สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน Lamphun Provincial Public Relations Office

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน ศาลากลางจังหวัดลำพูน ชั้น 1 ถ.อินทยงยศ ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน 51000
โทร. 053-511555

05/09/2026

จังหวัดลำพูน จัดอบรมให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมาย รวมถึงสิทธิของผู้ติดเชื้อเอดส์ แก่ผู้ที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท

05/09/2026

“พลโท อดุลย์” พัฒนากำลังพลสู่ยุค AI–Digital รู้เท่าทันสื่อ–ภัยไซเบอร์ ยกระดับการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดโครงการ “ความร่วมมือสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ เสริมพัฒนาศักยภาพกําลังพลด้านปัญญาประดิษฐ์” ในกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เพื่อพัฒนาทักษะ Digital Literacy และ AI Literacy ให้แก่กำลังพลและครอบครัว วางรากฐาน “กำลังพลดิจิทัล” และยกระดับการป้องกันประเทศสู่ Digital Defense พร้อมขยายผลไปยังหน่วยทหารทั้ง 4 ภาค ครอบคลุม กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ พร้อมระบุว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจ แต่ก็นำมาซึ่งภัยคุกคามใหม่ ทั้งภัยไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล และความเสี่ยงต่อข้อมูลด้านความมั่นคง จึงต้องพัฒนากำลังพลให้ “ใช้ AI เป็น รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” ควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรม กฎหมาย และความรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนกระทรวงกลาโหมสู่ Data-Driven Organization และ AI-Driven Organization โดยมุ่งสร้าง “อาวุธทางปัญญา” ให้กำลังพลสามารถคิด วิเคราะห์ และใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ พร้อมเสริมการรู้เท่าทันสื่อด้วยหลัก “คิดก่อนคลิก คิดก่อนเชื่อ คิดก่อนแชร์” โดยย้ำว่า AI ต้องเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่ทดแทนกระบวนการคิดและการเรียนรู้ ด้าน AIS สนับสนุนการ Upskill–Reskill และระบบโทรศัพท์สำหรับกำลังพลตามแนวชายแดน 30,000 ระบบ ขณะที่ DGA โดย TDGA สนับสนุนหลักสูตร AI Literacy การบริหารจัดการข้อมูล และจริยธรรม AI เพื่อร่วมขับเคลื่อนกระทรวงกลาโหมสู่ AI-Ready Defense พร้อมย้ำว่า ความมั่นคงยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจาก “คน” ที่มีความรู้ ใช้เทคโนโลยีเป็น รู้เท่าทันภัยคุกคาม และสามารถนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ

(3 ก.ย. 69) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดโครงการ “ความร่วมมือสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ เสริมพัฒนาศักยภาพกําลังพลด้านปัญญาประดิษฐ์” ในกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA โดยมี นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS นางสาวไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ DGA พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากทั้ง 3 หน่วยงานเข้าร่วม โดยความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพกำลังพลและครอบครัวให้มีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยมุ่งเสริมทักษะความฉลาดรู้ด้านดิจิทัล (Digital Literacy) ความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ตลอดจนสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยไซเบอร์ เพื่อวางรากฐานการพัฒนา “กำลังพลดิจิทัล” และยกระดับการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล หรือ Digital Defense อย่างเป็นรูปธรรม

กระทรวงกลาโหมยังเตรียมขยายผลกิจกรรมไปยังหน่วยทหารในพื้นที่ทั้ง 4 ภาค ครอบคลุมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เพื่อให้กำลังพลสามารถนำองค์ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลและ AI ไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติภารกิจได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย พร้อมกล่าวว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การทำงาน การบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงกระบวนการตัดสินใจและมิติด้านความมั่นคงของประเทศ AI สามารถช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานและเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์สถานการณ์ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความท้าทายและภัยคุกคามรูปแบบใหม่
ทั้งการโจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และความเสี่ยงจากการที่เทคโนโลยีสามารถเข้าถึงหรือประมวลผลข้อมูลด้านความมั่นคงได้ละเอียดมากขึ้น จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังพลให้มีทั้งองค์ความรู้ ทักษะวิชาชีพ และความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) และ องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-Driven Organization) อย่างไรก็ตาม เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการทำให้กำลังพล “รู้จัก AI” แต่ต้องสามารถ “ใช้ AI เป็น รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” โดยต้องใช้อย่างมีวิจารณญาณ ควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ กฎหมาย และหลักความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

