MOODY ความรู้สึกข้างใน ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเติบโต 🍿

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ เราอาจนึกถึงคนที่เกิดมาเพียบพร้อมทั้งฐานะ การศึกษา และโอกาส -------------------แน่นอน...
28/09/2026

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ เราอาจนึกถึงคนที่เกิดมาเพียบพร้อมทั้งฐานะ การศึกษา และโอกาส
-------------------
แน่นอนว่านั่นเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง แต่อย่าลืมว่ายังมีผู้คนอีกมากมายที่ไม่ได้เพียบพร้อมเท่าใคร ก็สามารถกลายเป็น ‘ผู้ประสบความสำเร็จ’ ได้เช่นกัน
หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของคนเหล่านั้น คือการเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าชีวิตจะต้องเผชิญกับความท้าทาย ปัญหา หรืออุปสรรคมากแค่ไหน ตัวเองยังสามารถเรียนรู้ พัฒนา และหาหนทางก้าวผ่านมันไปได้
เพราะในชีวิตจริงเราไม่ได้เจอกับเรื่องที่ต้องรับมือเพียงแค่ครั้งเดียว หลายครั้งเราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่สิ่งสำคัญอาจอยู่ที่ว่า เมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นเรา ‘เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง’ มากพอที่จะเรียนรู้ ปรับตัว และหาหนทางก้าวต่อไปหรือไม่?
นี่คือสิ่งที่นักจิตวิทยา แครอล ดเว็ค (Carol Dweck) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อธิบายผ่านแนวคิด ‘Growth Mindset’ ซึ่งหมายถึงการเชื่อว่า สติปัญญา ความสามารถ และทักษะของเราไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตายตัว แต่สามารถพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้ ความพยายาม การฝึกฝน และการปรับวิธีการของตัวเอง
ดังนั้น สำหรับคนที่มี Growth Mindset ความท้าทายที่เข้ามาอาจไม่ได้เป็นเพียง ‘วิกฤต’ ที่ต้องเผชิญ แต่ยังเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้และค้นหาหนทางใหม่ๆ เพราะเชื่อในศักยภาพของตัวเองว่า เรายังสามารถเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนวิธีคิด หรือทดลองหาหนทางใหม่ เพื่อก้าวผ่านสถานการณ์นั้นไปได้
และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม ‘การปรับตัว’ จึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่พาเราเข้าใกล้ความสำเร็จ เพราะเมื่อเราเชื่อว่าตัวเองยังพัฒนาได้ เราจะไม่จำเป็นต้องยึดติดกับความสามารถหรือวิธีการที่มีอยู่ในตอนนี้ แต่พร้อมจะเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปตามสิ่งที่ชีวิตเรียกร้องอยู่เสมอ
เราอาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยต้นทุนที่เท่ากัน แต่เรายังสามารถพัฒนาตัวเองจากจุดที่มีเพื่อค่อยๆ ไปให้ถึงจุดที่หวังได้ ดังนั้น หากความสำเร็จไม่ได้วัดกันแค่จากสิ่งที่เรา ‘มี’ ตั้งแต่ต้น บางทีสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือสิ่งที่เรา ‘เชื่อว่าเรายังสร้างขึ้นมาได้’
เพราะคนที่เชื่อว่าตัวเองยังพัฒนาได้ ย่อมมีเหตุผลที่จะลองทำอีกครั้ง ลองเรียนรู้อีกครั้ง และลองปรับตัวอีกครั้ง เมื่อเส้นทางข้างหน้าไม่เป็นอย่างที่คิด และนี่อาจเป็นหนึ่งในความแตกต่างเล็กๆ ที่ทำให้คนคนหนึ่งยังเดินต่อไปได้ แม้ไม่ได้มีทุกอย่างพร้อมตั้งแต่เริ่มต้น
และหากลองมองแนวคิดนี้ในระดับที่ใหญ่ขึ้น เราจะพบว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่คนคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับองค์กรที่ต้องเติบโตไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่าง ปทต. ที่อาศัยการเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนตัวเองมาตลอด 48 ปี ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ
ย้อนกลับไปในช่วงแรกของการก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2521 ปตท. ต้องรับมือกับโจทย์สำคัญอย่างวิกฤตพลังงานและการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ จึงเริ่มต้นจากการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ ทั้งการนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาใช้ประโยชน์ พัฒนาโครงข่ายท่อส่งก๊าซ และเพิ่มศักยภาพของคนไทยในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมด้วยตัวเอง
เมื่อประเทศเริ่มมีพลังงานที่เพียงพอมากขึ้น โจทย์ก็เปลี่ยนจาก ‘จะหาให้พอใช้ได้อย่างไร’ เป็น ‘จะนำสิ่งที่มีมาต่อยอดได้อย่างไร’ ในทศวรรษต่อมา ปตท. จึงนำก๊าซธรรมชาติมาพัฒนาเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรและต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอีกมากมาย
