองต่ำติดมาถึงในตอนเป็นผู้ใหญ่ อีกปัจจัยสำคัญคือ ภาวะความยากลำบากเฉพาะหน้าซึ่งคอยกดดันเราอยู่ในตอนเป็นผู้ใหญ่ เช่น การตกงานหรือได้งานที่รู้สึกไม่เหมาะกับตัวเอง หรือต้องทำงานอย่างมีความทุกข์

สิ่งเหล่านี้ทำให้ความรู้สึกถูกเปรียบเทียบพุ่งทะยานได้มาก และวิธีการแก้ไขที่ฟังดูง่ายๆ คือ ต้องพยายามลดละเลิกการเปรียบตัวเองกับคนอื่น ก็ดูจะทำได้ยากเหลือเกิน

ถ้าจะหลุดออกจากคำสาปนี้ ต้องทำอย่างไร? คำแนะนำจาก โรส กู๊ดแมน นักเขียนของนิตยสาร Psychology Now บอกไว้ว่า...

เรื่องแรกคือ ตั้งเป้าหมายของตัวเองและตระหนักเสมอว่า เราจะไปให้ถึงจุดหมายด้วยความพยายามและจังหวะเวลาของเราเอง ไม่เอาใจวอกแวกไปสนใจสิ่งที่คนอื่นทำหรือได้รับ ซึ่งจะทำให้เราไขว้เขวไปจากเป้าหมายของเราเอง

ข้อต่อไป หากเกิดการเปรียบเทียบขึ้นในหัวเมื่อใด ให้ลองถามตัวเองว่า “ฉันรู้สึกยังไงอยู่?” และ “ความรู้สึกนี้มาจากไหน?” จะพบเองว่าปฏิกิริยาทำนองนี้แทบทั้งหมด มาจากความกลัวและการขาดความภาคภูมิใจในตัวเองแทบทั้งสิ้น

ต่อไปคือ ให้ลองตั้งเป้าหมายว่าเราจะมีตัวตนจริงๆ และตัวตน ‘บนออนไลน์’ ที่เหมือนกัน เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะการมีตัวตนที่ควบคุมได้ ทำให้เราไม่อยากเป็น ‘ก๊อปปี้’ คนอื่น จึงไม่ต้องการสิ่งของหรือไม่จำเป็นต้องมีนิสัย ความชอบ หรือกิจวัตรเหมือนใครทั้งนั้น

หากจำเป็นก็เลิกเป็นสมาชิกหรือเลิกใช้โซเชียลมีเดียบางแอปได้ หรืออย่างน้อยก็เลิกนิสัยการเข้าไป ‘สอดแนม’ เพื่อนฝูงหรือเพื่อนร่วมงาน วิธีนี้ก็จะทำให้ลดละเลิกโอกาสที่จะกระตุ้นให้เกิดความอยากเปรียบเทียบได้ เมื่อทำเช่นนี้จนเป็นนิสัยแล้ว เราก็จะอยากเปรียบเทียบกับคนอื่นน้อยลงเอง

ข้อต่อไปคือ ต้องหมั่นให้กำลังใจและยกย่องชมเชยความสำเร็จของตัวเอง บางคนอาจจะรู้สึกว่าการ ‘อวยตัวเอง’ เป็นนิสัยที่ไม่ควรทำ แต่การอวยตัวเองแบบไม่ออกสื่อไม่ได้มีผลเสียอะไรทำนองนั้น กลับจะสร้างความภาคภูมิใจ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและจักรวาลได้ โดยเฉพาะเมื่อได้ทำบางอย่างเพื่อคนอื่น ซึ่งจะทำให้ตัวตนเบาบางลงและเป็นหนึ่งกับสังคมรอบตัวมากยิ่งขึ้น

ข้อสุดท้าย ยึดมั่นกับความจริงของชีวิต อย่าไปยึดติดกับภาพลวงตา เมื่อใดที่เห็นคนอื่นประสบความสำเร็จในเรื่องใด แทนที่จะรู้สึกอิจฉาริษยา ให้รู้สึกยินดีด้วยไปกับพวกเขา แต่ก็รับรู้ความจริงไปพร้อมๆ กันด้วยว่า ภาพที่เห็น ความจริงที่เห็น เป็นเพียง ‘ส่วนหนึ่ง’ ของชีวิตคนเหล่านั้น เพราะพวกเขาก็ยังมีความทุกข์ยากลำบาก…ไม่ต่างจากเรานั่นเอง

การฝึกนิสัยไม่เปรียบเทียบกับใคร หรือหากจะเปรียบเทียบก็เป็นการเปรียบเทียบเพื่อดึงเอามาใช้ประโยชน์ในด้านดี มีส่วนสำคัญสำหรับการมีความสุขในทุกช่วงวัยของชีวิต