พลโท อดุลย์ ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันเครื่องมือ AI เช่น ChatGPT ที่สามารถรวบรวมและประมวลผลข้อมูลที่เปิดเผยอยู่บนโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งข้อมูลเกี่ยวกับขีดความสามารถทางทหารหรือยุทโธปกรณ์ของประเทศต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นว่าในอนาคต “ข้อมูล” จะยิ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงมากขึ้น หน่วยงานด้านความมั่นคงจึงต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลองค์กร หรือข้อมูลสำคัญของประเทศ เพราะข้อมูลถือเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าและอาจถูกนำไปใช้สร้างความได้เปรียบได้ นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ระบบตรวจจับและจดจำเป้าหมาย ตลอดจนระบบอัตโนมัติทางทหาร ซึ่งหากใช้งานโดยปราศจากจริยธรรม การกำกับดูแล และความรับผิดชอบ อาจนำไปสู่ความเสียหายและผลกระทบต่อสังคมได้ จึงจำเป็นที่กำลังพลต้องเข้าใจทั้ง “ศักยภาพ” และ “ข้อจำกัด” ของเทคโนโลยีควบคู่กันไป ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงกลาโหมต้องการสร้างจึงไม่ใช่เพียงทักษะทางเทคโนโลยี แต่คือ “อาวุธทางปัญญา” ให้แก่กำลังพล เพื่อให้สามารถคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรอง และนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ พร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ พลโท อดุลย์ ยังให้ความสำคัญกับภัยคุกคามที่มาจากสื่อออนไลน์ และการรู้เท่าทันสื่อ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูล ข่าวสาร ความคิดเห็น และอารมณ์ความรู้สึกสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จนบางครั้งประชาชนอาจ “เชื่อความเห็นมากกว่าข้อเท็จจริง” กำลังพลจึงต้องมีทักษะ สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น ตรวจสอบความน่าเชื่อถือและแหล่งที่มาของข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลก่อนตัดสินใจ และยึดหลัก “คิดก่อนคลิก คิดก่อนเชื่อ คิดก่อนแชร์” เพื่อไม่ให้ตนเองตกเป็นเป้าหมายของภัยไซเบอร์ หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ขณะเดียวกัน
การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย มีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทัพ แม้ปัจจุบันประชาชนยังมีความเชื่อมั่นต่อทหารไทยในระดับสูง แต่ในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การกระทำที่ไม่เหมาะสมของกำลังพลเพียงบางคนก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรโดยรวมได้ กำลังพลทุกคนจึงต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบทั้งในการปฏิบัติหน้าที่และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ อีกทั้งยังแสดงความห่วงใยต่อการใช้ AI ในภาคการศึกษา โดยเฉพาะกรณีที่เด็กและเยาวชนอาจพึ่งพาเครื่องมือ AI ในการทำงานหรือทำการบ้านโดยขาดกระบวนการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้ด้วยตนเอง สถาบันการศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคนให้มีทักษะสอดคล้องกับโลกอนาคต และต้องสร้างความเข้าใจว่าการใช้ AI ควรเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มศักยภาพ ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาทดแทนการคิดและการเรียนรู้ของมนุษย์ พร้อมย้ำว่า การรับมือภัยคุกคามในยุคดิจิทัลไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน เพื่อสร้างทั้งองค์ความรู้ ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล และวัฒนธรรมการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ การพัฒนาเทคโนโลยีต้องดำเนินควบคู่กับการรักษา “ความสัมพันธ์ในครอบครัว” แม้ AI และ Social Media จะทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกับโลกได้สะดวกขึ้น แต่ต้องไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่สร้างระยะห่างระหว่างคนในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน ซึ่งการติดต่อสื่อสารกับคนที่รักถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจ พร้อมกล่าวว่า “เราใช้ AI เพื่อทำงานให้เก่งขึ้นได้ ใช้โทรศัพท์เพื่อเชื่อมต่อกับโลกได้ แต่ต้องไม่ลืมใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับคนที่เรารัก เพราะครอบครัวคือกำลังใจสำคัญของกำลังพล โดยเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน”

