สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลา

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลา หน่วยงานภาครัฐ นำเสนอ
ข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมในพื้นที่จังหวัดยะลา

“สุดฤทัย”อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ชูบทบาท “นักเล่าเรื่อง” สร้างความเข้าใจ เชื่อมโยงผู้คน สู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันบนเวท...
06/09/2026

“สุดฤทัย”อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
ชูบทบาท “นักเล่าเรื่อง” สร้างความเข้าใจ เชื่อมโยงผู้คน สู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันบนเวทีสื่อเอเชีย-แปซิฟิก ที่จีน

วันนี้ (5 กันยายน 2569) นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมการประชุมสื่อ Asia-Pacific Media Forum 2026 (APMF 2026) ณ นครเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดโดยสำนักข่าวซินหัวและเครือข่ายพันธมิตร ภายใต้หัวข้อ “Building A Path to Shared Prosperity for the Asia-Pacific Community: Media Consensus and Action” หรือ “ปูทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก: สานพลังสื่อ สู่ความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว”

พิธีเปิดได้รับเกียรติจากนายหลี่ เล่อเฉิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธาน และนางสี ยั่นชวน รองประธานบริหาร​ สำนักข่าวซินหัว ในฐานะผู้แทนหน่วยงานเจ้าภาพร่วมกล่าวต้อนรับ

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์​ของผู้นำสื่อ ผู้บริหาร นักวิชาการ และสื่อมวลชนกว่า 300 คน จากกว่า 20 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงเขตเศรษฐกิจเอเปค ในช่วงที่นครเซินเจิ้นเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค APEC Shenzhen 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้

อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวปาฐกถา หัวข้อ “Stories of Mutual Learning Among Civilizations (เรื่องราวแห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกันในอารยธรรมที่หลากหลาย)​”ระบุว่า การสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ไม่ได้เกิดจากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย ความเข้าใจซึ่งกันและกันและความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม โดยสื่อมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสะพานเชื่อมโยงผู้คนและสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ​

“ พร้อมเน้นย้ำว่า สื่อยุคใหม่ต้องก้าวข้ามบทบาทของผู้ส่งสาร สู่การเป็น “นักเล่าเรื่อง” (Storytellers) ที่ถ่ายทอดความหลากหลายของแต่ละสังคม และนำเสียงที่แตกต่างมาสร้างความเข้าใจและความกลมกลืนบนพื้นฐานของ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเข้มแข็ง และความก้าวหน้าร่วมกัน โดยความร่วมมือและการผลิตเนื้อหาร่วมกันระหว่างสื่อของประเทศต่าง ๆ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจในภูมิภาค ”

นอกจากนี้ ไทยพร้อมสนับสนุนทิศทางของ APEC “China Year” ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ การเปิดกว้าง นวัตกรรม​ และความร่วมมือ ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นางสุดฤทัย ยังกล่าวถึงการที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และ World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่า ความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เสถียรภาพร่วมกัน และภูมิปัญญาของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำสื่อร่วมกันสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน ยกระดับการนำเสนอข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และเปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นจุดแข็งร่วมกัน เพื่อใช้พลังของสื่อในการให้ความรู้ สร้างภูมิปัญญา และขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

/////

จากไร่เลื่อนลอยสู่ "ห้องเรียนกลางขุนเขา" ดอยม่อนล้าน สร้างรากฐานความรู้เพื่อราษฎรไทยภูเขาอย่างยั่งยืนพลิกวิถีราษฎรไทยภูเ...
06/09/2026

