06/10/2025
ขบวนการนักศึกษาภาคเหนือของคนเดือนตุลากับการเป็นส่วนหนึ่งไม่ใช่ผู้นำ
: นักศึกษาที่เคลื่อนไหวในภาคเหนือเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนักศึกาที่เคลื่อนไหวขณะนั้น และอาจกล่าวได้ว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย (ภาคเหนือ) ซึ่งเข้าไปทำงานกับกลุ่มชาวนาเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวแบบแยกส่วน นักศึกษาที่เคลื่อนไหวในช่วงเดือนตุลา ส่วนใหญ่แล้วเป็นกลุ่มอิสระ ไม่ได้สังกัดองค์กร ชมรมใด ๆ เป็นการรวมตัวแบบเฉพาะกิจ ประเด็นที่มีการเรียกร้อง เช่น พ.ร.บ. ค่าเช่านา ที่ทำกินของเกษตรกร การช่วงชิงทรัพยากรของชาวบ้าน อาจจะกล่าวได้ว่าขบวนการเคลื่อนไหวในภาคเหนือช่วงดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ หนึ่ง สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย (ภาคเหนือ) สอง นักศึกษาที่เข้าไปช่วยหนุนเสริมให้ความรู้ต่าง ๆ กับกลุ่มชาวนา และ สาม ลูกหลานของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย (ภาคเหนือ) ทั้งนี้ นักศึกษาที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหว มีทั้งนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ วิทยาลัยครู เป็นต้น
โดยในภาคเหนือตอนบน ถือได้ว่าเชียงใหม่เป็นฐานที่ตั้งหลัก มีขบวนการเคลื่อนไหวการนักศึกษาครูจากราชภัฏเชียงใหม่ ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่าวิทยาลัยครู อย่างเช่น อ้ายแสงดาว (แสงดาว ศรัทธามั่น กวีล้านนา) หลายครั้งหลายคราวก็เป็นแกนนำในการเคลื่อนไหว ตั้งแต่ครั้นยังเรียนอยู่วิทยาลัยครู จากนั้นก็มาเรียนต่อที่คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ สงวน พงษ์มณี อดีตศิษย์เก่าของ ม.ช. ซึ่งก็เคยหนีเข้าป่า ซึ่งต่อมาได้ลงเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในจังหวัดลำพูน หรืออีกเรี่ยวแรงคนสำคัญในการต่อต้านรัฐบาลถนอมอย่างอาจารย์พรพิไล เลิศวิชา เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่จบจากวิทยาลัยครูแล้วมาศึกษาต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะยังเป็นนักศึกษาอาจารย์พรพิไลประท้วงประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 299 (พ.ศ. 2515) ซึ่งให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเข้าไปแทรกแซงอำนาจของศาล การประท้วงครั้งนั้นมีคนเข้าร่วมราว 6,000 คน
ทั้งนี้ บรรยากาศของการเคลื่อนไหวในเชียงใหม่ นอกเหนือจากการชุมนุม เช่น การรวมตัวเดินไปชุมนุมที่ท่าแพ เพื่อเรียกร้องการลดค่าเช่าที่ดินทำกินของเกษตรกร ซึ่งในขณะนั้นเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างใหญ่ มีคณาจารย์ที่คอยหนุนเสริม อาทิเช่น อาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์ , อาจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ซึ่งก็เป็นบุคคลสำคัญที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับนักศึกษาในแวดวงเสวนาหรืองานวิชาการต่าง ๆ รวมถึงมีการตั้งวงคุย จัดเสวนา เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ธรรมของผู้คนที่ถูกกดขี่ หรือการถกเถียงแนวคิดทฤษฎีเพื่อสร้างความตื่นตัวทางการเมือง
ประวัติศาสตร์เดือนตุลาที่ถูกทำให้ลืม
: จะเห็นได้ว่าเรื่องราวในช่วงเวลาดังกล่าว ถูกทำให้หายไปเรื่อย ๆ แม้แต่ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอง ก็ไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักถึงขบวนการการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ขณะที่สาเหตุในอดีตที่ทำให้ประวัติศาสตร์เดือนตุลาถูกทำให้เลือนหาย เพราะในช่วงทศวรรษ 20-30 ภาพของการเป็นคอมมิวนิสต์หรือเป็นฝ่ายซ้าย เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ถูกมองว่าเป็นตราบาป ไม่ได้ถูกให้คุณค่า การเป็น “สหาย” ไม่ได้รับเกียรติอย่างเช่นในปัจจุบัน จึงทำให้ความทรงจำเหล่านี้ถูกลดทอนไปนั่นเอง
ช่องว่างของการศึกษาประวัติศาสตร์เดือนตุลาในภูมิภาคที่ยังรอคอยการศึกษา