อ่านบทความ ‘ยึดมั่นกับความจริงของชีวิต อย่าไปยึดติดกับภาพลวงตา’ คาถาแก้คำสาปคนชอบเปรียบเทียบ https://thepotential.org/life/comparison-curse-2/

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์

เริ่มต้นจากการ "รับฟัง" 😇 ไม่ต้องเข้าใจแบบ 100% แค่เริ่มรับฟังโดยไม่ตัดสิน เปิดพื้นที่ให้กัน
31/08/2026

เริ่มต้นจากการ "รับฟัง" 😇 ไม่ต้องเข้าใจแบบ 100% แค่เริ่มรับฟังโดยไม่ตัดสิน เปิดพื้นที่ให้กัน

“การเรียนรู้ระหว่างวัย”------------------------------😇"ความเยาว์วัยคือครูคนใหม่"เพราะโลกเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่ประสบการณ์...
30/08/2026

“การเรียนรู้ระหว่างวัย”
------------------------------😇
"ความเยาว์วัยคือครูคนใหม่"

เพราะโลกเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่ประสบการณ์เพียงอย่างเดียวจะตอบได้
คนรุ่นใหม่อาจสอนเราให้รู้จักมุมมองใหม่ เทคโนโลยีใหม่
และวิธีมองโลกที่แตกต่างออกไป

"กำแพงแห่งวัยไร้ความหมาย"

เมื่อเราเปิดใจรับฟังกัน อายุไม่ใช่เส้นแบ่ง
คนอายุมากให้ประสบการณ์ คนอายุน้อยให้มุมมอง
และทั้งสองวัยต่างเป็น “ครู” ให้แก่กัน

ต่างวัย…ไม่ได้แปลว่าต่างใจ
คนรุ่นเก่ามีประสบการณ์ คนรุ่นใหม่มีมุมมอง
เมื่อเราเปิดใจรับฟังและแลกเปลี่ยนกัน
“ความแตกต่าง” ก็กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้

เพราะบางครั้ง…
ความเยาว์วัยคือครูคนใหม่ และกำแพงแห่งวัยก็ไร้ความหมาย 🤍

------------------------------😊

#การเรียนรู้ระหว่างวัย #เข้าใจกัน #เปิดใจรับฟัง #ความแตกต่าง #ต่างวัยต่างมุมมอง #สุขภาพจิต #สุขภาพใจ

สิ่งที่เคยชอบทำ…แต่กลับไม่รู้สึกสนุกเหมือนเดิมหากความรู้สึกนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องและเราเริ่ม หมดความสนใจหรือไม่รู้สึกเพลิด...
28/08/2026

สิ่งที่เคยชอบทำ…แต่กลับไม่รู้สึกสนุกเหมือนเดิม

หากความรู้สึกนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง
และเราเริ่ม หมดความสนใจหรือไม่รู้สึกเพลิดเพลินกับสิ่งที่เคยชอบ
ในทางสุขภาพจิตเรียกว่า Anhedonia ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ในภาวะซึมเศร้าและภาวะสุขภาพจิตบางอย่าง

จึงลองเฝ้าสังเกตตัวเองว่า…

ความรู้สึกนี้อยู่นานแค่ไหน?
เกิดขึ้นบ่อยจนกระทบชีวิตประจำวันหรือไม่?
มีอาการอื่นร่วมด้วยหรือเปล่า เช่น เหนื่อยง่าย นอนหรือกินเปลี่ยนไป ไม่มีสมาธิ รู้สึกไร้ค่า หรือรู้สึกเศร้าและหมดหวัง

ไม่ใช่ทุกครั้งที่การไม่อยากทำอะไร
จะหมายถึงเรากำลังเป็นโรคซึมเศร้า

แต่ถ้าความเปลี่ยนแปลงนั้น ต่อเนื่อง รุนแรงขึ้น หรือเริ่มกระทบการใช้ชีวิต
อย่ามองข้ามสัญญาณเล็ก ๆ เหล่านี้

บางครั้งอาจเกิดจาก ความเหนื่อยล้า ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการใช้พลังงานทางกายและใจมากเกินไป

สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ
แต่อาจเป็น “ความรู้สึกของเรา” ที่มีต่อสิ่งนั้น

การหยุดสังเกตตัวเองตั้งแต่วันนี้ อาจช่วยให้เราได้ดูแลใจ
ก่อนที่มันจะเหนื่อยล้าไปมากกว่านี้ หรือกลายเป็นการเจ็บป่วยทางใจต่อไป