ในโอกาสนี้ได้ขอบคุณ AIS ที่ให้การสนับสนุนกระทรวงกลาโหมทั้งด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัลและการดูแลขวัญกำลังใจของกำลังพล โดยเฉพาะการสนับสนุนระบบโทรศัพท์สำหรับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน จำนวน 30,000 ระบบ เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัว รวมถึงความร่วมมือในครั้งนี้ที่จะช่วยยกระดับทักษะด้าน AI ดิจิทัล และการรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ให้แก่กำลังพล

ด้าน นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS กล่าวว่า ความพร้อมของประเทศไทยในยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของ “คน” ที่สามารถเข้าใจ ใช้งาน และนำ AI ไปสร้างประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น AIS โดย AIS Academy จึงให้ความสำคัญกับการ Upskill และ Reskill เพื่อให้คนไทยสามารถ “ใช้ AI เป็น รู้เท่าทัน และใช้งานอย่างปลอดภัย” โดยความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมและ DGA จะช่วยวางรากฐานกำลังพลดิจิทัล และสร้าง AI Skills Ecosystem ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน นางสาวไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ DGA กล่าวว่า หัวใจของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คน” โดย DGA ผ่านสถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล (TDGA) สนับสนุนหลักสูตร Digital Government Skills ทั้งด้าน AI Literacy การบริหารจัดการข้อมูล และจริยธรรม AI เพื่อช่วยปิดช่องว่างด้านทักษะ และสร้างความพร้อมให้บุคลากรสามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับการทำงานได้จริง โดยความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นอีกก้าวหนึ่งของการขับเคลื่อนกระทรวงกลาโหมสู่ AI-Ready Defense ด้วยการ “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้แก่กำลังพลอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ พลโท อดุลย์ ยังย้ำว่า แม้เทคโนโลยีจะมีทั้งข้อดีและความเสี่ยง แต่ไม่สามารถปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ สิ่งสำคัญคือการทำให้กำลังพลและประชาชนมีความรู้เท่าทัน สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ และไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นต้นเหตุของปัญหา ดังนั้น ความมั่นคงในโลกยุคใหม่จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มต้นจาก “คน” ที่มีความรู้ ใช้เทคโนโลยีเป็น รู้เท่าทันข้อมูลและภัยคุกคาม มีคุณธรรม จริยธรรม และวิจารณญาณ ตลอดจนสามารถนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ โดยไม่สูญเสียความสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างมนุษย์

#พลโทอดุลย์พัฒนากำลังพลสู่ยุคAIDigital #รู้เท่าทันสื่อภัยไซเบอร์ #ยกระดับการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล #กระทรวงกลาโหม #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

05/09/2026

“สุรศักดิ์” ตั้งเป้ายกระดับไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ อาหาร-วัฒนธรรม-สุขภาพสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความสุขให้นักท่องเที่ยว

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดทิศทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในปี 2570 ภายใต้แนวคิด “The Year of Transformation” มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่ Asia’s No.1 High-Value & Meaningful Destination และเป็นจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ที่เดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ตั้งเป้าการท่องเที่ยวเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 กระจายนักท่องเที่ยวระหว่างเมืองหลักและ
เมืองรองที่ 60 ต่อ 40 ปรับสมดุลตลาดและกลุ่มนักท่องเที่ยว ควบคู่การกระจายรายได้สู่ 19 พื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ เปิดตัว “น้องสุขใจ” และ “น้องรักยิ้ม” คาแรกเตอร์ใหม่ที่จะถ่ายทอดเสน่ห์ไทยและสร้างความผูกพันกับนักท่องเที่ยว ผ่านแคมเปญ “365 ไทยเที่ยวไทย เที่ยวได้ทั้งปี” และ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย เติมเมืองไทย...ให้ใจได้ฮีล” ผ่านการออกแบบ Theme Experience ครอบคลุมอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละภูมิภาค เพื่อสร้างเหตุผลใหม่ในการเดินทาง และต่อยอดเครือข่าย UNESCO Thailand Network และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนกว่า 55 แห่ง เดินหน้าสร้างอัตลักษณ์เมืองผ่าน Signature Destination Branding นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย อุบลราชธานี สงขลา ตราด และสมุทรสงคราม พร้อมทั้งสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ 4 ด้าน เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับ Life Economy อาหาร ภูมิปัญญาไทย เทศกาลอัตลักษณ์ไทย นอกจากนี้ยังขับเคลื่อน “เชียงใหม่สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง” ทั้งเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ได้แก่ “Wellness Hill” (สะเมิง–หางดง) และ “Wellness Hot-Spring” (แม่ออน–สันกำแพง) เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) “Coffee & Tea” ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ ซึ่งสามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงทิศทางและแผนปฏิบัติการด้านการตลาดประจำปี 2570 TATSD Strategic Direction 2027 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้แนวคิด “The Year of Transformation” มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่ Asia’s No.1 High-Value & Meaningful Destination ซึ่งจะเดินหน้าพัฒนาและยกระดับการบริหารความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่เดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ใน 3 ประเด็น ได้แก่
1. High Value Destination ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ทรงคุณค่า ผ่านสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวในทุกมิติ
2. Data-driven Organization พัฒนาองค์กรให้เป็นหน่วยงานท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน
3. Sustainable Tourism สร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย และยกระดับความยั่งยืนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว พร้อมทั้งเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเปลี่ยนผ่านไปด้วยกัน (Transform Together) ในฐานะ “ทีมประเทศไทย” ผลักดันการท่องเที่ยวสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความสุขให้นักท่องเที่ยว และสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย เติบโตอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน

โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการเติบโตด้วย “ปริมาณ” สู่การเติบโตด้วย “คุณค่า” ตั้งเป้าหมาย “The Winning Goal 2027” ผ่าน 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ 1. รายได้จากการท่องเที่ยวเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากปี 2569 2. สัดส่วนการกระจายนักท่องเที่ยวระหว่างเมืองหลักและเมืองรองที่ 60 ต่อ 40 และ 3. ดัชนีความภักดีของนักท่องเที่ยว (Loyalty) ติดอันดับ Top 3 ของเอเชีย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Asia’s No.1 High-Value & Meaningful Destination ซึ่งจะขับเคลื่อนผ่าน 4 Strategic Moves หรือ “4 แม่ไม้” ได้แก่
1. Rebalance Market Portfolio ปรับสมดุลโครงสร้างทั้งในมิติตลาด กลุ่มลูกค้า และพื้นที่ปลายทาง ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยแบ่งกลยุทธ์ตลาดออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ตลาดที่ต้องรักษาการเติบโต (Retain) ตลาดที่ต้องปรับเปลี่ยนสู่กลุ่มคุณภาพใหม่ (Reshape) และตลาดที่ต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น (Recover) พร้อมทั้งขยายฐานสู่ตลาดใหม่ทั้งยุโรปตะวันออก ลาตินอเมริกา และเมืองต้นทางใหม่ในตลาดหลัก ควบคู่กับการจัดกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ตามพฤติกรรมและแรงจูงใจ (Segmentation Portfolio) แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ Mainstream (กระแสหลัก) Experience (ประสบการณ์) High Value (มูลค่าสูง) และ Premium Traveler (กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อมาก) พร้อมกระจายรายได้และโอกาสสู่ 19 พื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ผ่านโครงการ “The Link Plus” ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่ดังกล่าวร้อยละ 10
2. Shape Experience Platform ยกระดับจาก Value for Money สู่ Meaningful Destination โดยยกระดับแบรนด์ Amazing Thailand จากจุดหมายที่ “คุ้มค่าเงิน” สู่จุดหมายที่ “มีความหมาย” ภายใต้แนวคิด Healing is the New Luxury พร้อมเปิดตัว “น้องสุขใจ” และ “น้องรักยิ้ม” คาแรกเตอร์ใหม่ที่จะถ่ายทอดเสน่ห์ไทยและสร้างความผูกพันกับนักท่องเที่ยว ผ่านแคมเปญ “365 ไทยเที่ยวไทย เที่ยวได้ทั้งปี” และ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย เติมเมืองไทย...ให้ใจได้ฮีล” ผ่านการออกแบบ Theme Experience ครอบคลุมอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละภูมิภาค เพื่อสร้างเหตุผลใหม่ในการเดินทาง และต่อยอดเครือข่าย UNESCO Thailand Network และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนกว่า 55 แห่ง รวมถึงเดินหน้าสร้างอัตลักษณ์เมืองผ่าน Signature Destination Branding นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย อุบลราชธานี สงขลา ตราด และสมุทรสงคราม
3. Build New Growth Engine เปลี่ยนจุดแข็งของประเทศไทยเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ด้วยการสร้าง “เครื่องยนต์การเติบโตใหม่” 4 ด้าน เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับ Life Economy (เศรษฐกิจชีวิตและสุขภาพ) ได้แก่ Theme Product Experience ที่นำเสนอ 9 กลุ่มประสบการณ์ และ Unseen Luxperience สำหรับกลุ่ม Premium Traveler Well-being Tourism ที่ยกระดับไทยสู่ Global Health & Healing Destination ผ่านจุดแข็งด้านการแพทย์ครบวงจร Wellness เชิงวิทยาศาสตร์ และภูมิปัญญาไทย Festival Economy จัดกิจกรรมระดับ World & International Events ควบคู่กับการต่อยอดความสำเร็จในการผลักดันเทศกาลอัตลักษณ์ไทย ในปี 2569 เช่น งานแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี งานไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม และเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาสจังหวัดสกลนคร สู่ประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวต้องห้ามพลาด (Must-Experience in Thailand) ระดับนานาชาติ และ Future Sustainability ที่ขยายพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวยั่งยืน สู่จังหวัดน่านและกลุ่ม Wellness Valley พร้อมส่งเสริมโรงแรม Low Carbon ภายใต้มาตรฐาน Carbon Footprint Hotels (CF Hotel) และกรอบการประเมิน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ( Sustainable Development Goals: SDG)
4. Transform Together ซึ่ง ททท. เน้นการดำเนินงาน 3 แนวทางหลัก คือ 1. ใช้ข้อมูลเชิงลึกนำทาง เชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลผ่านระบบ Tourism Value Intelligence ร่วมกับเครือข่าย 45 สำนักงานในประเทศ
2 ศูนย์ประสานงาน และ 29 สำนักงานต่างประเทศ 2. ขยายขีดความสามารถและองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง และพัฒนา “สถาบันผู้นำด้านการท่องเที่ยว” ซึ่งจะเปิดเป็นทางการในปี 2571 และ 3. สนับสนุนนวัตกรรมจาก Start-up ที่ช่วยให้ทุกการเดินทางสะดวก ปลอดภัย เพื่อสร้างความประทับใจตลอดการเดินทาง