จากไร่เลื่อนลอยสู่ "ห้องเรียนกลางขุนเขา" ดอยม่อนล้าน สร้างรากฐานความรู้เพื่อราษฎรไทยภูเขาอย่างยั่งยืน
พลิกวิถีราษฎรไทยภูเขาดอยม่อนล้าน ด้วย "ห้องเรียนกลางขุนเขา"
จากอดีตผืนป่าที่เคยถูกทำลายจากการทำไร่เลื่อนลอยและการปลูกฝิ่น วันนี้ “ดอยม่อนล้าน” ได้พลิกฟื้นคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นโมเดลความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน
จุดเริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณ
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ณ บ้านอาแย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนั้นทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพ “ดอยม่อนล้าน” ยอดเขาสูงซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ที่ประสบปัญหาความยากจน มีการทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่น จนทำให้ผืนป่าต้นน้ำที่สำคัญถูกทำลายลงอย่างน่าเสียดาย
ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลและพระเมตตา ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ดอยม่อนล้าน” ขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การฟื้นฟูผืนป่าต้นน้ำให้กลับมาสมบูรณ์ ควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพที่มั่นคงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่
พลิกฟื้นผืนป่า สร้างรายได้สู่ชุมชน
ปัจจุบัน ผลลัพธ์จากพระราชดำริได้ประจักษ์ชัดเจน ผืนป่าต้นน้ำที่เคยแห้งแล้งได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาเขียวชอุ่มครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,950 ไร่ ขณะเดียวกัน ราษฎรใน 3 หมู่บ้านภายใต้การดูแลของสถานีฯ มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างพลิกฝ่ามือ

แต่ก่อนพวกเราลำบากมาก ทำแต่ไร่เลื่อนลอย รายได้ไม่แน่นอน แต่พอมีโครงการพระราชดำริของแม่หลวงเข้ามา ทุกอย่างก็ดีขึ้น ทั้งเรื่องการศึกษา ความเป็นอยู่ และปัญหายาเสพติดที่หมดไป ตอนนี้ชาวบ้านมีรายได้ที่มั่นคง มีความสุข และพร้อมใจกันช่วยดูแลป่าดูแลน้ำตอบแทนพระคุณ" ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่บอกเล่าด้วยความซาบซึ้ง
จากเดิมที่ราษฎรมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพียงไม่กี่พันบาทต่อปี ปัจจุบันจากการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมที่ถูกวิธี ทำให้หลายครอบครัวสามารถสร้างรายได้เสริมเพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาทต่อปี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและการศึกษาของบุตรหลานในชุมชนดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ห้องเรียนกลางขุนเขา และ "กำไรที่แท้จริง" ของแผ่นดิน
สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ ดอยม่อนล้าน จึงเปรียบเสมือน “ห้องเรียนกลางขุนเขา” ที่เปิดโอกาสให้ราษฎรและเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ระบบการเกษตรผสมผสานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพาะปลูก การดูแลปศุสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปผลผลิต ก่อนจะนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง
นอกจากนี้ สถานีฯ ยังช่วยสร้างงานสร้างอาชีพด้วยการรับแรงงานในชุมชนเข้ามาทำงาน โดยผลผลิตทั้งหมดจะถูกนำออกจำหน่ายเพื่อนำรายได้ส่งคืนให้แก่ศูนย์ศิลปาชีพตามพระราชประสงค์ แม้ว่าในเชิงบริหาร รายรับที่ได้อาจยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่หากมองในมิติของความยั่งยืน...

"เพราะผลกำไรที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ มูลค่าที่เป็นเม็ดเงิน หากแต่วัดจากรอยยิ้ม ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และความมั่นคงในชีวิตของประชาชน"
#คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
#สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เบตงคึกคัก กิจกรรม Yala Trail  ยกระดับเมืองกีฬา ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นักวิ่งกว่า 1,000 คน เข้าร่วม       วันที่ 6 กันยาย...
06/09/2026

เบตงคึกคัก กิจกรรม Yala Trail ยกระดับเมืองกีฬา ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นักวิ่งกว่า 1,000 คน เข้าร่วม