ด้วยความห่วงใย จาก
โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต

------------------------------------------
#หมดสนุกกับชีวิต #โรคซึมเศร้า #สุขภาพใจ #เรื่องใจให้เราดูแล #จิตเวชสงขลา

Gaslighting หนึ่งในรูปแบบของ “Toxic Workplace” เมื่อโดนกระทำในที่ทำงาน
27/08/2026

Gaslighting หนึ่งในรูปแบบของ “Toxic Workplace” เมื่อโดนกระทำในที่ทำงาน

หลายครั้งที่เรารู้สึกเหนื่อยกับออฟฟิศ…ไม่ใช่เพราะงาน แต่เพราะ “บรรยากาศ” ที่ทำให้เราคิดว่าเราเป็นฝ่ายผิดอยู่ตลอด

นี่แหละคือ Gaslighting หนึ่งในรูปแบบของ
“Toxic Workplace” ที่องค์กรระดับโลกเริ่มพูดถึงมากขึ้น

งานวิจัยจาก Harvard Business Review ชี้ว่า คนทำงานที่เจอสภาพแวดล้อมแบบนี้มีแนวโน้ม burnout สูงขึ้นกว่า 2 เท่า และงานของ Gallup ยังพบว่า 3 ใน 4 ของพนักงานที่ลาออก มักให้เหตุผลว่า “เจอหัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงานที่บั่นทอน” ไม่ใช่แค่ภาระงานที่มากเกินไป

1. Gaslighting คืออะไรในเวอร์ชันออฟฟิศ?🕯️

ต้นคำว่า Gaslight มาจากหนังปี 1938 ที่ตัวละครชายทำให้ภรรยาสงสัยสติของตัวเอง

ในออฟฟิศ มันคือการบิดเบือนความจริงจนเราคิดว่า “เราเข้าใจผิด” เช่น หัวหน้าพูดว่าไม่เคยสั่งงาน ทั้งที่มีอีเมลยืนยัน หรือเพื่อนร่วมงานบอกว่า “เธอคิดมากไปเอง” ทั้งที่ปัญหานั้นมีอยู่จริง

2. พิษเงียบที่บ่อนเซาะความมั่นใจ 😶‍🌫️

อันตรายของมันไม่ใช่แค่ทำให้เจ็บใจ แต่คือการกัดเซาะความมั่นใจอย่างเงียบ ๆ

นักจิตวิทยาองค์กรมองว่า Gaslighting คือการโจมตีแบบแนบเนียน มันไม่ได้มาด้วยการด่าตรง ๆ แต่ใช้วิธีทำให้เราสงสัยตัวเองแทน
ผลที่ตามมาคือ…

✔️ เริ่มไม่มั่นใจในตัวเอง : ทั้งที่เคยตัดสินใจได้ดี แต่กลับลังเลทุกครั้ง

✔️ เลิกพยายามแก้ไข : เพราะคิดว่า “ทำยังไงก็ผิดอยู่ดี”

✔️ ทีมเงียบลงเรื่อย ๆ : คนเก่ง ๆ หยุดเสนอความเห็น เพราะกลัวถูกบิดเบือน

และนี่แหละคือเหตุผลที่องค์กรที่เต็มไปด้วย gaslighting มักสูญเสียทั้ง ความคิดสร้างสรรค์ และ ความกล้าเสี่ยงลอง ไปอย่างรวดเร็ว

3. จะรู้ได้ไงว่าเราโดนอยู่? 🔍
ถ้าเจอบ่อย ๆ ว่าสิ่งที่เราทำถูกตั้งคำถามจนไม่มั่นใจ ความสำเร็จถูกลดค่า แต่ความผิดเล็กน้อยกลับถูกขยายใหญ่ จนเรากลายเป็นคนโทษตัวเอง และไม่กล้าเปล่งเสียงเพราะกลัว “คิดไปเอง” …นั่นอาจเป็นสัญญาณชัดว่า เรากำลังอยู่ท่ามกลาง Gaslight workplace.

4. วิธีตั้งเกราะป้องกัน 🛡️

✅ ใช้ข้อมูลสู้การบิดเบือน – เก็บหลักฐานทุกครั้ง ไม่ใช่เพื่อตอบโต้ แต่เพื่อย้ำกับตัวเองว่า “เราไม่ได้คิดไปเอง”

✅ หาพันธมิตร – Gallup พบว่าคนที่มีเพื่อนสนิทในที่ทำงานจะมี engagement สูงกว่า 7 เท่า เพราะเสียงยืนยันจากเพื่อนช่วยหักล้าง gaslight ได้

✅ สร้าง boundary – หยุดวงจรสนทนาที่ทำให้เราถูกกด เช่นบอกว่า “ขอเวลาตรวจสอบก่อน”