ททท. มุ่งเปลี่ยน “สิ่งที่เรามี” ให้เป็น “สิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการ” ซึ่งจะเป็น “คุณค่าที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน” เพื่อให้ตลาดการท่องเที่ยวของไทยเติบโตในตลาดท่องเที่ยวโลกอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยยึดหลักการทำงาน 4 ประการ คือ ความซื่อสัตย์เพื่อสร้างความเชื่อใจ ความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น คุณภาพเพื่อสร้างความประทับใจ และประสบการณ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาอีกครั้ง เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย สู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ขับเคลื่อน “เชียงใหม่สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง” พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) รองรับตลาดการท่องเที่ยวของคนรักสุขภาพที่กำลังเป็นที่นิยม โดยล่าสุดได้นำจุดแข็งของเชียงใหม่ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาหารพื้นบ้าน และอัตลักษณ์วิถีล้านนา มาผสานกับองค์ความรู้และบริการด้านสุขภาพ เพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและประเทศ พร้อมปักหมุด 2 เส้นทาง Wellness Tourism ที่มีศักยภาพ ได้แก่ “Wellness Hill” เส้นทางสุขภาพท่ามกลางธรรมชาติและภูเขา เชื่อมโยงพื้นที่ สะเมิง–หางดง และ “Wellness Hot-Spring” เส้นทางสุขภาพที่โดดเด่นด้านวารีบำบัดและน้ำพุร้อนธรรมชาติ เชื่อมโยงพื้นที่ แม่ออน–สันกำแพง

อีกทั้ง ยังขับเคลื่อนโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพสูง ภายใต้เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) “Coffee & Tea” ที่จะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้กระบวนการผลิตกาแฟ ณ ศูนย์การเรียนรู้วิสาหกิจชุมชนกาแฟสดแม่ตอนหลวง ภูมิปัญญาการทำและมัด “เมี่ยง” อาหารพื้นบ้านที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนล้านนามายาวนาน การเดินศึกษาธรรมชาติตามเส้นทาง ป่าเมี่ยงและกาแฟ สู่ดอยลังกาน้อย พร้อมเรียนรู้เรื่องราวของลำน้ำแม่ตอน และผลิตภัณฑ์กาแฟที่เติบโตควบคู่กับทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชุมชนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวจะได้ “ลงมือทำ–เรียนรู้–สัมผัส–เข้าใจ” วิถีชีวิตและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ ซึ่งสามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ตลอดจนสร้างเรื่องราว (Storytelling) ที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์และความแตกต่างให้กับแหล่งท่องเที่ยว