วันที่ 6 กันยายน 2569 เวลา 06.00 น. ณ ลานหน้ารูปปั้นมือ สวนสาธารณะเทศบาลเมืองเบตง (สวนสุดสยาม) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Yala Trail ” ภายใต้โครงการยกระดับกิจกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดยะลา โดยมี นายกิจจา ไวชมภู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยะลา หัวหน้าส่วนราชการ นักวิ่งชาวไทย มาเลเซีย เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า อำเภอเบตง เป็นเมืองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและกีฬา มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงาม อาหารอร่อย อากาศดี ผู้คนเป็นมิตร เป็นเมืองที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกีฬา และมีการจัดการแข่งขันวิ่งที่ได้รับมาตรฐานระดับนานาชาติทุกปี ที่จะสร้างชื่อให้กับเมืองเบตงและจังหวัดยะลา ดึงดูดนักวิ่งและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สร้างความคึกคักให้กับเมืองเบตงสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและส่งเสริมผู้ประกอบการห้างร้าน พ่อค้า แม่ค้าและประชาชนทุกมิติ จังหวัดยะลายินดีสนับสนุนกิจกรรมดีๆ มีคุณภาพที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดยะลา รวมทั้งสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน

ด้านนายกิจจา ไวชมภู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยะลา กล่าวว่า จังหวัดยะลา ได้เห็นความสำคัญในการส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดยเฉพาะเมืองเบตงที่มีความพร้อมทุกด้าน จึงได้มอบหมายสำนักงานการท่องเที่ยว และกีฬาจังหวัดยะลา ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ดำเนินการจัดโครงการยกระดับกิจกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดยะลา กิจกรรม Yala Trail เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายของผู้คนในปัจจุบัน พัฒนากิจกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยวให้มีความหลากหลาย สร้างสรรค์ และสร้างบรรยากาศความเป็นเมืองสุขภาพ และเมืองกีฬา พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงกีฬาให้แก่ชุมชน และประเทศอย่างยั่งยืน โดยกิจกรรมมีการแข่งขันการวิ่งมินิเทรล 7 กม. มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 1,000 คน ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติ และประชาชนในพื้นที่ที่รักในการออกกำลังกาย

#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลา

06/09/2026

ระวัง‼️ ภัยนักศึกษา แก๊งคอลฯหลอกซ้ำซ้อน จากเหยื่อเพียงหนึ่ง หลอกถึงคนในครอบครัว

06/09/2026

COFFEE BREAK : 📖6 กันยายน #วันรักการอ่านแห่งชาติ
เมื่อ ‘ตัวอักษร’ ไม่ใช่แค่งานอดิเรก แต่คือโครงสร้างพื้นฐานขับเคลื่อนประเทศ

ย้อนกลับไปในการประชุมระดับโลกว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน ณ เมืองจอมเทียน ประเทศไทย เมื่อปี 2533 ประชาคมโลกต่างเห็นพ้องร่วมกันว่า "การรู้หนังสือ" คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดให้วันที่ 6 กันยายนของทุกปี เป็นวันรักการอ่าน (วันอ่านหนังสือแห่งชาติ) ซึ่งเชื่อมโยงกับ "วันการรู้หนังสือสากล (International Literacy Day)" เพื่อกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงพลังของการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ทว่าในปัจจุบัน นิยามของ "การอ่าน" ได้ก้าวข้ามการเปิดหน้ากระดาษเพื่อความเพลิดเพลินส่วนตัว สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาและกลไกเชิงยุทธศาสตร์ ตามคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่เชื่อมโยงการอ่านเข้ากับการพัฒนาประเทศใน 4 มิติสำคัญ

📖 1. ต้นน้ำของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power (THACCA)
รัฐบาลกำหนดให้ "อุตสาหกรรมหนังสือ" เป็น 1 ใน 11 สาขาซอฟต์พาวเวอร์หลักภายใต้การขับเคลื่อนของ THACCA และโครงการ 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ (OFOS) เพราะทุกภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์ระดับโลก ล้วนมีจุดเริ่มต้นจาก "ปลายปากกาและตัวอักษร" การส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านและการสนับสนุนนักเขียน/นักแปลไทย จึงเท่ากับการบ่มเพาะทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพื่อส่งออกวัฒนธรรมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลสู่เวทีสากล