ขณะเดียวกันก็เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งการผลักดันน้ำมันไร้สารตะกั่วและการดำเนินโครงการด้านการฟื้นฟูป่า สะท้อนการมองเห็นโจทย์ใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องพลังงานและเศรษฐกิจ แต่รวมถึงคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมด้วย
กระทั่งประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ปตท. ก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวอีกครั้ง ทั้งการปรับโครงสร้างทางการเงิน และการเปลี่ยนผ่านจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยมาเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในปี พ.ศ. 2544 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและศักยภาพในการแข่งขัน
ก่อนจะพัฒนาการทำงานร่วมกันของธุรกิจในกลุ่มให้แข็งแรงขึ้น และสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษต่อมา จึงพบกับโจทย์ใหม่อีกครั้งว่า เราเติบโตจะเกิดขึ้นอย่างไรโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ปตท. จึงขยับจากการมองเพียงการเติบโตขององค์กร ไปสู่การเติบโตที่คำนึงถึงผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งการดำเนินงานด้านความยั่งยืน การพัฒนาชุมชน และการสร้างความร่วมมือกับหลายภาคส่วน
แนวคิดสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่การเข้าไปช่วยเหลือชุมชนในวันที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่คือการสร้างโอกาสให้ผู้คนสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ในระยะยาว ผ่านการส่งเสริมอาชีพ วิสาหกิจชุมชน และผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น ให้สิ่งที่ชุมชนมีอยู่สามารถต่อยอดเป็นรายได้และสร้างความเข้มแข็งได้ด้วยตัวเอง
เพราะการเติบโตที่ยั่งยืนอาจไม่ได้หมายถึงการที่คนหนึ่งคนหรือองค์กรหนึ่งองค์กรก้าวไปข้างหน้าเพียงลำพัง แต่คือการที่คนรอบข้างสามารถเติบโตขึ้นไปพร้อมกันได้ด้วย
และเมื่อโลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ ทั้งด้านพลังงาน เทคโนโลยี และรูปแบบการใช้ชีวิต ปตท. ก็ยังคงเรียนรู้และปรับตัวต่อไป จากการเป็นองค์กรที่มีภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ สู่การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตด้วยการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี พ.ศ. 2593
พัฒนาพลังงานทางเลือก และนำเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการทำงาน รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจและรูปแบบการสร้างคุณค่าที่สอดคล้องกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น หากมองย้อนกลับไปตลอด 4 ทศวรรษ เราจึงอาจไม่ได้เห็นเพียงการเติบโตขององค์กรขนาดใหญ่ แต่เห็นการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาที่สะท้อนว่า เมื่อโจทย์เปลี่ยน ปตท. ก็เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนตาม
จากการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
จากการฝ่าวิกฤต สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
จากการสร้างความพร้อมในวันนี้ สู่การเตรียมตัวสำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 48
ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Together for Sustainable Thailand, Sustainable World’ ที่ยังคงมุ่งพัฒนาตัวเองให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง พร้อมเติบโตไปกับสังคมไทย และก้าวสู่การเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน
เรื่องราวของ ปตท. จึงไม่ต่างจากชีวิตคนเรา ที่เมื่อโลกเปลี่ยนไป เราเองก็อาจต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน หรือวิธีรับมือกับเรื่องต่างๆ ไปตามช่วงเวลาของชีวิต และการมี Growth Mindset คือการเชื่อว่าเราสามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้เสมอ
-------------------
เพราะบางทีคนที่ไปได้ไกลที่สุด อาจไม่ใช่คนที่พร้อมที่สุดตั้งแต่เริ่มต้น แต่คือคนที่ยังเชื่อว่า ตัวเองสามารถเติบโตได้อีกเสมอ
#48ปีปตท #จากรากฐานที่มั่นคงสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในยามนี้แม้บางพื้นที่สถานการณ์อุทกภัยจะเริ่มดีขึ้น แต่อีกหลายพื้นที่ยังคงต้องอยู่กับน้ำ MOODY ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ทุ...
28/09/2026