นอกจากนี้ การเปิดเส้นทางบินตรง “ริยาด–กรุงเทพฯ” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการเดินทาง (Air Connectivity) ระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย เพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ตลอดจนสนับสนุนการขยายโอกาสด้านการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยในระยะแรก Riyadh Air ให้บริการด้วยเครื่องบิน Boeing 787-9 Dreamliner สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน รองรับผู้โดยสาร 290 ที่นั่งต่อเที่ยวบิน และมีแผนเพิ่มความถี่เป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 3,840 ที่นั่งต่อเดือนสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นตลาดศักยภาพของภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยนักท่องเที่ยวมีระยะพำนักเฉลี่ยประมาณ 10–12 วัน และมีการใช้จ่ายเฉลี่ยราว 110,000 บาทต่อคนต่อทริป ให้ความสนใจการท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาด ธรรมชาติ อาหาร การชอปปิ้ง รวมถึง Medical & Wellness Tourism ทั้งนี้ การเพิ่ม Air Connectivity ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ Muslim-Friendly Tourism อาทิ อาหารฮาลาลและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม จะช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงนักท่องเที่ยวกลุ่ม Family, Luxury, Wellness และ Medical ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดคุณภาพและมีศักยภาพในการสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

#สุรศักดิ์ตั้งเป้ายกระดับไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ #อาหารวัฒนธรรมสุขภาพ #สร้างมูลค่าเพิ่ม
#สร้างความสุขให้นักท่องเที่ยว #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

05/09/2026

นายกฯ เร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ สั่งรวมข้อมูลภายใน 1 สัปดาห์ ตั้งอนุ 4 ชุด วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน 1 เดือน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่รองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล หลังพบข้อกังวลของประชาชนต่อการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนเมือง และผู้ประกอบการ
บางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย ภาครัฐจึงต้องเร่งกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม กำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและ
ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากกำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและนวัตกรรมของภูมิภาค ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ เร่งบูรณาการข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นชุดข้อมูลเดียวกัน ภายในวันที่
11 กันยายน 2569 จัดระเบียบและวางกติกาการกำกับดูแลให้ครอบคลุมดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท ออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ที่สอดคล้องกับความต้องการและยุทธศาสตร์ของประเทศ และกำหนดเกณฑ์ประเมินเพื่อคัดเลือกโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ภายในเดือนกันยายน 2569 ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า จะจัดทำ Dashboard รวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ ผังเมือง กฎหมาย และข้อบังคับ เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีข้อมูลตรงกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กำหนดแนวทางสำคัญ ได้แก่ ค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ไฟสะอาดไม่น้อยกว่า 60% มาตรฐานระบบสำรองไฟ และหลักเกณฑ์ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำการกำกับดูแลผังเมือง ไฟฟ้า และน้ำ พร้อมชะลอการให้บริการไฟและน้ำแก่ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าขณะนี้ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ส่วนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพมหานคร จะชะลอการพิจารณา 3 โครงการที่ยังไม่อนุมัติจนกว่าจะมีนโยบายที่ชัดเจน