📱 2. เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต
กระทรวงศึกษาธิการเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาเพื่อความเท่าเทียม ด้วยการเปลี่ยนห้องสมุดให้อยู่บนหน้าจอดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์มคลังความรู้และ E-book ฟรี เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงหนังสือและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ได้อย่างสะดวกและไม่มีค่าใช้จ่าย

🌱 3. ลดความเหลื่อมล้ำ คืนโอกาสให้เด็กไทย (Thailand Zero Dropout)
ตามมติ ครม. ที่ประกาศให้การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ รัฐบาลใช้ "การอ่านและศูนย์การเรียนรู้ชุมชน" เป็นสะพานเชื่อมโยงความรู้ที่ยืดหยุ่น เพื่อฟื้นฟูทักษะพื้นฐานและเปิดประตูสู่อาชีพ ให้เด็กและเยาวชนทุกคนเข้าถึงสวัสดิการทางปัญญาได้อย่างเสมอภาค

💡 4. อัปเกรดทุนมนุษย์ เสริมเกราะทักษะที่ AI ทำแทนไม่ได้
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การอ่านเชิงลึก (Deep Reading) คือเครื่องมือสำคัญในการฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking), การคิดสร้างสรรค์ และสมาธิจดจ่อ ซึ่งเป็นทักษะขั้นสูงของมนุษย์ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่สามารถทดแทนได้
วันอ่านหนังสือแห่งชาติปีนี้ จึงไม่ใช่แค่การชวนหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านคนละเล่ม แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า ทุกหน้าที่เราเปิดอ่าน คือการร่วมสร้างทุนมนุษย์ที่แข็งแกร่ง และวางรากฐานอนาคตให้กับประเทศไปพร้อมกัน
ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของข่าวจริงประเทศไทย ได้ที่ 👇
🔵 Facebook : ข่าวจริงประเทศไทย
⚫ X :
🔴 Youtube : เรื่องรัฐ Update
#ข่าวจริงประเทศไทย #รักการอ่าน #เรียนดีมีความสุข

“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมายบทสรุปรัฐบาลเล็งเห...
06/09/2026

“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมาย
บทสรุป
รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำด้านบุคลากรสูงถึงร้อยละ 73 ซึ่งรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์
นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ อ.ก.พ. กระทรวง ดำเนินการดังนี้ 1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป 2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ และให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลัง และให้ สำนักงาน ก.พ. จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง โดยความคืบหน้าขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับกำลังคน 2. ปรับกระบวนงาน และ 3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ เน้นย้ำ “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ และเป็นภาครัฐระบบเปิด (Open Government) ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน ประชาชนติดต่อราชการง่ายขึ้น ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