ในยามนี้แม้บางพื้นที่สถานการณ์อุทกภัยจะเริ่มดีขึ้น แต่อีกหลายพื้นที่ยังคงต้องอยู่กับน้ำ MOODY ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากนี้ ผ่านพ้นวิกฤตในเร็ววัน และในยามที่อีกหลายชีวิตกำลังทุกข์ยาก เรามาร่วมแบ่งปัน empathy ให้แก่กันเยอะๆ น้า 💖


“ถ้าหากไม่มีช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราก็คงไม่เห็นคุณค่าของช่วงเวลาที่ดี”ในวันที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดี เรามักเผลอระแวงว่า ‘คว...
27/09/2026

“ถ้าหากไม่มีช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราก็คงไม่เห็นคุณค่าของช่วงเวลาที่ดี”
ในวันที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดี เรามักเผลอระแวงว่า ‘ความสุข’ ตรงหน้าจะหายไป เมื่อไหร่ แต่เมื่อเติบโตขึ้น หลายคนก็คงได้เรียนรู้ว่าเรื่องแย่ๆ ที่ผ่านเข้ามา คือสิ่งที่ทำให้ช่วงเวลาที่ดีนั้น ‘หอมหวาน’ ยิ่งกว่าเดิม
เพราะชีวิตก็แบบนี้ มีขึ้นมีลง
มีทั้งช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี
มีทั้งความสุขและความทุกข์
เพราะถ้าไม่เคยผ่านวันที่ยากลำบาก
เราก็คงไม่เห็นคุณค่าของวันธรรมดาๆ ที่ผ่านมา


บางครั้งสิ่งที่ยากสุดคือการให้อภัยตัวเอง เพราะหากไม่ยอมปล่อยวาง คุณก็อาจใช้ชีวิตที่เหลือไปกับการลงโทษตัวเองซ้ำๆเรื่องในอ...
27/09/2026

บางครั้งสิ่งที่ยากสุดคือการให้อภัยตัวเอง เพราะหากไม่ยอมปล่อยวาง คุณก็อาจใช้ชีวิตที่เหลือไปกับการลงโทษตัวเองซ้ำๆ
เรื่องในอดีตอาจย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว แต่เราอาจยังเลือกได้ว่า จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับความรู้สึกผิดนั้นต่อไป หรือจะค่อยๆ ให้อภัยตัวเอง
การให้อภัยตัวเองไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่เคยทำพลาดไปนั้นไม่เป็นไร และไม่ได้แปลว่าเราต้องลืมสิ่งที่เคยเกิดขึ้น แต่คือการยอมรับว่า เราเคยผิดพลาด และเราก็ยังสมควรได้รับโอกาสให้ใช้ชีวิตต่อไป เพราะบางครั้ง คนที่เราต้องขอให้ยกโทษให้มากที่สุด อาจไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ‘ตัวเราเอง’
เช่นเดียวกับ Patrick Jane จาก ‘The Mentalist’ ที่ต้องแบกรับความสูญเสียและความรู้สึกผิดจากอดีตมาเป็นเวลานาน แม้เขาจะไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่การเดินหน้าต่ออาจไม่ได้หมายถึงการลืมสิ่งเหล่านั้น หากคือการยอมรับมัน และเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเอง
เพราะเราอาจเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ แต่เรายังเลือกได้ว่า จะปล่อยให้อดีตลงโทษเราไปตลอดชีวิต หรือค่อยๆ วางมันลง แล้วอนุญาตให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตต่อไปอีกครั้ง


อย่าหลงทางแล้วเผลอเป็น ‘คนใจร้าย’เพียงเพราะอยากลบปมในใจตัวเองเพราะการสร้างบาดแผลให้คนอื่นไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลของเรา  ...
25/09/2026

อย่าหลงทางแล้วเผลอเป็น ‘คนใจร้าย’
เพียงเพราะอยากลบปมในใจตัวเอง
เพราะการสร้างบาดแผลให้คนอื่น
ไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลของเรา


ในบางความสัมพันธ์เราอาจพบว่าตัวเองใช้พลังงานที่มีไปจนหมดกับการวิ่งตามหาการยอมรับจนต้องทิ้งความเป็นตัวเองไประหว่างทาง----...
24/09/2026

