28/09/2026
เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ เราอาจนึกถึงคนที่เกิดมาเพียบพร้อมทั้งฐานะ การศึกษา และโอกาส
-------------------
แน่นอนว่านั่นเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง แต่อย่าลืมว่ายังมีผู้คนอีกมากมายที่ไม่ได้เพียบพร้อมเท่าใคร ก็สามารถกลายเป็น ‘ผู้ประสบความสำเร็จ’ ได้เช่นกัน
หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของคนเหล่านั้น คือการเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าชีวิตจะต้องเผชิญกับความท้าทาย ปัญหา หรืออุปสรรคมากแค่ไหน ตัวเองยังสามารถเรียนรู้ พัฒนา และหาหนทางก้าวผ่านมันไปได้
เพราะในชีวิตจริงเราไม่ได้เจอกับเรื่องที่ต้องรับมือเพียงแค่ครั้งเดียว หลายครั้งเราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่สิ่งสำคัญอาจอยู่ที่ว่า เมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นเรา ‘เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง’ มากพอที่จะเรียนรู้ ปรับตัว และหาหนทางก้าวต่อไปหรือไม่?
นี่คือสิ่งที่นักจิตวิทยา แครอล ดเว็ค (Carol Dweck) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อธิบายผ่านแนวคิด ‘Growth Mindset’ ซึ่งหมายถึงการเชื่อว่า สติปัญญา ความสามารถ และทักษะของเราไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตายตัว แต่สามารถพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้ ความพยายาม การฝึกฝน และการปรับวิธีการของตัวเอง
ดังนั้น สำหรับคนที่มี Growth Mindset ความท้าทายที่เข้ามาอาจไม่ได้เป็นเพียง ‘วิกฤต’ ที่ต้องเผชิญ แต่ยังเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้และค้นหาหนทางใหม่ๆ เพราะเชื่อในศักยภาพของตัวเองว่า เรายังสามารถเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนวิธีคิด หรือทดลองหาหนทางใหม่ เพื่อก้าวผ่านสถานการณ์นั้นไปได้
และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม ‘การปรับตัว’ จึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่พาเราเข้าใกล้ความสำเร็จ เพราะเมื่อเราเชื่อว่าตัวเองยังพัฒนาได้ เราจะไม่จำเป็นต้องยึดติดกับความสามารถหรือวิธีการที่มีอยู่ในตอนนี้ แต่พร้อมจะเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปตามสิ่งที่ชีวิตเรียกร้องอยู่เสมอ
เราอาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยต้นทุนที่เท่ากัน แต่เรายังสามารถพัฒนาตัวเองจากจุดที่มีเพื่อค่อยๆ ไปให้ถึงจุดที่หวังได้ ดังนั้น หากความสำเร็จไม่ได้วัดกันแค่จากสิ่งที่เรา ‘มี’ ตั้งแต่ต้น บางทีสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือสิ่งที่เรา ‘เชื่อว่าเรายังสร้างขึ้นมาได้’
เพราะคนที่เชื่อว่าตัวเองยังพัฒนาได้ ย่อมมีเหตุผลที่จะลองทำอีกครั้ง ลองเรียนรู้อีกครั้ง และลองปรับตัวอีกครั้ง เมื่อเส้นทางข้างหน้าไม่เป็นอย่างที่คิด และนี่อาจเป็นหนึ่งในความแตกต่างเล็กๆ ที่ทำให้คนคนหนึ่งยังเดินต่อไปได้ แม้ไม่ได้มีทุกอย่างพร้อมตั้งแต่เริ่มต้น
และหากลองมองแนวคิดนี้ในระดับที่ใหญ่ขึ้น เราจะพบว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่คนคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับองค์กรที่ต้องเติบโตไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่าง ปทต. ที่อาศัยการเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนตัวเองมาตลอด 48 ปี ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ
ย้อนกลับไปในช่วงแรกของการก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2521 ปตท. ต้องรับมือกับโจทย์สำคัญอย่างวิกฤตพลังงานและการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ จึงเริ่มต้นจากการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ ทั้งการนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาใช้ประโยชน์ พัฒนาโครงข่ายท่อส่งก๊าซ และเพิ่มศักยภาพของคนไทยในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมด้วยตัวเอง
เมื่อประเทศเริ่มมีพลังงานที่เพียงพอมากขึ้น โจทย์ก็เปลี่ยนจาก ‘จะหาให้พอใช้ได้อย่างไร’ เป็น ‘จะนำสิ่งที่มีมาต่อยอดได้อย่างไร’ ในทศวรรษต่อมา ปตท. จึงนำก๊าซธรรมชาติมาพัฒนาเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรและต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอีกมากมาย
ขณะเดียวกันก็เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งการผลักดันน้ำมันไร้สารตะกั่วและการดำเนินโครงการด้านการฟื้นฟูป่า สะท้อนการมองเห็นโจทย์ใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องพลังงานและเศรษฐกิจ แต่รวมถึงคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมด้วย
กระทั่งประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ปตท. ก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวอีกครั้ง ทั้งการปรับโครงสร้างทางการเงิน และการเปลี่ยนผ่านจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยมาเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในปี พ.ศ. 2544 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและศักยภาพในการแข่งขัน
ก่อนจะพัฒนาการทำงานร่วมกันของธุรกิจในกลุ่มให้แข็งแรงขึ้น และสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษต่อมา จึงพบกับโจทย์ใหม่อีกครั้งว่า เราเติบโตจะเกิดขึ้นอย่างไรโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ปตท. จึงขยับจากการมองเพียงการเติบโตขององค์กร ไปสู่การเติบโตที่คำนึงถึงผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งการดำเนินงานด้านความยั่งยืน การพัฒนาชุมชน และการสร้างความร่วมมือกับหลายภาคส่วน
แนวคิดสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่การเข้าไปช่วยเหลือชุมชนในวันที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่คือการสร้างโอกาสให้ผู้คนสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ในระยะยาว ผ่านการส่งเสริมอาชีพ วิสาหกิจชุมชน และผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น ให้สิ่งที่ชุมชนมีอยู่สามารถต่อยอดเป็นรายได้และสร้างความเข้มแข็งได้ด้วยตัวเอง
เพราะการเติบโตที่ยั่งยืนอาจไม่ได้หมายถึงการที่คนหนึ่งคนหรือองค์กรหนึ่งองค์กรก้าวไปข้างหน้าเพียงลำพัง แต่คือการที่คนรอบข้างสามารถเติบโตขึ้นไปพร้อมกันได้ด้วย
และเมื่อโลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ ทั้งด้านพลังงาน เทคโนโลยี และรูปแบบการใช้ชีวิต ปตท. ก็ยังคงเรียนรู้และปรับตัวต่อไป จากการเป็นองค์กรที่มีภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ สู่การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตด้วยการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี พ.ศ. 2593
พัฒนาพลังงานทางเลือก และนำเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการทำงาน รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจและรูปแบบการสร้างคุณค่าที่สอดคล้องกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น หากมองย้อนกลับไปตลอด 4 ทศวรรษ เราจึงอาจไม่ได้เห็นเพียงการเติบโตขององค์กรขนาดใหญ่ แต่เห็นการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาที่สะท้อนว่า เมื่อโจทย์เปลี่ยน ปตท. ก็เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนตาม
จากการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
จากการฝ่าวิกฤต สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
จากการสร้างความพร้อมในวันนี้ สู่การเตรียมตัวสำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 48
ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Together for Sustainable Thailand, Sustainable World’ ที่ยังคงมุ่งพัฒนาตัวเองให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง พร้อมเติบโตไปกับสังคมไทย และก้าวสู่การเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน
เรื่องราวของ ปตท. จึงไม่ต่างจากชีวิตคนเรา ที่เมื่อโลกเปลี่ยนไป เราเองก็อาจต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน หรือวิธีรับมือกับเรื่องต่างๆ ไปตามช่วงเวลาของชีวิต และการมี Growth Mindset คือการเชื่อว่าเราสามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้เสมอ
-------------------
เพราะบางทีคนที่ไปได้ไกลที่สุด อาจไม่ใช่คนที่พร้อมที่สุดตั้งแต่เริ่มต้น แต่คือคนที่ยังเชื่อว่า ตัวเองสามารถเติบโตได้อีกเสมอ
#48ปีปตท #จากรากฐานที่มั่นคงสู่อนาคตที่ยั่งยืน