✅ เสริม Psychological Immunity – นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Psychological Immunity หรือภูมิคุ้มกันทางใจ คือการเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเองพอ จนไม่ปล่อยให้คำพูดบิดเบือนเข้ามากำหนดว่าเราเป็นใคร

#สรุปแล้ว 🐻
Gaslight มักทำให้คนทำงานรู้สึกว่าตัวเอง “คิดมากไป” ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันคือวิธีควบคุมของบางคน เพื่อให้เราเงียบและไม่กล้าโต้แย้ง

การปกป้องใจตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่คือการรักษาความมั่นใจและศักยภาพในการทำงานไม่ให้หายไปกับบรรยากาศพิษ ๆ

แล้วคุณล่ะ เคยเจอโมเมนต์แบบนี้ในที่ทำงานไหมครับ? 🤔

ขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียจากเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้ 🥲
27/08/2026

ขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียจากเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้ 🥲

🌿 พลังงาน(กาย-ใจ) ของเราทุกคนล้วนก็มีจำกัดเจอคนเยอะแล้วรู้สึกหมดแรงอยากอยู่เงียบ ๆ อยากพัก หรืออยากมีเวลาอยู่กับตัวเองไม...
27/08/2026

🌿 พลังงาน(กาย-ใจ) ของเราทุกคนล้วนก็มีจำกัด

เจอคนเยอะแล้วรู้สึกหมดแรง
อยากอยู่เงียบ ๆ อยากพัก หรืออยากมีเวลาอยู่กับตัวเอง
ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดกับตัวเอง

เพราะการพบปะผู้คน การพูดคุย
และการรับข้อมูลหรือสิ่งเร้าจำนวนมาก
ล้วนใช้พลังงานทางใจ

💚 ลองดูแลใจตัวเองง่าย ๆ

• รู้จักสังเกตว่าเมื่อไหร่เราเริ่มเหนื่อย
• ให้เวลาตัวเองได้พักจากผู้คนและสิ่งเร้า
• ไม่ฝืนเข้าสังคมจนเกินกำลัง
• หาเวลาทำกิจกรรมที่ช่วยให้ใจผ่อนคลาย
• จัดสมดุลระหว่าง “เวลาอยู่กับคนอื่น” และ “เวลาอยู่กับตัวเอง”

การพักไม่ใช่ความอ่อนแอ
แต่คือการเติมพลัง เพื่อให้เรากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลอีกครั้ง 🌱

“ดูแลพลังใจของตัวเอง
ก่อนที่ใจจะบอกว่าไม่ไหว”

----------------------------------

#สุขภาพใจ #สร้างเสริมสุขภาพจิต #ดูแลสุขภาพใจ #ดูแลใจตัวเอง #พักใจ #เติมพลังใจ #พลังงานทางใจ #เข้าใจตัวเอง #รักตัวเอง #สมดุลชีวิต #การดูแลตัวเอง #สุขภาพจิตดี #ใจแข็งแรง #พื้นที่ปลอดภัย #กรมสุขภาพจิต #โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์

ข่าวกิจกรรม
26/08/2026

ข่าวกิจกรรม

การเยียวยา คือ การยอมรับจังหวะของชีวิต 😇การดูแลเยียวยาจิตใจจึงไม่ใช่การกดปุ่มเพื่อเปลี่ยนสถานะของความรู้สึกแต่คือการเฝ้า...
26/08/2026

การเยียวยา คือ การยอมรับจังหวะของชีวิต 😇

การดูแลเยียวยาจิตใจ
จึงไม่ใช่การกดปุ่มเพื่อเปลี่ยนสถานะของความรู้สึก

แต่คือการเฝ้ารออย่างอดทน
ค่อย ๆ ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ คลี่คลายไปตามครรลองของมัน

บางเรื่องอาจต้องใช้เวลา
บางความรู้สึกอาจไม่ได้หายไปในทันที
และบางสิ่งในชีวิตก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา

สิ่งที่เราทำได้
คือค่อย ๆ ยอมรับในจังหวะของชีวิต
ดูแลหัวใจของตัวเองในแต่ละวัน
และให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน

เพราะการเยียวยา ไม่ได้หมายถึงการกลับไปเป็นคนเดิม
แต่อาจหมายถึงการเรียนรู้ที่จะอยู่กับชีวิต
อย่างเข้าใจและอ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้น

------------------------------------------
#สายด่วนสุขภาพจิต1323 #สุขภาพใจ #เยียวยาจิตใจ #จิตใจดี

ที่อยู่

Thanon Saiburi
Songkhla
90000

เบอร์โทรศัพท์

+6674317400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์:

ทางลัด

แชร์