ในบางความสัมพันธ์
เราอาจพบว่าตัวเองใช้พลังงานที่มีไปจนหมด
กับการวิ่งตามหาการยอมรับ
จนต้องทิ้งความเป็นตัวเองไประหว่างทาง
-------------------
เรายอมเป็นคนอื่น ยอมเป็นคนเอ่ยคำขอโทษแม้ไม่ได้ทำผิด หรือแม้กระทั่งยอมโอนอ่อนไปปลอบประโลมเขาก่อน โดยที่ยังไม่ได้เยียวยาบาดแผลของตัวเองด้วยซ้ำ
นั่นคือการเชื่อว่าการมีคนรักจะนำมาซึ่ง ‘ความปลอดภัย’ เพราะอาจแอบหวังว่าจะมีใครบางคนเข้ามาเป็นหลักยึดเหนี่ยว และทำให้ชีวิตเรารู้สึกมั่นคงปลอดภัยเสียที
แต่จริงๆ แล้ว ถ้าหากเราได้รับความรักจากใครสักคนแล้ว แต่ในใจยังรู้สึกไม่มั่นคง สิ่งที่ขาดหายไปอาจเป็น ‘ความมั่นคงภายในตัวเอง’ แต่เรากลับไปคาดหวังให้คนรักมาเติมเต็ม
“จงมั่นคง เพื่อที่ฉันจะได้รู้สึกมั่นคง”
“จงปกป้องฉัน เพื่อที่ฉันจะได้รู้สึกปลอดภัย”
มีเรื่องเล่าหนึ่งจากหญิงสาววัยใกล้ 40 เธอได้เล่าผ่านบทความหนึ่งใน ‘The New York Times’ เธอคือผู้ผ่านการแต่งงานและหย่าร้างมาแล้วสองครั้ง และเธอค้นพบว่าแม้จะได้รับความรักมากมายแค่ไหน แต่ในใจของเธอกลับไม่เคยสัมผัสได้ถึงความปลอดภัยทางใจจริงๆ สักที
เธอยังคงจมอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำให้ร่างกายและหัวใจหมดแรง จนเธอตัดสินใจหยุดทุกอย่าง และหยุดวิ่งตามหาความรัก ก่อนจะพาตัวเองไปเป็นอาสาสมัครที่เขตอนุรักษ์เต่า ณ เชิงเขาโทปาโทปา รัฐแคลิฟอร์เนีย
เธอใช้ชีวิตอยู่กับเต่ากว่า 600 ตัว และได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตผ่านการเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตที่แสนเชื่องช้าเหล่านี้ เธอจึงได้เรียนรู้ว่า ‘การใช้ชีวิตแบบเต่า’ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะมันทำให้เธอฉุกคิดเรื่องราวของความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี
เรื่องแรกที่เธอได้เรียนรู้ก็คือ ‘ถ้ายังไม่พร้อม ก็ไม่ต้องรีบขยับ’
เธอเล่าว่าในเขตอนุรักษ์มีเต่ายักษ์กาลาปากอสตัวหนึ่งชื่อ ‘เดเมียน’ ทุกเช้าเดเมียนจะนอนขวางประตูทางเข้าออกไว้ด้วยร่างกายขนาดใหญ่ เต่าตัวอื่นๆ ที่จะเดินผ่านไปต้องปีนข้ามหลังมันไปเอง เพราะเดเมียนจะก้าวเดินออกมาก็ต่อเมื่อมันพร้อมแล้วจริงๆ
เรื่องราวของเดเมียนทำให้เห็นว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต เราอาจต้องเรียนรู้ที่จะไม่ยอมขยับตัวก่อนจะพร้อม หยุดขอโทษพร่ำเพรื่อ และเลิกโอนอ่อนผ่อนตามให้คนอื่นพอใจ ถ้ายังไม่พร้อมที่จะไปไหนหรือทำอะไร ลองปล่อยให้คนอื่นเดินอ้อมเราไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย
เรื่องที่สองก็คือ ‘ไม่ต้องพุ่งกระโจน ไปในทุกความสัมพันธ์’