(4 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่รองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ปัจจุบันประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จากศักยภาพด้านที่ตั้ง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน แต่โอกาสดังกล่าวมาพร้อมความท้าทาย ทั้งการใช้พลังงานไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสาธารณูปโภคในปริมาณสูง รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และความปลอดภัยทางไซเบอร์ จึงจำเป็นต้องกำกับดูแลให้สอดคล้องกับกฎหมาย มาตรฐาน และผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมืองอย่างใกล้ชิด หลังพบข้อกังวลของประชาชนต่อการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนเมือง และผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย โดยขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนนำไปติดตั้งระบบและดำเนินกิจการในลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุม ภาครัฐจึงต้องเร่งกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม กำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ กำหนดมาตรฐาน Green Data Center การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้รัดกุมตามมาตรฐานสากล ตลอดจนการสนับสนุนระบบนิเวศ AI และ Cloud ของประเทศไทย
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เป้าหมายของประเทศไทย ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือการดึงดูดการลงทุนเพื่อให้ไทยเป็นเพียงสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่การลงทุนนี้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรไทย และการเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า หากกำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและนวัตกรรมของภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน และสอดรับกับทิศทางสากล เช่น กรอบความร่วมมือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) และพันธกรณีของไทยในการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งรัฐบาลพร้อมนำข้อเสนอแนะและผลการพิจารณาไปขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการออกประกาศ การแก้ไขปรับปรุงระเบียบ หรือการยกระดับสู่การร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศดำเนินไปอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ คณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่กำหนดกรอบนโยบายและวางยุทธศาสตร์ เพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของประเทศ โดยประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้นการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ แต่จะปรับแนวทางจากการพิจารณาอนุมัติเป็นรายหน่วยงาน ไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์และกรอบการพิจารณาในระดับประเทศ เพื่อให้การลงทุนสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และสามารถบริหารจัดการผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่
1. เรื่องข้อมูล ปัจจุบันการขออนุญาตจัดตั้ง ดาต้าเซ็นเตอร์ เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงจำเป็นต้องรวบรวมและจัดระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนและเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาตประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ จัดส่งข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ ดำเนินการจัดส่งข้อมูล ตามประเภท (1) ประกอบกิจการแล้ว (2) ก่อสร้างแล้วเสร็จ (3) อยู่ระหว่างก่อสร้าง (4) อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะรวบรวมข้อมูลดังกล่าว ภายในวันที่ 11 กันยายน 2569 รวมทั้งมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาความเหมาะสมของการกำหนดรหัสธุรกิจหมวด (TSIC) เฉพาะของดาต้าเซ็นเตอร์ตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
2. การจัดระเบียบกำหนดขั้นต่ำ
(Minimum Requirement) เพื่อดูแลไม่ให้ประชาชนและพื้นที่ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะดูเป็นรายพื้นที่ เป็นการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแก่ผู้ประกอบการ ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจะนำมาตรฐานนี้มาปรับใช้กับทุกคน เพื่อเป็นมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ครอบคลุมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภททั้งที่มีวัตถุประสงค์ใช้เองภายในกิจการของตนเองหรือบริษัทในเครือ หรือบุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทในเครือ ส่วนการกำกับดูแลกิจการจะใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท (Apply to all) โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เหมาะสมกับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละกลุ่ม
3. การยกระดับในเชิงยุทธศาสตร์ โดยจะพิจารณาความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เช่น พลังงานสะอาด สิ่งแวดล้อม การมุ่งสู่ Net Zero และการพัฒนา AI รวมถึงการทำให้คนไทยและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวได้มากขึ้น ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย
4. วิธีการออกแบบกลไกการพิจารณาที่มุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องผ่านมาตรฐานขั้นต่ำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของประเทศ ขณะเดียวกันจะพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย เช่น การสร้างรายได้และโอกาสให้คนไทย การสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล และการขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero โดยในระยะต่อไป คณะกรรมการฯ จะออกแบบรูปแบบการพิจารณาที่เหมาะสม รวมถึงแนวทางการแข่งขันหรือการคัดเลือกข้อเสนอ เพื่อให้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ โดยได้เห็นชอบร่างนโยบายฯ 1) บังคับใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท 2) กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ขนาดเกิน 2 เมกะวัตต์ เป็นกิจการประเภทอุตสาหกรรม 3) กำหนดอัตราค่าใช้ประโยชน์ทรัพยากรต่าง ๆ สะท้อนต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงสนับสนุนการใช้พลังงานสีเขียวในดาต้าเซ็นเตอร์ และ Green Data Center 4) จัดตั้งกลไกการพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมและความคุ้มค่าของดาต้าเซ็นเตอร์แบบรวมศูนย์ เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรทรัพยากร (ไฟฟ้าและน้ำ) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยรวม และต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ 5) เร่งพัฒนาระบบนิเวศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ โครงสร้าง/อัตราภาษีเงินได้

นายอนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดให้บริการแล้ว 35 โครงการ ในจำนวนนี้ผ่านการส่งเสริมของบีโอไอ 11 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 49 โครงการ และมีผู้สนใจหรือรอพิจารณาอีกประมาณ 117 โครงการ ทั้งนี้ที่ประชุมได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน 4 ชุด เพื่อพิจารณาจัดทำมาตรฐานทางเทคนิค และกรอบแนวทางปฏิบัติทั้ง 4 มิติ ภายในเดือนกันยายน 2569 ได้แก่
1. ด้านเศรษฐกิจ กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อใช้ในการจัดลำดับความสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในส่วนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน / ด้าน demand ประเภท AI Factory / ที่ตั้ง (Zoning) ทั้งนี้ การประเมินผลลัพธ์จะต้องสามารถยืนยันว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
2. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (พลังงาน น้ำ และระบบดิจิทัล)
3. ด้านพื้นที่และอาคาร จะดูเรื่องพื้นที่อาคาร-ตำแหน่งที่ตั้ง ลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ควรจะเป็นรูปแบบใดเพื่อให้มีความปลอดภัย รวมถึงการสำรองไฟ
4. ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้เป็นรูปแบบการทำประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) แต่จะมีหลักเกณฑ์บางอย่างที่ขึ้นมากำกับ

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ในการประชุมครั้งแรกนี้มีเป้าหมายเพื่อการจัดระเบียบการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกันมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาข้อมูลและอำนาจกำกับดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ในหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน จึงได้รวบรวมข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำมาจัดทำ Dashboard โดยรวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ ผังเมือง ประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น และได้ขอข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งกฎหมาย ข้อบังคับ จะถูกนำมารวมไว้ใน Dashboard เดียว เพื่อให้ทุกหน่วยงานเข้าใจตรงกัน และสามารถติดตามสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ชัดเจน ทั้งโครงการที่กำลังจะสร้าง และโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานกำกับดูแลใน 4 เรื่อง ในเกณฑ์ขั้นต่ำ และเกณฑ์ดำเนินการตามแนวนโยบาย ได้แก่
1. การกำหนดราคาค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติไปตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ให้แยกประเภทของผู้ใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ ออกมา เพื่อไม่ให้การใช้ไฟฟ้ากระทบกับค่าไฟฟ้าของประชาชนหรือผู้ใช้ไฟประเภทอื่น
2. กำหนดเกณฑ์ไฟสะอาด โดยกำหนดให้ต้องมีไฟสะอาดไม่ต่ำกว่า 60% เพื่อเดินหน้าไปสู่ Net Zero
3. การสำรองไฟในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ จะเป็นการใช้แบตเตอรี่ หรือการใช้น้ำมันเป็นตัวผลิตพลังงาน สำหรับการสำรองข้อมูลและสำรองไฟ ซึ่งจะต้องมีมาตรฐานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และจะต้องปลอดภัยกับประชาชน
4. หลักเกณฑ์ในความมั่นคงต่อระบบ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ต้องมีเงื่อนไขในการเชื่อมเข้าระบบ เพื่อเวลาใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก หรือไฟขึ้น ไฟลงไม่กระทบกับเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบโครงข่าย เพื่อจะไม่กระทบกับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า บ้านเรือน และผู้ประกอบการ

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยดูแล 3 เรื่อง คือ ผังเมือง การบริการไฟฟ้า และน้ำ โดยขอให้ประชาชนมั่นใจว่าขณะนี้ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าและน้ำ
ของประชาชน และกระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะชะลอการให้บริการไฟและน้ำ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า จากการประชุมทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องนิยามและการกำกับดูแล ซึ่งจะเกิดผลดีทั้งในเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร ความพร้อมในการดูแลน้ำมันเชื้อเพลิง และความพร้อมของน้ำและไฟ โดยปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการยื่นขอดำเนินการทั้งหมด 6 โครงการ ขนาด 9-23 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการแล้ว 3 โครงการ ซึ่งจากนี้จะตรวจสอบอย่างเข้มข้นในเรื่องผลกระทบ ความเดือดร้อน เพื่อนำมาเป็นบทเรียนให้คณะกรรมการต่อไป ส่วนอีก 3 โครงการที่ยังไม่อนุมัติ จะชะลอและไปดูในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เข้มข้น และรอนโยบายจากทางคณะกรรมการฯ คาดว่า 1 เดือนจะทราบผล

#นายกเร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ #รวมข้อมูลภายใน1สัปดาห์ #วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน1เดือน #กระทรวงการคลัง #กระทรวงพลังงาน #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

ที่อยู่

ศาลากลางจังหวัดลำพูน ถ. เชียงใหม่-ลำปาง ต. ศรีบัวบาน อ. เมืองลำพูน จ. ลำพูน
Lamphun
51000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6653511555

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน:

ทางลัด

แชร์