: งานศึกษาทางวิชาการ ในช่วง 14 ตุลาคม 2516 ถึง 16 ตุลาคม 2519 ยังถูกให้ความสำคัญกับการศึกษาของขบวนการเคลื่อนไหวในส่วนกลาง ซึ่งงานศึกษาการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในภูมิภาคของ เหนือ อีสาน ใต้ มีงานที่ศึกษาจำนวนไม่มาก อาจจะพูดได้ว่ามีช่องว่างของการศึกษาและงานวิชาการเป็นอยู่จำนวนมาก งานศึกษาการเคลื่อนไหวของภาคเหนือที่ศึกษาอย่างจริงจังเท่าที่ผ่านมา อาจจะเห็นเพียงงานของอาจารย์ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น Revolution Interrupted: Farmers, Students, Law and Violence in Northern Thailland ต่อมาแปลเป็นภาษาไทยชื่อ “การปฏิวัติที่ถูกตัดตอน” ส่วนงานชิ้นอื่นยังไม่พบเท่าไหร่ อาจจะมีบ้างที่ถูกพูดถึง แต่ยังไม่ถูกทำอย่างจริงจัง
หากสามารถทำให้เห็นการเคลื่อนไหวในระดับภูมิภาคต่าง ๆ ได้ ก็จะเห็นการก่อตัวของ “คนรุ่นใหม่” ในเวลานั้น เป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะส่วนกลาง แต่ยังเป็นทั้งเหนือกลางอีสานใต้ ซึ่งจะเป็นการลดมายาคติที่มองประชาชนว่า “โง่ จน เจ็บ” หรือเป็นการเคลื่อนไหวของคนแค่หยิบมือเดียว แต่เป็นการเคลื่อนไหวของคนจำนวนมหาศาลในทุกภูมิภาค
“ใครจะไปเชื่อว่าขบวนการสหพันธ์ชาวไร่ ชาวนา กับนิสิตนักศึกษาในภาคเหนือ สามารถรวมกันได้กว่าแสนคน”
ทั้งนี้ หลักฐานในฐานะของเอกสารอย่างหอจดหมายเหตุ หนังสือต่าง ๆ ที่ถูกเขียนในช่วงเวลานั้นยังคงหลงเหลือให้ศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก อาทิ วลัญชทัศน์ ฉบับ ภัยเขียว ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือแม้กระทั่งผู้คนที่อยู่ในห้วงเวลาดังกล่าวที่ยังคงมีชีวิตอยู่เป็นจำนวนมากก็พร้อมและยินดีที่จะให้ข้อมูล
ออกจากป่ากลับสู่เมือง
: สหพันธ์ชาวไร่ ชาวนา ที่ได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์และเข้าไปอยู่ในป่า ภายหลังจากกลับมาสู่เมือง หลายคนได้ทำงานเป็น NGOs อยู่ในภาคประชาสังคม แม้ขบวนการนักศึกษาได้ยุติการเคลื่อนไหว เนื่องจากปัญหาถูกคลี่คลายได้ในระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันลูกหลานของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่เอง ยังคงต่อสู้ในประเด็นการถูกช่วงชิงทรัพยากร บางส่วนเกิดการจัดตั้งในนามของ “เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ”
นอกจากนี้ด้วยความยิ่งใหญ่ของความคิดฝ่ายซ้าย รวมถึงปัญหาของชาวนาทำให้ อินสอน บัวเขียว ลงเลือกตั้งในจังหวัดเชียงใหม่ และได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในปี 2518 เขาสามารถเอาชนะนายทุนเจ้าที่ดินคู่แข่งในเวลานั้นได้ ถ้าไม่มีการรัฐประหารในปี 2519 และต่อมาอีกหลายครั้งประเทศไทยน่าจะมีพรรคฝ่ายซ้ายที่เป็นปากเป็นเสียงให้คนธรรมดาสามัญชน
ความคิดฝ่ายซ้ายที่ไม่ได้เชื่อมต่อแต่เป็นพันธะของยุคสมัย ความคิดร่วมของคนเดือนตุลากับนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในปัจจุบัน คงเป็นความคิดที่คำนึงถึงความทุกข์ยากของผู้คน การเห็นถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม แต่หากถามว่าเป็นความคิดที่ถูกส่งต่อมาจากคนเดือนตุลาไหม ในแง่จิตวิญญาณก็อาจจะเป็นอันเดียวกัน คืออยากเห็นประเทศที่มันดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่การศึกษาในทฤษฎีผมไม่แน่ใจ ขึ้นอยู่กับช่วงยุคสมัย หากมองในแง่ของจิตสำนึกมันมีความเชื่อมต่อกันมันเป็นพันธะของยุคสมัย เป็นพันธะที่ต้องทำให้สำเร็จ เป็นพันธะของการอยากเห็นสังคมที่มันดีกว่า ทั้งที่ในบางเรื่องนักศึกษาทในปัจจุบันและอดีตพวกเขาเป็นคนที่มีสถานะที่มีอภิสิทธิ์ทางสังคมอยู่แล้ว เขาไม่จำเป็นต้องไปทำอะไร แต่ด้วยจิตสำนึกมันต้องการเห็นโลกที่มันดีกว่าที่เป็นอยู่ เขาจึงออกมาสู้ ทำให้หลายคนต้องเข้าป่า ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ซึ่งก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ตราบใดที่สังคมยังอยุติธรรม คนยังไม่เท่ากัน คนรุ่นใหม่ก็จะออกมาสู้ ถึงแม้จะไม่ออกมาทั้งหมดแต่ว่าส่วนหนึ่งก็จะออกมา
ชัยพงษ์ สำเนียง
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
เรื่อง : กนกวรรณ มีพรหม
#6ตุลาเท่าที่รู้