เต่าจะมีอาการหนึ่งที่เรียกว่า ‘ฟินชิง’ (finching) หรืออาการที่เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราใช้ปลายนิ้วสะกิดไปที่กระดองเต่า หลังจากนั้นเต่าก็จะค่อยๆ ยันขาทั้งสี่ข้างขึ้น ยืดคอยาวออกอย่างช้าๆ เพื่อยกตัวให้ลอยขึ้นไปหาสัมผัสนั้น เหมือนกับมันค่อยๆ เปิดรับสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี
สิ่งนี้เองที่ทำให้เต่าต่างจากมนุษย์แบบเราๆ เพราะมีหลายคนที่มักจะ ‘พุ่งกระโจน’ เข้าใส่ความสัมพันธ์ เราจะตื่นเต้นกับช่วงเวลาเริ่มต้น การคุยโทรศัพท์ข้ามคืน หรือความรู้สึกของการได้ตกหลุมรัก เราวิ่งตามความรักอย่างรวดเร็ว จนลืมที่จะค่อยๆ ซึมซับและอยู่กับมันอย่างมั่นคงมากกว่า
เรื่องถัดมาก็คือ ‘อย่าปล่อยให้ตัวตนค่อยๆ เลือนหายไป’
สำหรับเต่า ‘กระดอง’ คือ ‘ตัวตน’ ที่เต่าเป็นมาตั้งแต่เกิด และกระดองนั้นนอกจากจะมีอยู่เพื่อซ่อนตัวจากการถูกทำร้ายแล้ว มันยังมีไว้เพื่อสร้าง ‘ขอบเขต’ และปกป้องร่างกายของมันไม่ให้เป็นอันตรายจากการโจมตีของศัตรู
และสิ่งนี้เองไม่ต่างอะไรกับ ‘เกราะคุ้มกันใจ’ ที่เราควรจะมี และนั่นต้องเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง
ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้เราจะอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่พอดี แต่หลายๆ คนก็ยังทนอยู่ต่อ ถึงแม้จะต้องเก็บความชอบไว้ในใจ จนเมื่อหันมามองตัวเองอีกที ตัวตนเดิมก็เลือนหาย ดังนั้น การจะสร้างกระดองคุ้มกันใจ จึงหมายถึงการกล้าพูดคำว่า ‘ไม่’ ให้กับสิ่งที่ไม่ใช่ และหยุดลบตัวตนเพียงเพื่อแลกกับความรักของใครอีกต่อไป
และเรื่องสุดท้ายก็คือ เต่าทะเลนั้นจะมีช่วงเวลาระหว่างที่ลูกเต่าฟักออกจากไข่แล้วว่ายลงสู่ทะเล จนถึงวันที่มันกลับมาชายหาดเดิมเพื่อวางไข่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ‘ปีที่สาบสูญ’ (The Lost Years)
แทบไม่มีใครรู้เลยว่าตลอดหลายปีในมหาสมุทร มันว่ายไปที่ไหนหรือต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่จริงๆ แล้วเต่า ‘ไม่เคยหลงทาง’ เลยสักนิด มันไม่เคยต้องการให้ใครมาชี้ทางกลับบ้านให้ และตัวเราเองก็อาจไม่ต่างกัน
ช่วงเวลาที่เราเคยหลงทางในความสัมพันธ์ ปีที่เรายอมเปลี่ยนตัวเองจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม หรือช่วงเวลาที่คิดว่าทำตัวตนหล่นหายไป มันอาจไม่ใช่ ‘ปีที่สูญเปล่า’ เลย เพราะเราสามารถกลับมาเป็นตัวเองได้เสมอ เมื่อเราต้องการ
-------------------
หากวันนี้เรารู้สึกเหนื่อยล้ากับการวิ่งตามหาความรัก
ลองอนุญาตให้เราได้หยุดพักใน ‘กระดอง’ ของตัวเอง
ลองหยุดวิ่งให้นานพอ เพื่อที่จะรับฟังสิ่งที่อยู่ในใจ
และกลับมาเป็นตัวเองจริงๆ ให้ได้อีกครั้ง