รายละเอียด
รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากสถานะทางการคลังของประเทศ งบประมาณรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก และรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ จึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็น
ตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม โดยให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการดังนี้
1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569
2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575
3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่ 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ (8) นายช่างภาพ (9) นายช่างศิลป์ (10) บรรณารักษ์ (ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม) และ (11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว
นอกจากนี้ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพ
การทำงานและการให้บริการประชาชน และให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมา
ใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
(5 ก.ย. 69) สำหรับความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส” ขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว มอบหมายสำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไปนอกจากนี้ยังดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับกำลังคน 2. ปรับกระบวนงาน และ 3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ และประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนดีขึ้น
1. ปรับกำลังคน – เกษียณก่อนกำหนดควบคู่ตรึงอัตรา มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และ 2) ผู้มีอายุ 40–49 ปี ซึ่งมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเห็นชอบหลักการกำหนดเงินก้อนสูงสุดของทั้งสองกลุ่มในอัตราเท่ากัน ไม่เกิน 12 เท่า พร้อมเงื่อนไขไม่กลับเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐอีก โดยควบคุมและตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตราว่างและอัตราเกษียณ ลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง และรักษากำลังคนไว้ในภารกิจที่ประชาชนยังต้องการบริการจากภาครัฐ เพื่อไม่ให้จำนวนบุคลากรและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
2. ปรับกระบวนงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐควบคู่กับการปรับกำลังคน โดยผลักดัน พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มกราคม 2570 เป็นกลไกสำคัญในการทบทวนกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ให้เหลือขั้นตอนเท่าที่จำเป็น ลดการเรียกเอกสารและข้อมูลซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ และลดการทุจริต โดยขณะนี้หน่วยงานของรัฐอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและทบทวนกระบวนงาน
3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี โดยหน่วยงานภาครัฐนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานประจำที่ทำซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการขอเอกสารจากประชาชนในสิ่งที่ภาครัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว และให้ใช้บุคลากรภายนอกที่มีทักษะเฉพาะสนับสนุนงาน Digital Transformation แทนการเพิ่มอัตรากำลังประจำ
อีกทั้ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังได้เปิดเผยผ่านรายการ คุยกับ ครม.อนุทิน ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถึงแนวคิด “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” และเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทนคำว่า “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่ โจทย์สำคัญวันนี้คือการลงมือปรับกระบวนการทำงานให้เห็นผลจริง ภายใต้ความท้าทาย ทั้งความผันผวนของการค้าโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนจัดและไฟป่า การเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ทำให้วัยแรงงานมีจำนวนน้อย หากไม่เร่งพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ ประเทศไทยจะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการนำไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่น ซึ่งประเทศเพื่อนบ้าน
ต่างปรับโครงสร้างระบบราชการและวิธีบริหารภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว ซึ่งปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างงบประมาณของประเทศไทย มีรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณ
ร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้ จะมีโอกาสขยับสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนาระบบราชการต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ ขณะเดียวกันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลต้องเป็น “ภาครัฐระบบเปิด” (Open Government) โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์อ่านและนำไปใช้ต่อได้ ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน และประชาชนควรติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน เป็นแบบ One Stop Service ทำให้บริการรวดเร็วขึ้น เพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต โดยได้เสนอช่องทางบริการแบบ Fast Track ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายกว่า 7,600 ฉบับ โดยตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่งประชาชนสามารถจับต้องได้ คือการติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน สามารถตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น ขณะที่ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

#ปกรณ์ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ #ลดงานซ้ำซ้อน #ลดรายจ่าย #ปรับปรุงกฎหมาย #สำนักนายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรว

🩸ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต ณ ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา 📅วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน  2569 -เตรียมความพร้อมซักนิด ก่อนบริจาคโลหิต " ...
05/09/2026

🩸ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต ณ ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา

📅วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569

-เตรียมความพร้อมซักนิด ก่อนบริจาคโลหิต
"
-อายุ 17-70 ปี (ครั้งแรกอายุไม่เกิน 60 ปี)
-น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป
-นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ 5 ชั่วโมงขึ้นไป
-รู้สึกสบายดี สุขภาพแข็งแรง พร้อมบริจาคโลหิต
-ไม่อยู่ระหว่างรับประทานยา หรือสมุนไพรบางอย่าง หากรับประทานให้แจ้งเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจคัดกรองสุขภาพทุกครั้ง
-ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ
-รับประทานอาหารประจำมื้อก่อนมาบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ แกงกะทิ ก่อนมาบริจาคโลหิต 6 ชั่วโมง
-ดื่มน้ำ 300-500 ซีซี ก่อนบริจาคโลหิต 30 นาที เพื่อให้โลหิตไหลเวียนดี ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนทั้งก่อนและหลังบริจาคโลหิต
-งดสูบบุหรี่ ก่อนและหลังบริจาคโลหิต 1 ชั่วโมง
-งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสารควบคุมที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทั้งก่อนและหลังบริจาคโลหิต 24 ชั่วโมง
ติดต่อโทร 073 212955
เหล่ากาชาดจังหวัดยะลา
สามารถสแกน QR Code

#เหล่ากาชาดจังหวัดยะลา
#เราช่วยกาชาด กาชาดช่วยเรา
#กาชาดยะลา

05/09/2026
05/09/2026
05/09/2026

ที่อยู่

ศาลากลางจังหวัดยะลา
Yala
95000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+6673213006

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลา:

ทางลัด

แชร์