01/09/2026
องค์ความรู้ : สำนักการสังคีต
เรื่อง : ละครเสภาของกรมศิลปากร
การขับเสภา ปรากฏหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในกฎมลเทียรบาลรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีกำหนดเวลาพระราชานุกิจของพระเจ้าแผ่นดินกล่าวไว้ว่า “หกทุ่มเบิกเสภาดนตรี” สันนิษฐานว่าเป็นการขับลำนำในรูปแบบบทกลอนที่มีดนตรีประกอบ แสดงให้เห็นว่าเสภาเป็นสิ่งไพเราะ น่าฟัง และจะฟังในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งการขับเสภาเดิมจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเทิดพระเกียรติ สรรเสริญพระเป็นเจ้า เช่น มหาภารตะ หรือรามเกียรติ์ เป็นต้น จนเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลายการขับเสภาถือเป็นมหรสพอย่างหนึ่งที่นิยมแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไปที่นำมาจัดในงานมงคล สันนิษฐานว่าเพราะเป็นมหรสพที่จัดได้ง่ายกว่ามหรสพอื่น ๆ มีผู้ขับเสภาเพียง ๑ - ๒ คน ผลัดกันขับตอบโต้กัน และใช้เพียงการขยับกรับประกอบการขับเสภาเท่านั้น นิยมขับเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน เนื่องด้วยเนื้อเรื่องมีความสนุกสนาน น่าติดตาม มีหลากหลายรสทั้งรัก เศร้า โกรธ ตลกขบขัน อีกทั้งยังเป็นเรื่องราวเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ที่มีชัยชนะในสงครามหลายครั้ง จึงถวายพระนามไว้ในกลอนเสภาว่า “พระพันวษา” อันมีความนัยขอให้พระองค์ทรงเจริญพระชนมายุถึงพันปี
เรื่องขุนช้างขุนแผน สันนิษฐานว่ามีเค้าโครงเรื่องจริงในสมัยอยุธยา เมื่อนำปีจุลศักราช ตัวละคร และเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่อง มาเทียบเคียงกับคำให้การชาวกรุงเก่า แสดงให้เห็นว่าตัวละครขุนแผน เกิดในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และได้รับราชการในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แต่ด้วยระยะเวลากว่าร้อยปี ทำให้เรื่องราวที่นำมาขับเสภานั้นมีความคลาดเคลื่อนจากเรื่องเดิมไปมาก อีกทั้งยังอาจมีการแต่งเสริมเรื่องราวให้มีความพิสดารสนุกสนาน เพิ่มอรรถรสให้กับผู้ฟังมากยิ่งขึ้น
บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน เดิมแต่งแยกเป็นตอนให้พอขับได้ในหนึ่งคืน ดังนั้นบทเสภาในแต่ละตอนจึงไม่ต่อเนื่องกัน จะเห็นได้จากสำนวนกลอนมีความหลากหลายและมีชื่อตัวละครบางตัวที่ผิดเพี้ยนไป จนมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีนักกวีหลายคนแต่งบทเสภาในแต่ละตอนเพิ่มเติมเพื่อให้เนื้อเรื่องร้อยเรียงกัน และได้รับการจัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยโรงพิมพ์หมอสมิท ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ คณะกรรมการหอสมุดพระวชิรญาณได้ชำระบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนไว้เป็นฉบับหอสมุดวชิรญาณ มีจำนวนทั้งสิ้น ๔๓ ตอน ดำเนินเรื่องตั้งแต่ตอนกำเนิดขุนช้างขุนแผน ไปจนถึงตอนจระเข้เถรขวาด ถือเป็นสำนวนบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
พัฒนาการของการขับเสภาปรากฏเด่นชัดในสมัยรัชกาลที่ ๒ คือการจัดให้มีการบรรเพลงปี่พาทย์ประกอบการขับเสภา โดยให้แทรกเพลงร้องส่งให้ปี่พาทย์รับ และมีการบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบอากัปกิริยาเหมือนอย่างละคร เช่น การเดินทางไปมา การรบ ก็จะบรรเลงเพลงกราวใน กราวนอก หรือเชิด แต่หากเป็นตอนดำเนินเรื่องก็จะใช้การขับเสภา ถือเป็นแบบแผนการขับเสภาเรื่อยมา ภายหลังผู้ขับเสภาใคร่อยากจะให้ผู้ชมได้รับอรรถรสในการแสดงเพิ่มขึ้นจากการฟัง จึงได้จัดให้มีตัวละครออกแสดงบทบาทตามเรื่องที่ขับ และแสดงกระบวนท่ารำในเพลงหน้าพาทย์ เรียกการแสดงรูปแบบนี้ว่า “เสภารำ” ซึ่งในระยะแรกจะเป็นการแสดงกระบวนท่ารำตามแบบแผนเรียกว่าเสภารำแบบสุภาพ ต่อมาได้มีการแทรกบทตลกขบขันเพิ่มเติมแต่ยังคงเนื้อเรื่องตามเดิม เรียกว่าเสภารำแบบตลก เมื่อได้รับความนิยมจึงมีการพัฒนารูปแบบวิธีการแสดงจนกลายมาเป็นละครเสภา
เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๒ กรมศิลปากร ได้นำบทละครเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ ของคณะเจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง ที่เคยแต่งไว้ในรูปแบบละครผสมสามัคคี หรือละครพันทางที่มีอยู่เดิม มาปรับปรุงใหม่ให้อยู่ในรูปแบบของละครเสภาตามแนวคิดของนายธนิต อยู่โพธิ์ หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากรในขณะนั้น โดยมีหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล หม่อมเจ้าหญิงพัฒนายุ ดิศกุล ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ศิลปินแห่งชาติ นายมนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ร่วมปรับปรุงบทและบรรจุเพลง อีกทั้งยังเป็นผู้ฝึกหัดกระบวนท่ารำ การบรรเลงและขับร้องให้กับศิลปิน จัดแสดงครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๒ – ๒๔๙๓ ณ โรงละครศิลปากร รวมทั้งสิ้น ๑๐๘ รอบ
นอกจากละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนแล้ว ยังปรากฏละครที่นำมาแสดงในรูปแบบละครเสภาอีก ๒ เรื่อง คือ เรื่องไกรทอง และ กากี สำหรับเรื่องไกรทองที่กรมศิลปากรนำมาจัดแสดงเป็นบทพระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ที่ทรงแต่งไว้อย่างละครพันทาง แต่มีการแทรกวิธีการแสดงอย่างเสภารำไว้อย่างกลมกลืน คือมีการขับเสภาดำเนินเรื่องร่วมกับการร้องส่งให้ปี่พาทย์รับ และแทรกบทตลกขบขันเป็นระยะ เพื่อให้การดำเนินเรื่องมีความกระชับ รวดเร็ว กรมศิลปากรจึงนำบทละครเรื่องไกรทองนี้มาเป็นบทฝึกหัดของศิลปินกรมศิลปากร และเคยนำออกแสดงเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๒ ณ โรงละครศิลปากร ดำเนินเรื่องตั้งแต่ไกรทองอาสา ไปจนถึงไกรทองรบกับชาลวัน
ละครอีกเรื่องที่ปรากฏเป็นบทละครเสภาคือเรื่องกากี ซึ่งกรมศิลปากรเคยจัดแสดงเมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๕ ณ โรงละครแห่งชาติ โดยนายปัญญา นิตยสุวรรณ นักวิชาการละครและดนตรี ๘ หัวหน้าฝ่ายวิชาการในขณะนั้น นำบทประพันธ์เรื่องกากี ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) มาปรับปรุงใหม่ให้อยู่ในรูปแบบละครเสภา กล่าวคือมีการขับเสภาในการดำเนินเรื่อง ร่วมกับการร้องส่งให้ปี่พาทย์รับ และมีการบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบอากัปกิริยาของตัวละคร และบรรจุเพลงโดยนางพัฒนี พร้อมสมบัติ อดีตนักวิชาการละครและดนตรี ๙ ชช. ดำเนินเรื่องตั้งแต่พญาครุฑแปลงเป็นมานพหนุ่มกลับมาเล่นสกากับท้าวพรหมทัต ไปจนถึงคนธรรพ์ที่ได้ครองราชย์ต่อจากท้าวพรหมทัต รบกับท้าวทศวงศ์ชิงนางกากีคืนมา
ละครเสภา เป็นละครที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และมีการพัฒนามาในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การขับเสภา การมีดนตรีเข้ามาประกอบการขับเสภา การเล่นเสภารำ ไปจนถึงการแสดงละครเสภา ปัจจุบันสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ยังคงจัดแสดงละครเสภาเผยแพร่ให้ประชาชนชมอย่างต่อเนื่องตามโอกาสต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องขุนช้างขุนแผน โดยนำบทเสภามาปรับปรุงเรียบเรียงใหม่ตามแบบแผนของละครไทย แต่ยังคงเอกลักษณ์ของการขับเสภาไว้ เช่น ตอนพลายเพชรพลายบัวออกศึก ขุนแผนแสนสะท้าน อีกทั้งยังเคยจัดแสดงในเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น กามนิต – วาสิฐี พระอภัยมณี อาบูฮะซัน เพื่อคงเอกลักษณ์การขับเสภาและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป
บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. สูจิบัตร. เรื่องไกรทอง พระนิพนธ์ของเสด็จในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๙๒.
กรมศิลปากร, สูจิบัตร. ละคอน เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๙๓.
กรมศิลปากร. บทละครเสภา เรื่องกากี. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๓๕.
ดำรงราชานุภาพ,สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, ตำนานเสภา (พิมพ์ครั้งที่ ๒). พระนคร : โรงพิมพ์ไท, ๒๔๖๘
มนตรี ตราโมท. การละเล่นของไทย พิมพ์เป็นอนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ นายนพ บุณยเกียรติ. สมุทรปราการ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดขนิษฐ์การพิมพ์, ๒๕๑๘.
เรียงเรียง : นางสาวเณศรา นาคทรรพ นักวิชาการละครและดนตรีปฏิบัติการ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร
#สำนักการสังคีต
#โรงละครแห่งชาติ
#โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตกจังหวัดสุพรรณบุรี
#โรงละครแห่งชาตภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดนครราชสีมา
#กรมศิลปากร