การเป็นคนใจดี ไม่ได้หมายความว่าจะพูดคำว่า “ไม่” ไม่ได้นะ ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องใจดีกับใครก็ตามที่จ้องจะเอาเปรียบเรา แต่จง...
23/09/2026

การเป็นคนใจดี ไม่ได้หมายความว่าจะพูดคำว่า “ไม่” ไม่ได้นะ
ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องใจดีกับใครก็ตามที่จ้องจะเอาเปรียบเรา
แต่จงใจดีกับคนที่แสดงความจริงใจออกมาอย่างแท้จริงดีกว่านะ


“เสร็จหรือยัง?!” “ถึงไหนแล้ว?!” “เร่งมือหน่อยได้ไหม?”-------------------MOODY เชื่อว่าทุกคนที่กำลังตั้งใจทำหน้าที่ของตัว...
22/09/2026

“เสร็จหรือยัง?!”
“ถึงไหนแล้ว?!”
“เร่งมือหน่อยได้ไหม?”
-------------------
MOODY เชื่อว่าทุกคนที่กำลังตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดกำลังอยู่นั้น เมื่อได้ยินประโยคเหล่านี้ ปฏิกิริยาอัตโนมัติที่ตามมาคงจะเป็นอารมณ์ที่เปลี่ยน จากกำลังมีสมาธิจดจ่อ กลับต้องหยุดชะงัก จนรู้สึกหม่นหมองหรืออารมณ์อาจปะทุขึ้นเล็กๆ ด้วยความไม่พอใจ
.
แม้ว่าคนถามอาจไม่ได้มีเจตนาจะกดดัน แค่อยากรู้ว่างานไปถึงไหนแล้ว หรือมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ต้องการงานเร็วขึ้น แต่ในมุมของคนที่กำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่นั้น คำถามสั้นๆ เหล่านี้อาจไม่ได้จบลงแค่การใช้เวลาไม่กี่วินาทีเพื่อตอบ เพราะสิ่งที่ถูกขัดจังหวะไปพร้อมกันอาจเป็น ‘กระบวนการคิด’ ที่กำลังดำเนินอยู่
.
งานวิจัยของ โซฟี เลอรอย (Sophie Leroy) นักวิจัยด้านการจัดการและพฤติกรรมองค์กร อธิบายแนวคิดที่เรียกว่า ‘Attention Residue’ หรือ ‘เศษตกค้างของความสนใจ’ ว่า เมื่อเราต้องเปลี่ยนจากงานหนึ่งไปทำอีกงานหนึ่ง ความสนใจบางส่วนอาจยังคงติดอยู่กับงานเดิม โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่กำลังทำอยู่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
.
ลองนึกภาพว่า ขณะที่เรากำลังเขียนงาน เราอาจกำลังคิดประโยคถัดไป เชื่อมข้อมูล หรือเรียบเรียงความคิดหลายอย่างอยู่ในหัว แต่จู่ๆ มีคนเข้ามาถามว่า “เสร็จหรือยัง?” เราจึงต้องหยุดสิ่งที่กำลังคิดเพื่อฟังคำถาม ตอบกลับ แล้วค่อยกลับไปทำงานต่อ
.
แม้จะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่สมองอาจไม่ได้กลับมาอยู่ในจุดเดิมทันที เพราะต้องดึงบริบทและความคิดที่ค้างไว้ออกมาอีกครั้ง งานวิจัยเกี่ยวกับ ‘Workplace Interruptions’ หรือ ‘การขัดจังหวะในที่ทำงาน’ จึงชี้ให้เห็นว่า ต้นทุนของการถูกขัดจังหวะไม่ได้มีเพียงช่วงเวลาที่งานหยุดชะงัก แต่ยังรวมถึงต้นทุนจากการเปลี่ยนบริบท (Context switching) โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้การคิด วิเคราะห์ วางแผน หรือเขียน ซึ่งต้องอาศัยความต่อเนื่องของความคิด
.
พูดง่ายๆ คือ บางครั้งสิ่งที่ทำให้งานช้าลง อาจไม่ใช่จังหวะการทำงานของใครคนนั้น แต่อาจเป็นการที่เขาต้องหยุดงานที่กำลังทำอยู่ในมือหลายๆ ครั้งเพื่อตอบว่า “ตอนนี้กำลังทำงานอยู่นะ” และเมื่อการขัดจังหวะมาพร้อมกับการเร่ง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มีแค่เรื่องของสมาธิ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรู้สึกของคนทำงานด้วย
.
นอกจากนี้ ‘Reactance Theory’ หรือ ‘ทฤษฎีแรงต้านทางจิตวิทยา’ ของ แจ็ก ดับเบิลยู. เบรม (Jack W. Brehm) ยังอธิบายไว้อีกว่า เมื่อคนเรารู้สึกว่าเสรีภาพหรือความสามารถในการควบคุมตนเองกำลังถูกจำกัด เราอาจเกิดแรงต้านทางจิตใจขึ้น เพื่อทวงคืนความรู้สึกว่าเรายังเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์อยู่
.
ในที่ทำงาน สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อคนหนึ่งรู้ว่าตนเองมีหน้าที่ต้องทำอะไรอยู่แล้ว แต่กลับถูกเร่งหรือถามซ้ำๆ ว่า “เมื่อไหร่จะเสร็จ?” จนรู้สึกว่าจังหวะการทำงานของตัวเองกำลังถูกควบคุม ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันและนำไปสู่แรงต้านทางจิตใจได้
.
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าห้ามการถามถึงความคืบหน้าของงาน เพราะการติดตามงานเป็นเรื่องปกติของการทำงานร่วมกัน เพียงแต่ควรพิจารณาว่าจะถามอย่างไร ผ่านช่องทางไหน และเลือกจังหวะไหนจึงจะเหมาะสม
หากเป็นเรื่องที่ไม่เร่งด่วน อาจส่งข้อความหรือเลือกถามในช่วงที่อีกฝ่ายไม่ได้กำลังจดจ่อกับงานอยู่ ส่วนงานที่มีเส้นตายชัดเจน ก็ควรสื่อสารกำหนดส่งให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อให้อีกฝ่ายวางแผนการทำงานได้
เพราะการให้พื้นที่ไม่ได้หมายถึงการไม่สนใจว่างานจะเสร็จสิ้นเมื่อไร แต่คือการเคารพกระบวนการที่อีกคนกำลังใช้เพื่อทำงานให้สำเร็จ
สุดท้ายแล้ว การทำงานร่วมกันที่ดีอาจไม่ใช่การทำทุกอย่างให้รวดเร็วที่สุด แต่คือการรู้ว่า เมื่อไหร่ควรเร่ง และเมื่อไหร่ควรถอยออกมา
-------------------
เพราะบางครั้งการไม่ขัดจังหวะคนที่กำลังตั้งใจทำงาน ก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งของการช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นก็ได้นะ


ทุกคนอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ หาเวลาพักบ้างในวันที่ฟ้าครึ้ม และอย่าลืมดูแลหัวใจตัวเองให้ดี เพ...
22/09/2026

ทุกคนอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะ
ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ หาเวลาพักบ้างในวันที่ฟ้าครึ้ม
และอย่าลืมดูแลหัวใจตัวเองให้ดี เพราะไม่ว่าเมฆจะครึ้มแค่ไหน
สุดท้ายแล้วฟ้าก็จะกลับมาสดใสเสมอ ☔️🌤️


ว่ากันว่าการบอกลาสัตว์เลี้ยง นั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าการบอกลาคนรักเสียอีกยิ่งในวันที่ความหมายของคำว่า ‘สัตว์เลี้ยง’ เปลี่ยนไป...
21/09/2026

ว่ากันว่าการบอกลาสัตว์เลี้ยง
นั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าการบอกลาคนรักเสียอีก
ยิ่งในวันที่ความหมายของคำว่า ‘สัตว์เลี้ยง’ เปลี่ยนไป
การปล่อยมือจากพวกเขา ก็ยิ่งยากลำบากขึ้น
-------------------
ปัจจุบันมีหลายๆ บ้านที่นิยมเลี้ยง ‘สัตว์เลี้ยง’ ไม่ว่าจะน้องหมาหรือน้องแมว ไม่ต่างจากคนในครอบครัวเลย ทั้งนอนร่วมเตียงเดียวกัน ไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกัน หรือแม้กระทั่งมีกรมธรรม์ประกันชีวิต
ส่วนหนึ่งก็อาจมาจากการใช้ชีวิตของเราที่เร่งรีบขึ้น โดดเดี่ยวขึ้น สัตว์เลี้ยงจึงกลายมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยในใจ การได้กอดแมวส้มที่บ้าน หรือการได้พาน้องหมาออกไปเดินเล่น คือสิ่งชุบชูใจที่ไม่มีสิ่งใดในโลกเทียบได้
ความผูกพันอันแนบแน่นนี้เอง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้บางคนรู้สึกว่าการสูญเสียสัตว์เลี้ยงนั้นทำใจยากและเจ็บปวดยิ่งกว่าการสูญเสียพ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อนสนิทเสียอีก
หลายๆ คนอาจรู้สึกผิดที่ ‘คิด’ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันไม่แปลกเลย เพราะสัตว์เลี้ยงนั้นแทบจะอยู่ในทุกช่วงขณะชีวิตของเรา นอกจากนี้ พวกเขายังไม่เคยตัดสินเรา ไม่เคยผูกใจเจ็บ ความรักที่เขาให้เรานั้นคือ ‘ความรักบริสุทธิ์’ จริงแท้ และที่สำคัญ เราต้องเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตของพวกเขาทั้งหมด ความรับผิดชอบอันเบ็ดเสร็จนี้เอง ที่กลายมาเป็นความขัดแย้งในใจ เมื่อวาระสุดท้ายของสัตว์เลี้ยงของเราเดินทางมาถึง
และเมื่อถึงวาระสุดท้ายของสัตว์เลี้ยง สิ่งที่ ‘ตัดสินใจ’ ยากยิ่งนั่นคือการเลือกว่า เมื่อไรที่เราควรหยุดการรักษา และยอมปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รักจากไปอย่างสงบ ซึ่งการตัดสินใจในวาระสุดท้ายนี้เองเป็นช่วงเวลาที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา สาเหตุหนึ่งก็เพราะวิทยาการทางการแพทย์นั้นประสบความสำเร็จมากขึ้นกว่าในอดีต
เมื่อนั้นเองจึงนำไปสู่คำถามที่ว่า “เราควรจะยื้อชีวิตพวกเขาต่อไปอีกนานแค่ไหน?”
และหากใครกำลังประสบหรืออยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้อยู่ MOODY ก็มี 4 แนวทางมานำเสนอ ที่อาจลองนำไปใช้ได้เมื่อวาระสุดท้ายของเพื่อนซี้สี่ขาเดินทางมาถึง
1 - อย่ารอให้สัตว์เลี้ยงเป็นฝ่ายบอกว่าพวกเขาพร้อมแล้ว เพราะในความเป็นจริง พวกเขาอาจไม่มีวันบอกคุณเลย สัตว์สามารถอดทนต่อความเจ็บป่วยได้เป็นอย่างดี พวกเขามักเก็บซ่อนความอ่อนแอเอาไว้จนนาทีสุดท้าย
2 - สัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ด้วยความสุขจากการกิน เมื่อใดก็ตามที่พฤติกรรมการกินอาหารของพวกเขาเปลี่ยนไป นั่นคือสัญญาณเตือนที่เราต้องหันมาใส่ใจ
