สวท.ตะกั่วป่า กรมประชาสัมพันธ์

สวท.ตะกั่วป่า กรมประชาสัมพันธ์ FM 90.25 MHz หน่วยงานราชการ

06/09/2026

ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานพังงาระบุมีการดึงอินฟลูเอนเซอร์และ KOL จากต่างประเทศทั้งจากเอเชียและยุโรป สัมผัสบรรยากาศการเล่นเซิร์ฟที่เขาหลักเพื่อตอกย้ำการเป็นเมืองแห่งการเล่นเซิร์ฟภายใต้กิจกรรม Amazing Thailand & Wellness journey

นายอุทิศ ลิ่มสกุล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานพังงากล่าวว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานพังงได้เชิญอินฟลูเอนเซอร์และ KOL จากต่างประเทศทั้งจากเอเชียและยุโรปลงพื้นที่จังหวัดพังงา สัมผัสกับการเล่นเซิร์ฟที่เขาหลักตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นเมืองแห่งการเล่นเซิร์ฟหรือเขาหลักเซิร์ฟทาวน์โดยจัดขึ้นภายใต้กิจกรรม Amazing Thailand & Wellness journeyโดยเน้นการให้เห็นถึงกิจกรรมการเล่นเซิร์ฟสามารถบำบัดฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ตลอดจนเชื่อมโยงการท่องเที่ยวต่อไปยังชุมชน อาทิ ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่าและวัฒนธรรมด้านการกินหรือซอฟพาวเวอร์ด้านอาหารอันจะส่งผลดีต่อรายได้จากการท่องเที่ยว
สำหรับพื้นที่เขาหลักจังหวัดพังงาได้รับความนิยมจากนักเล่นเซิร์ฟทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยมีเซิร์ฟวิลเลจตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่าจังหวัดพังงา เปิดให้นักเซิร์ฟหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเล่นเซิร์ฟหรือบีกินเนอร์ ได้เข้ามาทดลองเล่นเซิร์ฟ และเป็นศูนย์รวมนักเซิร์ฟจากทั้งไทยและต่างชาติ ตลอดจนในพื้นที่ยังมีโรงงานผลิตเซิร์ฟบอร์ด หรือ The board factory ตั้งอยู่ด้วย

“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมายรัฐบาลเล็งเห็นถึงค...
06/09/2026

“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมาย

รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำด้านบุคลากรสูงถึงร้อยละ 73 ซึ่งรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ อ.ก.พ. กระทรวง ดำเนินการดังนี้ 1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป 2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ และให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลัง และให้ สำนักงาน ก.พ. จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง โดยความคืบหน้าขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับกำลังคน 2. ปรับกระบวนงาน และ 3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ เน้นย้ำ “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ และเป็นภาครัฐระบบเปิด (Open Government) ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน ประชาชนติดต่อราชการง่ายขึ้น ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
#ปกรณ์ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ #ลดงานซ้ำซ้อน #ลดรายจ่าย #ปรับปรุงกฎหมาย #สำนักนายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

“สุดฤทัย”อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ชูบทบาท “นักเล่าเรื่อง” สร้างความเข้าใจ เชื่อมโยงผู้คน สู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันบนเวท...
05/09/2026

“สุดฤทัย”อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
ชูบทบาท “นักเล่าเรื่อง” สร้างความเข้าใจ เชื่อมโยงผู้คน สู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันบนเวทีสื่อเอเชีย-แปซิฟิก ที่จีน

วันนี้ (5 กันยายน 2569) นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมการประชุมสื่อ Asia-Pacific Media Forum 2026 (APMF 2026) ณ นครเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดโดยสำนักข่าวซินหัวและเครือข่ายพันธมิตร ภายใต้หัวข้อ “Building A Path to Shared Prosperity for the Asia-Pacific Community: Media Consensus and Action” หรือ “ปูทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก: สานพลังสื่อ สู่ความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว”