3 - ในแต่ละวัน ลองให้คะแนนสัตว์เลี้ยงของคุณตั้งแต่ 1-10 โดยให้ 10 หมายถึงวันที่ดีและมีความสุข ส่วน 1 หมายถึงวันที่แย่ ลองจดบันทึกตัวเลขเหล่านั้นลงไปแล้วเฝ้าดูแนวโน้ม การทำเช่นนี้จะช่วยดึงสติเรา ในช่วงเวลาที่เราไม่สามารถมองสิ่งใดได้ตามความเป็นจริง
4 - ลองมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ถามพวกเขาจากใจว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร และเมื่อถามแล้ว คุณต้องเปิดใจให้กว้างพอ พร้อมที่จะยอมรับฟังคำตอบนั้น แม้มันจะไม่ใช่คำตอบที่คุณอยากได้ยินก็ตาม
และจงจำไว้ว่า ‘อย่ารอนานจนเกินไป’
เพราะถึงแม้เราจะจินตนาการว่า ‘ความตาย’ นั้นเป็นช่วงเวลาที่สงบสุข หรือเป็นวันที่น้องหมาน้องแมวของเราแค่ค่อยๆ หลับตาลงแล้วนอนหลับใหล
ถึงแม้บางครั้งมันอาจเป็นเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงส่วนใหญ่แล้วมันไม่ใช่เลย เพราะช่วงเวลาสุดท้ายอาจเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความตื่นตระหนกหวาดกลัว อาการชักเกร็ง การหายใจติดขัดอย่างทรมาน หรือภาวะทุกข์ทรมานอื่นๆ ที่ไม่น่ามอง
แต่เราสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นได้ เราสามารถทำให้การเดินทางครั้งสุดท้ายนี้น่าหวาดกลัวน้อยลงได้ ด้วยการกล้าที่จะขอความช่วยเหลือ และเลือกที่จะลงมือตัดสินใจ ก่อนที่จุดที่เลวร้ายจริงๆ จะมาถึง เพราะเมื่อเราทำหน้าที่ปกป้องพวกเขาจากความทรมานได้สำเร็จแล้วเท่านั้น เราก็จะสามารถก้าวต่อไปสู่ความโศกเศร้าได้อย่างแท้จริง
เมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับการจากลา สิ่งหนึ่งที่ควรจำไว้คือ น้ำตาและความเจ็บปวดเหล่านั้นเป็นหลักฐานยืนยันถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่เรามีให้แก่พวกเขา ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์เลี้ยงนั้นมีคุณค่าและคู่ควรอย่างยิ่งแก่การร่วมไว้อาลัย คู่ควรแก่การถูกจดจำ และคู่ควรแก่การส่งพวกเขาในการเดินทางครั้งสุดท้าย
พวกเขาทำให้เราหัวเราะในวันที่มืดมน
พวกเขาคอยปลอบโยนในวันที่เราแตกสลาย
พวกเขามอบกิจวัตรและความหมายในการตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน
พวกเขานั่งเคียงข้างเราอย่างเงียบสงบในยามที่เราเจ็บไข้
และเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขารักเราอย่างหมดหัวใจ
โดยไม่เคยเรียกร้องให้เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนอื่นก่อนเลยแม้แต่น้อย
เพราะนี่เป็นข้อแลกเปลี่ยนร่วมกันตั้งแต่วันแรก
ที่เราตัดสินใจอุ้มสัตว์ตัวหนึ่งก้าวเข้ามาในชีวิต
-------------------
เราตกลงที่จะรักพวกเขา
เราตกลงที่จะดูแลเอาใจใส่พวกเขา
และสุดท้ายคือ เราต้องยอมตกลงที่จะปล่อยพวกเขาไป
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นี่คือข้อตกลงที่โหดร้าย
แต่มันก็เป็นข้อตกลงที่งดงาม
และเชื่อว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกคน
ก็ยังยินดีที่จะก้าวเข้าไปในวังวนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ที่อยู่

6, 1 Ari5 Fang Nuea Alley, Phaya Thai
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66968964594

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MOODYผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง MOODY:

ทางลัด

แชร์