พิธีเปิดได้รับเกียรติจากนายหลี่ เล่อเฉิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธาน และนางสี ยั่นชวน รองประธานบริหาร​ สำนักข่าวซินหัว ในฐานะผู้แทนหน่วยงานเจ้าภาพร่วมกล่าวต้อนรับ

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์​ของผู้นำสื่อ ผู้บริหาร นักวิชาการ และสื่อมวลชนกว่า 300 คน จากกว่า 20 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงเขตเศรษฐกิจเอเปค ในช่วงที่นครเซินเจิ้นเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค APEC Shenzhen 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้

อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวปาฐกถา หัวข้อ “Stories of Mutual Learning Among Civilizations (เรื่องราวแห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกันในอารยธรรมที่หลากหลาย)​”ระบุว่า การสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ไม่ได้เกิดจากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย ความเข้าใจซึ่งกันและกันและความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม โดยสื่อมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสะพานเชื่อมโยงผู้คนและสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ​

“ พร้อมเน้นย้ำว่า สื่อยุคใหม่ต้องก้าวข้ามบทบาทของผู้ส่งสาร สู่การเป็น “นักเล่าเรื่อง” (Storytellers) ที่ถ่ายทอดความหลากหลายของแต่ละสังคม และนำเสียงที่แตกต่างมาสร้างความเข้าใจและความกลมกลืนบนพื้นฐานของ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเข้มแข็ง และความก้าวหน้าร่วมกัน โดยความร่วมมือและการผลิตเนื้อหาร่วมกันระหว่างสื่อของประเทศต่าง ๆ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจในภูมิภาค ”

นอกจากนี้ ไทยพร้อมสนับสนุนทิศทางของ APEC “China Year” ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ การเปิดกว้าง นวัตกรรม​ และความร่วมมือ ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นางสุดฤทัย ยังกล่าวถึงการที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และ World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่า ความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เสถียรภาพร่วมกัน และภูมิปัญญาของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำสื่อร่วมกันสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน ยกระดับการนำเสนอข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และเปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นจุดแข็งร่วมกัน เพื่อใช้พลังของสื่อในการให้ความรู้ สร้างภูมิปัญญา และขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

/////

ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน เปิดเวทีจัดกิจกรรม "TAT SM Connect" ผสานความร่วมมือผู้มีส่วนได้ส่วนเส...
05/09/2026

ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน เปิดเวทีจัดกิจกรรม "TAT SM Connect" ผสานความร่วมมือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ที่เขาหลัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง บนพื้นฐานของการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ล่าสุด จัดกิจกรรมสำคัญภายใต้ชื่อ "TAT SM Connect : สื่อสารทิศทาง ร่วมสร้างบทบาท รับฟังเสียงเพื่ออนาคต เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารนโยบายและทิศทางการดำเนินงานขององค์กรเชิงรุก พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังมุมมอง ความต้องการ ตลอดจนความคาดหวังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างรอบด้าน

นางอร ดวงจันทร์ ผู้อำนวยการกองบริหารความยั่งยืน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่ากิจกรรมครั้งนี้ออกแบบมาเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว ชุมชนท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้อง ได้ร่วมระดมความคิดเห็นและสะท้อนมุมมองต่อทิศทางการขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทย มุ่งหวังว่าเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะอันมีค่าเหล่านี้ จะถูกนำมาวิเคราะห์และบูรณาการเข้าสู่กระบวนการทำงาน การวางแผนกลยุทธ์ และการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กรและตอบสนองต่อบริบทการท่องเที่ยวระดับสากลที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

การจัดงาน "TAT SM Connect" จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ททท. และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตของการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างความสมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ความยั่งยืนที่จับต้องได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีส่วนร่วมในการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงาน ประจำปี 2569 โดยมี ดร.สุนันทา ปางจุติ ที่ปรึกษาบริษัท บีเอ็มจี แอดไวเซอรี แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ร่วมชี้แจงแนวทางอีกด้วย

05/09/2026

รายการ 'คุยกับ ครม.อนุทิน'

▶️จ่ายเร็ว โปร่งใส ผ่านระบบ Fast Track เก็บค่าธรรมเนียมถูกกฎหมาย
ลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ

▪️ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

📍วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2569
⏰ เวลา 09.05 - 09.35 น.

https://www.facebook.com/share/v/1C69sD4HBT/

https://www.tiktok.com//video/7681898266631408916

#รัฐบาล #ครมอนุทิน #กรมประชาสัมพันธ์

“ปกรณ์” ชี้โลกเผชิญความท้าทาย ถึงเวลาพัฒนาระบบราชการจริงจัง รื้อขั้นตอน–เชื่อมข้อมูล ยกระดับขีดความสามารถประเทศนายปกรณ์ ...
05/09/2026

“ปกรณ์” ชี้โลกเผชิญความท้าทาย ถึงเวลาพัฒนาระบบราชการจริงจัง รื้อขั้นตอน–เชื่อมข้อมูล ยกระดับขีดความสามารถประเทศ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านรายการ คุยกับ ครม.อนุทิน ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ซึ่งประเดิมออกอากาศตอนแรกไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.ย.69 เวลา 09.05 น. ถึงแนวคิด "การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ"

รองนายกฯปกรณ์ ระบุถึงเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทนคำว่า “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่

โจทย์สำคัญวันนี้คือการลงมือปรับกระบวนการทำงานให้เห็นผลจริงในอดีตมีความพยายามปฏิรูประบบราชการมาหลายครั้ง แต่มักจบลงที่การตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน การศึกษา และการจัดทำนโยบาย แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งความผันผวนของการค้าโลก มาตรการกดดันระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนจัดและไฟป่า ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างปรับโครงสร้างและวิธีบริหารภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างงบประมาณของประเทศ ซึ่งมีรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้ ก็จะมีโอกาสขยับสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น

นายปกรณ์ย้ำว่า การพัฒนาระบบราชการไม่ควรเริ่มต้นจากการประกาศลดจำนวนข้าราชการ แต่ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้

“ผมไม่ได้บอกว่าเราจะลดคนไปเลยนะครับ มันคือการพัฒนาประสิทธิภาพ” นายปกรณ์กล่าว พร้อมอธิบายว่า เทคโนโลยีควรถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนงานบางประเภท ไม่ใช่มองว่าเป็นการทดแทนคน เช่น การส่งเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบสารบรรณดิจิทัล แทนการใช้เจ้าหน้าที่เดินถือแฟ้มระหว่างหน่วยงาน

ประสบการณ์การทำงานที่กฤษฎีกา ซึ่งเคยมีกระบวนงานประมาณ 170 กระบวนการ แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการนำเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานจากที่ใดก็ได้มาใช้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 หลายขั้นตอนที่เคยถูกมองว่าจำเป็นกลับสามารถลดหรือปรับเปลี่ยนได้ จึงควรนำบทเรียนดังกล่าวมาทบทวนกระบวนงานของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด

ในด้านโครงสร้าง นายปกรณ์เห็นว่า เมื่อภาครัฐได้รับภารกิจใหม่ ไม่ควรตอบสนองด้วยการตั้งหน่วยงาน กอง หรือคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง แต่ควรจัดทีมตามภารกิจ โดยดึงบุคลากรจากหลายส่วนมาทำงานร่วมกัน ลดโครงสร้างที่มีผู้บริหารจำนวนมาก และเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหา

สำหรับกำลังคนภาครัฐซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 ล้านคน ไม่ควรใช้ระบบบริหารบุคลากรแบบเดียวกับทุกอาชีพ เพราะครู แพทย์ พยาบาล ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในสายงานอื่นมีลักษณะงาน เวลา และภาระหน้าที่แตกต่างกัน แต่ละวิชาชีพจึงควรประเมินจำนวนคนจากปริมาณงานและคุณภาพของผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ

ขณะเดียวกันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลยังต้องเดินหน้าสู่ "ภาครัฐระบบเปิด" (Open Government) โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์อ่านและนำไปใช้ต่อได้ ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน และประชาชนควรติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน ซึ่งนอกจากจะทำให้บริการรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต

ในส่วนของการบริการประชาชนในอนาคตควรเปลี่ยนจากการทำงานแยกส่วนแบบหนึ่งหน่วยงานต่อหนึ่งเรื่อง ไปสู่การทำงานข้ามหน่วยงานและข้ามกระทรวง ประชาชนไม่ควรต้องนำข้อมูลชุดเดียวกันไปยื่นซ้ำ หรือติดต่อราชการหลายแห่งเพื่อดำเนินการเรื่องเดียว แต่ควรได้รับบริการแบบจุดเดียวจบ โดยหน่วยงานรัฐเป็นฝ่ายเชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานกันเอง

นายปกรณ์ยังเสนอให้พิจารณาช่องทางบริการแบบ Fast Track ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมาย โดยให้กฎหมายหลักกำหนดเฉพาะหลักการ ส่วนรายละเอียดควรอยู่ในกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้สามารถแก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

ผลสำเร็จของการพัฒนาระบบราชการต้องวัดจากสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ โดยเฉพาะระยะเวลาให้บริการ ซึ่งนายปกรณ์เห็นว่ากระบวนงานภาครัฐควรใช้เวลาลดลงอย่างน้อยประมาณร้อยละ 20–30 ภายหลังการปรับระบบและนำกฎหมายอำนวยความสะดวกมาใช้

โดยตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่งประชาชนสามารถจับต้องได้ คือการติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน สามารถตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น ขณะที่ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

ความพยายามพัฒนาระบบราชการครั้งนี้จึงไม่ควรสิ้นสุดลงที่ข้อเสนอหรือรายงานอีกครั้ง แต่ต้องลงมือรื้อกระบวนงาน เชื่อมโยงข้อมูล พัฒนาคน และวัดผลจากบริการที่ประชาชนได้รับ ซึ่งยังส่งผลต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเรียกคำนี้ว่า “การปฏิรูประบบราชการ” หรือ “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ก็ตาม หัวใจสำคัญคือ “ต้องลงมือทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ”

05/09/2026
นายกฯ เร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ สั่งรวมข้อมูลภายใน 1 สัปดาห์ ตั้งอนุ 4 ชุด วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน 1 เดือนนายอนุทิน ชาญว...
05/09/2026

นายกฯ เร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ สั่งรวมข้อมูลภายใน 1 สัปดาห์ ตั้งอนุ 4 ชุด วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน 1 เดือน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่รองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล หลังพบข้อกังวลของประชาชนต่อการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนเมือง และผู้ประกอบการ
บางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย ภาครัฐจึงต้องเร่งกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม กำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและ
ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากกำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและนวัตกรรมของภูมิภาค ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ เร่งบูรณาการข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นชุดข้อมูลเดียวกัน ภายในวันที่
11 กันยายน 2569 จัดระเบียบและวางกติกาการกำกับดูแลให้ครอบคลุมดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท ออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ที่สอดคล้องกับความต้องการและยุทธศาสตร์ของประเทศ และกำหนดเกณฑ์ประเมินเพื่อคัดเลือกโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ภายในเดือนกันยายน 2569 ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า จะจัดทำ Dashboard รวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ
ผังเมือง กฎหมาย และข้อบังคับ เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีข้อมูลตรงกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กำหนดแนวทางสำคัญ ได้แก่ ค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ไฟสะอาดไม่น้อยกว่า 60% มาตรฐานระบบสำรองไฟ และหลักเกณฑ์ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำการกำกับดูแลผังเมือง ไฟฟ้า และน้ำ พร้อมชะลอการให้บริการไฟและน้ำแก่ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าขณะนี้ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ส่วนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพมหานคร จะชะลอการพิจารณา 3 โครงการที่ยังไม่อนุมัติจนกว่าจะมีนโยบายที่ชัดเจน
#นายกเร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ #รวมข้อมูลภายใน1สัปดาห์ #วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน1เดือน #กระทรวงการคลัง #กระทรวงพลังงาน #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมหารือเวที Shenzhen Sub-Forum เตรียมพร้อมปูทางสู่การประชุม Asia-Pacific Media Forum 5 ก.ย. นี้วันนี้...
04/09/2026

กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมหารือเวที Shenzhen Sub-Forum เตรียมพร้อมปูทาง
สู่การประชุม Asia-Pacific Media Forum 5 ก.ย. นี้

วันนี้ (4 กันยายน 2569) – นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมกิจกรรมเสวนา Shenzhen Sub-Forum ณ นครเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดโดยสำนักข่าวซินหัว (Xinhua News Agency) และเครือข่ายพันธมิตร เป็นกิจกรรมอุ่นเครื่องก่อนการประชุม Asia-Pacific Media Forum 2026 (APMF 2026) เพื่อรับฟังมุมมองและประสบการณ์จากเครือข่ายสื่อชั้นนำเกี่ยวกับบทบาทของสื่อในยุคดิจิทัล และแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

การจัดเวทีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมก่อนการประชุม Asia-Pacific Media Forum 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “Building A Path to Shared Prosperity for the Asia-Pacific Community: Media Consensus and Action” หรือ “ร่วมปูทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก: ฉันทามติและการขับเคลื่อนของสื่อ” โดยสำนักข่าวซินหัวได้เชิญผู้แทนประมาณ 200 คน จากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรสื่อชั้นนำ องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และผู้แทนสถานทูตจากประเทศต่าง ๆ จากทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยไฮไลท์สำคัญของงานวันพรุ่งนี้คือ เวทีปาฐกถาของผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในประเด็นสำคัญในการสื่อสารข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและภูมิทัศน์สื่อ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสื่อสารมวลชนในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในช่วง APEC China Year 2026 ก่อนนครเซินเจิ้นจะเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ สะท้อนบทบาทของสื่อในการเชื่อมโยงข้อมูล สร้างความเข้าใจ และสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย การเข้าร่วมของอธิบดีกรมประชา สัมพันธ์นับเป็นโอกาสสำคัญในการ ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรสื่อระหว่างประเทศ แลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ด้านการสื่อสาร ตลอดจนแสวงหาแนวทางพัฒนาความร่วมมือด้านข่าวและเนื้อหา เพื่อส่งเสริมการสื่อสารที่สร้างความเข้าใจและความร่วมมือในประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก
/////

04/09/2026

🏃‍♂️ เตรียมตัวให้พร้อม…เปิดรับสมัครแล้ว! 🏃‍♀️
กลับมาอีกครั้งกับงานวิ่ง BANGNAISRI RUN COMEBACK AGAIN 2027
📅 วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2570
📍 สวนสาธารณะควนยายหม่อน ม.2 ต.บางนายสี อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา
⏰ เวลา 15.30 น.
━━━━━━━━━━━━━━
ชวนทุกคนมาร่วมวิ่งเพื่อสุขภาพ สนุกไปด้วยกัน และสร้างความทรงจำดี ๆ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ 🌿✨
━━━━━━━━━━━━━━
📣 เปิดรับสมัครวันที่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569
🔥 รับจำนวนจำกัดเพียง 500 ท่านเท่านั้น!
🚩ชวนครอบครัวและเพื่อน ๆ มาวิ่ง เติมพลังดี ๆ ไปด้วยกันนะคะ!!!

#บางนายสีเมืองแห่งความสุข #บางนายสีรัน2027 #งานวิ่งบางนายสี

ที่อยู่

39/10หมู่1 ถนนเพชรเกษม ตำบลบางนายสี อ. ตะกั่วป่า จ. พังงา
Takua Pa
82110

เวลาทำการ

จันทร์ 05:00 - 00:00
อังคาร 05:00 - 00:00
พุธ 05:00 - 00:00
พฤหัสบดี 05:00 - 00:00
ศุกร์ 05:00 - 00:00
เสาร์ 05:00 - 00:00
อาทิตย์ 05:00 - 00:00

เบอร์โทรศัพท์

+6676421055

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สวท.ตะกั่วป่า กรมประชาสัมพันธ์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์